สูตรหวานซ่อนรัก บทที่ 3 : คำท้าทายของพิมพรรณ

สูตรหวานซ่อนรัก บทที่ 3 : คำท้าทายของพิมพรรณ

โดย : Feelgood

สูตรหวานซ่อนรัก โดย Feelgood เรื่องราวของ ปรีชญา ผู้ทำอาหารไม่เป็นแต่ถูกท้าให้ลงแข่งทำขนมโดยมีโรงงานขนมหวานของพี่ชายเป็นเดิมพัน ปฏิบัติการเรียนทำขนมจึงเกิดขึ้น โดยมีเขา…อดีตรักยากจะลืมเป็นคนสอน ผลลัพธ์เป็นอย่างไร สิ่งที่เขาทุ่มเทให้เธอจะเวิร์คไหม หาคำตอบได้ที่อ่านเอา anowl.co เว็บไซต์นวนิยายคุณภาพที่มาพร้อมความสนุก

“หยุดเดี๋ยวนี้นะแม่พรรณ!”

“พรรณไม่หยุด อาศรีคอยแต่จะเข้าข้างคนพวกนี้!”

“พิมพรรณ!”

คุณย่าอรุณศรีไม่ชอบใจในกิริยาของหลานสาว ปลายนิ้วชี้ไปยังพิมพรรณเพื่อห้ามปราม แต่อีกฝ่ายกลับไม่นึกเกรงกลัว ซ้ำยังพาลใส่ผู้เป็นอาอีกราย โดยไม่สนใจว่าท่านจะรู้สึกอย่างไรต่อการแสดงออกนั้น ร้อนถึงชัชชนต้องรีบลุกมารั้งแขนภรรยาเอาไว้ กลัวว่าเหตุการณ์จะบานปลายจนทำให้สามพี่น้องมองหน้ากันไม่ติด

“หยุดโวยวายก่อนนะคุณพรรณ ขอล่ะ…อย่าทำแบบนี้” เอ่ยปลอบภรรยาอย่างใจเย็น ความที่เป็นคนเรียบเฉยจึงทำให้น้ำเสียงนั้นไม่น่าเกรงขามสักเท่าไร

“ปล่อยฉันนะคุณชัช ฉันพูดความจริงแล้วใครจะทำไม อาศรีดีแต่เข้าข้างแต่หลานชาย ไม่เคยเห็นหัวฉันที่เป็นหลานสักครั้ง แบบนี้คุณจะให้ฉันเงียบต่ออีกเหรอ!”

“ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะแม่พรรณ อย่ามาก้าวร้าวใส่ฉันแบบนี้”

“พรรณพูดผิดตรงไหน ไม่ว่าจะพ่อแม่หรือแม้แต่อาศรี ไม่เคยมีใครสนใจพรรณกับครอบครัวเหมือนที่สนใจพี่ก้องกับพี่เกริกเลยสักครั้ง”

“ดูกิริยาของเธอก่อนแม่คุณนาย น่าพูดจาหรือคบค้าสมาคมด้วยงั้นเหรอ!”

“คนอย่างพรรณทำอะไรก็ไม่เคยดีในสายตาใคร อาศรีไม่ต้องมาใส่ใจ และไม่ต้องมาด่าว่าพรรณเหมือนที่พ่อเคยพูด พรรณไม่อยากฟัง!” พิมพรรณตอบกลับเสียงสั่น

“ฉันก็ไม่ได้อยากจะพูด เพราะสั่งสอนเธอมาตั้งแต่เล็กจนหัวเธอใกล้หงอกเต็มที ฉันก็ไม่เคยเห็นคนอย่างเธอเปลี่ยนนิสัยตัวเองได้” มือของหญิงชราสั่นเทา อาการไหววูบเข้าเล่นงานแต่ท่านยังพยายามฝืน “กว่าโรงงานจะเติบโตจนมีวันนี้ เคยถามพี่ชายทั้งสองคนบ้างไหม ว่าเขาต้องพยายามมากเท่าไหร่เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ เธอเคยสนใจบ้างไหมว่าคนอื่นเขาต้องเครียดและเป็นทุกข์อย่างไร หรือในหัวสมองของเธอมีแต่เรื่องของตัวเองล่ะแม่คุณ!”

