เงาไม้ใต้เงารัก บทที่ 1 : เมล็ดพันธุ์

เงาไม้ใต้เงารัก บทที่ 1 : เมล็ดพันธุ์

โดย : กนก ณจันทร์

เงาไม้ใต้เงารัก นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย กนก ณจันทร์ เมื่อ ‘บ้าน’ สถานที่ที่ควรจะอบอุ่นกลับร้อนยิ่งกว่าไฟ และความรักของนนทรีที่เคยมอบให้เธอ…ยังเหมือนเดิมไหม หรือความรักทั้งหมดไปอยู่ที่เข็มขาวเสียแล้ว มารู้คำตอบในนวนิยายออนไลน์เรื่องนี้ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้เพลิดเพลินในเรื่องราวผ่านทุกตัวอักษร

ดวงตากลมโตสดใสลอดมองผ่านผมม้าที่ยาวจนเกือบทิ่มตาดำจับจ้องไปยังใบหน้าสีน้ำตาลอ่อนของอีกฝ่าย จมูกเชิดรั้นนั้นเชิดขึ้นอีกเมื่อเจ้าของใบหน้าเล็กแก้มป่องมองฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัวก่อนจะแผดเสียงดัง

“ไม่เอา ไม่เป็นคนวิ่งไล่จับ” น้ำเสียงเอาแต่ใจนั้นบ่งบอกถึงอารมณ์และนิสัยของเด็กหญิงผู้พูดได้เป็นอย่างดี ลำแขนเรียวเล็กผิวนวลผ่องอมชมพูยืนเท้าสะเอวแสดงอำนาจเลียนแบบผู้ใหญ่ ทำตัวเป็นอันธพาลรุ่นพี่ที่กำลังข่มขวัญเด็กเล็กทั้งที่เจ้าตัวอายุน้อยกว่าอีกฝ่ายถึงสามปีก่อนจะออกคำสั่งยืนยันเจตนาเดิมของตนเอง “พี่นนนั่นแหละต้องเป็นคนวิ่งไล่จับ แก้วจะเล่นต่อ”

“ไม่ได้ ตกลงกันไว้แล้วว่าครั้งต่อไปแก้วต้องเป็นคนหา” นนทรีย้ำกติกาที่เคยตกลงกันมาแต่กลับละเลยตามใจเด็กหญิงหลายหน คราวนี้ต้องทำให้หล่อนเคารพกติกาให้ได้ หากคนเอาแต่ใจนิ่วหน้า ริมฝีปากแดงราวกับลิ้นจี่เม้มเข้าหากัน คิ้วขมวดผูกปม นนทรีจึงกล่าวเสียงแข็งยื่นคำขาด ไม่ยอมใจอ่อน ตั้งเงื่อนไขขึ้นมาบ้าง “ถ้าไม่ยอม พี่จะไม่เล่นด้วย พี่สนกับพี่โมกก็จะไม่เล่นด้วย”

สนฉัตรกับโมกที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่รู้จะพูดอย่างไรได้แต่ยิ้มเจื่อนกลับไปยังระย้าแก้ว ที่จริงแค่เรื่องวิ่งไล่จับพวกเขายอมเสียสละเป็นคนไล่จับแทนเด็กหญิงก็ได้ แต่นนทรีไม่ยอม บอกว่าจะทำให้ระย้าแก้วเอาแต่ใจจนเคยตัว

“โธ่เว้ย!” ระย้าแก้วกระแทกเสียงเมื่อเห็นเด็กชายอีกสองคนยืนสงบปากคำเลยทรุดลงไปนั่งกอดเข่าก้มหน้าอยู่กับพื้น คำพูดเช่นนี้หล่อนเลียนแบบมาจากเด็กชายคนที่ตั้งกติกาขึ้นมานั่นแหละ หากพูดต่อหน้าผู้ใหญ่คงโดนตำหนิไปแล้วซึ่งครั้งนั้นระย้าแก้วก็ไม่ยอมโดนเอ็ดแต่เพียงผู้เดียว จึงฟ้องกลับไปบ้าง

‘ทีพี่นนยังพูดได้เลย’

ผลคือนนทรีถูกเรียกไปอบรมด้วยอีกคน หากแต่ถูกสอนสั่งคนละแบบ

‘อย่าพูดให้น้องได้ยิน เดี๋ยวน้องจะเลียนแบบ’

นนทรีรับคำมารดาใส่ไว้ในใจ หากแต่เสริมแต่งบางคำแล้วมาสอนระย้าแก้วอีกที

‘อย่าไปพูดให้ผู้ใหญ่ได้ยิน เดี๋ยวจะถูกดุเอา’

