เงาไม้ใต้เงารัก บทที่ 2 : รักวัวให้ผูก

เงาไม้ใต้เงารัก บทที่ 2 : รักวัวให้ผูก

โดย : กนก ณจันทร์

เงาไม้ใต้เงารัก นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย กนก ณจันทร์ เมื่อ ‘บ้าน’ สถานที่ที่ควรจะอบอุ่นกลับร้อนยิ่งกว่าไฟ และความรักของนนทรีที่เคยมอบให้เธอ…ยังเหมือนเดิมไหม หรือความรักทั้งหมดไปอยู่ที่เข็มขาวเสียแล้ว มารู้คำตอบในนวนิยายออนไลน์เรื่องนี้ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้เพลิดเพลินในเรื่องราวผ่านทุกตัวอักษร

พระอาทิตย์ทอดแสงสีแดงส้มทิ้งท้ายก่อนจะลาลับขอบฟ้า แสงอ่อนนวลตาของพระจันทร์กำลังเคลื่อนที่เข้ามาทดแทนทีละนิด หลายบ้านในละแวกนั้นต่างก็ทยอยเปิดไฟทีละบ้านสองบ้าน ความเงียบสงบในตอนกลางวันนั้นค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงผู้คนที่กลับมายังเคหสถาน

ปิยะขับรถยนต์มาถึงประตูรั้วหน้าบ้าน เขาไม่ต้องเดินลงไปเปิดประตูรั้วเพราะมีเด็กชายสามคนที่นั่งเบาะหลังอาสาสลับผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่นี้อยู่ทุกวัน รถเข้าไปจอดที่โรงจอดรถซึ่งเทพื้นปูนติดกับตัวบ้าน พื้นปูนนั้นสร้างต่อเติมขึ้นมาภายหลัง ประกอบด้วยหลังคาทรงสูงเพื่อกันแดดกันฝน ชิดกำแพงมีชั้นวางของขนาดย่อมสำหรับเก็บอุปกรณ์เครื่องมือ งานช่าง และอุปกรณ์ทำสวน ลานจอดรถนี้ตั้งอยู่หน้าตัวบ้าน ใกล้กันกับบ้านต้นไม้

บ้านต้นไม้ไม่ใช่บ้านที่สร้างอยู่บนต้นไม้สูง หากเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนพื้นไม้ที่ยกขึ้นมาอย่างเตี้ยๆ มีบันไดห้าถึงหกขั้น พื้นกระดานเป็นไม้ล้อมรอบต้นไม้ มีผนังไม้ล้อมรอบทุกด้าน แล้วยังมีหลังคา บานประตู หน้าต่างเรียบร้อยเสร็จสรรพครบองค์ประกอบของบ้าน เด็กหญิงเจ้าของบ้านจึงตั้งชื่อบ้านน้อยหลังนี้ว่า ‘บ้านต้นไม้’

ปิยะซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาศิลปะที่โรงเรียนมัธยม ได้ใช้บ้านต้นไม้หลังนี้เป็นสถานที่สอนพิเศษศิลปะ และเป็นที่เก็บอุปกรณ์วาดเขียน ส่วนวันที่ไม่มีการเรียนการสอนระย้าแก้วมักจะยึดบ้านหลังนี้เป็นมุมโปรด และเมื่อมีเด็กชายอีกสามคนมาร่วมชายคาก็กลายเป็นสถานที่เล่นประจำของเด็กๆ ไปโดยปริยาย

แม้พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ทว่าบ้านต้นไม้ที่อยู่ด้านหน้าสุดของบ้านนั้นสว่างด้วยแสงไฟจากตึกสูงและเสาไฟที่อยู่ด้านนอก อีกทั้งยังมีแสงไฟสีเหลืองนวลสลัวทอแสงอบอุ่นที่เปิดอยู่ด้านหน้าตัวบ้าน นั่นหมายถึงมีคนกลับมาถึงบ้านก่อนหน้าแล้ว

