ดั่งมนต์สุคนธา บทที่ 19 : เดชบรรพกาล

ดั่งมนต์สุคนธา บทที่ 19 : เดชบรรพกาล

โดย : สิปัณฑ์

Loading

ดั่งมนต์สุคนธา นวนิยายจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกปี 4 โดย สิปัณฑ์ เมื่อโชคชะตาเล่นตลกราวกับคลื่นคลั่งที่มิอาจหยั่งรู้แห่งมหานทีเกษียรสมุทร “ ริชา” หญิงสาวชาวมนุษย์ที่ต้องเข้าไปพัวพันท่ามกลางความขัดแย้งของสองดินแดน และเมื่อยามสุคนธาแห่งดอกไม้ทิพย์ล่องลอยไปตามสายลม บัดนั้นจึงโหมพัดเชื้อเพลิงแห่งไฟอัคคีให้ลุกโชติช่วงอีกครา

แดนไพรสัณฑ์หิมพานต์นั้นแสนกว้างใหญ่เมื่อมาถึง ณ สระอโนดาต ก็ไร้ซึ่งเงาของผู้คนแม้สักเพียงคนเดียว ใจที่เริ่มกระวนกระวายของศิคินนั้นมากเสียจนเป็นครั้งแรกที่เขาแทบไม่มีสติตั้งอยู่ที่ตนเอง

แม้จะพยายามตั้งจิตเพื่อติดต่อกับทิพย์สุคนธาอย่างไรก็ไร้ซึ่งเสียงที่ตอบกลับมา เขาเร่งมองไปโดยรอบบริเวณ เห็นเพียงสระน้ำใสกระจ่างและทิวทัศน์ที่งดงามหากแต่บัดนี้กลับไม่ช่วยให้ใจสงบได้เลย

          “เจ้าอยู่ที่ใดกันทิพย์สุคนธา”

เขาพึมพำอย่างร้อนใจและในขณะนั้นเองเหมือนดั่งแววเสียงคุ้นเคย หากแต่แผ่วเบาที่ดังขึ้นในจิตของศิคินก่อนจะขาดห้วงไปในทันที เมื่อแน่ใจแล้วว่าต้องเป็นทิพย์สุคนธาเป็นแน่เทพอัคคีจึงตั้งสติอีกครั้งก่อนจะตั้งจิตมั่นคง

‘ด้วยข้านั้นเป็นเทพไม่รู้จักอธิษฐานต่อสิ่งใด เพียงความบังเอิญใดที่เคยทำให้ข้าและทิพย์สุคนธาปรากฏต่อหน้ากันอยู่หลายครั้งหลายคราว บัดนี้หากข้าและนางสื่อถึงกันได้จริง ขอให้ข้าศิคินหาทิพย์สุคนธาพบ…”

ดวงจิตที่ตั้งมั่นนั้นเพียงนึกถึงเหตุการณ์ครั้งเมื่อทิพย์สุคนธาจะปรากฏกายขึ้นที่หน้าวิมานของตนอยู่บ่อยครั้งอย่างไม่ทราบถึงเหตุผล หากแต่มีบางครั้งเช่นกันในยามที่ใช้พระเวทเพื่อไปที่ใดที่หนึ่งหากมีเพียงครู่หนึ่งที่ไม่ได้ตั้งมั่นอยู่กับสถานที่ที่จะไปแล้วนั้น ศิคินเองก็มักไปปรากฏกายที่วิมานไวกูณฐ์เสมอ

เพียงความบังเอิญที่ผ่านมานั้นหากเกิดด้วยความไม่ตั้งใจทั้งสิ้น หากมีแต่ครั้งนี้เท่านั้นที่เขาหวังเพียงความบังเอิญที่เคยเกิดขึ้นจะเป็นใจช่วยเหลือเขาและทิพย์สุคนธาบ้าง

เพียงปลายเท้าที่รู้สึกถึงสัมผัสของพื้นหญ้าอ่อนนุ่มนั้น ศิคินจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ก็พบกับร่างของผู้ที่ตนกำลังตามหาในทันที ยังไม่ทันที่สมองนั้นจะได้สั่งการศิคินก็ตรงเข้าไปพยุงร่างอันไร้สติของทิพย์สุคนธาในทันที

“พระเวทนิทรากาล…” เขากล่าวขึ้นอย่างตกใจก่อนจะร่ายพระเวทแก้มนตร์นั้นในทันที

เพียงชั่วอึดใจนั้นเปลือกตาปิดสนิทจึงค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างช้าๆ ฝ่ามือของเทพอัคคียังคงสัมผัสอยู่ที่หน้าผากของทิพย์สุคนธาอย่างแผ่วเบาและแววตาที่ตื่นตกใจของศิคินที่อยู่ตรงหน้า จึงทำให้ริมฝีปากบางของทิพย์สุคนธาคลี่ยิ้มออกมาได้ในทันที