คุณย่าอรุณศรีทรุดลงกับเก้าอี้ตัวใหญ่ กษมาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งออกไปสั่งให้ป้านวล แม่บ้านเก่าแก่ของรัตนพัทธ์รีบละลายยาหอมให้คุณย่า ปรีชญาเป็นคนที่สองที่ลุกไปคว้าเอาพัดในตะกร้าหวายของคุณย่ามาโบกไปมา เพื่อดับความร้อนและอารมณ์เดือดดาลที่กำลังพวยพุ่งขึ้นสูง

“พรรณไม่จำเป็นต้องถาม เพราะโรงงานนี้เป็นของคุณพ่อ ไม่ใช่ของพี่เกริกหรือพี่ก้อง”

“พอสักทีเถอะแม่คนโลภ!” ปิ่นประดับทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับน้องสามีทันทีที่เจ้าหล่อนตั้งท่าจะเถียงต่อ

“นี่มันเรื่องของพี่น้อง คนนอกอย่างพี่ปิ่นไม่ต้องมายุ่ง!”

“คุณพรรณ พอทีเถอะนะ เรื่องชักจะบานปลายไปกันใหญ่แล้ว!” ชัชชนรั้งแขนภรรยาอีกครั้ง ไม่ชอบให้พิมพรรณอาละวาดใส่คนอื่นด้วยความไร้สติเช่นนี้

“ปล่อยฉัน!” สะบัดตัวออกมาได้ก็ชี้หน้าสามีด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ “ไม่ต้องมาห้าม ที่ฉันทำไปทั้งหมดนี้ก็เพราะอยากได้รับความยุติธรรม คุณอยากเงียบก็เงียบไปเถอะ แต่ฉันจะไม่ยอมเงียบแน่!”

“หยุดบ้า หยุดพาลใส่คนอื่นเสียที” ก้องภพลุกขึ้นมาดุน้องสาวบ้าง

“พาลงั้นเหรอ…พี่ก้องพูดออกมาได้ยังไงว่าพาล ตัวเองได้ไปตั้งหลายอย่าง ไม่เดือดร้อนอะไรกับใคร อยากจะพูดอะไรก็พูดได้นี่!”

“พอทีแม่พรรณ!” คุณย่าอรุณศรีพยายามจะเอ็ดหลาน แต่น้ำเสียงก็แหบพร่าเต็มทน

“ปี…พาคุณย่าออกไปข้างนอกก่อน พ่อจะคุยกับอาพรรณเอง”

“ไม่ต้อง อาไม่ไปไหนทั้งนั้น พูดกันตรงนี้ให้รู้เรื่องไปเลยก็ดี อาเองก็อยากจะฟังเหมือนกันว่าแม่พรรณเขามีความคิดอย่างไร ถึงได้จงใจค้านในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ร่วมสร้างมา”

น้อยครั้งนักที่คุณย่าอรุณศรีจะดุใครซึ่งหน้า แต่ครั้งนี้ท่านทนไม่ไหว เพราะไม่คิดว่าพิมพรรณจะละโมบโลภมากจนมองไม่เห็นความจริงที่เป็นอยู่

รู้กันดีไม่ใช่หรือ…ว่าครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่ตัวเองเกิด เงินทองเพิ่งมาเหลือกินเหลือใช้ก็เมื่อสามสิบปีหลังมานี้ มีทุกอย่างขึ้นมาจากการทุ่มเทของก้องภพและบิดาของตน ดีหน่อยที่ระยะหลังเกริกพลลาออกจากงานประจำ แล้วหันมาช่วยพี่ชายทำงานสร้างตัวอีกแรง

สองพี่น้องพยายามหาทางพัฒนาธุรกิจอย่างสุดกำลัง จนทำให้โรงงานมะพร้าวหอมเป็นที่รู้จัก ค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปไกล กระทั่งสามารถจับตลาดต่างประเทศได้

