เงาไม้ใต้เงารัก บทที่ 4 : ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่

เงาไม้ใต้เงารัก บทที่ 4 : ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่

โดย : กนก ณจันทร์

เงาไม้ใต้เงารัก นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย กนก ณจันทร์ เมื่อ ‘บ้าน’ สถานที่ที่ควรจะอบอุ่นกลับร้อนยิ่งกว่าไฟ และความรักของนนทรีที่เคยมอบให้เธอ…ยังเหมือนเดิมไหม หรือความรักทั้งหมดไปอยู่ที่เข็มขาวเสียแล้ว มารู้คำตอบในนวนิยายออนไลน์เรื่องนี้ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้เพลิดเพลินในเรื่องราวผ่านทุกตัวอักษร

ปิยะมองเด็กๆ ไร้เดียงสาที่นอนก่ายทับแขนขากันไปมา เขาไม่อยากขัดจังหวะการนอนของเด็กๆ ด้วยการปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นจึงค่อยๆ แยกแต่ละคนออกจากกันแล้วอุ้มขึ้นไปยังห้องนอน ปิยะอุ้มระย้าแก้วซึ่งตัวเล็กที่สุดขึ้นไปก่อน หลังจากนั้นจึงกลับมาจะอุ้มบรรดาเด็กผู้ชายขึ้นไป ทว่าเพียงแค่จับตัว โมกก็ตื่นขึ้นมาเป็นคนแรกเพราะติดนิสัยจากบ้านเก่าคือตื่นง่ายหลับไว จากนั้นเขาก็เขย่าตัวนนทรีและสนฉัตรให้ตื่นตาม

“เดี๋ยวพวกผมเดินขึ้นเองครับลุงปิยะ” นนทรีกล่าวพร้อมกับขยี้ตาให้หายง่วง

เด็กชายทั้งสามลุกขึ้นนั่งท่าทางงัวเงียสะลึมสะลือก่อนจะลุกแล้วเดินขึ้นบันไดเรียงตามกันไปโดยมีสนฉัตรเดินรั้งท้าย

“ราตรีสวัสดิ์ครับพ่อปิยะ อานัน” สนฉัตรไม่ลืมที่จะหันมากล่าวลาถึงแม้ว่าจะง่วงแค่ไหนก็ตาม เขาเป็นคนสุภาพ เรียบร้อย พูดน้อยมาตั้งแต่ยังเล็ก จนโตขึ้นมาก็ยังคงนิสัยประหยัดถ้อยคำเช่นเดิม

สนฉัตรเป็นลูกชายคนเดียวของฉวีวรรณกับวีระ บ้านของสนฉัตรอยู่ตรงกันข้ามกับบ้านของปิยะนี่เอง เป็นบ้านหลังใหญ่ สร้างตามแบบสมัยนิยม หรูหราสวยงามสมยุคสมัย ชีวิตของคนในบ้านนั้นก็ดูเลิศหรูเป็นที่อิจฉาแก่คนทั่วไปเช่นกัน เด็กอื่นๆ ล้วนแต่บอกว่าเขาน่าอิจฉาเพราะพ่อซื้อของเล่นให้เต็มบ้านเนื่องจากกลัวว่าลูกชายจะเหงา ทว่าของเล่นหรือจะสู้เพื่อนเล่นแท้จริงที่พูดคุยเล่นหัวกันได้ ดังนั้นไม่ว่าจะมีของเล่นสักกี่ชิ้น สนฉัตรก็ยังต้องการ ‘เพื่อน’

ระย้าแก้วเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของสนฉัตรตั้งแต่จำความได้ หากอย่างไรหล่อนก็เป็นเด็กผู้หญิง เขาจึงชักชวนเล่นซุกซนตามประสาเด็กผู้ชายไม่ถนัด จนกระทั่งนนทรีย้ายมา ตามมาด้วยโมก สนฉัตรจึงดีใจไม่น้อยที่จะมีเพื่อนเล่นเพศเดียวกันและได้สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เขาจึงกล้าที่จะซุกซนและทโมนมากขึ้น หากก็ยังคงมีพื้นนิสัยเดิมคือเป็นคนไม่ค่อยพูด