“ฝ่ามืออุ่นและแววตาเช่นนี้ต้องเป็นเทพอัคคีจริงๆ เป็นแน่…”

นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงขี้เล่น หากแต่ทำให้ดวงใจที่หนักอึ้งเมื่อครู่ของศิคินเบาลงราวยกเขาไกรลาสออกจากอก

“เจ้านะเจ้า ทำเราตกใจ…” เขาพูดพลางเลื่อนมือจากหน้าผากกลมลงมาที่ปลายจมูกคมนั้นก่อนจะสัมผัสอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม

“มีผู้แปลงเป็นท่าน กว่าจะรู้ตัวก็จวนเจียนจะหมดสติแล้ว…” ทิพย์สุคนพูดออกมาพลางค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง

“มนตร์นิทรากาล เป็นอย่างไรดีขึ้นหรือไม่ แต่เราต้องกลับฉิมพลีกันบัดเดี๋ยวนี้ ที่นี่ไม่ปลอดภัย!”

ยังไม่ทันจะขาดคำศิคินและทิพย์สุคนธาที่ยังไม่ทันระวังตัวนั้น ก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งหากแต่ว่าสายไปเสียแล้ว แสงสว่างสีน้ำเงินที่ตรงเข้ามาที่ศิคินนั้นสัมผัสที่แขนของเขาในทันที ก่อนที่มันจะแทรกซึมหายไปในร่างของเทพอัคคี

“วารีเทพ!”

          เขาตะโกนก้องหากแต่บัดนี้เพราะเพิ่งผ่านพิธีส่งดาราทำให้พลังอัคคีในกายของเขาอ่อนแอลงกว่าปกติ แม้วารีเทพเพียงหยดหนึ่งกลับทำให้เรี่ยวแรงที่มีนั้นหายไปจนหมดสิ้น แต่ด้วยต้องปกป้องทิพย์สุคนธานั้นเขาจึงฝืนเรียกพระขรรค์ประจำกายออกมาก่อนจะพยุงทิพย์สุคนธาให้ลุกขึ้น

“องค์ศิคิน!” ทิพย์สุคนธาตกใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยศิคินนั้นทรุดลงไปชันเข่าที่พื้นในทันที

“เราไม่เป็นไร”

ศิคินฝืนตอบออกมาอย่างยากลำบาก หากทำได้เพียงใช้ปลายพระขรรค์ปักลงที่พื้นก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืน ดวงไฟหลากสีจำนวนมากก็ถาโถมเข้ามาใส่พวกเขาในทันทีก่อนเทพอัคคีจะพยายามใช้พลังของตนนั้นรั้งพวกมันไว้

“ข้าจะส่งจิตตามองค์พี่ทั้งสาม!” นางพูดพลางนั่งสมาธิลงที่ข้างหลังของศิคินก่อนจะพยายามส่งจิตไปยังแม่ทัพแดนเทพทั้งสามองค์ หากแต่ก็ยังไร้การตอบกลับใด

ทิพย์สุคนธาที่นึกสงสัยอยู่นั้น ก่อนรัศมีเทพของตนจะกระทบกับบางสิ่งที่มีลักษณะเป็นเกราะพลังสีทองครอบทับพื้นที่บริเวณโดยรอบทั้งสองไว้

“เปล่าประโยชน์ทิพย์สุคนธา จงยินยอมไปกับเราแต่โดยดี”

สิ้นสุรเสียงนั้น เหล่าบรรดาดวงจิตของอสุราก็หยุดโจมตีมาที่ศิคินและทิพย์สุคนธาในทันที ในเวลาเดียวกันนั้นศิคินก็ทรุดลงไปที่พื้นอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง

“พี่ท่าน!” ทิพย์สุคนธาเข้าไปพยุงศิคินไว้ก่อนจะมองไปยังผู้มาเยือนที่ปรากฏกายขึ้น ภายใต้ผ้าคลุมยาวสีดำสนิทนั้นไม่สามารถบอกได้เลยว่าเขาคือผู้ใดกันแน่

“เทพอัคคีหรือนี่ ข้ามิคิดเลยว่าเพียงหนึ่งหยดของวารีเทพจะทำให้เจ้าสิ้นฤทธิ์ได้ถึงเพียงนี้…” น้ำเสียงอย่างผู้มีชัยที่ดังขึ้นนั้นเหมือนดั่งเช่นว่าพวกเขาทั้งสองดั่งลูกนกในกำมือก็ไม่ปาน ทิพย์สุคนธาเร่งคิดหาหนทางพลางมองไปที่นัยน์ตาของศิคิน