นี่ไม่ใช่เพราะสามคนพ่อลูกหรอกเหรอ ที่เหนื่อยจนเลือดตาแทบกระเด็นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทุกคนในรัตนพัทธ์ถึงอยู่ดีกินดีจนมีวันนี้ได้

“ถึงพรรณจะไม่ได้เป็นคนสร้าง แต่ในฐานะที่พรรณเป็นน้องสาว เป็นลูกของพ่อ เป็นคนที่ดูแลและจัดการทุกอย่างภายในโรงงาน พรรณก็ควรจะได้รับอะไรมากกว่านี้ไม่ใช่เหรอคะอาศรี”

“พรรณ…” ก้องภพเรียกน้องสาวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน

“พรรณต้องการความยุติธรรมมากกว่านี้ หากมีให้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องมานับว่าเป็นพี่น้องอีก!”

“ก็ดีเหมือนกัน เพราะคนอย่างเธอน่ะ…”

ปิ่นประดับชี้หน้าน้องสามี ความอวดดีของเจ้าหล่อนทำให้ทุกคนต่างก็หมั่นไส้ แต่ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดออกมา เพราะเกรงใจประมุขที่ยังนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ

“ไม่ต้องพูดแล้วคุณปิ่น ผมจะพูดเรื่องนี้กับน้องเอง”

“ประเดี๋ยวคุณก็ยอมน้องอีกตามเคย ถามจริงๆ เถอะนะคุณก้อง แม่น้องสาวของคุณเคยสำเหนียกบ้างหรือเปล่า ว่าพี่ชายอย่างคุณรักเขามากขนาดไหน!”

“คุณปิ่น!”

เมื่อสามีไม่ได้ดั่งใจ ปิ่นประดับก็สะบัดหน้าหนีด้วยความโมโห สุรีฉายสะใภ้คนรองจึงเดินเข้ามารั้งแขนพี่สะใภ้ให้ออกห่างจากโต๊ะอาหาร เกรงว่าสงครามขนาดย่อมตรงหน้าจะยิ่งบานปลาย

กษมาเห็นภาพนั้นแล้วก็นึกหน่ายใจ หันมาสะกิดพี่ชายให้ลุกออกจากโต๊ะและเดินหนีไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ ไม่อยากให้คารมของใครกระเด็นใส่หัวสมองของตนเหมือนอย่างที่ปรีชญาต้องเจอตลอดมา

“จะเอายังไงก็ว่ามา เธอคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรมตรงไหน” เกริกพลพยายามระงับอารมณ์เดือดดาล เอ่ยปากถามน้องสาวพร้อมกับเดินมาขวางหน้าพี่ชายคนโตเอาไว้

“ก็ทุกตรงที่เกิดขึ้นนั่นแหละ พ่อลำเอียง…พวกพี่สองคนก็คงรู้เห็นเป็นใจด้วย”

“ถ้าพี่กับพี่ก้องรู้เห็นเป็นใจกันจริงอย่างที่เธอพูด รับรองได้เลยว่าสตางค์แดงเดียวเธอก็ไม่มีทางได้ หุ้นที่เธอและครอบครัวถืออยู่ ก็คงไม่มีมากขนาดนี้!” อารมณ์ขุ่นมัวเริ่มทะยานขึ้นสูงจนเกริกพลชักเหลืออด “ลองคิดดูให้ดี…เงินทองที่พ่อแบ่งให้ เครื่องประดับของแม่ทั้งหมดที่เธอกับลูกได้รับไปก็ไม่ใช่น้อย บ้านหรูหราที่อยู่ทุกวันนี้พ่อก็เป็นคนจัดการ ค่าใช้จ่ายในบ้านทุกรายการเธอไม่เคยต้องเสีย แถมเงินปันผลจากหุ้นที่เธอรับในแต่ละปีก็ไม่ใช่น้อยๆ แบบนี้เธอยังคิดว่าเธอไม่ได้อะไรอีกเหรอแม่คุณ!”