นิสัยเงียบขรึมนี้เป็นมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เอง มันเริ่มมาจากการที่ผู้เป็นพ่อกลับบ้านดึกบ่อยๆ  และมีพฤติกรรมที่แปลกออกไปจากเก่าทำให้ฉวีวรรณซึ่งเป็นแม่บ้านอยู่กับบ้านเริ่มจู้จี้ขี้บ่น ระแวงสงสัยตามจับผิด ส่งผลให้ผู้เป็นสามีเริ่มหงุดหงิดโมโห ทั้งคู่จึงเริ่มมีปากเสียงทะเลาะกันและเพิ่มความรุนแรงทีละนิดๆ และแล้วฉวีวรรณก็ได้รู้ความจริงว่าผู้เป็นสามีมีผู้หญิงเก็บซ่อนไว้อีกคน

จากนั้นทั้งสองคนจึงทะเลาะกันหนักขึ้น บางครั้งถึงขั้นตบตีใช้กำลัง แม้สายตาไร้เดียงสาของสนฉัตรจะไม่เห็นเหตุการณ์นั้นตรงๆ แต่เขาก็ได้ยินเสียงข้าวของแตกหัก และเสียงกระทบกระทั่ง เด็กชายที่โตพอจะรู้ความก็พอจะเดาได้ว่าเป็นเสียงอะไร หลายครั้งที่เกิดเรื่องเช่นนี้ ผู้เป็นพ่อจะสั่งให้เขาอยู่แต่ในห้องนอน ดูการ์ตูน เล่นเกม หรือเล่นของเล่นชิ้นใหม่ที่เขาซื้อมาให้

บ้านหลังใหญ่หลังกำแพงสูงนั้นจึงไม่ใช่ปราสาทงามที่รายล้อมด้วยขุนเขาดั่งภาพฝันเหมือนในนิทานอย่างที่คนภายนอกมองเข้ามา หากภายในใจของเด็กชายนั้นรู้สึกว่ามันคือปราสาทที่ตั้งอยู่กลางทะเลทราย แห้งแล้ง ร้อนระอุ บางครั้งก็หนาวเหน็บสะท้านถึงขั้วหัวใจ

หลายครั้งสนฉัตรยอมเก็บตัวในห้องอย่างที่บิดาสั่ง ทว่าเขาไม่ได้ดูการ์ตูน เล่นเกม หรือว่าเล่นของเล่น เด็กชายนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงนอนมีผ้าห่มคลุมทั้งตัวเปิดเพียงใบหน้าออกมา เขาจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงแตกหักของข้าวของ บางครั้งก็เป็นเสียงอะไรสักอย่างกระทบกับเนื้อตัว และถ้ามันรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะรับไหว เขาจะหนีไปซ่อนตัว

ที่หลบภัยของสนฉัตรคือบ้านต้นไม้ที่อยู่ในบ้านของปิยะ ที่นั่นเงียบ สงบ และปลอดภัย มันทำให้แววตาที่แสนเงียบขรึมดูหม่นหมองของเด็กชายสามารถข่มตาให้หลับลงได้ก่อนที่น้ำตาจะหล่าหลั่งออกมา รอเวลาให้ผ่านพ้นไปในแต่ละคืน ในขณะที่หัวใจที่บอบบางก็ค่อยๆ บอบสลายไปทีละนิด เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำๆ จนกระทั่งคืนนั้น

เพี้ยะ!

‘อย่ามาทำให้สนเขาเกลียดพ่อ ถ้าเขาระแคะระคายจากปากเธอแม้แต่นิดเดียว ฉันจะส่งเขาไปเรียนเมืองนอก แล้วเธอเองนั่นแหละจะไม่ได้เจอลูกอีกเลย’ เสียงตะโกนดังลั่นราวกับฟ้าผ่าดังไปทั่วบ้าน

สนฉัตรสะดุ้งสุดตัวตั้งแต่ได้ยินเสียงรุนแรงแรก จนเมื่อได้ยินประโยคต่อมาก็ใจเต้นระรัว ถ้าพ่อไม่อยากให้เขาแสดงท่าทีรับรู้ว่าพ่อมีผู้หญิงอีกคน เขาก็จะแกล้งไม่รู้ แต่เขาไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วถูก ‘กำจัด’ ด้วยการส่งไปต่างประเทศ เขาจึงเปิดประตูออกจากห้องแล้วเข้าไปเกาะกุมแขนผู้เป็นพ่อทันที

