ทางรัก…ในดาลัต บทที่ 1 : La Vie En Rose – ชีวิตกลีบกุหลาบ

ทางรัก…ในดาลัต บทที่ 1 : La Vie En Rose – ชีวิตกลีบกุหลาบ

โดย : ปุณรสา

ทางรัก…ในดาลัต โดย ปุณรสา กับเรื่องราวของรสริน หญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเก๋เท่ห์ และเป็นกูรูเรื่องความสัมพันธ์ แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตจริงของเธอไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเธอล้มเหลวทุกด้าน แต่การที่เธอตัดสินใจไปดาลัต เมืองดอกไม้ของเวียดนามจะทำให้ชีวิตของเธอกลับมาดูดีได้ไหม นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

**************************

– 1 –

คอลัมน์ La Vie En Rose

เขียนโดย โรส คูลิเย่

โลกนี้ไม่มีสีชมพู

ขอเตือนว่าข้อความที่คุณจะอ่านต่อไปนี้อาจมีอันตรายต่อหญิงสาวที่เพิ่งตกหลุมรักและเห็นทุกอย่างเป็นสีชมพู …แต่จะว่าไปดิฉันก็ไม่รู้สึกห่วงคนพวกนี้เท่าไรนักหรอกค่ะ

ก็ลองมาระลึกดูกันหน่อย ครั้งสุดท้ายที่คุณตกหลุมรักนั้น ชายหนุ่มคนนั้นหรือที่กำลังคบขณะนี้ลวงให้โลกคุณเป็นสีชมพูได้กี่วันกี่เดือนกัน…ดอกไม้ มื้อค่ำอันแสนวิเศษ เสียงนุ่มๆ ถ้อยคำหวานๆ คอยส่งข้อความแสดงความรักและเอาใจใส่ สายตาที่จับจ้องแต่คุณ ความรู้สึกโหยหาของเขาที่อยากจะพบและเจอคุณเสมอ…ฉันอยากรู้จังว่าผู้ชายของคุณจะกรุณาคุณอยู่กี่วันกี่เดือนกัน

สำหรับคนที่ผ่านความรักมาก็คงรู้ว่าช่วงเวลาของโลกสีชมพูนั้นสั้นแสนสั้นเมื่อเทียบกับวันเวลาที่จะต้องประคอง ‘ไอ้สิ่งที่เรียกว่ารัก’ นี้ให้อยู่ยืดยาว…เพื่อไม่ให้ใครมาประณามคุณว่า– ‘เลือกมาก’ ‘เปลี่ยนผู้ชายอย่างกับเปลี่ยนเสื้อผ้า’ ฯลฯ…แต่ที่ช้ำที่สุดเห็นจะเป็น ‘ยายนี่ อยู่กับใครไม่ได้’

ฉันถึงได้เชื่อนักหนาว่าหากคุณได้พบผู้ชายในฝันของคุณจริงๆ แล้ว โลกของคุณก็ไม่มีทางเป็นสีชมพูอีกต่อไป ตอนนี้คุณคงหันไปกระซิบกระซาบกับเพื่อนของคุณว่า ‘ยายโรส เพิ่งจะเลิกกับแฟนมาน่ะสิ ฉบับนี้เลยไม่ยอมเขียนเรื่องวิธีมัดใจชายเหมือนก่อนๆ’ …ก็แล้วแต่จะคิด แต่วันนี้ดิฉันจะแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเรามีความคิดผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องความรักอย่างไร

 