“อย่า!” เขาพูดพลางจับมือของนางไว้แน่นก่อนทิพย์สุคนธาจะส่ายหน้าเบาๆ

“ข้าดูเป็นคนไร้ความคิด…ถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ” รอยยิ้มบางของทิพย์สุคนธาคลี่ออกช้าๆ แล้วพยักหน้าให้ศิคินครั้งหนึ่ง

สิ้นคำพูดของนางนั้น มือบางของเจ้าดอกปาริชาตก็คว้าเอาพระขรรค์ในมือของศิคินมาถือไว้ในทันทีก่อนจะเหาะตรงไปยังผู้ที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมตรงหน้า ด้วยไม่คิดว่าทิพย์สุคนธานั้นจะอาจหาญโจมตีเขาโดยตรงจึงทำได้เพียงใช้ดวงจิตของเหล่าอสุราเข้าต้านทิพย์สุคนธาไว้เท่านั้น หากแต่ศิคินที่อยู่เบื้องหลังก็ใช้อัคคีเทพของตนป้องกันร่างของทิพย์สุคนธาไว้เช่นกัน

“บ้าเอ๊ย!”

มันตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง ก่อนจะหลบพระขรรค์ในมือของทิพย์สุคนธาได้ทัน หากแต่หารู้ไม่ว่าการหลบพระขรรค์นั้นกลับไปเข้าทางฝ่าเท้าของธิดาไวกูณฐ์ที่แฝงมาด้วยรัศมีเทพเข้าที่หน้าอกอย่างเต็มแรง  นางทะยานร่างขึ้นไปด้านบน โดยใช้พลังของตนทำลายอาณาเขตพลังที่ครอบปกคลุมตนอยู่จนแตกละเอียดเป็นละอองสีทอง ก่อนมันจะสลายไปในอากาศ

เมื่อมองละอองทองจากเขตอาคมที่แหลกละเอียดหากแต่ด้วยโทสะที่โดนเทพธิดาเหยียบลงที่กลางอกนั้น ชายผู้อยู่ใต้ผ้าคลุมจึงบันดาลโทสะด้วยการโถมพลังเข้าโจมตีศิคินที่ใกล้หมดฤทธิ์ของวารีเทพแล้ว และพลังอัคคีเทพของเขากำลังจะกลับมาแข็งแกร่งดังเดิมในอีกไม่ช้า

“เจ้ามาขวางทางของข้าเองนะเทพอัคคี”

จบคำพูดนั้นที่มือของมันก็ปรากฏลูกไฟสีดำแปลกตาขึ้น ด้วยความร้อนของดวงไฟนั้นแม้ขนาดผู้ใช้ยังมิอาจจะทนทานได้ มันจึงโจมตีไปยังศิคินที่ยังคงรับการโจมตีของดวงจิตอสุราอยู่ในทันที

ทิพย์สุคนธาที่ยังลอยตัวอยู่กลางอากาศนั้น เมื่อเห็นดวงไฟสีดำยามที่มันเพียงสัมผัสกับดวงจิตเขาเหล่าอสุราก็จะระเหิดสูญสลายหายไปในทันที นางจึงเร่งเหาะลงมาด้วยดวงไฟสีดำนั้นใกล้สัมผัสร่างของศิคินเต็มที

“อย่าลงมา!”

สุรเสียงของเทพอัคคีดังก้องไปทั่วป่าแต่ไม่ทันการเสียแล้ว เมื่อร่างของทิพย์สุคนธาเข้าปะทะกับดวงไฟสีดำนั้นในทันทีเพื่อปกป้องตนเอง

ไร้เสียงใดจากนาง พระขรรค์เทพที่อยู่ในมือของนางก็หลุดลอยไปตามแรงกระแทกของพลัง ร่างบางสิ้นสติแทบจะในบัดดลเมื่อลูกไฟสีดำนั้นสัมผัสร่างก่อนจะถูกกลืนหายเข้าไปยังทิพย์สุคนธา!

“ไม่!”

เสียงของผู้อยู่ภายใต้ผ้าคลุมดังขึ้นอย่างเดือดดาล พลางดวงจิตของเหล่าอสุราก็สลายหายไปในทันทีด้วยพลังของดวงไฟสีดำ

ศิคินกระโดดลอยตัวขึ้นไปรับร่างของทิพย์สุคนธาที่ไร้สติไว้ ก่อนลมพายุคลั่งจะถาโถมเข้ามาด้วยแรงแห่งปีกพญาปักษีแห่งวิมานฉิมพลีนั้นเอง

เหล่าเทพทั้งสามปรากฏกายขึ้นก่อนจะโจมตีด้วยรัศมีเทพของตนไปยังผู้อยู่ใต้ผ้าคลุมนั้น เมื่อเห็นว่าไร้ซึ่งหนทางนำทิพย์สุคนธากลับไปได้มันจึงล่าถอยไปในทันที หากแต่พายะที่ภายในใจนั้นคุกรุ่นไปด้วยโทสะหายอมไม่จึงติดตามมันไป