‘คุณพ่อ สนไม่อยากไปเมืองนอก’ เด็กน้อยบอกพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอน

วีระไม่แน่ใจว่าสนฉัตรจะได้ยินหรือเห็นอะไรก่อนหน้าไปบ้าง เขาไม่ได้จะส่งลูกชายไปต่างประเทศจริงๆ หรอก แค่ข่มขู่ภรรยาที่มาว่าเขาเป็นคนสำส่อนแล้วจะบอกให้ลูกรู้เท่านั้นเอง

‘ยังลูก พ่อไม่ได้ส่งไปตอนนี้ พ่อหมายถึงตอนที่สนโตกว่านี้หรอกลูก’ เขาปลอบลูกชายด้วยน้ำเสียงใจดี

‘จะตอนนี้หรือตอนไหนยังไงลูกก็รู้เรื่องฉาวโฉ่นี้อยู่แล้ว คุณกลบกลิ่นเน่าไม่มิดหรอก’ ฉวีวรรณตวาดกลับไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นและเจ็บแค้น ใบหน้าเธอยังมีรอยแดงของฝ่ามือที่เพิ่งถูกทำร้ายเมื่อครู่

‘ฉันบอกให้หยุดพูดไง’ วีระหันไปชี้หน้าภรรยาก่อนที่จะผลักหล่อน หากหญิงสาวใช้มือปัดป่ายหลบหลีก เขาจึงคว้าคอหล่อนมาบีบไว้หมายจะให้หล่อนหยุดพูด

สนฉัตรเห็นเหตุการณ์รุนแรงต่อหน้าต่อตาก็เข้าไปขวาง ทว่าเรี่ยวแรงของสตรีและเด็กหรือจะเทียบเท่าเพศบุรุษ อีกทั้งยังเป็นบุรุษที่ดื่มจนเมามาย ความยั้งคิดไตร่ตรองลดลงจนแทบจะไม่มี เพียงแค่เขาสะบัดออกและผลักเบาๆ ร่างของเด็กชายที่เข้าไปขวางก็กระเด็นไปอีกทางทันที

ฉวีวรรณเห็นลูกชายเสียหลักล้มลงก็กรีดร้อง หล่อนถลาเข้าไปประคองเด็กชายตรวจดูร่างกายถามจนแน่ใจว่าไม่มีรอยบอบช้ำก็กระซิบบอกเด็กชายให้ไปที่อื่นเสีย

‘สน สนไปที่อื่นก่อนนะลูก โถ สนไม่ควรมาอยู่ตรงนี้เลยลูก’ หล่อนบอกเด็กชายซ้ำๆ ไปมา ‘หลบไปก่อนนะลูก’

ทั้งที่อยากจะช่วยผู้เป็นแม่ แต่เด็กก็เป็นเพียงเด็ก เมื่อผู้เป็นแม่บอกเช่นนั้น เขาจึงทำตาม เด็กชายวิ่งหนีมาที่หลบภัยของตน นั่งบ้าง นอนบ้าง ร้องไห้อยู่เช่นนั้น แม้จะได้ยินเสียงสัญญาณรถฉุกเฉินดังขึ้นที่ด้านนอก ถึงจะอยากรู้แต่ก็ข่มใจไม่ยอมไปดูเพราะเกรงว่าคนจะเจอตัว

เสียงสัญญาณรถฉุกเฉินนั้นทำให้บ้านหลายหลังออกมายืนดูแต่ก็ยังไม่รู้เรื่องราว จนกระทั่งเช้าวันต่อมาปิยะรู้จากพรรษาว่าบ้านหลังนั้นทะเลาะถึงขั้นใช้กำลัง คืนนั้นฉวีวรรณป้องกันตัวจากสามีที่ทำร้ายร่างกาย ใบหน้าและร่างกายที่ฟกช้ำนั้นเป็นหลักฐานอย่างดี ไม่ว่าจะถูกทำร้ายหนักหรือเบาอย่างไรหล่อนก็คือเหยื่อในเรื่องนี้ แต่เมื่อหล่อนหยิบฉวยมีดปอกผลไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆ มาเป็นอาวุธ จากเหยื่อ…จึงได้กลายเป็นฆาตกร

