สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 5 : ชัยชนะขึ้นอยู่กับหลักฐาน

สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 5 : ชัยชนะขึ้นอยู่กับหลักฐาน

โดย : ตฤณภัทร

Loading

เมื่อสายตาของลูกน้อยเผยความจริงที่ศาลไม่รับฟัง สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า โดย ตฤณภัทร จะพาคุณย้อนสู่ พ.ศ. 2498 ร่วมสืบหาหลักฐานช่วยผู้บริสุทธิ์ไปกับแม่ค้ากาแฟ ม่ายทรงเสน่ห์ ทนายปากร้าย และตำรวจสายสืบสุดป่วน ในนิยายสืบสวนย้อนยุคซ่อนเงื่อน อบอุ่นหัวใจ และอุดมด้วยอารมณ์ขัน

 

“สะอิ้งลูก หายไปไหนมา” นางฤทัยถามเมื่อเห็นสะอิ้งเปิดประตูร้านเข้ามา

เมื่อเวลาล่วงเข้าใกล้ยามเย็น นางฤทัยตัดสินใจให้เด็กสาวที่จ้างมาเป็นเพื่อนกลับบ้านไป และปิดประตูร้านอยู่กับหลานสาวเพียงสองคน แม้จะทราบว่าผู้ต้องหาถูกจับกุมแล้ว แต่ยังหวาดวิตกเรื่องที่สอางค์ถูกลักพาตัว เร็วๆ นี้ก็คงจะยังไม่อาจคลายใจและปล่อยหลานสาวให้คลาดสายตาแม้เสี้ยววินาที

“แล้วกระโปรงทำไมถึงได้เลอะดินแบบนั้น” คนเป็นมารดาสังเกต

โชคยังดีที่ก่อนหน้าหล่อนขอใช้ห้องน้ำที่สำนักงานทนายความล้างหน้าล้างตัวมาบ้าง ไม่เช่นนั้นอาจโดนเทศนาอีกหลายกัณฑ์

สอางค์นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเบาะหนานุ่มฝีมือการเย็บของผู้เป็นยาย ปูอยู่บนตั่งไม้ขาสิงห์ในบริเวณพักผ่อนของร้าน ใกล้ๆ กันนั้นมีโต๊ะไม้แบบมีลิ้นชักที่สะอิ้งใช้คิดบัญชีตั้งอยู่

“ฝนตกค่ะ แล้วก็ให้ปากคำนานทีเดียว” สะอิ้งตอบสองคำถามในคราเดียว

“สะอิ้ง แม่ได้ยินว่าพรุ่งนี้งานศพพี่ฉิมวันแรก เราไปช่วยงานกันเถอะลูก แม่ว่าจะช่วยทำบุญมากหน่อย อย่างไรเสียเขาก็ช่วยหลานแม่จนเขาต้องตาย” นางฤทัยเอ่ยด้วยน้ำตาคลอ

“เก็บเงินไว้เถิดแม่ ไอ้แก่นั่นมันไม่ใช่คนดี” สะอิ้งเข่นเขี้ยว

“ตายแล้วสะอิ้ง ไปพูดถึงลุงฉิมแบบนั้นได้ไง” นางฤทัยตีไหล่ลูกสาวดังเพียะ

“แม่ฟังก่อน” สะอิ้งรวบมือมารดาไว้แล้วบอก “หนูเห็นภาพที่ลูกเห็นวันนี้”

คำพูดติเตียนหยุดที่ริมฝีปาก นางฤทัยสบตาลูกสาวเป็นเชิงบอกว่าหล่อนกำลังฟังอยู่

สะอิ้งเคยเล่าความสามารถพิเศษใหม่ของเธอให้มารดาฟัง ทำให้นางฤทัยรู้ว่าสะอิ้งสามารถเห็นเหตุการณ์ผ่านสายตาลูกสาวผ่านการสัมผัส ดังนั้นนางจึงนิ่งฟังถ้อยคำเล่าของลูกสาวด้วยสายตาที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเครียดขึง

“สารเลว” หล่อนเชื่อลูกสาวโดยไม่สงสัย เพราะเคยทดสอบดูแล้วหลายครั้งก็พบว่าสะอิ้งจะมองเหตุการณ์อย่างแม่นยำเสมอ “ไม่ไปมันแล้ว ทำบุญหรือ ไม่เผาพริกเผาเกลือแช่งก็ดีเท่าไหร่แล้ว”

“แต่หนูคิดว่างานศพนี้หนูต้องไปค่ะ” สะอิ้งบอก

เมื่อเห็นว่ามารดามองหล่อนด้วยสายตาไม่เห็นด้วยจึงอธิบายเพิ่ม

“ในนิมิต หนูได้ยินไอ้ฉิมเรียกยายแต๋วว่าตัวเงินตัวทอง หนูคิดว่ามันต้องจับลูกหนูเพื่อส่งไปขาย” สะอิ้งบอกเล่าข้อสันนิษฐาน