ในเมื่อเขายังไม่ใช่ผู้ใหญ่ ดังนั้นเมื่ออีกฝ่ายถอดคำพูดจากเขามาใช้กับเขาบ้างจึงต้องแกล้งทำหูทวนลมไปเสีย เพราะหากเอาเรื่อง เจ้าตัวแสบคงแผลงฤทธิ์ไปฟ้องผู้ใหญ่ว่าเขาพูด ‘วะ โว้ย เว้ย’ เป็นการตอบแทน

“ไหนว่าโตเป็นพี่ปอหนึ่งแล้ว เป็นพี่ปอหนึ่งก็ต้องเคารพกติกา มีน้ำใจนักกีฬาสิ” เขาพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบเพื่อเกลี้ยกล่อม

“งั้นเราไปซื้อขนมระหว่างรอตกลงกันก็แล้วกันนะ” สนฉัตรรีบหาทางหนีทีไล่เอาตัวรอด เขาเป็นพี่ชายคนโปรดของระย้าแก้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาไม่เข้าข้างตามใจเด็กหญิง หล่อนจะพาลโกรธเขาอยู่เสมอ เขาจึงใช้วิธีหลบไปเสียเลย เหลือแต่โมกที่ยืนเด๋อทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะเข้าข้างระย้าแก้วหรือนนทรีดีจึงตัดสินใจเกลี้ยกล่อมทั้งคู่เลยแล้วกัน

“เอาน่ะ ถ้าไม่อยากเป็นคนวิ่งไล่จับ เปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นไหม” โมกพยายามเสนอทางเลือกอื่นๆ

นนทรีก้มลงมองเด็กหญิงที่นั่งกอดเข่ากับพื้นซึ่งเงยหน้ามองเขา ศีรษะของหล่อนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนผมดำขลับนั้นจับตัวกันเป็นก้อนเพราะวิ่งมุดรั้วลอดพุ่มไม้ ความเอ็นดูเด็กหญิงนั้นเกิดขึ้นครู่หนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหมั่นไส้ไปด้วย จนเมื่อสบตาเข้ากับดวงตากลมโตสุกสกาวที่มีขนตาหนายาวเป็นแพล้อมกรอบนั้น คนตัวสูงกว่าก็ใจอ่อนจึงช่วยปัดเศษกิ่งไม้ใบหญ้าแห้งที่เกี่ยวพันเส้นผมจนยุ่งเหยิงออกให้

“ยังไง จะเล่นเป็นคนวิ่งไล่จับหรือจะเล่นอย่างอื่นดี” เขาถามด้วยน้ำเสียงละมุนเอาใจ

เมื่อได้รับการปลอบประโลมและพูดจนสงบระย้าแก้วก็เริ่มคิดตาม ริมฝีปากแดงระเรื่อกัดเม้มอย่างพยายามอดกลั้นอย่างถึงที่สุดก่อนที่จะพูดออกไป

“ก็ได้” คนเอาแต่ใจต้องยอมจำนนเมื่อเจอคนเด็ดขาดกว่ายื่นคำขาดมาเช่นนี้ ถึงจะยอมตอบตกลง แต่ไม่วายมองตาขวางไปยังเพื่อนเล่นตัวโตกว่าที่บางครั้งหล่อนก็วางให้เขาเป็นศัตรูคู่อริ

เป็นเวลาเดียวกันกับที่สนฉัตรเดินกลับมาพร้อมกับลูกชิ้นทอด ขนมปังปิ้ง ขนมโตเกียว และข้าวโพดอบเนยที่เพิ่งซื้อมาจากร้านค้าริมรั้วโรงเรียน เด็กอีกสามคนจึงรับขนมไปคนละถุงแล้วลงนั่งรับประทานขนมพักเหนื่อย ลืมเหตุการณ์ผิดใจเมื่อครู่ไปชั่วขณะ

 

ลำแสงของดวงตะวันค่อยๆ อ่อนโรยลงไป อีกทั้งกระแสลมที่ช่วยพัดพาความร้อนในเวลาเย็นย่ำทำให้สนามเด็กเล่นที่ล้อมรอบด้วยรั้วเตี้ยๆ อันมีแนวแปลงดอกไม้สีสวยสดใสล้อมรอบอีกชั้นหนึ่งถูกจับจองด้วยนักเรียนที่มาเล่นชิงช้า ม้ากระดก กระดานลื่น รวมถึงเครื่องเล่นอื่นๆ ส่วนบริเวณหน้าโรงเรียนเป็นที่นัดหมายรับส่งของนักเรียนและผู้ปกครอง หากผู้ปกครองยังไม่มารับด้วยติดภารกิจหน้าที่การงาน นักเรียนก็มักจะมานั่งเล่นหรือทำการบ้านในสนามหญ้าด้านในซึ่งระย้าแก้ว นนทรี สนฉัตร โมกก็มักจะใช้พื้นที่ตรงนี้ทำการบ้านรอปิยะเช่นกัน