ทันทีที่รถจอดสนิทเด็กหญิงที่นั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับก็เปิดประตูรถแล้ววิ่งเข้าบ้านทันที หล่อนได้ยินเสียงพูดคุยสนทนาดังลอดมาจากในบ้านทะลุผ่านประตูมุ้งลวดที่ปิดไว้เพื่อกันแมลงเข้าไปด้านใน ส่วนประตูไม้ที่เป็นประตูด้านนอกนั้นถูกเปิดเอาไว้เพื่อระบายอากาศ จนเมื่อระย้าแก้วผลักบานประตูมุ้งลวดเข้าไปนั่นเองจึงได้เห็นหญิงสาวสองคนนั่งพูดคุยกันอยู่ในบ้าน

“อานัน น้าษา สวัสดีค่ะ” หล่อนไล่เรียงเรียกชื่อทีละคนหากยกมือไหว้กวาดจากซ้ายไปขวาเป็นการทำความเคารพเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องเสียเวลาก้มหลายครั้ง

“ไม่คิดว่าษาจะแวะมา ซื้อกับข้าวมาแล้ว อยู่กินด้วยกันไหมล่ะ” ปิยะเอ่ยปากชวนอย่างไม่เอาใจใส่นัก เหมือนจะพูดตามมารยาทมากกว่า

พรรษาอยู่ข้างบ้านติดกันนี่เอง หล่อนเปิดร้านขายอาหารอยู่หน้าปากซอย พอขายเสร็จแล้วคงมานั่งพูดคุยเป็นเพื่อนนันทวรรณที่ไปช่วยทำงานที่ร้าน รอจนกระทั่งเจ้าของบ้านกลับมา

ความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้านทั้งสองหลังนี้มีตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่ พ่อแม่ของปิยะทำงานราชการหน่วยงานเดียวกับบิดาของพรรษา ครอบครัวนี้โชคร้ายที่ผู้นำครอบครัวเสียชีวิตไปตั้งแต่พรรษายังเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย เมื่อผู้เป็นพ่อเสียชีวิต แม่ของหล่อนจึงลุกขึ้นมาทำข้าวแกงขาย พรรษาจึงผันตัวไปเรียนสายอาชีพเพื่อจะได้จบเร็วๆ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี แม่ของพรรษาก็เสียชีวิตตามพ่อไป

ตอนนั้นเองที่ครอบครัวของปิยะได้หยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือและปลอบโยนให้พรรษาผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาได้ และเมื่อพ่อแม่ของปิยะเสียชีวิตไปไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ พรรษาก็ช่วยดูแลเขาจนกลับมาตั้งหลักใหม่ได้เช่นกัน

สมัยเด็ก ปิยะที่อายุมากกว่าพรรษาจะไปกลับโรงเรียนด้วยกันทุกวัน ตอนนั้นพรรษาเคยปากสว่างนำเรื่องที่เขาแอบชอบรุ่นพี่สาวสวยคนหนึ่งในโรงเรียนมาป่าวประกาศที่บ้าน เด็กหนุ่มที่เริ่มจีบสาวก็เกิดอาย จึงไม่ยอมพูดกับหล่อนไปหลายวัน พรรษาอยากง้อเลยถือวิสาสะนำกุหลาบแดงไปมอบให้กับรุ่นพี่สาวคนนั้น ทว่ามอบกันอย่างไรก็ไม่ทราบ รุ่นพี่สาวไม่ยอมพูดคุยกับปิยะไปเลย ปิยะจึงพาลโกรธหล่อน แต่โกรธได้ไม่นานก็กลับมาพูดคุยกัน เพราะเจอหน้ากันทีไรพรรษาก็ชวนคุยเหมือนแกล้งลืมความผิดของตัวเอง เรื่องนี้ทำให้ปิยะจำขึ้นใจว่าหล่อนนั้นพูดมาก และช่างจุ้นจ้านเหลือเกิน

พรรษาได้ยินเจ้าของบ้านชักชวนรับประทานข้าวเย็นด้วยกันก็ตอบรับโดยทันที ไม่สนใจหรอกว่าเขาชวนตามมารยาทหรือตั้งใจชวนจริง ถือว่าชวนก็คือชวน

