ตะวันชายน้ำ บทที่ 22 : หน้ากากที่ถูก…กระชาก

ตะวันชายน้ำ บทที่ 22 : หน้ากากที่ถูก…กระชาก

โดย : วสุทิยา

ตะวันชายน้ำ นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ ๒ โดย วสุทิยา ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวของ ทวิชา ผู้ซึ่งมีบาดแผลในใจที่เกินกว่าจะเยียวยา แต่เมื่อได้เห็นภาพ ตะวันชายน้ำ ภาพเขียนสุดท้ายของพ่อกับเด็กหญิงวันใหม่ ย่าอะเคื้อและภาสุ ความคิดของทวิชาอาจเปลี่ยนไปกับแง่มุมที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยรับรู้มาก่อน

ม่ทันที่ภาสุจะหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้ามาในซอยเล็กๆ ซึ่งทอดยาวจากถนนใหญ่ไปสู่บ้านตะวันชายน้ำดีนัก หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พูดเสียงเรียบว่า

“คุณแวะส่งย่ากับวันใหม่ที่บ้านก่อนนะคะ แล้วเราค่อยเข้าไปที่บริษัทด้วยกัน เดี๋ยวฉันขับรถตามไป คุณจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา”

“ผมว่าทิชาหยุดพักเถอะครับ” ภาสุค้าน “เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ ไม่ต้องเข้าไปที่บริษัทหรอก”

“แต่คุณมีประชุมไม่ใช่เหรอคะ”

“ครับ” เขาตอบพลางเบือนหน้ามามองหล่อนแวบหนึ่ง “ประชุมกับฝ่ายขายตอนบ่ายสาม ตอนแรกก็ว่าจะเลื่อน แต่เกรงใจเขาเพราะเลื่อนมาหลายรอบแล้ว”

“คุณเป็นเจ้านายยังเข้าไปทำงาน แล้วจะให้ฉันที่เป็นเลขาหยุดเนี่ยนะคะ คนอื่นเขาได้เอาไปนินทาตายปะไร” ทวิชาทำหน้าแหยงๆ “แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่ได้ทำอะไร แค่นั่งมาเฉยๆ จะเหนื่อยอะไร คุณต่างหากขับรถมาคนเดียวตั้งแต่ระยอง แล้วยังต้องเข้าไปประชุมอีก ไหวเหรอคะ”

ใบหน้าผ่องของภาสุแย้มยิ้ม “แค่นี้เองสบายมากครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่ฉันพูดเถอะค่ะ เดี๋ยวพอส่งย่าเคื้อกับวันใหม่เสร็จ ฉันค่อยขับรถตามคุณไปที่บริษัท”

“ไปด้วยกันเลยก็ได้ ทิชาจะขับรถไปอีกคันทำไม”

“ถ้าฉันไปกับคุณ เดี๋ยวคุณก็ต้องหาข้ออ้างมาส่งฉันที่บ้านอีกอยู่ดี เทียวไปเทียวมาแทนที่จะได้รีบกลับไปพัก” หล่อนพูดอย่างรู้ทัน มองเห็นดวงตาของเขาแพรวพราว

นานครู่หนึ่งทวิชาก็ได้ยินเสียงของเขาถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมกับประโยคที่ทำให้หล่อนต้องหันขวับกลับไปมอง

“เคยมีคนบอกมั้ยครับว่า คุณนี่เป็นคนที่ดื้อตาใสใช้ได้เลย”

“ฉันไม่ได้ดื้อ!” หล่อนเถียง “เพียงแต่พูดด้วยเหตุผลเท่านั้น เดี๋ยวอาทิตย์หน้าพี่จันทร์ก็ลาคลอดแล้ว ฉันต้องทำงานเองคนเดียว หากไม่เรียนรู้งานไว้ก่อน พอพี่จันทร์ไม่อยู่ลำบากแย่”

“ลำบากอะไรกันทิชา มีผมอยู่ทั้งคน”

“เห็นพี่จันทร์บอกว่าคุณเองก็ไม่ค่อยเข้าบริษัทไม่ใช่เหรอคะ”

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ด้วยเกรงใจอะเคื้อกับวันใหม่ที่ผล็อยหลับไปตั้งแต่ออกเดินทางไม่ถึงชั่วโมงด้วยความเหน็ดเหนื่อย