“ไม่มีการบ้านเหรอ” นนทรีหันไปถามเด็กหญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มที่นั่งรับประทานขนมอย่างสบายใจ

“ไม่มี แก้วทำเสร็จตั้งแต่ในห้องแล้ว” ระย้าแก้วตอบด้วยน้ำเสียงโอ้อวด มั่นใจว่าตนเองขยันและเก่งที่สุด แต่ที่จริงแล้วระดับชั้นของหล่อนยังมีการบ้านไม่มากและไม่ยากต่างหาก

นนทรี สนฉัตร และโมกนั้นอยู่คนละห้อง แต่อยู่ในระดับชั้นเดียวกันจึงมีปริมาณการบ้านที่ใกล้เคียงและคล้ายกัน บางครั้งจึงหันหน้ามาถามหรือปรึกษากัน หากไม่ได้ลอกกัน เพราะถูกอบรมว่าไม่ให้ทำเช่นนั้นซึ่งทุกคนก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี

“ขอเงินแก้วซื้อน้ำหน่อย” ระย้าแก้วลุกยืนขึ้นพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงแจ่มแจ๋วร่าเริง

“เหลือแค่นี้แหละ” นนทรีล้วงกระเป๋าแล้วยื่นเศษเหรียญให้หล่อน ต่อให้ได้เงินมาโรงเรียนเท่ากัน ทว่าเมื่อน้องเล็กเงินหมด ผู้เป็นพี่มักจะเสียสละเงินส่วนของตัวเองให้เสมอ

เด็กหญิงไม่เกี่ยงงอนกับเศษเงินจำนวนน้อยนิด หล่อนยื่นมือออกไปรับแล้ววิ่งไปที่ริมรั้วข้างโรงเรียน ไม่กี่นาทีก็กลับมาพร้อมกับน้ำอัดลมหนึ่งแก้ว ทว่าหลอดดูดน้ำนั้นมีเท่ากับจำนวนคนทั้งหมด แต่ละคนก้มดูดน้ำอัดลมกันคนละอึกสองอึก และไม่ลืมที่จะทำสัญลักษณ์หลอดดูดน้ำของตัวเองทั้งพับ ม้วน หรือหัก เหลือเพียงหลอดดูดน้ำของระย้าแก้วที่ยังคงสภาพเดิมไว้

เด็กชายหญิงสี่คนนั่งล้อมวงทำการบ้านและรับประทานขนมไปพลาง โดยมีระย้าแก้วพูดเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องชั้นเรียนของตนเองให้คนอื่นๆ คอยพยักหน้าและรับคำอือออเหมือนหล่อนลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งทะเลาะหน้าดำหน้าแดงเมื่อครู่เสียสิ้น แต่แล้วบทสนทนาเพลิดเพลินของระย้าแก้วนั้นก็ถูกขัดด้วยเสียงกร้าว แข็ง กระโชกของใครคนหนึ่ง

“ไอ้โมก เอาตังค์มาสิบบาทซิ” เด็กชายคนหนึ่งยืนเบื้องหน้าเด็กชายโมก ส่วนสายตาก็มองมายังเด็กอีกสี่คนที่นั่งอยู่กับพื้นด้วยแววตาไม่เป็นมิตร

“ไม่ให้ พี่โมกอย่าให้นะ” น้ำเสียงใสของระย้าแก้วแทรกขึ้นมาพร้อมกับลุกยืนขึ้นเพื่อให้ตัวสูงเท่าเทียมกันกับเด็กชายอีกคน ทว่าถึงจะยืนแล้วแต่ก็ยังสูงไม่ถึงเด็กชายผู้อาวุโสกว่าอยู่ดี

“เสือก ตัวเองชื่อโมกรึไง น้องมันก็ไม่ใช่” โกสนอ้างความเป็นพี่น้องกับโมกแล้วมาขอเงินโมกเป็นประจำ แต่ที่จริงน่าจะเรียกว่ากรรโชกมากกว่า

“ไม่มี วันนี้ลืมเอาเงินมา” โมกโกหก ที่จริงเงินค่าขนมของเขายังเหลืออยู่ แต่ดูเหมือนโกสนจะไม่เชื่อคำโกหกนั้นจึงมองขนมหลากหลายชนิดที่อยู่เบื้องหน้าพี่ชายเป็นเชิงถาม