“งั้นฉันไปเก็บผักหลังบ้านมาผัดเพิ่มดีกว่า วันนี้ที่ร้านก็ขายดีกับข้าวไม่มีเหลือเลย มาช่วยแค่นพี่นันให้กินข้าวด้วย ไม่ค่อยจะกินข้าวกับเขา ผอมจนเหลือแต่กระดูก ตัวเหลืองเชียว” พรรษาพูดอย่างกระตือรือร้นพร้อมกับมองไปยังนันทวรรณที่นั่งเงียบไม่โต้ตอบอะไรนอกจากส่งรอยยิ้มหวาน

“พี่ไม่อยากอาหารนี่นา แต่ษาอยากทำอะไรก็ทำเถอะ อาหารฝีมือษาอร่อยๆ ทั้งนั้น จะเก็บผักก็ชวนเด็กๆ เขาไปสิ เขาชอบ” หญิงสาวตอบกลับมา

ปิยะปลูกผักไว้หลายอย่างที่หลังบ้าน ทั้งพริก ตะไคร้ มะนาว มะกรูด กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ต้นหอม กุ้ยช่าย แม้แต่รั้วก็ปลูกชะอมโดยมีตำลึง และอัญชันขึ้นพันรอบบ้าน สวนผักเล็กๆ นี้เป็นฝีมือของเขาและนันทวรรณที่ช่วยกันสร้างขึ้นมาโดยมีระย้าแก้วและนนทรีเป็นลูกมือเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในบ้าน และยังมีเหลือเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนบ้านโดยเฉพาะบ้านของพรรษาอีกด้วย

พรรษาเปิดร้านขายอาหารเล็กๆ มีทั้งข้าวแกง และขนมหวานอย่างง่ายๆ ร้านนี้หล่อนพัฒนาต่อยอดมาจากรถเข็นข้าวแกงของแม่ เปิดขายตั้งแต่เช้าพอบ่ายก็เริ่มหมด ปิยะเคยแนะนำให้หล่อนขายตอนเย็นด้วยเพราะน่าจะขายดี แต่หล่อนบอกเหนื่อยและอยากพักผ่อน หล่อนทำอาหารคนเดียว ทำตั้งแต่เช้ามืดเพื่อให้ทันขายช่วงเช้า มีบางอย่างทำเพิ่มที่หน้าร้านโดยมีลูกจ้างคอยช่วย แต่ลูกจ้างหลายรายก็ทำได้ไม่นานนักหรอก เพราะทนปากหล่อนไม่ไหว

พรรษาไม่ใช่คนปากจัดหยาบคาย หากแต่จุ้นจ้านจู้จี้ขี้บ่น ไม่ยอมคน แต่ก็ไม่เคยเอาเปรียบใคร กับลูกจ้างก็ดูแลอย่างดี แต่ลูกจ้างที่หล่อนเจอส่วนใหญ่มักจะชอบงานสบายๆ รายได้น้อย ตอนนี้พรรษาได้นันทวรรณไปช่วยทำงานชั่วคราวจึงพอจะแบ่งเบาภาระได้บ้าง หล่อนไม่เคร่งครัดพูดมากกับนันทวรรณ เพราะนันทวรรณพูดจาดีมีมารยาทกับลูกค้า แต่จะยุ่งวุ่นวายกับการบำรุงให้นันทวรรณกินให้มากเสียหน่อยเพราะเจ้าหล่อนไม่ค่อยจะรับประทานอะไรเลย

“มาหนุ่มๆ เก็บกระเป๋าเสร็จแล้วไปช่วยน้าเก็บผักมาบำรุงอานันกัน” พรรษาพูดเสียงดังตั้งแต่เด็กชายทั้งสามคนยังเดินเข้ามาไม่ถึงตัวบ้าน

นนทรี สนฉัตร และโมกที่เดินตามปิยะมาติดๆ ยกมือมือไหว้ทำความเคารพผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม มีเพียงนนทรีเท่านั้นที่เดินเข้าไปสวมกอดนันทวรรรณ ผู้เป็นมารดา