สุรีฉายเดินเข้ามาลูบแขนสามีเบาๆ เพื่อปลอบประโลม แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ หันมาสั่งสอนน้องสาวต่อ อยากให้พิมพรรณไตร่ตรองทุกอย่างให้รอบคอบบ้าง ไม่ใช่คิดเอาแต่ได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนใครต่อใคร โดยไม่เคยสนใจเลยว่ากว่าคนคนหนึ่งจะสร้างทุกสิ่งขึ้นมาได้นั้น ต้องผ่านปัญหาและความยุ่งยากในการทำงานมากขนาดไหน

“หัดใช้ความคิดเสียบ้างนะพรรณ อย่าปล่อยให้ความโลภครอบงำจิตใจเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ ไปเข้าวัดทำบุญให้ใจสงบเหมือนผัวเธอเสียบ้าง ตายไปจะได้ไม่ตกนรก!”

“มากไปแล้วนะไอ้พี่เกริก!” พิมพรรณยกปลายนิ้วขึ้นมาชี้หน้าพี่ชาย มือไม้สั่นระริกราวกับควบคุมตัวเองไม่ได้

“ขอทีเถอะ…อย่าเถียงกันต่อหน้าอาศรีจะได้ไหม!” ก้องภพเดินมาขวางระหว่างน้องชายและน้องสาว

“ถ้าอยากให้พรรณเลิกเถียง พี่ก้องก็ต้องจัดการเรื่องทุกอย่างใหม่!”

พิมพรรณยื่นคำขาด เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องตาพี่ชายนิ่งงัน รู้ว่าสุดท้ายพี่ชายก็จะยอมอ่อนข้อให้เหมือนที่เคยเป็นเสมอมา และแน่นอนว่าหากยังไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ เธอจะไม่มีทางยุติสงครามประสาทนี้แน่!

“ต้องการอะไร”

“พรรณต้องการให้พี่ก้องโอนหุ้นของโรงงานขนมให้พรรณเพิ่มอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์”

“พรรณ…” พี่ชายคนโตเรียกชื่อน้องราวกับละเมอ

“เรามีกันสามคนพี่น้อง ฉะนั้นหุ้นที่ถือครองก็ควรจะมีเท่ากันทุกฝ่าย พรรณต้องการหุ้นที่โรงงานขนมเพิ่ม และขอสิทธิ์ขาดในการดูแลโรงงานน้ำมะพร้าวแปรรูปโรงที่หนึ่งแต่เพียงผู้เดียว”

ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบสงบราวกับทุกคนพร้อมใจกันหยุดพูด คุณย่าอรุณศรียกมือขึ้นมาทาบอก หัวใจเต้นรัวราวกับออกแรงวิ่งมานานหนักหนา ไม่คิดว่าพิมพรรณจะกล้าร้องขอในสิ่งที่ไม่ควรไปวุ่นวาย เพราะนั่นหมายถึงการกระชากดวงใจของก้องภพออกมาขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี

ปิ่นประดับได้ยินดังนั้นก็โมโหจนถึงขีดสุด พิมพรรณจะร้องขอสิทธิ์ขาดในการดูแลโรงงานน้ำมะพร้าวแห่งแรกคงไม่มีใครว่า แต่โรงงานขนมหวานบ้านมะพร้าวหอมคือสิ่งที่ปกรณ์ลูกชายคนโตสร้างขึ้นมากับมือ

ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมานี้ ไม่มีวันไหนที่บุตรชายจะหยุดคิดเรื่องงาน ไม่เคยหยุดพัฒนาสูตรขนม จนทำให้ขนมบ้านมะพร้าวหอมเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เหตุเพราะลูกชายท่านต้องการให้กิจการของที่บ้านเติบโตมากขึ้น

ปกรณ์จึงมีโครงการนำเนื้อมะพร้าวส่วนที่เหลือจากโรงงานน้ำมะพร้าว มาแปรรูปเป็นขนมไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อีกทั้งยังคงความร่วมสมัยเอาไว้ ค่อยๆ เจาะกลุ่มตลาดจนสินค้าเป็นที่นิยมขึ้นมา ทำให้เม็ดเงินมหาศาลไหลมาสู่บ้านมะพร้าวหอมจนทำให้คืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน

เรื่องนี้ทุกคนในรัตนพัทธ์ต่างก็ทราบดี ว่าความก้าวหน้านี้มีใครเป็นผู้ลงแรงและอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นพิมพรรณจึงไม่สมควรที่จะมาร้องขอในสิ่งที่ตนไม่ได้เกี่ยวข้อง

และที่สำคัญ…ธุรกิจนั้นจะไม่เกิดขึ้นได้ หากปกรณ์ไม่นำเรื่องนี้ไปพูดกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งจนได้ไอเดียทำขนมขึ้นมา

“นั่นมันของหลาน!”

เกริกพลตวาดน้องเสียงดัง กำหมัดแน่นเพราะกำลังสะกดกลั้นบางอย่าง สุรีฉายเห็นดังนั้นจึงคว้าแขนพี่สะใภ้เอาไว้ก่อนที่ปิ่นประดับจะลุกไปอีกราย พยายามเอ่ยปลอบประโลมให้ใจเย็นอีกครั้ง ทั้งที่รู้ดีว่าทำได้ยากเต็มทน

“หลานที่ไหน ก็รู้กันอยู่ว่าป็อกตายไปตั้งเป็นปีแล้ว จะเป็นของหลานที่ไหนอีก!” พิมพรรณไม่ยี่หระต่อสายตาของพี่ชายทั้งสองที่ทอดมองมา เจ้าหล่อนไหวไหล่เล็กน้อยราวกับไม่สะทกสะท้านสิ่งใด “และอันที่จริง…เงินที่ป็อกเอาไปลงทุนกับพี่ก้องเนี่ย ก็เป็นเงินกองกลางของบ้านเราไม่ใช่เหรอ แบบนี้คงนับเป็นของใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ยิ่งป็อกตายไป ก็ยิ่งไม่ใช่ของใครทั้งนั้น!”

“และมันก็ไม่ใช่ของเธอเหมือนกันพิมพรรณ!” คุณย่าตะเบ็งเสียงใส่จนหน้าซีด

“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับพี่ศรี ปีใหม่…ไปเอายาดมมาให้คุณย่าที” ทนายเอื้อหันมาสั่งหญิงสาว ปรีชญาจึงรีบลุกออกจากมุมนั้น คว้าเอาตะกร้าของใช้ส่วนตัวของคุณย่าอรุณศรีมารื้อหาในสิ่งที่ต้องการ เกรงว่าความยุ่งยากที่เกิดขึ้นในเวลานี้ จะทำให้ความดันของท่านพุ่งขึ้นสูงจนเกิดอันตราย

“คุณย่าใจเย็นๆ ก่อนนะคะ” บอกพร้อมพยายามบีบนวดให้ผู้เป็นย่าเท่าที่จะทำได้

“แม่พรรณละโมบโลภมากถึงขนาดนี้ ปีจะให้ย่าใจเย็นได้อย่างไร” น้ำตาของหญิงชราคลอหน่วย น้ำเสียงของท่านสั่นเครือ

ด้วยความที่ผ่านโลกมานาน เดาได้ไม่ยากว่าธุรกิจจะเป็นอย่างไรต่อไปหากมีการเปลี่ยนมือผู้บริหาร แม้ว่าหุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่พิมพรรณร้องขออาจจะดูไม่มาก แต่หากนำมารวมกับหุ้นอีกสิบสามเปอร์เซ็นต์ที่ถือครองอยู่ก่อนนั้น พิมพรรณก็จะมีสิทธิ์ขาดเหนือก้องภพและเกริกพลในทันที ท่านจึงยอมไม่ได้หากก้องภพจะยอมให้น้องโขกสับ จะไม่ยอมอย่างเด็ดขาดแม้ว่าจะต้องตัดขาดกับพิมพรรณก็ตาม

“คุณย่าขา…อย่าร้องไห้” ปรีชญาซบลงบนตักคุณย่า กอดท่านเอาไว้เพราะไม่ประสงค์จะเห็นความแตกร้าว เธอไม่เคยอยากได้สิ่งใดนอกจากความสุขรอบตัว ฉะนั้นจึงเป็นคนเดียวที่ไม่เคยยินดียินร้ายในสมบัติใดที่ได้รับมา