เรื่องวุ่นวายยังไม่จบเพราะลูกชายคนเดียวของบ้านนั้นหายตัวไป ปิยะ นันทวรรณ พรรษาพยายามช่วยกันตามหาเด็กชายทั่วละแวกบ้านแต่หาเท่าไรก็ไม่พบ จนในคืนวันที่สามนั่นเอง นันทวรรณได้ยินเสียงพูดคุยของนนทรี โมกดังมาจากห้องของระย้าแก้ว และยังมีอีกเสียงซึ่งเป็นเสียงที่คุ้นเคยแทรกมาด้วย

เสียงของสนฉัตร…

หล่อนไปบอกปิยะเพราะไม่กล้าเปิดเข้าไปโดยพลการ เจ้าของบ้านจึงเคาะประตูแล้วใช้ลูกกุญแจเปิดเข้าไปอีกที วินาทีที่เปิดเข้าไปนั่นเองจึงได้พบเด็กทั้งสี่คน ระย้าแก้ว นนทรี โมก และสนฉัตร  เด็กทั้งหมดนั่งกระจุกตัวกันมุมหนึ่งข้างเตียงนอน ใบหน้าซีดเพราะกลัวความผิด ก่อนที่ปิยะจะพูดอะไรออกไป เสียงใสๆ ของเจ้าของห้องก็ดังขึ้นมา

‘พ่ออย่าเอาตัวพี่สนไปนะ พี่สนเขาไม่อยากไปเมืองนอก’ ไม่เพียงแต่พูด หล่อนยกแขนทั้งสองข้างกางขวางไว้ด้วย

‘แก้ว’ ปิยะเรียกชื่อลูกสาวด้วยน้ำเสียงตกใจ เขาตกใจที่รู้ว่าสนฉัตรมาหลบที่นี่ แต่ที่ตกใจกว่าคือลูกๆ ของเขาช่วยกันซ่อนเด็กชายไว้ใต้ชายคาบ้านของเขานี่เอง

เด็กทั้งสามคนเจอสนฉัตรที่บ้านต้นไม้หลังจากวันเกิดเรื่องแล้วช่วยกันปกปิด ผลัดเปลี่ยนนำอาหารและน้ำมาให้สนฉัตร จากนั้นจึงช่วยกันซ่อนเพราะไม่อยากให้สนฉัตรถูกส่งไปเรียนต่างประเทศ

สนฉัตรไม่ได้พูดถึงพ่อแม่ของตนรวมถึงไม่ได้แพร่งพรายความลับภายในครอบครัว ปิยะจึงคาดเดาว่าเด็กชายยังไม่รู้ถึงข่าวคราวความสูญเสียที่เกิดขึ้นในครอบครัวของตน แม้แต่ลูกๆ ของเขา เขาก็ยังไม่ได้บอกเรื่องสลดของบ้านนั้นให้ฟังเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก ชายหนุ่มสบตากับนันทวรรณอย่างครุ่นคิดก่อนจะปรึกษากันว่าใครจะเป็นคนแจ้งข่าวนั้นแก่เด็กชาย

วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและนักสังคมสงเคราะห์เดินทางมาดำเนินการในหลายเรื่องๆ รวมถึงแจ้งข่าวร้ายแก่เด็กชายด้วย ในตอนนั้นนักสังคมสงเคราะห์เป็นฝ่ายพูดเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตัวสนฉัตรนั้นเป็นผู้ฟังตามนิสัย เด็กชายพยักหน้าบ้าง ตอบบ้าง สั่นหน้าบ้าง หากแทบจะไม่ปริปากพูดตอบโต้ใดๆ พูดคุยอยู่จนนาน เด็กชายก็ทราบเรื่องทั้งหมด

‘แก้วอยากให้พี่สนอยู่ด้วยกันกับเราที่นี่’ ระย้าแก้วเกาะแขนปิยะพร้อมกับบอกความต้องการ ตอนนี้หล่อนทราบข่าวร้ายที่เกิดกับครอบครัวของเด็กชายทั้งหมดแล้ว