นันทวรรณสวมกอดนนทรีกลับอย่างหลวมๆ หล่อนมองหน้าบุตรชายด้วยความรัก ก่อนจะสังเกตเห็นใบหน้าและเนื้อตัวของเด็กชาย ในตอนนั้นเองที่นนทรีพยายามหลบสายตา ถึงแม้ว่าเขาจะล้างหน้าล้างตาก่อนกลับบ้านแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเหลือร่องรอยจากที่โรงเรียนกี่มากน้อย ยิ่งนนทรีพยายามหลบ นันทวรรณจึงยิ่งเพ่งมอง เมื่อมั่นใจในสายตาตัวเองจึงหันไปมองเด็กชายอีกสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วไล่ไปยังเด็กหญิงเป็นคนสุดท้าย

“ตายแล้ว ทำไมเนื้อตัวเป็นอย่างนี้กันล่ะลูก” หล่อนร้องด้วยน้ำเสียงตกใจ

พรรษาที่ลุกยืนรอถึงกับชะงักก่อนจะหันมามองอย่างเพ่งพิศไปยังดวงหน้าอ่อนใสของเด็กทั้งสี่คน

“วันนี้พวกเรามีเรื่องที่โรงเรียนครับ เป็นเพราะผม” โดยที่ไม่ต้องถามซ้ำ โมกก็ประกาศขึ้นมา พร้อมกับรับความผิดนั้นไว้กับตัวเพราะเหตุนั้นเกิดจากน้องชายต่างบิดาของเขา

โมกไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่แรก เขาเป็นบุตรชายของบุหงาซึ่งอยู่กินกับพงษ์ เจ้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่งแถวโรงเรียนที่ปิยะเป็นอาจารย์ ทว่าโมกไม่ใช่ลูกของพงษ์ เขาเป็นเพียงลูกเลี้ยงเท่านั้น

ที่ร้านของพงษ์ โมกช่วยทำงานแทบทุกอย่างเท่าที่เด็กอย่างเขาสามารถทำได้ เด็กชายตื่นตั้งแต่ตีสี่มาทำความสะอาด ช่วยหั่นผัก จัดหน้าร้าน บรรจุถุงเครื่องปรุงสำหรับลูกค้าที่ซื้อกลับบ้าน จากนั้นจะซักผ้าของตัวเองแล้วรีบตากตั้งแต่เช้า หากเวลาเหลือจะรีดชุดนักเรียนด้วย บางวันถ้าทำไม่ทันเด็กชายก็ไม่ได้รีด เสื้อผ้าของโมกจึงยับบ้างเรียบบ้างแล้วแต่วัน จากนั้นจึงรับประทานอาหารแล้วค่อยไปโรงเรียนโดยต้องพาน้องชายและน้องสาวไปด้วยพร้อมๆ กัน

ในขณะที่โมกต้องตื่นนอนตั้งแต่เช้ามืดเพื่อช่วยงาน ทว่าโกสน และวาสนา น้องชายและน้องสาวต่างบิดาไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง พวกเขาตื่นนอน อาบน้ำ รับประทานอาหารเช้าก็ไปโรงเรียนได้เลยโดยทุกอย่างนั้นบุหงาต้องดูแลต่ออีกที แม้กระทั่งอาบน้ำ ป้อนข้าว แม้ในตอนเย็นก็สามารถไปเล่นหรือดูโทรทัศน์ได้ตามสะดวกไม่ต่างอะไรจากวันหยุด แต่โมกต้องล้างจานชาม ทำงานบ้านทุกอย่าง เสร็จแล้วถึงจะได้ทำการบ้าน

ส่วนมารดาก็วุ่นวายกับน้องๆ ของเขาเหมือนตอนเช้า เพิ่มเติมคือบังคับให้ทำการบ้าน การดูแลลูกเป็นหน้าที่ของบุหงาแต่เพียงผู้เดียว พงษ์ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยแม้เพียงนิด เขาบอกว่าแค่งานค้าขายในแต่ละวันก็ยุ่งยากมากพอแล้ว เมื่อบุหงาต้องดูแลน้องๆ จึงไม่มีเวลามาดูแลโมกซึ่งเป็นพี่ชายคนโต