ซึ่งข้อนี้เองแสดงชัดว่าลูกสาวของหล่อนยังไม่ปลอดภัยเสียทีเดียว

“หนูจะไปงานศพ บางทีคนที่อยู่เบื้องหลังอาจเคลื่อนไหว” สะอิ้งว่า “ฝากแม่คอยสังเกตด้วยนะคะ ว่ามีใครแปลกหน้า หรือคนคุ้นเคยก็ตามเถอะ ถ้ามาบ่อยๆ ผิดปกติต้องระแวงไว้ก่อน เราเปิดร้านปกติ แล้วก็จ้างเด็กผู้หญิงมา บอกว่าเป็นลูกมือก็ได้”

“จะว่าไป ช่วงนี้แม่เห็นรถเก๋งอยู่คันนึงบ่อยๆ” นางฤทัยบอก นึกอยู่เป็นครู่ “คันใหม่เชียวแหละ สีดำ มาช่วงบ่ายๆ บ่อยทีเดียว เรามัวแต่ยืนชงน้ำอาจไม่ได้สนใจ แม่ก็คิดว่าเขาอาจมารับสาวสักคนที่โรงเรียนสอนตัดเสื้อ แม่จำทะเบียนไม่ได้ แต่รถแบบนี้ใช่ว่าจะมีมากมาย”

“แม่เห็นคนในรถไหมคะว่าเป็นใคร” สะอิ้งถาม

“ไม่เห็นจ้ะ ไว้แม่จะคอยมองให้นะ” นางฤทัยทำท่านึกก่อนพูดต่อ “แล้วแม่ละม้ายเล่า จะช่วยเขาอย่างไรดี น่าสงสารจริง ถูกขังคงกลัวมาก แม่ต้องจัดการเรื่องอาหารการกิน แล้วก็ผ้าห่มให้เสียหน่อย”

“ดีจ้ะแม่ ประเดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะวานนายใบ้ไปจัดการ” สะอิ้งคิดถึงเขาเป็นคนแรก หล่อนคิดว่าต่อไปหล่อนอาจต้องระวังในการปรากฏตัวที่สถานีตำรวจตามคำแนะนำของวัลลภ ทนายหนุ่มรับปากว่าจะช่วยดำเนินเรื่องตามขั้นตอนที่จำเป็น

ส่วนหล่อนต้องพยายามทำตัวเป็นปกติ อย่าแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับครอบครัวนายฉิม ต้องทำทีสำนึกบุญคุณ เพื่อหาต้นตอว่านายฉิมต้องการจับตัวลูกสาวไปเพื่ออะไร สิ่งสำคัญคือต้องสาวเอาหลักฐานความผิดที่จับต้องได้ออกมาเพื่อบรรเทาโทษให้ละม้าย

‘อันที่จริงศาลอาจพิจารณาลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต’ วัลลภวิเคราะห์

‘ไม่ได้ เธอแค่ป้องกันตัว’ สะอิ้งกัดริมฝีปาก เป็นกิริยาที่มักทำเวลาเครียด ‘คนอื่นป้องกันตัวแล้วพ้นโทษเยอะไป ละม้ายแค่แก้ตัวเหมือนคนอื่นไม่ได้’

จากพฤติการณ์ที่ยอมรับว่าตนฆ่าคนง่ายๆ แสดงให้เห็นถึงความใสซื่อในจิตใจของละม้าย แต่ด้วยไม่สามารถอธิบายเรื่องได้อย่างละเอียด ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นดาบที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง

ทนายหนุ่มยักไหล่

‘ทุกอย่างต้องมีหลักฐาน คุณรู้จักภาษิตนี้ไหม ไม่เข้าถ้ำเสือจะได้ลูกเสืออย่างไร’

 

“หนังสือพิมพ์ฉบับนึงค่ะ” สะอิ้งหยิบหนังสือพิมพ์รายวันจากแผง

“สะอิ้งช่วงนี้อยู่แต่ร้านไม่ได้ไปขายน้ำที่สถานีรถไฟใช่ไหม” แป้น เจ้าของแผงหนังสือที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านของหล่อนถามอย่างใส่ใจ

“ก็อยากดูลูกค่ะ เกิดเรื่องใหญ่ใจไม่ดี” สะอิ้งเล่า

ความจริงความห่วงลูกก็มีตามที่บอก แต่มากกว่านั้นคือหล่อนต้องการเฝ้าสังเกตว่ามีคนตามสอดส่องสอางค์หรือไม่