รสรินละมือจากคอมพิวเตอร์ ยิ้มกระหยิ่มในเรื่องราวที่กำลังเขียน ข่าวเรื่องเธอเลิกรากับปีเตอร์กำลังเป็นที่ฮือฮาซุบซิบในสื่อออนไลน์อยู่จากทั้งผู้อ่านนิตยสารที่เป็นแฟนเธอและผู้หญิงหลากหลายที่หมั่นไส้เธอ อย่างนั้นเธอก็ควรรีบหาประโยชน์ขณะเรื่องนี้กำลังติดกระแสสักหน่อย…เผื่อแฟนคลับของเธอจะได้เฟื่องฟูมากขึ้น เธอแอบคิดในใจว่านิตยสารที่เธอเขียนให้อยู่นั้นไม่รู้จะปิดตัวลงวันไหน ดังนั้นน้ำขึ้นต้องรีบตัก เผื่อฟลุกๆ เธออาจจะดังเฟื่องฟู จนคนทั้งหลายอยากจะได้คำแนะนำจากเธอ ใครต่อใครก็อยากเชิญเธอบรรยายในฐานะกูรูเรื่องความสัมพันธ์ เพจ ‘La Vie En Rose’ ที่เธอคิดจะตั้งขึ้นมาอาจเป็นตัวช่วยให้เธอทำมาหากินได้ง่ายขึ้น

เธออ่านประโยค ‘ยายโรส เพิ่งจะเลิกกับแฟนมาน่ะสิ’

‘โรส เธอช่างฉลาดเหลือเกิน’ รสรินคิด นี่เท่ากับเธอได้ประกาศให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าเธอเป็นโสดอีกครั้ง และเธอจะได้ฮอตยิ่งขึ้นไปอีก โดยมาเขียนคอลัมน์ที่ทำเหมือนกับว่าเธอทำใจได้และไม่แคร์เขาเลย

‘ผู้หญิงพวกนั้นต้องคิดว่าฉันเก่งเหลือเกิน’ นี่เป็นบันไดและโอกาสที่เธอควรฉวยไว้ จากนี้ผู้หญิงทั้งหลายคงอยากจะได้คำแนะนำจากเธอ

…ถึงตอนนั้นทั้งชื่อเสียง เงินทองก็คงจะไหลมาง่ายกว่านี้ คิดมาถึงจุดนี้…รอยยิ้มของเธอก็เริ่มจางลง เมื่อคิดถึงความจริงว่านี่อาจเป็นจุดต่ำสุดของเธอ

ผู้หญิงที่อายุสามสิบแล้วยังต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวพี่สาว ไม่ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องความรักและการงาน

ใช่…เธอไม่ได้นึกเสียใจเรื่องปีเตอร์เท่าไร ก็จะเสียใจไปทำไม ในเมื่อเกย์ดาร์ของเธอบอกตั้งแต่แรกแล้วว่านักธุรกิจหนุ่มชาวอังกฤษคนนี้เป็นเกย์แน่ๆ และเขาก็ควงเธอเพราะก่อนหน้านี้เธอเป็นแฟนกับดาราหนุ่ม…แม้มาริษจะไม่ใช่ดาราระดับพระเอก แต่การแย่งแฟนจากดาราก็สร้างความฮือฮาและภาพพจน์ความเป็นแมนให้กับเขาได้ไม่น้อย ทำให้นักธุรกิจหน้าใหม่ที่เพิ่งมาอยู่เมืองไทยกลายเป็นที่รู้จักและสามารถดำเนินธุรกิจในสังคมได้อย่างมีหน้ามีตา ส่วนนั้นก็นึกอยากจะเลิกกับมาริษอยู่พอดี เธอรู้ดีว่ามาริษสนุกกับการใช้ชีวิตแบบหนุ่มโสด เขาไม่ได้มองเธออย่างคนที่จะมาร่วมใช้ชีวิตด้วยกัน ยามเธอคับขันเรื่องเงินหรือมีปัญหาใด เขาก็พร้อมจะเหินห่างเธอ และพร้อมกลับมาหาเมื่อเธอไม่มีปัญหาอะไรให้เขาร้อนใจ