“ไม่ต้องมาทำออดอ้อน ไอ้ที่ได้ไปก็ไม่น้อยแล้วนะ ยังจะมาอ้อนเอาอะไรจากคุณย่าอีก” พิมพรรณหันมาพาลหลาน คุณย่าอรุณศรีจึงไม่ทนอีกต่อไป

“เธอคิดว่าสวนมะพร้าวยี่สิบไร่จะมีรายได้ต่อปีเท่าไหร่กันแม่พรรณ เคยเห็นบัญชีรายรับบ้างไหม ว่าเงินสุทธิที่เหลือต่อปีมันแค่ไม่กี่บาท หากจะอิจฉาหลานเพราะเรื่องแค่นี้ อาก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง!”

“ขอเถอะครับ พูดกันดีๆ เดี๋ยวอาศรีจะเครียด ความดันขึ้นแล้วจะเป็นอันตรายนะครับ” ก้องภพพยายามไกล่เกลี่ย

“เรามันก็เป็นเสียแบบนี้ แม่น้องสาวถึงได้ปีกกล้าขาแข็งใส่” ท่านหันไปสบตากับคนอวดดีอย่างตรงไปตรงมา เดินไปหยุดตรงหน้าพิมพรรณโดยมีทนายเอื้อคอยประคองไม่ห่าง “เรื่องโรงงานน้ำมะพร้าว หากเธอต้องการสิทธิ์ขาดอาก็คงไม่ห้าม แต่หุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เธอต้องการ อาไม่มีทางยอมให้ก้องโอนให้โดยเด็ดขาด หุ้นนั้นเป็นของป็อก และคนที่ควรได้รับกรรมสิทธิ์ต่อจากพี่ชายก็คือปีใหม่…ไม่ใช่เธอ!”

“พวกขี้โกง…โอ๊ย!” พูดยังไม่ทันจบ ฝ่ามือของคุณย่าก็ตวัดเข้าหาใบหน้าของเจ้าหล่อนอย่างแรง

“จำไว้นะแม่พรรณ ความโลภ ความหลง ไม่เคยทำให้ใครได้ดี!”

“พรรณไม่ได้โลภ แต่พรรณต้องการสิทธิ์ที่เท่าเทียม ในเมื่อเอาเงินกองกลางไปลงทุน พรรณก็ควรจะมีหุ้นพอๆ กับพี่ก้องและพี่เกริก ไม่ใช่เจียดมาให้แค่นิดหน่อยแบบนี้” คนพูดตวัดสายตาไปทางหลานสาว ก่อนจะหันกลับมามองหน้าคนที่เลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย “แต่ถ้าอาศรีคิดว่าหุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์นั้นควรจะยกให้ปีใหม่ พรรณก็ขอถาม…ว่าปีใหม่มีความสามารถอะไร นอกจากลอยชาย เกาะพ่อแม่กินไปวันๆ แบบที่เป็นอยู่”

“พิมพรรณ!” คราวนี้เป็นเสียงก้องภพที่ตวาดกร้าว

“ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกหรอกนะพี่ก้อง แต่ก็เห็นๆ กันอยู่ ว่าหลานสาวสุดที่รักของพ่อและอาศรีเป็นคนไม่ได้เรื่อง พี่น้องคนอื่นเลือกเรียนบริหาร เพราะหวังจะมาสานต่อกิจการของครอบครัวให้เจริญก้าวหน้า แต่แม่ปีใหม่ลูกรักของพี่ดูเหมือนจะแหกคอกไปไกล” คนพูดเหยียดยิ้ม เห็นสายตาแข็งกร้าวของปรีชญาแล้วยิ่งนึกสนุก “คงคิดว่าพี่ชายเป็นคนเก่ง แล้วตัวเองจะทำอะไรก็ได้ พอขาดพี่ชายไปสักคน ชีวิตถึงได้ดูไร้แก่นสารนัก”