ลูกสาวหล่อนดูเหมือนจะยังเด็กมาก เด็กน้อยจึงไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องที่เกิดขึ้น ยังกินเก่ง นอนอิ่มดีเป็นปกติ หล่อนสัมผัสมือนุ่มนิ่มของเจ้าตัวเล็ก ภาพผ่านสายตาของเด็กน้อยกลับมาเป็นชีวิตประจำวันอันมีภาพแม่และยายของตัวเองเป็นหลักอีกครั้ง อย่างไรเสียในฐานะแม่หล่อนต้องปกป้องความสงบสุขในชีวิตเจ้าเด็กน้อยเอาไว้ให้จงได้

“ก็จริงนะ นังนั่นก็น่ากลัวจริง ไม่คิดเล้ย พี่ยังเคยให้กินน้ำกินท่า ดูมันน่าสงสาร ไม่คิดเลยว่ามันจะอุ้มน้องแต๋วไปได้ พี่นี่จะไม่ยุ่งกับพวกสติไม่ดีอีกแล้ว” แป้นพูดไป มือที่ถือพัดสานจากใบจากก็พัดไปด้วย

“ที่สถานีมีอะไรหรือคะ” สะอิ้งไม่อยากฟังคนด่าละม้าย จึงถาม

“เช้าเมื่อวาน มีจับโจรที่ร้านเสริมสวยหน้าสถานี โอ๊ย เป็นโจรปล้นร้านทองจากตลาดกลางเมืองตรังแล้วหนีมากบดานบ้านเมีย สะอิ้งเคยเห็นไหม มันชื่อกล้า ผัวนังบัวเจ้าของร้านเสริมสวยไง”

“ไม่เห็นนะคะ ตอนไปขายของเคยเดินผ่านไปเห็นแต่เจ้าของร้านตัดผมเสริมสวยลูกค้าอยู่” หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบัวมีสามี เขาคงต้องการกบดานจริงๆ

เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีฝีมือที่จับตัวเอามาได้ ไม่ใช่ว่าต้องเฝ้าทั้งวันทั้งคืนหรอกหรือ

“ทองที่ปล้นเห็นว่าตั้งห้าสิบบาท เจอของกลางแค่สิบบาทเอง ไม่รู้ว่าเอาไปซ่อนไว้ไหน บัวนะบัว เลือกผัวผิดคิดจนตัวตาย” แป้นบ่น

สะอิ้งผงกหัวเป็นเชิงเห็นด้วย ด้วยตนก็เคยเลือกสามีผิด ถึงเขาไม่ได้เป็นโจรแต่ก็เป็นตัวการให้ชีวิตหล่อนหกคะเมนตีลังกาอยู่เหมือนกัน

เจ้าของร้านกาแฟสาวเอ่ยขอตัวก่อนจะเดินตรงไปที่สำนักกฎหมายเทียบธรรม เพื่อเอาหนังสือพิมพ์ไปส่งให้ทนายคนขี้เกียจ ที่เกลียดการเดินท่ามกลางแสงแดด ดังนั้นในระหว่างที่เขาช่วยดำเนินคดีให้ สะอิ้งต้องซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขาทุกวัน

…นายใบ้หายไปสามวันแล้ว

รุ่งเช้าเมื่อสามวันก่อน สะอิ้งว่าจ้างสามล้อไปที่สถานีรถไฟตั้งแต่เช้า ตั้งใจว่าจะเรียกนายใบ้มาแล้วว่าจ้างเขาให้เป็นธุระส่งอาหารและของใช้จำเป็นให้ละม้าย การที่เขาพูดไม่ได้อาจเป็นข้อดี เพื่อไม่ให้เรื่องน่าสงสัยเกินไป อีกทั้งผู้คนก็ยังเข้าใจว่าเขาเป็นสามีของละม้ายด้วย

แต่นายใบ้ไม่ได้อยู่ที่สถานีรถไฟ ขอทานหนุ่มหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เดิมทีสะอิ้งคิดว่าเขาอาจเดินร่อนเร่ขอทานตามประสา หากผ่านมาสามวันก็ยังหาเขาไม่เจอ

…หายไปง่ายๆ เหมือนอย่างตอนปรากฏตัว

ดังนั้นสะอิ้งจึงต้องเปลี่ยนแผนการใหม่ คือฝากอาหารและของใช้ไปกับวัลลภ และจ้างร้านอาหารตามสั่งหน้าสถานีตำรวจส่งข้าวส่งน้ำแต่ละมื้อให้ละม้ายแทน

“หน้าบูดเป็นตูดลิง หาคนไม่เจอละสิ” วัลลภทักเมื่อเห็นสะอิ้งเปิดประตูเข้ามา น้ำเสียงของเขาเจือแววเยาะเย้ยนิดหน่อย ส่วนสายตานั้นยังจับจ้องอยู่กับสำนวนคดีที่คัดลอกมาจากสถานีตำรวจ