การคบหากับปีเตอร์นั้น ทำให้ชีวิตเธอฟู่ฟ่าขึ้นทีเดียว เขาพร้อมจะซื้อของแบรนด์เนมให้…แม้แต่รองเท้าผ้าใบเธอยังใช้แบรนด์ดัง นั่งเท่ทานบรันช์วันอาทิตย์ตามโรงแรมหรู ไปเที่ยวก็ต้องพักบูติกรีสอร์ตหรือโฮเต็ลห้าดาว หรือไม่ก็ไปล่องเรือสำราญ…เขาช่างมีรสนิยมจริงๆ (แน่นอนก็เพราะเขาเป็นเกย์ นี่คือข้อได้เปรียบของผู้ชายแบบเขา) เขาไม่เหมือนผู้ชายบางคนของเธอที่บ้ากล้อง หรือวันหยุดก็ไม่รู้จะพาไปไหน ดีแต่พาไปเที่ยวตามตลาดนัดหรือตลาดน้ำทั้งหลาย…เดินเบียดเสียด ซื้อของถูกๆ และกินของข้างทางอย่าง ไข่กะโหลก ทอดมัน หมูปิ้งหมูทอด อย่างมากก็ได้นั่งแช่ในร้านกาแฟสด – ‘อาหารเป็นมื้อเป็นคราวไม่ค่อยจะได้ตกถึงท้อง’ แต่เมื่อคบหากับปีเตอร์…วันเวลาที่ลำบากเหล่านั้นก็จากไปเสียที

ด้วยประสบการณ์เธอรู้ว่าเขาต้องการเธอตอนไหน หรือเวลาไหนเธอควรปล่อยเขาตามลำพัง ทำให้ตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมา เธอสามารถใช้ชีวิตชิวๆ สบายๆ นอกจากนี้นิตยสารผู้หญิงเก๋ไก๋ฉบับหนึ่งยังทาบทามให้เธอเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับความรัก อาจเป็นเพราะนามสกุลฝรั่งเศสของเธอและผู้ชายสองคนหลังของเธอเป็นที่รู้จักและมีหน้ามีตาในสังคม จากความสัมพันธ์นี้ทำให้เขาและเธอได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ-เรียกว่าวิน-วินทั้งคู่…น่าเสียดายตรงที่ว่าเขามีเหตุต้องกลับประเทศขึ้นมา โดยหุ้นส่วนของเขาเข้าดูแลธุรกิจแทน และเธอก็ไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไป

นอกจากเรื่องความรักแล้ว เรื่องการงานของเธอก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย ตอนจบมหาวิทยาลัย เธอทำงานจริงจังอยู่ไม่กี่ปี เธอต้องบอกว่าเธอไม่ใช่พนักงานที่มีประสิทธิภาพสักเท่าไร ก็เมื่อคิดว่าเงินเดือนที่ได้ยังไม่ค่อยพอกับค่าเสื้อผ้า เครื่องสำอางและน้ำหอมของเธอเลย (โชคดีที่เธอพอหยิบยืมกระเป๋ารองเท้าจากพี่สาวเธอได้) ทำให้เธอได้แต่ทำงานไปวันๆ แล้ววันหนึ่งก็ถึงเวลาที่ทั้งบริษัทและเธอรู้สึกว่าโลกของเธอและบริษัทไม่ได้หมุนไปในทิศทางเดียวกัน บริษัทขอให้เธอลาออกและเธอก็ลาออกเสียอย่างนั้น เธอว่างงานอยู่หลายเดือน จนแม่เธอทนไม่ได้และต้องเข้ามาช่วยเหลือ (อีกครั้ง) แม่ขอร้องให้ฟรองซัวส์-พ่อเลี้ยงของเธอช่วยรับเธอทำงานในแกลเลอรีเล็กๆ ของเขาที่มีรายได้ต่อปีหลังจากหักค่าใช้จ่ายก็เหลือไม่กี่แสน ลำพังแม่และฟรองซัวส์ก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว อย่างนั้นอย่าถามเลยว่ารสรินจะมีเงินเดือนสักเท่าไร…แต่เธอก็จะแต่งตัวไปทำงานแบบมืออาชีพ ฟรองซัวส์มักจะทำหน้ามุ่ยทุกครั้งเมื่อเธอเดินผ่าน