“หยุดว่าลูกฉันเดี๋ยวนี้นะพิมพรรณ” ปิ่นประดับชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความโกรธจัด

“พูดความจริงแล้วรับไม่ได้หรือไงคะพี่ปิ่น”

“นี่…”

ยังไม่ทันที่ปิ่นประดับจะเถียงอะไร ปรีชญาก็ลุกขึ้นมาจ้องหน้าอาสาวของตนเสียก่อน มัทนาที่เพิ่งมาถึง และกำลังจะวิ่งเข้ามาดึงตัวเพื่อนออกไปด้านนอกจึงต้องหยุดชะงัก จังหวะเดียวกับที่กวีพัฒน์ลุกขึ้นมาดึงแขนเธอไว้ ส่ายหน้าไปมาเพื่อห้ามอีกฝ่ายไม่ให้ผลุนผลันเข้าไปอย่างเด็ดขาด

“ปีไม่เคยคิดเหมือนที่อาพรรณพูด และปีไม่เคยอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง”

“แน่หรือแม่หลานสาว! ตอนอาเอื้ออ่านข้อความในจดหมาย ฉันไม่เห็นเธอค้านสักคำ!”

“ปีจะค้านทำไม ในเมื่อทุกอย่างที่ระบุไว้เป็นความต้องการของคุณปู่” หญิงสาวหันไปสบตากับบิดาชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าท่านไม่คิดจะห้ามปราม สิ่งที่ติดค้างในหัวใจจึงเริ่มพรั่งพรูออกมา “คุณปู่เคยบอกว่า ถ้าต้องยกที่ดินที่บ้านเกิดให้ใครสักคน ท่านจะยกให้ปี เพราะท่านเชื่อว่าปีจะไม่ขายสมบัติกิน”

“เรื่องยังไม่เกิด ใครๆ ก็พูดได้”

“ปีไม่ทำแบบที่อาพรรณทำแน่”

“ปีใหม่!”

“หรืออาพรรณจะเถียงไหมคะ ว่าไม่เคยไปขอที่ดินตรงนั้นจากคุณปู่ เพียงเพราะต้องการเอาที่แปลงนั้นไปขายให้เพื่อนสนิท ที่ต้องการที่ดินติดริมคลองไปทำรีสอร์ตน่ะ!”

“นี่พ่อเล่าให้ฟังงั้นเหรอ!” คนถามมีสีหน้าตื่นตกใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่คิดว่าความจริงในข้อนี้จะมีคนอื่นล่วงรู้นอกจากตนเองและบิดา

“อาพรรณก็คิดเอาเองแล้วกันว่าปีรู้เรื่องนี้ได้ยังไง อ้อ…แล้วเรื่องที่บอกว่าชีวิตปีไม่มีแก่นสาร ปีไม่โกรธหรอกนะคะ เพราะปีไม่เก่งเหมือนพี่ป็อกกับพี่โต้ง และไม่ได้เป็นคนที่ทำอะไรก็ดีรอบด้านเหมือนพี่พราว ใช่ค่ะ…ปีไม่เก่งอะไรสักอย่าง แต่ถึงจะไม่เก่งและไม่ได้เรื่องอย่างไร อาพรรณก็ไม่มีสิทธิ์มาว่าปีแบบนี้”

“ฉันพูดความจริงทุกคำต่างหาก ไอ้หุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์นั่นก็หวังดีหรอกนะถึงได้ขอ เพราะถ้าหากต้องยกให้เธอไปสานต่อละก็…” อีกฝ่ายเหยียดยิ้ม ขยับมาใกล้ปรีชญามากขึ้น “ธุรกิจที่บ้านคงเจ๊งไม่เป็นท่า!”

“ไม่มีทาง! ถึงลูกสาวฉันจะไม่ได้เรื่อง แต่ยายปีก็ไม่ใช่คนโง่ ไม่มีทางที่ยายปีจะทำธุรกิจเจ๊งอย่างที่เธอพูดแน่!” ปิ่นประดับปรี่เข้ามากระชากแขนน้องสามีอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซไป

“ไปไม่รอดกับเจ๊งมันก็ไม่ต่างกันหรอกนะ!” เจ้าหล่อนตวัดสายตามามองปรีชญาอีกครั้ง “คนไม่ได้เรื่องอย่างปีใหม่ คงไม่มีวันทำอะไรสำเร็จ!”