‘พี่สนเขามีบ้าน มีครอบครัวเขาลูก’ พูดจบแล้วชายหนุ่มก็ชะงักนิ่งไป

บ้าน…นั้นยังมี แต่ครอบครัวเล่า เด็กชายเหลือใครบ้าง

แต่เพียงไม่กี่วันก็ได้รับการติดต่อจากคนในครอบครัวของเด็กชายที่เหลือเพียงคนเดียว นั่นคือฉวีวรรณ ทนายความของหล่อนช่วยประสานงานให้เพื่อจะขอร้องพูดคุยบางอย่างกับเขา

‘ฝากให้เขาอยู่กับอาจารย์ได้ไหมคะ’ ฉวีวรรณกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน ‘ถ้าเขาไปอยู่กับย่า ย่าคงจะสอนให้ลูกเกลียดแม่ ส่วนน้องๆ ของคุณวีเกลียดพี่ เพราะปู่แบ่งสมบัติให้มากกว่าใคร ถ้าจะให้สนไปอยู่ด้วย คงเพราะหวังสมบัติ และอาจจะถูกรังแก’

‘แล้วย่าเขาจะไม่ว่าอะไรหรือ’ ปิยะรู้สึกลำบากใจ เขาไม่ได้รังเกียจเด็กคนนี้ หากเกรงว่าจะเกิดปัญหากับครอบครัวของเด็กชาย

‘ย่าเขาเป็นลมล้มพับตั้งแต่รู้เรื่อง ตอนนี้ยังอยู่โรงพยาบาล แกด่าเก่งแต่ก็เป็นแค่คนแก่ธรรมดาๆ อยู่บ้านมาตลอดชีวิต ไม่รู้เรื่องอะไรหรอกค่ะ ฉันจะให้ทนายช่วยดำเนินการจัดการเรื่องนี้เอง ขอแค่อาจารย์รับปาก แล้วไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันไม่ได้ให้อาจารย์ช่วยดูแลสนฉัตรฟรีๆ ฉันจะให้ทนายเบิกจ่ายทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัวของสนฉัตร และค่าดูแลให้อาจารย์ทุกเดือน’ ฉวีวรรณสาธยายอย่างรวบรัด หล่อนปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความมาก่อนหน้านั้นแล้ว

‘เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ’ ปิยะหมายถึงเรื่องค่าใช้จ่ายของนนทรี ถ้าเขาจะช่วยก็ไม่ใช่เพราะหวังเงินตอบแทน

‘งั้นอาจารย์ก็รับปากแล้วใช่ไหมคะ’ หล่อนรวบรัดจนอีกฝ่ายนิ่งอึ้งไป ‘นะคะ นอกจากอาจารย์แล้วฉันก็ไม่รู้จะไว้ใจพึ่งใครอีก ถ้าฉันพ้นโทษเมื่อไหร่ จะมารับลูกชายคืนทันที’

ทนายความของฉวีวรรณจัดการทุกอย่างได้อย่างราบรื่น ไม่มีใครต้องการดูแลสนฉัตรต่อ มีเพียงวันทา มารดาของวีระ แต่เมื่อไม่มีใครเข้ามาช่วยจัดการให้ หญิงชราที่ไม่ค่อยรู้เรื่องก็ทำอะไรเองไม่ได้ ประกอบกับเมื่อปิยะรับปากว่าจะพาหลานชายไปเยี่ยมบ่อยๆ วันทาจึงยอมโอนอ่อนผ่อนตาม เชื่อใจในตัวปิยะ ส่วนพี่ชายของฉวีวรรณที่อยู่เชียงใหม่ ถึงจะเป็นห่วงหลานชายที่ต้องอยู่กับคนแปลกหน้าต่างสายเลือด แต่ก็ยอมทำตามความต้องการของน้องสาว

สนฉัตรเงียบขรึมเช่นเก่า พูดน้อยกว่าเดิม แววตาของเขาเศร้าหม่นหมอง ทว่าไม่ได้ร้องไห้มีน้ำตาให้เห็นสักหยด แม้กระทั่งในงานศพของพ่อ…