“ขนมนี่ของนนกับสนเขาซื้อมา” โมกชิงพูดขึ้นมาเมื่อเห็นสายตาของน้องชาย

“อ๋อ ไอ้เด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายโรงเรียนมาใช่ไหม” เพื่อนของโกสนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถามขึ้นพร้อมกับมองหน้าเด็กชายอีกสองคนที่นั่งกับพื้นสนามหญ้า

นนทรีและสนฉัตรไม่ตอบได้แต่มองหน้าเด็กชายเพื่อนของโกสน ส่วนเพื่อนของโกสนอีกคนที่ยืนถือลูกบอลอยู่ห่างๆ นั้นเป็นนักเรียนชั้นโตกว่า ถึงแม้ว่าจะย้ายเข้ามาอยู่โรงเรียนแห่งนี้ได้ไม่ถึงเดือน แต่ทั้งสองคนก็จดจำได้ว่ากลุ่มเพื่อนที่โกสนคบกลุ่มนี้เป็นเด็กเกเรประจำโรงเรียน

“ก็คนที่แม่มันติดคุกไง พ่อมันก็ตาย เลยกลายเป็นคุณหนูตกอับย้ายมาโรงเรียนนี้ เฮ้ย นี่มันไอ้ลูกพ่อตาย แม่ติดคุกนี่หว่า” เด็กชายที่ถือลูกบอลกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเป็นต้นเสียงให้เด็กคนอื่นๆ ล้อเลียนตามๆ กันไปมาว่า

“ไอ้ลูกพ่อตาย ไอ้แม่ติดคุก”

ผิวแก้มขาวผ่องของสนฉัตรแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฝาดลามไปถึงใบหูทันที จะว่าอับอายก็ใช่ แต่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่จ้องเขม็งและมือที่กำดินสอแน่นนั้นดูเหมือนว่าเด็กชายจะโกรธเกรี้ยวมากกว่า หากแต่พยายามควบคุมอารมณ์ระงับอาการกิริยาเอาไว้ ยังไม่ทันที่จะพูดหรือทำสิ่งใดก็มีอีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา

“ส่วนไอ้โมกก็ไอ้ลูกแม่ทิ้ง” คราวนี้เป็นโกสนที่ล้อเลียนพี่ชายตัวเองบ้าง เด็กชายไม่เคยนับถือเกรงใจโมกว่าเป็นพี่ชายอยู่แล้ว ยิ่งผู้เป็นพ่อกดขี่โมกให้เห็นบ่อยมากเท่าไร โกสนก็ยิ่งดูแคลนโมกเท่านั้น

โมกกำหมัดแน่น ถึงแม้ว่าเขากับโกสนจะเคยทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ และผลที่ตามมาคือโมกต้องถูกลงโทษ แต่เขาก็ไม่เคยยอม ความเจ็บใจในเรื่องของตัวเองนั้นเหมือนไฟสุมอยู่ในทรวง แต่เพื่อนของเขาต้องมาถูกล้อเลียนกลั่นแกล้งไปกับเขาด้วยนี่สิ มันเหมือนสาดน้ำมันเข้ากองไฟ โมกรู้สึกเจ็บใจแทนเพื่อนของตนจึงลุกขึ้นทันที หากยังไม่ทันได้ทำหรือพูดอะไรออกไป น้องชายก็ชี้หน้าแล้ววิ่งไปหลบหลังรุ่นพี่ที่จุดชนวนนี้ขึ้นมา

“ถ้าทำอะไรกู กูฟ้องพ่อนะ” โกสนโผล่หน้ามาจากหลังของเลอศักดิ์ เด็กชายที่วาจาหยาบโลน

“ไอ้พวกบ้า ไปเลยนะ ไป” ดวงตากลมโตของระย้าแก้วที่ฉายแววโกรธตั้งแต่แรกยิ่งฉายความเกรี้ยวกราดออกมาราวกับจะเผาเด็กชายทั้งสามให้ไหม้เป็นจุณ ริมฝีปากแดงราวกับกลีบกุหลาบนั้นขบเม้มบึ้งตึงก่อนจะกล่าวต่อไป