“หยุดพูดแบบนี้ต่อหน้าฉันนะ!” อดีตครูจ้องอีกฝ่ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“หรือเราจะลองวัดผลกันสักตั้งไหมล่ะคะ ว่าลูกสาวพี่ปิ่นจะมีปัญญาพาโรงงานไปรอดอย่างที่มั่นใจหรือเปล่า” คนพูดวาดวงแขนขึ้นมากอดอก หันไปมองหน้าลูกสาวของตนชั่วครู่ ก่อนจะหันมาสบตาพี่ชายคนโตและภรรยาอีกครั้ง “เราลองมาแข่งกันดีไหม ถ้าใครทำขนมได้ดีและสามารถทำให้พนักงานในโรงงานยอมรับได้ ให้ถือว่าคนนั้นเป็นผู้ชนะ โดยมีหุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่พรรณขอเป็นเดิมพัน!”

ทุกคนตกอยู่ในความเงียบทันใด ไม่เว้นแม้แต่พราวลดา ที่เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังจะถูกมารดาดึงเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายตรงหน้า คนที่ตระหนักได้อีกรายคือคุณย่าอรุณศรี ที่ทรุดลงไปคล้ายกับคนหมดแรง ถ้าหากเล่นกันอย่างนี้แล้วปรีชญาจะชนะได้อย่างไร!

“เรามีลูกสาวกันทั้งสามบ้าน ให้สามคนนี้แข่งกันทำขนมตัวใหม่ออกมา วิธีนี้น่าจะหาคนที่เหมาะสมที่สุดได้ พี่ก้องกับพี่เกริกคิดว่ายุติธรรมดีไหมคะ”

ก้องภพและเกริกพลมีสีหน้าเครียดขึง ต่างก็หันกลับมาสบตากันราวกับมีเรื่องจะพูดอีกมาก ซึ่งพิมพรรณไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น หันไปคว้าแขนบุตรสาวมายืนเคียงข้าง จ้องตาปรีชญาด้วยสายตาเหยียดหยาม คนที่อยากลบคำสบประมาทจึงตอบตกลงแบบไม่คิด

“ได้ค่ะ” น้ำเสียงของเธอหนักแน่นจนคนฟังหน้าเสีย “แต่ถ้าปีเป็นผู้ชนะในเรื่องนี้ อาพรรณเองก็ต้องยอมรับในทุกเงื่อนไขที่คุณปู่สั่งเสียเอาไว้โดยไม่บิดพลิ้วเหมือนกัน ตกลงไหมคะ”

“ก็เอาสิ…ถ้าปีคิดว่าจะชนะพี่พราวได้ อาก็จะยอมทำตามเงื่อนไขนั้น แต่กลับกัน…ถ้าหากปีเป็นฝ่ายแพ้ขึ้นมา จงรู้ไว้ด้วยว่าสิทธิ์ขาดทุกอย่างในโรงงานขนมจะต้องเป็นของอาแต่เพียงผู้เดียว!”

“ปีตกลงค่ะ”

ความมุ่งมั่นในน้ำเสียงและแววตาของปรีชญาทำให้คุณย่าอรุณศรีหมดสติทันที หรือแม้แต่ก้องภพและเกริกพลเองต่างก็มีแววตาตื่นตะลึงไม่ต่างจากชัชชนและคนอื่นๆ ในห้องนัก

คงมีเพียงปิ่นประดับคนเดียวเท่านั้น ที่นึกชอบใจในความกล้าหาญของลูกสาว แม้ว่าลึกๆ แล้วท่านจะรู้ดี ว่าปรีชญานั้นเป็นรองพราวลดาและกษมาจนแทบมองไม่เห็นฝุ่นเลยก็ตาม

 

 



Don`t copy text!