ทนายความของฉวีวรรณเร่งจัดการเรื่องมรดกของวีระ เพื่อเตรียมเป็นค่าใช้จ่ายของสนฉัตรโดยฝากให้ปิยะดูแลในแต่ละเดือน แต่มรดกของวีระกลับไม่ได้ถูกถ่ายทอดยังมาสนฉัตรทั้งหมด เพราะมีผู้มาแสดงตัวว่าเป็นทายาทอีกคนหนึ่งในวันงานฌาปนกิจของวีระ

สตรีคนนั้นอุ้มเด็กทารกแล้วเดินเข้ามาหลังจากพิธีการเสร็จสิ้น หล่อนเดินตรงมาที่สนฉัตรแล้วกล่าวกับเด็กชายด้วยน้ำเสียงแข็งรวดเดียว ไม่มีช่องว่างให้พูดแทรก

‘ฉันชื่อจิตรา เป็นเมียอีกคนของพ่อหนู หนูจะคิดว่าฉันเป็นแม่อีกคนก็ได้ นี่น้องสาวหนูชื่อว่าเข็มขาว พ่อหนูจดทะเบียนรับเป็นลูกถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เขาจึงเป็นน้องอีกคนของหนู ฉันเป็นตัวแทนมาทวงมรดกของน้องสาวหนูตามที่เขาควรจะได้’ แววตาที่หญิงสาวที่พูดกับเด็กน้อยอย่างสนฉัตรไร้ความอ่อนโยน หล่อนมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์เดียวเท่านั้น

มรดกของวีระจึงถูกแบ่งเป็นสองส่วน เว้นแต่บ้านเดิมของสนฉัตรที่ทนายความช่วยเจรจาไว้ให้เป็นของสนฉัตรตามเดิม เนื่องจากจิตรามีบ้านที่วีระซื้อให้ต่างหากแล้ว ซึ่งหญิงสาวก็ยินยอม เมื่อได้เงินสมปรารถนาแล้ว จิตราก็จากไป

บ้านสวยของสนฉัตรถูกปิดเอาไว้เพราะไม่มีใครเข้าไปอยู่ หากเพิ่งเปิดให้เช่าเพื่อหารายได้เมื่อไม่นานมานี้ ส่วนสนฉัตรก็ย้ายเข้ามาอยู่กับปิยะตั้งแต่นั้น หากจะพูดให้ถูกคือย้ายเข้ามาตั้งแต่วันที่พ่อเขาจากไปต่างหาก สนฉัตรเลยกลายเป็นลูกชายของบ้านนี้อีกคน

 

เด็กชายนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงใต้แสงสลัวของดวงดาวที่ลอดผ่านช่องว่างของหน้าต่างห้องนอน สายลมเอื่อยๆ พัดโชยมากระทบผิวกายพอให้รู้สึกเย็นสบาย แต่ถ้าดึกมากกว่านี้ ยิ่งตอนที่น้ำค้างลงก็อาจทำให้คนใต้ผ้าห่มซึ่งเป็นคนขี้หนาวรู้สึกหนาวขึ้นมาได้ โดยเฉพาะเมื่อขายาวของเขานั้นนอนดิ้นป่ายปัดจนผ้าห่มผ้าฝ้ายที่ใช้ตั้งแต่เกิดเลื่อนหล่นลงมา นันทวรรณต้องขยับผ้าให้ให้กระชับกายบุตรชาย

สายตาของผู้เป็นแม่มองลูกที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยความรักพลางรำพึง ดวงใจของแม่…เธอคิดในใจก่อนที่จะใช้มือบอบบางค่อยๆ สัมผัสใบหน้าผิวสีน้ำตาลอ่อนอย่างทะนุถนอม จ้องมองคิ้วเข้มหนา คางมนที่มีรอยบุ๋มเพียงนิด และจมูกโด่งสวยได้รูปที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นบิดาของเด็กชายแล้วจิตใจก็ล่องลอยไปไกลคิดถึงเจ้าของรอยพิมพ์นั้น