“ทำไมต้องฉีดน้ำหอม และแต่งตัวเวอร์ขนาดนี้” ฟรองซัวส์ทำเสียงเหมือนบ่นกับตัวเอง

รสรินต้องยอมรับว่าฟรองซัวร์รักและเกรงใจมารดาเธอมากทีเดียว พ่อเลี้ยงของเธอจึงไม่กล้าบ่นว่าเธอมากนัก ทั้งๆ ที่เธอแทบไม่ได้ช่วยอะไรในแกลเลอรีมากเท่าไหร่ แม้เธอจะรู้จักงานศิลปะพอสมควรเพราะเธอเป็นลูกคนเดียวที่แม่เอาไปเลี้ยงดูที่เวียดนามเมื่อแต่งงานใหม่ๆ กับฟรองซัวร์ซึ่งขณะนั้นมีแกลเลอรีอยู่ที่โฮจิมินห์ หากปีเตอร์ต้องการให้เธอออกไปทานมื้อกลางวันด้วย  เธอก็จะหายตัวไปตั้งแต่สิบเอ็ดโมง ทั้งๆ ที่เธอเพิ่งจะมาทำงานตอนสิบโมงกว่า  และกลับเข้ามาตอนเกือบบ่ายสาม แทบทุกวันเธอจะเห็นฟรองซัวร์หน้าแดง หูแดง คิ้วขมวดด้วยความโกรธ เธอรู้ว่าแม้ฟรองซัวร์จะอดทนอดกลั้นเท่าไร เธอคงทำงานกับฟรองซัวร์ไม่ถึงหกเดือนแน่ๆ แต่แล้วพอลก็โผล่เข้ามาในแกลเลอรี พอลเป็นศิลปินชาวสกอตในวัยห้าสิบ งานของพอลดังติดระดับต้นๆ ในอังกฤษ ฟรองซัวร์รู้ดีว่างานของพอลจะเป็นที่ชื่นชอบและขายได้ราคามหาศาล นั่นหมายถึงรายได้ที่สูงขึ้นของแกลเลอรี

พอลเกิดเบื่ออังกฤษขึ้นมาพอดี ฟรองซัวร์แนะนำให้เขาอยู่ที่เมืองไทยและแกลเลอรีของเขาจะเป็นตัวแทนขายงานของพอลเอง ซึ่งทำให้พอลสนใจขึ้นมาในทันที ฟรองซัวร์รู้ดีว่ายิ่งงานของศิลปินพิเศษมากเพียงใด ตัวของศิลปินก็จะมีอารมณ์พิถีพิถันในการทำงานไปตามแบบฉบับของเขา ฟรองซัวร์หันไปหารสรินทันทีหลังจากเกลี้ยกล่อมให้พอลลองอยู่เมืองไทยดู

“โรส ฉันรู้ดีว่าเธอชอบอิสระ และไม่อยากเข้ามาทำงานที่แกลเลอรีนี่”

รสรินหยุดตะไบเล็บและปรายตามองพ่อเลี้ยงของเธอ นึกในใจว่านี่เขากำลังจะไล่เธอออกแล้วใช่ไหม

“ฟรองซัวร์ ไม่เอาน่า ถ้ายูไล่ฉันออกตอนนี้ แม่ฉันต้องช้ำใจตายแน่ๆ”

“เรื่องนั้นฉันรู้ดีอยู่แล้ว แต่การที่เธอนั่งทำงานที่นี่ ฉันก็ไม่ได้ชอบใจนักหรอกนะ เอาอย่างงี้ไหม” ฟรองซัวส์เคลื่อนร่างอ้วนใหญ่ของเขาเข้ามาหาเธอ “เธอไม่ต้องเข้ามาทำงานที่นี่ประจำ แต่ฉันจะให้เธอเทกแคร์พอล ศิลปินชาวสกอตที่เข้ามาที่นี่เมื่อวานนี้ให้ฉันหน่อย เธอจำได้ใช่ไหม”

“เขามีชื่อเสียงขั้นเทพเชียวนะ เขาจะยอมมาอยู่แกลเลอรีเล็กๆ อย่างเราเหรอ”

“เออน่ะ เรื่องนั้นฉันจัดการเอง เธอเพียงแต่มีหน้าที่ดูแลหาที่อยู่ให้ มีอะไรฉันจะให้เขาโทรหาเธอ เธอก็รับสายและจัดการตามที่เขาต้องการ ก็พอแล้ว”