“จะไปไหนก็ไปเลยไป ไป๊ ชิ่วๆ อย่ามายุ่งกับพวกเรา ไม่อย่างนั้นฟ้องครูแน่” หล่อนโบกมือไล่ก่อนจะผลักไสไล่กลุ่มผู้รุกราน แต่แรงผลักของเด็กหญิงตัวเล็กนั้นไม่สามารถทำอะไรกลุ่มเด็กชายตัวโตได้ เพียงแค่เด็กนักเรียนชายนั้นเบี่ยงตัวหลบจึงกลายเป็นระย้าแก้วเสียหลักล้มลงเองแล้วพวกเขาก็ล้อเลียนยั่วเย้าหล่อนส่งผลให้เด็กชายที่นั่งกำหมัดแน่นอยู่อีกสองคนลุกขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกัน

“เป็นแฟนกันเหรอถึงมาปกป้อง ฮึ เป็นแฟนกับคนไหนล่ะระย้าแก้ว” โกสนถามอย่างยั่วเย้าพร้อมกับทำหน้าทำตาทะลึ่งตึงตังกวนโมโห กลุ่มเพื่อนของเด็กชายได้ทีเลยหัวเราะล้อเลียนตามๆ กันเสียงดังหนักกว่าเดิม

“หรือว่าคนนี้วะ” เลอศักดิ์กล่าวพร้อมกับชี้มายังนนทรี

“แม่กูเล่าให้ฟังว่าแม่มันแร- หนีตามมาอยู่กับผู้ชาย ก็พ่ออีระย้าแก้วไง แก้วมันเป็นลูกไม่มีแม่พอดี เฮ้ย! ไอ้เด็กใหม่ แม่แกน่ะราคาเท่าไหร่วะ” เด็กชายพูดจบก็หัวเราะชอบใจแล้วยังเรียกเสียงหัวเราะจากพวกพ้องของตน

คนถูกแกล้งจาบจ้วงด้วยวาจาไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายพูดนักหรอก แต่ก็พอจะรู้สึกได้ว่าไม่ใช่เรื่องดีจึงมองฝ่ายตรงข้ามอย่างแค้นเคือง

ไม่เพียงแต่พูดล้อเลียนยั่วเย้า หากอีกฝ่ายอยู่ๆ ก็ยื่นมือมาดึงผมระย้าแก้ว ศีรษะของเด็กหญิงโยกซ้ายทีขวาที ปากก็ร้องต่อไปไม่หยุด “พ่อแม่ได้กัน ลูกก็ได้กัน! พ่อแม่ได้กัน ลูกก็ได้กัน!”

เปรี้ยง!

จบประโยคนั้นเด็กชายผู้กล่าวร้ายก็ทรุดร่วงล้มลงไปทันที เพราะโดนหมัดหนึ่งกระแทกเข้าให้ที่ใบหน้า

เพียงครู่เดียวนักเรียนหลายคนก็กรูวิ่งเข้ามาล้อมวงดูศึกตะลุมบอนนั้น บ้างก็ส่งเสียงร้องเชียร์ บ้างก็ยืนดูด้วยความหวาดเสียวคอยลุ้นอยู่ห่างๆ เด็กนักเรียนสองกลุ่มกระโจนโถมพุ่งตัวเข้าหากัน ต่างฝ่ายต่างล้มลุกคลุกคลานแลกหมัด แลกเท้าคนละทีสองทีได้ยินเสียงตุ้บตั้บเมื่อกำปั้นนั้นกระแทกเข้าตามเนื้อตัว

เด็กชายทั้งหกคนเข้าคู่ต่อสู้กันพอดี แต่หากใครล้มกลิ้งออกมาจากวง หรือกำลังเพลี่ยงพล้ำคู่ต่อสู้จะมีกำลังเสริมคอยช่วยเหลือ จะช่วยหรือซ้ำเติมนั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นฝ่ายใด ซึ่งกำลังเสริมก็ไม่ใช่ใครอื่นคือเด็กหญิงระย้าแก้วนั่นเอง

ถึงระย้าแก้วจะตัวเล็กกว่าแต่ก็กระโจนเข้าใส่ราวกับลูกแมวป่า บางครั้งก็ล้มกลิ้งลงมาแต่ก็พยายามหาทางนั่งทับแล้วกางนิ้วมือทั้งสิบข่วนไปยังผิวแก้มอีกฝ่ายจนเลือดซิบ หนำซ้ำยังใช้ฟันเขี้ยวคมๆ กัดเข้าที่แขนจนเป็นรอยจมเขี้ยว

หูของหล่อนอื้ออึงไม่ได้ยินเสียงใครทั้งสิ้น รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คุณครูท่านหนึ่งแยกหล่อนออกมาขณะที่หล่อนกำลังกัดเข้าที่หูของฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง

 