หากเขาจะหนักแน่น แสดงท่าทีปกป้อง และยืนเคียงข้างตัวเธอมากกว่านี้ บางทีหล่อนอาจจะไม่ตัดสินใจเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น คงจะมีแรงใจแม้แม่สามีไม่ใคร่ชอบหน้าจนแทบจะเรียกได้ว่าเกลียดชังอันเนื่องจากชาติกำเนิดของตัวเธอที่มีพ่อแม่เป็นคนธรรมดา หนำซ้ำตอนนี้ก็กำพร้า ไร้สมบัติติดตัว ไม่คู่ควรกับบุตรชายของท่าน

แม้เวลาจะผ่านไปนับสิบปีนับตั้งแต่หล่อนรู้จักกับทินกร แต่พิไล มารดาของคนรักก็ไม่มีทีท่าว่าจะรักหรือเอ็นดูเธอมากขึ้น หากงานวิวาห์ก็เกิดขึ้นมาได้จากการสนับสนุนของทรงยศ บิดาของสามีที่ค่อนข้างเอ็นดูหล่อน หลายคนบอกว่าพิไลคงจะใจอ่อนเมื่อมีหลานให้ท่านอุ้ม แต่เมื่อหล่อนมีนนทรี ท่านก็รักและเมตตาแค่หลาน น้ำใสไหลเย็นชื่นฉ่ำหัวใจนั้นไม่เคยหลงเหลือมาถึงหล่อน แต่หล่อนก็ทนอยู่ได้ด้วยความรักของสามีและบิดาสามี

จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อทรงยศเสียชีวิต สามีที่ควรจะเป็นคนกลางก็ไม่กล้าปกป้องภรรยาเพราะเกรงใจแม่ผู้ที่มีอำนาจที่สุดในบ้าน ตอนนั้นเองที่ความเกลียดชังได้แสดงออกมาอย่างหมดเปลือก ไม่ว่าหล่อนจะทำอะไรก็ไม่ถูกใจแม่สามีทั้งสิ้น ต่อให้ทำดีแค่ไหน แต่แม่สามีก็จะหาข้อตำหนิติเตียนจับผิดอยู่เสมอ ทุกอย่างจะถูกต้องถ้าหล่อนออกจากบ้านไป นันทวรรณจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายออกมา หากมิใช่ไปลำพัง หล่อนพาบุตรชายออกมาด้วย

เมื่อลูกสะใภ้กระทำดังนั้น พิไลจึงสั่งให้บุตรชายนำตัวหลานชายกลับมา เพราะท่านหยิ่งเกินไปที่จะลดตัวมาคุยกับอดีตสะใภ้ ทว่าบุตรชายก็ไม่ได้ทำตามที่สั่ง เขาต้องการให้หล่อนกลับมาแล้วอยู่ด้วยกันดังเดิม แต่เขารู้ รู้ว่าทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว และเขาก็ไม่กล้าที่จะทำร้ายจิตใจเธอมากไปกว่านี้ด้วยการพรากลูกชายจากเธอไป

ยิ่งไปกว่านั้น นันทวรรณทราบมาว่าตอนนี้เขามีสตรีเคียงคู่คนใหม่ คนที่แม่ของเขาจัดเตรียมหาไว้ให้ คนที่เหมาะสมกับเขาทุกประการ แล้วชีวิตลูกน้อยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร คนเป็นแม่ยิ่งคิด…ยิ่งรู้สึกผิด

นันทวรรณถอนหายใจเบาๆ กำลังจะก้มหน้าเพื่อจูบหน้าผากของลูกชายแต่ก็หยุดชะงักเพราะเกิดปวดท้องขึ้นมา หญิงสาวจับท้องบริเวณที่ปวดไว้แล้วสูดหายใจเข้าออกลึกๆ จนอาการนั้นทุเลา หล่อนจึงก้มลงอีกครั้งเพื่อจูบหน้าผากของลูกรักขณะที่กำลังจะละออกไป มือเล็กก็ฉวยข้อมือหล่อนฉุดรั้งไว้ หญิงสาวจึงลงนั่งที่ขอบเตียง มองมือบางนิ้วเรียวยาวสวยราวกับหัตถ์ศิลปินปั้นของบุตรชายที่กำลังเหนี่ยวรั้งตนเองไว้