เมื่อมีเพียงโมกที่ทำทั้งงานบ้าน และช่วยงานในร้าน บางครั้งโมกจึงอดถามอดบ่นไม่ได้

‘ทำไมไม่ให้โอ้มาช่วยบ้าง โตแล้ว ห่างกับผมแค่ปีเดียวเท่านั้น’ เขาหมายถึงน้องชายคนกลาง

หากพงษ์ได้ยินจะต้องโมโหกลับไปทุกครั้ง

‘น้องมันยังเล็ก จะใช้ให้ทำงานอะไร มึงขี้เกียจละสิไอ้โมก’ พ่อเลี้ยงบริภาษก่อนจะขุดคำด่าต่อไปอีกชุดใหญ่

ที่จริงงานของโมกนั้นก็ไม่ได้หนักหนาหรอก ทว่าสิ่งที่หนักหนาคือวาจาดุด่าหยาบคายโดยปราศจากเหตุผลของพ่อเลี้ยงต่างหาก หากโมกมองกลับด้วยแววตาดำสนิทราวกับนิลของเขาก็ยิ่งทำให้พงษ์รู้สึกว่าโมกกำลังต่อสู้แข็งขืน พ่อเลี้ยงจึงใช้ฝ่ามือหนาๆ กำปั้นหนักๆ บางทีก็ใช้สิ่งของใกล้ตัวนั่นแหละเหวี่ยงฟาดเข้าไปยังแขนขาของเด็กชาย เมื่อถูกทำโทษ โมกจะจดจำไว้ว่าห้ามร้องไห้หรือโวยวายเสียงดัง มิเช่นนั้นจะโดนหนักกว่าเดิม

หลายครั้งที่เกิดเรื่อง แต่บุหงาก็ไม่กล้าพูดอะไร แม้แต่ห้ามปรามหรือขัดขวาง เพียงแต่ส่งสายตามองบุตรชายอย่างเป็นห่วง เมื่อพงษ์หายโกรธจึงค่อยเข้าไปปลอบและสั่งสอนบุตรชายไม่ให้ดื้อกับพงษ์ ให้ยอมโอนอ่อนผ่อนตามพ่อเลี้ยงไปเสีย หล่อนถือคติว่าถ้าไม่อยากให้เป็นเรื่องเป็นราวก็อย่าต่อปากต่อคำหรือถ้าเป็นไปได้ก็ให้ตามน้ำทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ เรื่องจะได้จบลงโดยง่าย

ส่วนคนนอกที่เห็นเหตุการณ์มักจะรู้สึกไม่สบายใจ คอยห้ามปรามขอร้องบ้าง หากเป็นคนที่พงษ์เกรงใจหน่อยก็มักจะพยักหน้ารับคำ แล้วไล่โมกไปหลังร้าน ก่อนที่จะหาเหตุตีโมกอีกสักที โทษฐานที่ทำตัวน่าสงสารเป็นเหตุให้คนอื่นๆ มองพงษ์ไม่ดี

ด้วยความสงสารเด็กชาย ปิยะจึงแวะเวียนนำเสื้อผ้านักเรียน รองเท้ามือสองจากนักเรียนที่เรียนศิลปะกับเขาไปให้ ความเอื้อเฟื้อของปิยะทำให้พงษ์พลอยสบายไปด้วย แม้แต่หนังสือเรียนนั้นคุณครูประจำชั้นก็เป็นธุระหามาให้ ในขณะที่โมกต้องใช้ของมือสอง ทว่าโกสนและวาสนานั้นจะได้ของใหม่ทุกอย่าง พงษ์กล่าวว่าของของโมกนั้นสกปรกและเก่าเกินกว่าที่โกสนจะใช้ต่อ ส่วนวาสนาก็เป็นผู้หญิงไม่สามารถใช้ของต่อจากใครได้อยู่แล้ว