“เมื่อก่อนที่ผมไม่ค่อยได้เข้าไปก็เพราะคุมการต่อเติมบ้านตะวันชายน้ำต่างหากครับ” เขาแก้ตัวใบหน้าคมเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ก็ใกล้เสร็จแล้ว เหลือเก็บรายละเอียดอีกนิดหน่อย เดี๋ยวผมให้คนที่ออฟฟิศคุณปู่มาดูแทน จะได้เข้าไปบริษัทเป็นเพื่อนทิชาทุกวันดีมั้ย เอาให้เบื่อหน้ากันไปข้างหนึ่งเลย”

“ก็แล้วแต่คุณซีคะ คุณเป็นผู้บริหารของซันไรส์นี่ ส่วนฉันเป็นแค่เลขา จะไปบังคับอะไรได้” ทวิชายกไหล่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับรถของภาสุเคลื่อนเข้ามาจอดที่ลานซีเมนต์หน้าบ้าน

อะเคื้อปลุกวันใหม่ที่งัวเงียลืมตาตื่น พลขับหนุ่มกุลีกุจอรีบไปเปิดกระโปรงท้ายเพื่อลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมของหล่อนกับหญิงชรามาส่ง

“กลับมากันเหนื่อยๆ ยังต้องไปทำงานกันอีกเหรอลูก” อะเคื้อบ่นอุบ “น่าจะพักกันสักวัน”

“ประชุมด่วนน่ะครับย่าเคื้อ เลื่อนเขามาหลายรอบแล้ว” ภาสุตอบก่อนจะหันมาสบตาหล่อนพร้อมกับบอกว่า “เดี๋ยวทิชาขับรถตามผมไปนะ”

ทวิชาพยักหน้ารับนิดหนึ่งก่อนจะเดินไปขึ้นรถญี่ปุ่นของตัวเองซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลนัก หลังจากนั้นยานพาหนะทั้งสองคนซึ่งต่างกันทั้งราคาและสมรรถนะก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากบ้านตะวันชายน้ำไล่เลี่ยกันไป

 

รัชนีพุ่งตรงเข้ามาหาราวกับเป็นลูกธนูที่ถูกปล่อยจากคันศร ทันทีที่เห็นทวิชาเดินเข้ามาอยู่ลิบๆ สีหน้าสีตาบ่งบอกอาการดีใจ โล่งใจและหนักใจในคราวเดียวกัน

“เป็นอะไรคะพี่จันทร์ ทำไมทำหน้าอย่างนั้น”

“อย่าให้พี่พูดเลย ระเบิดลงที่บริษัทตั้งแต่เช้า พี่นิดงี้หน้าเหลือนิ้วเดียว”

“ทำไมคะ” เลิกคิ้วขึ้น หางตาเหลือบเห็นร่างสูงๆ ของภาสุนั่งอยู่ในห้อง “เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ”

“ก็คุณวิน่ะสิ โทรมาอาละวาดตั้งแต่เช้า เห็นว่าติดต่อคุณซันไม่ได้มาตั้งแต่เมื่อวานเย็น ตอนแรกก็ไม่อะไรหรอก พอรู้ว่ามีน้องทิชาไปด้วยเท่านั้นแหละหน้าบอกบุญไม่รับเลย ใครก็เข้าหน้าไม่ติด สงสารก็พี่นิดคนเดียวที่คอยรับหน้า”

“แต่ทิชาก็เดินไปบอกให้คุณซันโทรกลับไปหาแล้วนี่คะ” หญิงสาวปด ใบหน้างามเรียบเฉย มีเพียงมุมปากข้างหนึ่งเท่านั้นที่รั้งเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเหยียดตรงอย่างเดิม โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกต

“พี่ก็ไม่รู้ว่าคุณวิเธอเป็นอะไรกันแน่ ปกติก็ไม่เคยเห็นจะหวงคุณซันขนาดนี้” รัชนีพูดอย่างจนใจ “แล้วนี่กลับมาถึงกันตั้งแต่เมื่อไหร่ น้องทิชามายังไง เข้ามากับคุณซันเหรอ”

“เปล่าหรอกค่ะ คุณซันไปส่งที่บ้านแล้วทิชาขับรถมาเอง”

“ดีแล้วๆ นี่ถ้าคุณวิรู้ว่านั่งรถมาด้วยกันสงสัยต้องมาอาละวาดแน่นอน น้องทิชานะน้องทิชา ไม่รู้ว่าไปทำให้คุณวิเธอผูกใจเจ็บตั้งแต่ชาติปางไหน ถึงได้ทำอะไรก็ไม่ถูกใจไปเสียหมด”

“ทิชาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจตอนไหน ความจริงก็เจอกันไม่กี่ครั้งเอง…แล้วนี่พี่จันทร์มีอะไรให้ทิชาช่วยมั้ยคะ” ถามเมื่อเห็นเอกสารหลายอย่างวางอยู่บนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ความจริงประชุมวันนี้มันก็ไม่ได้มีอะไรมาก น้องทิชากลับไปพักก็ได้ เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ”

ทวิชาส่ายหน้าน้อยๆ เป็นเชิงปฏิเสธ ใบหน้างามยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม จะมีก็เพียงดวงตาเท่านั้นที่กำลังเป็นประกาย​ เหมือนคนที่กำลังรอคอยให้บางอย่างเกิดขึ้น!