ปิยะก้มหน้าสำนึกผิดไม่มีสิ่งใดจะแก้ตัวเมื่อรับฟังเหตุวิวาท อีกทั้งยังรู้สึกละอายใจด้วยตนเองก็มีอาชีพเป็นครูบาอาจารย์แต่เด็กในปกครองของตนนั้นกลับก่อเรื่องเสียเอง คุณครูสาวพูดคุยกับบรรดาผู้ปกครองอีกสองสามประโยค ก่อนจะหันมามองนักเรียนแต่ละคนแล้วถอนหายใจยืดยาว สภาพของเด็กแต่ละคนนั้นก็ไม่ต่างกันนักหรอก คนที่ดูดีหน่อยก็คงเป็นเด็กหญิงตัวเล็กที่สุดนั่นแหละ แต่เสื้อผ้าผมเผ้าก็หลุดลุ่ยหายไปกระจุกหนึ่งเพราะถูกดึงทึ้งออกมา

“ยังไงก็ต้องลงโทษทุกคนนะคะคุณพ่อคุณแม่” คุณครูสาวสรุปผลให้ผู้ปกครองฟัง

บรรดาผู้ปกครองต่างพยักหน้ายอมรับในคำตัดสินนั้น เว้นแต่มารดาของเลอศักดิ์ เด็กชายที่อายุมากที่สุดที่แสดงท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจก่อนจะแผดเสียงดังขึ้นมาลั่นห้อง

“ได้ยังไงล่ะ ลูกหนึ่งของฉันโดนทั้งข่วน ทั้งกัดจนเลือดออกขนาดนี้ ฉันไม่ยอมนะ เจ็บขนาดนี้แล้วจะโดนทำโทษได้ยังไง ทำโทษไอ้พวกที่ก่อเรื่องก่อนสิ”

“ใช่แม่ ไอ้เด็กใหม่มันต่อยผมก่อน” เลอศักดิ์ หรือหนึ่งชี้หน้านนทรีจ้องตาเขม็ง

“ก็มาล้อพวกเราก่อน” เด็กหญิงเถียงกลับแล้วหันไปมองหน้าคุณครูสาวเป็นเชิงฟ้อง “มาดึงผมแก้วด้วยค่ะครู แล้วยังมาว่าถึงพ่อแม่พวกเราด้วย” ระย้าแก้วเถียงคอเป็นเอ็น ไม่ยอมถูกกล่าวหาอยู่ฝ่ายเดียวจึงสาธยายคำพูดที่อีกฝ่ายล้อเลียนถึงพวกตนไปแทบจะทุกประโยค แม้บางประโยคจะไม่เข้าใจนัก อย่างถามเรื่องราคาของแม่นนทรี และบอกว่าพ่อแม่ได้กัน แต่เด็กหญิงก็ช่างจดจำเล่าเรื่องนี้ไปด้วย

“อ้าว แล้วพ่อแม่เป็นแบบนั้นจริงรึเปล่าล่ะ ถ้าจริงลูกฉันก็พูดถูกแล้ว” ฝ่ายผู้ใหญ่เลือดขึ้นหน้า โมโหที่ลูกชายถูกทำร้ายยังไม่พอ ยังมาโดนเด็กฟันไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเถียงกลับ แล้วยังมากล่าวร้ายบุตรชายของตนอีกด้วย

คุณครูสาวตกใจกับเรื่องเล่าของระย้าแก้วแล้วยังต้องมาตกใจซ้ำเมื่อได้ยินทัศนคติของผู้ปกครองของเลอศักดิ์ พลางคิดในใจว่าที่เด็กชายมีนิสัยเช่นนี้อาจจะจดจำลอกเลียนมาจากมารดา ถึงจะไม่ใช่ครูประจำชั้นแต่หล่อนก็ทราบกิตติศักดิ์ของเด็กชายที่เป็นหัวโจกเด็กเกเรประจำโรงเรียนเป็นอย่างดี เขาทั้งด่า พูดจาหยาบคาย แกล้งเพื่อน รีดไถเงิน หล่อนอยากจะถามกลับไปว่าคุณแม่ได้ติดตามพฤติกรรมลูกชายบ้างไหม แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด คุณครูสาวพยายามใจเย็นสูดลมหายใจเข้าให้ลึกแล้วทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยสถานการณ์ร้อนให้เย็นขึ้น

“ใจเย็นนะคะคุณแม่เลอศักดิ์” คุณครูเรียกผู้ปกครองตามชื่อของเด็กชาย “เด็กทะเลาะวิวาทกัน ไม่ว่าใครลงมือก็ถือว่าสมัครใจวิวาทต้องลงโทษเหมือนกัน”