ดวงตาโต ยาวรี นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสว่างสดใสของเด็กชายจ้องมองมายังหล่อน สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถอดแบบมาจากหล่อนเอง

“แม่” เด็กชายลืมตาขึ้นแล้วร้องเรียกด้วยน้ำเสียงเบา “แม่ปวดท้องอีกแล้วเหรอ”

“เดี๋ยวกินยาก็หายแล้วลูก ห่วงแม่เหรอ” หล่อนตอบบุตรชายก่อนจะถามกลับ

นนทรีไม่ได้ตอบแต่พยักหน้าพร้อมกับจับมือหล่อนไว้เบาๆ หญิงสาวมองใบหน้าของเลือดเนื้อเชื้อไขแล้วรู้สึกเศร้าระคนรู้สึกผิด นี่หล่อนทำถูกแล้วใช่ไหมที่ให้เขามาลำบากด้วยกันกับหล่อน หากเขาอยู่กับพ่อก็คงสบายกว่านี้ คงไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องอนาคต

“ถ้าแม่นอนไม่สบาย นนไปนอนกับสนกับโมกก็ได้นะ แม่จะได้นอนคนเดียวเหมือนบ้านเก่า” เด็กชายเสนอ

หล่อนสั่นศีรษะปฏิเสธก่อนจะถามต่อ “นน ถ้าแม่ไม่อยู่ นนอยู่ที่นี่คนเดียวได้ไหมลูก หรือว่าอยากกลับไปอยู่กับพ่อกับย่า”

“แม่จะไปไหน อ๋อ แม่ได้งานสอนวาดรูปแล้วใช่ไหม โอ๊ยสบายมาก ไม่ต้องกลัวนนเหงาหรอก ที่บ้านนี้มีคนตั้งเยอะแยะ” เด็กชายสรุปตามความเข้าใจของเขา

นันทวรรณไม่ตอบบุตรชาย แต่ถามกลับเพื่อเปิดโอกาสให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเอง

“ไม่ใช่หรอกลูก แต่ถ้าแม่ไม่อยู่ แล้วนนอยากกลับบ้านไปอยู่กับพ่อกับย่า นนกลับได้นะลูก ชีวิตของนน นนต้องเป็นคนตัดสินใจเองนะลูก”

“ฮะแม่ นนจะตัดสินใจเอง” เด็กชายรับคำอย่างว่าง่าย

“แต่ถ้านนจะอยู่ที่นี่ นนเข้าใจระย้าแก้วใช่ไหมลูก น้องไม่ใช่เด็กไม่ดี”

เด็กชายพยักหน้ารับก่อนจะพูดต่อไป “แก้วไม่ใช่เด็กไม่ดี แต่แก้วเป็นเด็กดื้อ เจ้าอารมณ์ ชอบเอาชนะ ขี้อิจฉา แก้วแค่หวงลุงปิยะ ตอนนี้หวงแม่อีกคน”

นันทวรรณยิ้มในหน้ากับปากคอเราะรายของบุตรชาย เขาช่างคิดช่างพูดเสียเหลือเกิน

“ในเมื่อรู้อย่างนี้ นนต้องจิตใจมั่นคง มีเหตุผล ไม่ไหวเอนไปตามพายุอารมณ์ของคนอื่น ต้องมั่นคงจะได้เป็นที่พักพิงให้คนอื่นนะลูก”

“ครับ นนจะเป็นเหมือนต้นนนทรี เป็นต้นไม้ใหญ่อย่างที่แม่เคยบอก” เด็กชายกล่าวเรียกรอยยิ้มแห่งความภูมิใจให้กับผู้เป็นแม่

“เก่งมาก ดึกแล้ว นนนอนนะลูก” หล่อนขยับผ้าห่มให้กระชับกับร่างของบุตรชายแล้วปิดไฟ ก่อนหันมาอีกครั้งตามเสียงเรียกของบุตรชายตอนที่กำลังจะออกจากห้อง

“แม่ นนไม่กลับบ้านก็ได้ ย่าไม่ชอบแม่ นนไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ แต่ถ้าแม่ให้นนเลือก นนจะอยู่ที่นี่ อยู่กับแม่”

 



Don`t copy text!