“ตอนไปขายของตอนเช้าฉันเจอเขาทุกวัน ทีวันที่ต้องการ…หายตัวไปเฉยเลย” สะอิ้งนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของวัลลภ หล่อนเลื่อนกาน้ำชากระเบื้องสีขาวเขียนลายใบไผ่สีน้ำเงินมารินชาใส่จอกให้ตัวเองด้วยกิริยาที่เริ่มคุ้นชิน

…พอๆ กับชินกับความกวนประสาทของทนายของหล่อน

ดูเอาเถิด คนปกติที่ไหนจะมีทีท่าพร้อมซ้ำเติมความผิดพลาดของลูกความขนาดนี้ ไม่กี่วันที่หล่อนมาหาเขาเพื่อปรึกษาคดีความ สะอิ้งพบว่าความสุภาพนั่นเป็นแค่หน้ากากปิดบังของแท้ไว้ ส่วนข้างในคือคนที่เห็นปัญหาของคนอื่นเป็นเรื่องสนุก

สะอิ้งเชื่อเหลือเกินว่าคนตรงหน้าไม่ได้ตัดสินใจเป็นทนายเพื่อช่วยคน เขาน่าจะอยากดูคนทะเลาะกันแบบแถวหน้าติดเวทีมวยมากกว่า

“สะใภ้เศรษฐีใหญ่ หย่าแล้วมาทำงานงกๆ แบบนี้ไม่ถูกต้อง เอางี้ ให้ผมฟ้อง ขอสิบเปอร์เซ็นพอ” สำหรับคดีแพ่ง ทนายอาจไม่ได้เรียกค่าว่าความเป็นตัวเลขที่แน่นอน มากน้อยจะขึ้นอยู่กับจำนวนสินทรัพย์ที่ฟ้องมาได้กรณีชนะคดี

“นิสัยไม่ดี สืบเรื่องฉันทำไม” สะอิ้งหน้าง้ำ

อันที่จริงหล่อนก็อยากเปลี่ยนใจหาทนายใหม่อยู่เหมือนกัน แต่คนพวกนั้นแค่เกริ่นนิดหน่อยก็ปิดประตูใส่หล่อนแล้ว สะอิ้งจึงต้องกล้ำกลืนทนปากตะไกร และความร้ายกาจของวัลลภต่อไป

“ผมก็ต้องรู้จักลูกความเสียหน่อยสิ แล้วคุณก็น่าสนใจมาก อยากช่วยคุณฟ้องค่าเลี้ยงดูจริงๆ” เขาปิดหนังสือ กะพริบตาถี่ๆ มองหล่อนด้วยจริตออดอ้อน

หากเป็นเด็กหนุ่มหน้าใส จิตใจสะอาดทำ สะอิ้งคงมองว่าน่ารัก แต่พอรู้นิสัยของคนตรงหน้าหล่อนจึงคิดว่ามันน่าขนลุกมากกว่า

…นี่ทำไมหล่อนต้องมารู้จักคนประหลาดอะไรพรรค์นี้นะ

“ตั้งใจทำคดีที่ฉันจ้างเถอะ ขอร้อง” สะอิ้งตัดบท

หล่อนไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับอดีตสามีและครอบครัวของเขาอีกต่อไป

“ระดับนี้ ไม่ต้องตั้งใจก็ได้เรื่อง” วัลลภดึงลิ้นชักใต้โต๊ะออกมา ก่อนหยิบกระดาษที่มีรายละเอียดของชายคนหนึ่งให้หล่อน

“กำนันเศกข์” หล่อนอ่านชื่อเจ้าของรถเก๋งต้องสงสัย

นอกจากให้มารดาคอยสังเกต วัลลภยังส่งคนมาคอยสังเกตการณ์หน้าร้านของสะอิ้ง เรื่องนี้ทำให้หล่อนรู้ว่า ถึงจะดูเงียบๆ แต่เขาก็เป็นคนกว้างขวาง ดูเหมือนการรับว่าความที่ผ่านมาคงสร้างเครือข่ายที่มีประโยชน์ไม่น้อย

แม้แต่ผู้มีอิทธิพลหลายคนที่หล่อนเคยได้ยินชื่อก็เป็นลูกความของเขา

ถ้าไม่ติดว่าหล่อนต้องช่วยละม้ายให้ได้ สะอิ้งก็อยากหนีห่างให้ไกลจากพ่อทนายหน้าขาวปากแดงคนนี้ ไม่รู้หล่อนทำกรรมอะไรไว้หนักหนา

 

 



Don`t copy text!