“แต่อีกฝ่ายมีมากกว่านะคะ แบบนี้มันเรียกว่ารุมนะคะ” หล่อนเถียงคอเป็นเอ็น

“มากกว่าหนึ่งคนคือเด็กผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวนี่หรือคะ” คุณครูกล่าวพร้อมกับมองไปยังเด็กหญิงหนึ่งเดียวตรงนั้นแต่ในใจก็คิดว่าหล่อนก็แสบใช่ย่อย หาญกล้าสู้กับกลุ่มเด็กชาย หนำซ้ำยังพูดจาฉะฉานเล่าให้ฟังได้เป็นฉากๆ ว่าใครทำอะไร พูดอะไรบ้าง ก็ที่สอบสวนนั้นมีแต่หล่อนที่พูดเล่าอยู่คนเดียวแข่งกับอีกฝ่ายที่พูดแทรกตลอดเวลา

คำตอบที่เหมือนถามกลับของคุณครูว่าทำให้ใบหน้าของผู้ปกครองที่ตั้งคำถามนั้นหน้าแดงซ่านด้วยความอับอายปนโกรธนิดๆ เจ้าตัวจึงต้องเงียบเสียแต่ก็ไม่วายฮึดฮัดอยู่ในที

“ครูคะ ขอไปทำโทษลูกที่บ้านเองได้ไหมคะ เด็กสองคนนี้พี่น้องกัน” บุหงาเห็นผู้ปกครองเลอศักดิ์เรียกร้องจึงพูดบ้างทว่าออมเสียงจนแทบไม่ได้ยินโดยเฉพาะประโยคท้าย หล่อนจับไหล่โมกและโกสนเพื่อบอกว่าทั้งสองคือลูกของตน ที่พูดไปเพื่อให้ครูเว้นโทษเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำโทษอย่างที่บอกหรอก

“อ้าว พี่น้องกันหรือคะ” คุณครูสาวถามอย่างสงสัย

“ค่ะ คนที่วิ่งไปบอกครูก็ด้วย เป็นคนเล็กค่ะ” หล่อนมองไปยังวาสนาที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างตัว

“เอ่อ แล้วคนอื่นๆ แม่เดียวกันเหรอคะ หรือว่าพ่อเดียวกัน” ครูสาวชักเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์

“คนละพ่อ คนละแม่ค่ะ” ระย้าแก้วตอบเสียงดังฟังชัดพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะพยายามอธิบายต่อไป แต่ก็ต้องหยุดเพราะปิยะเอื้อมมือไปปิดปากไม่ให้อธิบายให้ครูสาวสับสนไปมากกว่าเดิม

“ผมเป็นพ่อระย้าแก้วคนเดียวครับ กับคนอื่นผมเป็นผู้ปกครอง แต่ทุกคนก็เหมือนเป็นลูกของผมนั่นแหละ ถึงพวกเขาจะไม่ใช่พี่น้องที่คลานตามกันมา แต่ก็อยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน เป็นลูกของผมทุกคน ในฐานะพ่อ ผมขอโทษแทนลูกด้วยนะครับที่ก่อเรื่อง ต่อไปผมจะกวดขันอบรมพวกแกให้มากกว่านี้” ปิยะตอบอย่างแคล่วคล่องเพราะผ่านการอธิบายมาหลายครั้ง

คุณครูสาวพยักหน้าอย่างไม่เข้าใจในความสัมพันธ์เท่าไรนัก หล่อนอบรมนักเรียนต่อไปอีกสองสามประโยค จากนั้นจึงขอร้องให้ผู้ปกครองช่วยกันกวดขันเด็กในปกครองให้มากกว่านี้ และจะแจ้งเรื่องให้คุณครูประจำชั้นทราบในวันถัดไป

ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนที่ก่อเรื่องวิวาทอีกสองคนแยกย้ายไปด้วยสีหน้าที่บูดบึ้งโดยเฉพาะมารดาของเด็กชายที่ถูกชกร่วงเป็นคนแรก อีกทั้งยังถูกระย้าแก้วกัดหู หล่อนโกรธเกรี้ยว อาละวาดด่าฟ้าโทษดินระบายอารมณ์โกรธไปตลอดทางที่ลูกชายถูกคาดโทษในชั้นประถมหก หนำซ้ำยังโดนคุณครูเตือนอ้อมๆ เรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กชายซึ่งอาจจะเกิดจากเลียนแบบหล่อน

“ขอโทษอาจารย์ด้วยนะคะที่ทำให้เสียเวลา” บุหงาพูดกับปิยะเมื่อเดินออกมาจากห้อง “โอ้คงเงินไม่พอใช้เลยไปขอโมกนั่นแหละค่ะ พอไม่ได้ แกกับเพื่อนก็เลยโมโหแล้วปากไวไปหน่อย”