ผ่านไปไม่ถึงสิบห้านาทีพอดิบพอดี ภาสุก็พาร่างสูงโปร่งของตัวเองออกมาจากห้อง พอเห็นหล่อนยืนอยู่ก็ส่งยิ้มให้นิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปถามรัชนีว่า

“ทุกคนพร้อมแล้วใช่มั้ยครับคุณจันทร์”

“ค่ะ…คุณวิกกี้ทีมการตลาดขึ้นมารอแล้วที่ห้องประชุม”

“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปเลยก็ได้ครับ” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับก้าวเท้ายาวๆ ผ่านหน้าหล่อนตรงไปยังห้องประชุมเล็กที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักด้วยจังหวะการก้าวที่สม่ำเสมออย่างคนที่มั่นใจในตัวเอง

รัชนีหยิบสมุดจดงานของตัวเองจากลิ้นชักพลางหันมาพูดกับหล่อนว่า “เดี๋ยวน้องทิชาช่วยชงกาแฟไปให้คุณซันในห้องประชุมด้วยนะ แล้วพี่ฝากหยิบแฟ้มของฝ่ายขายที่วางไว้อยู่บนโต๊ะในห้องคุณซันเข้าไปด้วย เดี๋ยวพี่ไปที่ห้องประชุมก่อน”

“ค่ะ พี่จันทร์รีบตามคุณซันไปเถอะค่ะ เดี๋ยวทิชาจัดการให้” ทวิชารับด้วยความเต็มใจ หล่อนรอจนเห็นร่างอุ้ยอ้ายของรัชนีพ้นสายตาไปจึงหันไปตักผงกาแฟพร้อมกับกดน้ำร้อนใส่แล้ววางไว้บนโต๊ะ อ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงเปิดประตูเพื่อที่จะเดินเข้าไปหยิบแฟ้มบนโต๊ะทำงานของภาสุ

พลันนั้น! เมื่อถือแฟ้มอยู่ในมือพร้อมกับหันกลับมาอีกครั้ง…การรอคอยของหล่อนก็สิ้นสุดลงเมื่อเห็นวิภาดากำลังเดินพุ่งตรงเข้ามาด้วยใบหน้ากราดเกรี้ยว!

ไม่ทันตั้งตัวนายหญิงแห่งซันไรส์ก็สาดกาแฟร้อนๆ ที่หล่อนชงเตรียมไว้พร้อมกับปรี่เข้ามาฟาดฝ่ามือลงใบหน้าของทวิชาเต็มแรงจนหล่อนล้มไปกองกับพื้น

นิตยาที่ตามเขามาทีหลังกรีดร้องด้วยความตกใจ ได้แต่ยืนตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ!

“แกอยากตายใช่มั้ย ! อยากตายตามน้องชายของแกไปหรือไง!” วิภาดาตะคอกเสียงดังลั่นพริบตาเดียวก็คร่อมร่างของทวิชาไว้ ก่อนจะใช้มือบีบคอหล่อนแน่น

หญิงสาวปล่อยตัวไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนกับการกระทำของอีกฝ่าย มีแต่มือทั้งสองข้างเท่านั้นที่จับตรงข้อมือของวิภาดา…เป็นการกำไว้เพื่อมิให้วิภาดาปล่อยมือจากลำคอของตัวเองต่างหาก!

“อย่ามายุ่งกับครอบครัวฉัน! อย่ามายุ่งกับซันเข้าใจมั้ย ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าแกเองกับมือ!”

“คนอย่างคุณจะทำอะไรฉันได้” หญิงสาวเค้นเสียง จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตายั่วเย้า

“แก!”