จากการกระทำของสามี บุหงาก็รู้ว่าพงษ์ไม่ได้รักโมกเท่ากับโกสนและวาสนาหรอก แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเป็นพ่อเลี้ยง ไม่มีใครอยากเลี้ยงลูกของคนอื่น ไม่มีใครที่จะรักสายเลือดนอกอกได้ เท่าที่พงษ์อุปการะทุกวันนี้ก็นับว่าใจดีมากแล้ว บางครั้งที่เขาทำโทษโมกอย่างเอาเป็นเอาตาย บุหงาก็หลอกตัวเองว่าไม่มีอะไรเพราะไม่เคยเห็นกับตา จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งที่หล่อนออกไปจ่ายเงินค่าแชร์กับคนข้างบ้านแล้วคุยกันจนลืมเวลา เมื่อมาถึงร้านในตอนค่ำ เด็กชายก็ไม่อยู่บ้านเสียแล้ว

ในวันนั้นโมกหายไปหลายชั่วโมงไม่มีทีท่าว่าจะกลับบ้าน บุหงาจึงเริ่มเอะใจจึงมาตามหาที่บ้านของปิยะ เพราะคิดว่าโมกมาหาอาจารย์หนุ่ม แต่เขากลับไม่รู้เรื่อง จึงออกไปช่วยตามหาโมก โดยเริ่มต้นที่โรงเรียนมัธยมที่ตนสอนซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของเด็กชาย ใช้เวลาในการเดินหาชั่วโมงกว่าถึงได้พบ

โมกเดินช้าๆ เพียงลำพังอยู่ริมถนนในสภาพร่างกายบอบช้ำ มีร่องรอยฟกช้ำตามแขนขา หากทว่าที่หนักสุดน่าจะเป็นใบหน้าที่บวมปูดโดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา และมีบาดแผลที่หางคิ้วเห็นเลือดไหลอยู่ซิบๆ ตอนที่พบนั้นเด็กชายไม่มีน้ำตาสักหยด จนกระทั่งเมื่อปิยะเข้าไปสวมกอดนั่นเอง น้ำตาของเด็กชายใจเพชรถึงได้ไหลพรั่งพรูมาราวกับเขื่อนแตก

ความบอบช้ำทางร่างกายคงจะไม่เท่ากับความบอบช้ำทางจิตใจ…

ปิยะพาโมกไปทำแผลที่คลินิกที่ยังเปิดทำการแถวนั้น บุหงาบอกกับหมอว่าพี่น้องทะเลาะกัน ถึงแม้คลินิกจะสงสัย แต่เมื่อผู้ปกครองยืนยันจึงไม่สอบถามมากไปกว่านั้น หลังจากนั้นปิยะไม่ได้พาโมกกลับไปบ้านตนเอง แต่มายังบ้านของเขา

ปิยะแม้เป็นคนนอกแต่ก็รับไม่ได้ ทนไม่ไหวกับเหตุการณ์รุนแรงนี้จึงบอกให้บุหงาแจ้งความที่พงษ์ทำร้ายร่างกายโมกเสีย บุหงาถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้างเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก่อนจะสั่นศีรษะปฏิเสธ

‘ถ้าแจ้งความก็จะเป็นเรื่องใหญ่ เขาก็ต้องโกรธ จะโดนจับเข้าคุกรึเปล่าก็ไม่รู้ ทีนี้ก็เดือดร้อนกันทั้งหมด แล้วจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงลูก ลูกตั้งสามคน’ หญิงสาวคร่ำครวญ

‘แล้วจะให้โมกกลับบ้านไปโดนพ่อตีอีกอย่างนั้นหรือ’ พรรษาซึ่งไปช่วยตามหาโมก เห็นสภาพโมกเดินเท้าเปล่าริมถนนใต้แสงไฟสลัวถามขึ้นบ้าง หล่อนเพิ่งรู้จักเด็กชายในวันนั้นแต่ก็อดที่จะสะเทือนใจในภาพที่เห็นไม่ได้

‘พี่พงษ์เขาว่าโมกดื้อ ถ้าไม่ดื้อ พ่อเขาก็คงไม่ตี’ ผู้เป็นแม่ตอบเสียงอ้อมแอ้มคล้ายกับไม่มั่นใจในสิ่งที่พูดออกไปเหมือนกัน