“สมุทราเจ้าไปดูน้อง ข้าจะตามพายะไป” มหิธรกล่าวก่อนจะเร่งหายองค์ตามไปในทันที

เมื่อเทพสมุทรามาถึงก็เร่งนำวารีเทพของตนออกจากร่างของศิคินพลางมองไปยังร่างที่ไร้สติของทิพย์สุคนธาที่บัดนี้มีใบหน้าซีดเผือด และไอสีดำที่ระเหยออกมาจากร่างกายอย่างต่อเนื่อง

“เกิดกระไรขึ้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้” สมุทราพูดพลางพยายามจับไปยังร่างของทิพย์สุคนธาหากแต่ไม่สามารถทำได้ หนำซ้ำไฟสีดำนั้นกลับสร้างบาดแผลที่มือของตน

ศิคินยังกอดนางไว้ในแน่นในอ้อมแขน แม้ต้องทนกับพิษของไฟสีดำนั้นเสียจนตามร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล แต่กระนั้นมือของเขาก็ยังคงจับมือของทิพย์สุคนธาไม่ยอมปล่อย

ร่างของพญาสุบรรณร่อนลงที่ข้างๆ ทั้งสาม เมื่อสังเกตเห็นไฟนั้นจึงร่ายพระเวทนำพวกเขากลับไปยังฉิมพลีในทันที

 

เมื่อมาถึง ณ ตำหนักแห่งฉิมพลีวิมาน ศิคินยังคงกอดร่างของทิพย์สุคนธาที่มีเพียงใบหน้าซีดเผือด เขาสัมผัสได้เพียงพลังชีวิตที่เบาบางลงเรื่อยๆ หากแต่ในยามที่จับมือนั้นเทพอัคคียังคงใช้พลังอัคคีเทพของตนเข้าหักล้างไฟที่เผาไหม้ดวงจิตของนาง แต่กลับทำได้เพียงหักล้างเท่านั้น ไม่สามารถกำจัดให้มันสิ้นซากไปได้

“แม้ไฟชีวิตของเจ้าก็กำจัดมันมิได้ดอกศิคิน” พญาสุบรรณกล่าว

“ข้าไม่เข้าใจ ไม่มีไฟใดที่อัคคีเทพของข้าทำลายไม่ได้หากแต่…สิ่งนี้…”

ศิคินที่พยายามอย่างสุดกำลังหากแต่ไม่เป็นผล เสียงถอนหายใจของพญาสุบรรณดังขึ้นก่อนใบหน้าที่ร้อนใจนั้นจะทำให้สมุทราแลศิคินใบหน้าถอดสีเช่นกัน

“ส่วนหนึ่งของไฟนั้นข้าทราบเพียงคือพิษหะลาหละ พิษร้ายจากบรรพกาลเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทรแต่ไฟที่ลุกโชติช่วงนั้นกล้าแข็งนัก เกรงว่าจะเป็นไฟชีวิตสุดท้ายแห่งดวงจิตบรรพกาลของเหล่าเทพอสุราที่เข้าพิธีบงการอัคคีก่อนดับขันธ์”

เมื่อฟังมาถึงตรงนี้นั้น เทพทั้งสองก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเรื่องนี้อันตรายเพียงใด

“ศิคิน เจ้าจงวางทิพย์สุคนธาลงก่อน แล้วให้สมุทราใช้วารีเทพเพื่อรักษาดวงจิตของนางไว้”

“แต่ข้า…” เขาพึมพำออกมาด้วยใจนั้นเป็นห่วงทิพย์สุคนธายิ่งกว่าผู้ใด

“ฟังคำเราให้ดี มีเพียงเหล่าเทพผู้อยู่ในพิธีกวนเกษียรสมุทรเท่านั้น หากแต่เหล่าเทพผู้ทรงฤทธิ์นั้นล้วนแล้วแต่ทรงฌานสมาธิแทบทั้งสิ้น มีเพียงองค์เดียวเท่านั้นถึงจักทันท่วงที…”

“องค์วาสุกรี ข้าจะไปที่นาคพิภพบัดเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”

เมื่อเข้าใจชัดแจ้งแล้วนั้นศิคินจึงยอมปล่อยร่างที่ไร้สติของทิพย์สุคนธาลง เขาวางนางลงอย่างทะนุถนอมพลางมองไปที่สหายของตนนั้นด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย สมุทรามองศิคินด้วยใจที่เจ็บปวดไม่แพ้กันเมื่อมองไปยังตามร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลนั้น

“เราจะไม่มีทางให้ทิพย์สุคนธาเป็นกระไรไปเด็ดขาด เจ้าจงวางใจ”

 

 



Don`t copy text!