ในระหว่างที่นิตยาละล้าละลังอยู่นั้น เสียงตะโกนด้วยความตระหนกของภาสุก็ดังมาจากหน้าประตู

“คุณแม่!” สิ้นเสียงสถาปนิกหนุ่มก็รีบปรี่เข้าไปฉุดรั้งร่างของมารดาให้ปล่อยมือ วิภาดาทั้งดิ้นทั้งสะบัด จนเสื้อผ้าย่นยับ ผมเผ้ายุ่งเหยิง

ทวิชาดึงลมหายใจเข้าพร้อมกับไอค็อกแค็กเมื่อลำคอเป็นอิสระ พยายามซุกซ่อนประกายในแววตาไว้อย่างมิดชิด เมื่อเห็นคนที่หล่อนหมายไว้ว่าเป็น ‘ศัตรู’ กำลังถูกโอบรัดไว้ด้วยวงแขนของบุตรชายอย่างทุลักทุเล

“คุณนิด!” ภาสุหันไปเรียกนิตยาที่ยืนเก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูกด้านหลัง “เข้ามาช่วยกันหน่อยสิครับ”

เมื่อนั้นเลขานุการสาวใหญ่เพิ่งได้สติ จึงเข้ามาช่วยประคองทวิชาให้ลุกขึ้นก่อนจะหันไปหยิบกระดาษทิชชูมาซับคราบกาแฟที่เปรอะเปื้อนไปตามเนื้อตัวหล่อน

“ปล่อยแม่เดี๋ยวนี้นะซัน แม่จะฆ่ามัน ปล่อยแม่เดี๋ยวนี้!” วิภาดายังอาละวาดไม่หยุด ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธราวกับเสียสติ

แม้จะรู้สึกสาแก่ใจอยู่ลึกๆ ที่เหตุการณ์ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่กระนั้นทวิชาก็อดที่จะแปลกใจกับพฤติกรรมของวิภาดาไม่ได้…ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ยั่วโมโหนิดหน่อยจะทำให้คนที่ห่วงภาพลักษณ์ยิ่งกว่าสิ่งใดอย่างเจ้าหล่อนสติหลุด จนถึงขั้นคลุ้มคลั่งขนาดนี้!

“พอเถอะครับ…คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ”

“ปล่อย! แม่บอกให้ปล่อย!”

“คุณแม่ หายใจเข้าลึกๆ”

“มันจะแย่งซันไปจากแม่ มันจะทำลายครอบครัวของเรา!”

ยิ่งเห็นผู้เป็นแม่กรีดร้องเท่าไร ภาสุก็ยิ่งรัดแน่นเข้าเท่านั้น พยายามลากมารดากลับไปนั่งที่โซฟา ปากก็พร่ำบอกว่า “ไม่มีใครแย่งผมไปได้หรอกครับคุณแม่ ไม่มีใครทำลายครอบครัวเราได้หรอกครับ คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ”

“ไม่! แม่จะฆ่ามัน…จะฆ่ามัน!” วิภาดาเอ็ดตะโร กรีดร้อง ความโกรธที่แล่นเป็นริ้วๆ นั้นทำให้สั่นไปทั้งเนื้อทั้งตัว ยิ่งเห็นลูกชายพยายามปกป้องทวิชามากเท่าใดก็ยิ่งยั่วยุให้ต้องการเอาชนะ อยากกระชากอีกฝ่ายทำลายให้ย่อยยับคามือ!

ท้ายสุดเพื่อคลี่คลายสถานการณ์เฉพาะหน้า ภาสุจึงต้องตะโกนสั่งนิตยาไปว่า “คุณนิดรีบพาคุณทิชาออกไปก่อนครับ…ผมฝากดูแลคุณทิชาด้วยนะ”

“ค่ะๆ คุณซันไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวนิดดูแลน้องทิชาเอง” นิตยาพูดละล่ำละลัก ก่อนจะประคองแขนทวิชาเดินเลี่ยงวิภาดาที่กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงไป

“ไปค่ะน้องทิชา เดี๋ยวพี่พาไปล้างหน้าล้างตาก่อนนะ”

“ขอบคุณค่ะพี่นิด” หญิงสาวพูดเสียงแผ่ว ความเจ็บตรงซีกแก้มทำให้น้ำตารื้นขึ้นตรงขอบตาขณะกลืนน้ำลายลงคำคอแห้งผาก

แวบหนึ่งหล่อนมองเห็นดวงตาดำสนิทของภาสุเป็นประกายวูบไหว แฝงความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งเสียใจ ตัดพ้อ และขอโทษอยู่ในนั้น

ทวิชาสะบัดหน้าแรงๆ เมื่อนิตยาประคองแขนเดินออกมาจากห้อง ท่ามกลางสายตากระหายใคร่รู้ของพนักงานหลายคนที่ชะโงกหน้ามาดูบ้าง หรือไม่ก็ยืนนิ่งอยู่ตรงทางเดิน จับกลุ่มพูดคุยกันเบาๆ ด้วยความสนใจและตกใจในคราวเดียวกัน เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของวิภาดาดังไล่หลังมา!