‘พ่อเลี้ยง เขาเป็นพ่อเลี้ยง บุหงา’ ปิยะย้ำก่อนจะกล่าวต่อไป ‘ถึงจะบอกว่าเลี้ยงลูกแบบคำโบราณที่ว่ารักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีน่ะผมก็พอเข้าใจอยู่หรอก แต่นี่ตีเหมือนวัวเหมือนควาย วัวควายเรายังไม่ทำขนาดนี้’

‘เขาตีเพราะโมกดื้อแน่หรือคะ’ นันทวรรณถามขึ้นบ้าง หล่อนเป็นคนพาโมกขึ้นไปนอนชั้นบนห้องเดียวกับนนทรี ซึ่งระย้าแก้วร่ำร้องจะนอนห้องเดียวกันให้ได้ เด็กหญิงเรียก ‘พี่โมกๆ’ ไม่ขาดปาก โมกเองก็ดูจะเกรงอกเกรงใจตามใจเด็กหญิงอยู่ไม่น้อย ไม่มีท่าทีของความเป็นเด็กเฮ้วหรือดื้อสักนิด

บุหงานั่งเงียบไม่กล้าตอบคำถามของใคร เพราะคำถามเหล่านั้นราวกับเป็นปลายเหล็กแหลมที่ถูกลนไฟจนร้อนแล้วนำมาจี้แทงหัวใจหล่อนอีกทีหนึ่ง

‘บุหงาฟังผมนะ’ น้ำเสียงทุ้มอบอุ่นของปิยะเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ‘ถ้าเรื่องนี้มันเกิดซ้ำแล้วเราไม่โชคดีเจอโมกเหมือนอย่างวันนี้จะเป็นยังไง เขาอาจจะหนีออกจากบ้านไป หรืออาจจะตายไปเลยก็ได้ บุหงาเป็นแม่ บุหงาต้องปกป้องลูก ไม่ใช่มาเอาอกเอาใจคนอื่น ใครจะโกรธจะไม่พอใจก็ช่าง แต่ลูกน่ะเขาต้องปลอดภัย อย่าปล่อยให้ใครมาทำร้ายสิ’

คราวนี้บุหงาถึงกับกลั้นน้ำตาต่อไปไม่ไหว หล่อนยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำหูน้ำตาที่ไหลออกมา สะอื้นหอบฮักๆ ฟังแล้วคิดใคร่ครวญตามเท่าที่สติปัญญาของหล่อนจะทำได้ หากต้องเลิกกับพงษ์หรือเขาจะต้องเข้าคุก หล่อนก็อาจจะลำบาก แล้วลูกอีกสองคนก็จะเป็นเด็กน่าสงสารเพราะไม่มีพ่อ แต่ก็กลัวโมกจะถูกทำร้ายหรือหนีออกจากบ้านไปอย่างที่ปิยะบอกด้วย หล่อนคิดตามและหาทางออก หากทางออกนั้นกลับเป็นคนละทางกับที่ปิยะแนะนำ

‘อาจารย์จะกรุณาให้โมกมาอยู่กับอาจารย์ได้ไหมคะ’ หญิงสาวบีบมือที่ชุ่มเหงื่อของตนเองจนแน่นก่อนตัดสินใจพูดออกไป

ในช่วงแรกเด็กชายมีความน้อยใจแม่อยู่ลึกๆ ที่แม่ ‘โยน’ เขาออกมาจากบ้าน แต่เด็กชายก็ไม่เคยร่ำร้องกลับไปหา เพราะปกติมารดาก็ไม่ได้เอาใจใส่เขาอยู่แล้ว โมกจึงไม่ใช่ลูกแหง่ติดแม่เหมือนกับน้อง เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง เด็กชายออกจะดีใจด้วยซ้ำที่ได้ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ เพราะโมกรัก เคารพปิยะ และยึดปิยะไว้เป็นที่พึ่งมาแต่ไหนแต่ไร เขาจึงเรียก ‘พ่อ’ มาตั้งแต่นั้น

 



Don`t copy text!