ปิยะทำได้เพียงยิ้มรับกับคำแก้ต่างให้บุตรชายคนกลางของหญิงสาว พร้อมกับมองไปยังบุตรชายคนโตของหล่อนที่เป็นเด็กในปกครองของเขาก่อนจะไล่เรียงมองใบหน้าของเด็กที่เหลือทีละคน คำว่าปากไวที่หล่อนว่านั้นคงรวมถึงการที่กลุ่มเพื่อนของโกสนล้อเลียนเรื่องปัญหาครอบครัวของเด็กเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงการกล่าวพาดพิงมาถึงเขาด้วย

“ไม่เป็นไรหรอก” คนที่ไม่ค่อยถือสาหาความใครอย่างปิยะจะพูดอะไรได้นอกจากคำนี้ “แต่บุหงาต้องอบรมอย่าให้เขามาไถเงินโมกอีก ถึงเงินนั้นจะเป็นเงินของบุหงาแต่ก็ไม่ควรกรรโชก ให้ขอดีๆ แล้วก็สอนเรื่องการพูดจา พูดไม่ดีกับคนอื่นไม่ได้”

บุหงาก้มหน้ารับคำก่อนจะแก้ตัวยืดยาว “ค่ะ แต่ต้องทำมาหากินจะเอาเวลาที่ไหนไปอบรมสั่งสอนล่ะคะ อยู่โรงเรียนครูเขาก็สอนไม่ใช่หรือคะ อีกอย่างเดี๋ยวโตขึ้นก็คงคิดได้แล้วเลิกไปเอง”

“รอให้โตบางทีก็สายไปแล้วนะบุหงา แล้วจะฝากความหวังไว้กับครูอย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก ครูดูแลเด็กตั้งเท่าไหร่ แล้วไหนจะต้องสอนหนังสืออีก พ่อแม่รู้จักลูกของตัวเองกว่าใคร สอนเองดีกว่า” ปิยะพยายามใจเย็นอธิบาย

“ค่า” บุหงารับคำไปอย่างนั้นเอง หล่อนเริ่มหันซ้ายหันขวาเพราะโกสนคอยดึงแขนให้กลับบ้านตั้งแต่ถูกปิยะพร่ำสอนแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้บุหงาจึงกล่าวลาปิยะและลูกชายคนโตพร้อมกับหยิบกระเป๋าซิปขนาดเล็กออกมาก่อนจะหยิบธนบัตรยับยู่ยี่ยื่นให้โมกแล้วลูบศีรษะบุตรชายคนโตอย่างรักใคร่

ผิวของโมกคล้ำเหมือนกับผู้เป็นแม่ ใบหน้าของเขาคมเข้มคมสัน คิ้วเข้มหนาพาดเฉียงเหนือดวงตาดำสนิทราวกับนิลมองใบหน้ามารดาพร้อมกับสดับคำสั่งสอนของมารดาให้เขาเป็นเด็กดีและช่วยเหลืองานบ้านของปิยะที่ตอบแทนให้ที่กินที่อยู่ในทุกวันนี้

โกสนเห็นเงินที่โมกได้ไปก็ตาลุกวาวด้วยความอิจฉาจึงขู่แม่ว่าจะฟ้องพ่อที่ให้เงินลูกชายคนโต บุหงาจึงต้องให้เงินโกสนและวาสนาด้วย หากเงินของวาสนานั้นถูกโกสนยึดไว้ เด็กชายอ้างว่าต้องเก็บเงินไว้กับพี่ ปิยะเห็นเหตุการณ์นั้นก็รู้สึกแปลกใจที่บุหงาไม่ห้ามโกสนแต่กลับสอนวาสนาว่าให้ยอมพี่ชายจะได้จบๆ เรื่องไป

“ลุงปิยะผมขอโทษ ถ้าผมไม่ต่อยก่อนคงไม่เป็นเรื่อง” นนทรีกล่าวเมื่อขึ้นมาบนรถ

“ผมก็ขอโทษด้วย” โมกกล่าว ตามติดมาด้วยสนฉัตร เหลือเพียงระย้าแก้วที่มองใบหน้าของพี่ชายทั้งสามก่อนจะมองไปยังผู้เป็นพ่อแล้วกล่าวคำขอโทษเป็นคนสุดท้ายด้วยน้ำเสียงอ่อยเอื่อยกลัวจะถูกเอ็ดซ้ำ

 



Don`t copy text!