รัชนีที่เพิ่งเห็นสภาพของเพื่อนร่วมงานก็รีบสาวเท้าเร็วๆ เท่าที่ร่างกายจะทำได้เข้ามาหา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า

“ตายจริงน้องทิชา! เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย ทำไมถึงเป็นแบบนี้”

“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยจันทร์” นิตยาสีหน้าไม่สู้ดีนัก “รีบพาน้องเขาไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำเถอะ เดี๋ยวพี่ลงไปเอายามาให้ โดยกาแฟสาดเข้าไป ไม่รู้ว่าจะเป็นแผลพุพองหรือเปล่า”

“พี่นิดไปเถอะค่ะ เดี๋ยวจันทร์ดูแลน้องทิชาเอง”

“ฝากด้วยนะ” เลขาฯ ของคุณศกพูดพลางกวาดสายตาดุๆ มองไปรอบๆ จนพนักงานหลายคนต่างหลบกันไปเป็นแถว พร้อมกับพูดเสียงเข้ม

“เอ้า! มีงานอะไรทำก็ไปทำกันได้แล้ว จะมาดูอะไรกัน!”

เท่านั้นเองทุกคนก็วงแตกกันไปคนละทิศละทาง พร้อมกับรัชนีที่รีบเข้ามาประคองหล่อนเดินจนมาถึงหน้าห้องน้ำ

แล้วตอนนั้นทวิชาก็หันไปบอกว่า

“เดี๋ยวทิชาเข้าไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้วละค่ะ พี่จันทร์กลับไปนั่งพักเถอะ”

“แต่ว่า…” รัชนีลังเล ด้วยความเป็นห่วงกับสะบักสะบอมของอีกฝ่าย

หล่อนจึงยิ้มเซียวๆ ย้ำอีกครั้ง “ทิชาไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ทิชาขออยู่คนเดียวสักพักนะคะ”

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ไปเอาผ้าเย็นมาประคบให้นะคะ ดูสิทั้งหน้าทั้งคอแดงเถือกไปหมดเลย”

หญิงสาวพยักหน้าอย่างเสียมิได้ ก่อนที่รัชนีจะเดินประคองท้องที่ใหญ่ขึ้นทุกทีของตัวเองจากไป ทันทีที่ได้อยู่คนเดียวในห้องน้ำ…เงาสะท้อนของตัวเองตรงหน้ากระจกเผยให้เห็นแก้มข้างหนึ่งของหล่อนที่ปรากฏรอยแดงเป็นรูปฝ่ามือชัดเจนเช่นเดียวกับลำคอ!

ทวิชาวักน้ำขึ้นมาลูบหน้าลูบตาพอให้สดชื่น…แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะนอกเหนือจากสิ่งที่หล่อนวางแผนไว้มากมายนัก เพราะไม่คิดเลยว่าวิภาดาจะคลั่งราวกับคนเสียสติได้ถึงขนาดนี้

แต่ช่างเถอะ…เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นผลดีกับหล่อนมากกว่าผลเสีย อีกไม่นานหรอกเชื่อได้เลยว่าเหตุการณ์ที่ชั้นสามสิบสองวันนี้จะต้องถูกโจษจันกันไปทั้งบริษัทอย่างแน่นอน

หญิงสาวยิ้มให้กับตัวเองตรงหน้ากระจก…แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากความสุขใจเลยแม้แต่น้อย ได้แต่นึกสงสัยว่าเพราะเหตุใดใจของหล่อนจึงไม่รู้สึกเป็นสุขอย่างที่ควรเป็น เมื่อสามารถกระชากหน้ากากของวิภาดาได้สำเร็จ

อาจเป็นเพราะดวงตาคู่นั้นของภาสุกระมังที่คอยฉุดรั้งไว้!

ไม่…ไม่ได้!

หล่อนจะรู้สึกแบบนี้ไม่ได้…ทวิชาพร่ำบอกตัวเองในใจก่อนจะหลับตาลง ปล่อยเวลาผ่านไปครู่ ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ตรงหน้า…จนเมื่อลืมขึ้นอีกครั้งความรู้สึกเหล่านั้นก็ได้เลือนรางลง

 



Don`t copy text!