นั่นก็ฟังดูง่ายดี…แต่พอลกลับไม่ใช่คนธรรมดา ในยามที่เขาอ่อนไหวเช่นมีใครวิจารณ์งานเขาอย่างไม่ชื่นชม หรือในคืนที่เขาทะเลาะกับน้อย-ผู้หญิงบาร์ที่เขาชื่นชอบ ปัจจัยเหล่านี้อาจกระตุกอาการติสต์แตกในตัวเขา สิ่งที่ตามมาก็คือเขาจะโทร.หารสรินในแทบทุกครั้ง ไม่ว่าเรื่องหนูในบ้าน จานบิ่น แก้วแตก ฯลฯ – ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นอุปสรรคสำคัญไปหมด แม้พอลจะทำแกลเลอรีของฟรองซัวส์ให้มีรายได้ชัดเจนขึ้น และเธอพอมีเงินเดือนเรือนหมื่น แต่เธอก็รู้สึกเหมือนแม่ลูกอ่อน เพราะพอลทั้งติดและงอแงกับเธอในแทบทุกเรื่อง ทุกวันนี้แม้พอลจะดีขึ้นบ้าง (เพราะปีเตอร์ช่วยพูดคุยและต่อรองเวลาในการโทร.หาเธอให้) โดยเธอกับเขาตกลงที่จะใช้ไลน์ในการโต้ตอบกันก่อน หากไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่โทร.มาหาเธอ แต่อย่างไรรสรินก็ยังรู้สึกว่างานที่เธอทำอยู่นั้นเส็งเคร็งเหลือเกิน

‘สู้ สู้’ รสริสสะบัดศีรษะและมือทั้งสองเพื่อเรียกความกระชุ่มกระชวยคืนมา หญิงสาวก้มลงอ่านหนังสือ ‘Are you the one for me?’ ของ Barbara De Anglelis เพื่อจะลอกความคิดผิดๆ ของผู้หญิงในเรื่องความรักลงในคอลัมน์ของเธอ

เธอกำลังขีดเขียนหัวข้อของเรื่องต่างๆ ลงบนกระดาษ ‘ข้อที่หนึ่ง – รักแท้ชนะทุกอย่าง ข้อที่สอง – เมื่อพบรักแท้ คุณจะรู้ได้ตั้งแต่แรกพบเขา ข้อที่สาม…’

เสียงประตูคอนโดฯ ปิดดัง ‘ปัง’ รสรินสะดุ้งพร้อมหันหลังไปมองด้านหลัง

“โอ้โห วิญญาณนักเขียนลงแน่ ขนาดพี่ไขประตูเข้ามายังไม่ได้ยิน” นันทนา หญิงสาวร่างสูงโปร่งเอ่ยกับน้องสาวที่หันมามองเธออย่างตกใจ

รสรินส่ายหน้า “นี่มันเย็นแล้วหรือนี่ โรสยังเขียนคอลัมน์ไม่เสร็จเลย ต้องส่งให้เขาวันนี้ด้วย”

“นั่นลอกทฤษฎีของคนอื่นใส่ลงคอลัมน์ตัวเองอีกแล้ว” นันทนาเสียงดังพร้อมเดินเข้ามาที่โต๊ะกินข้าวที่รสรินชอบใช้วางคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสำหรับทำงาน

“ถึงลอก…ก็ให้เครดิตเขานะ ยิ่งมีชื่อฝรั่งเสียหน่อย ก็ดูดีน่าเชื่อถือ”

นันทนาขมวดคิ้ว นึกไม่พอใจที่น้องสาวมักเลือกทำงานโดยเขียนลอกจากทฤษฏีของคนอื่นมากกว่าประสบการณ์จริงของตน

“ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงมีคนมาติดอ่านงานของเธอได้”

รสรินถอนหายใจทำหน้าเบื่อหน่าย “พี่ทำอย่างกับฉันเป็นคนลวงโลก”

“คนเป็นพันเป็นหมื่นคนเขาเชื่อในสิ่งที่เธอเขียนมากนะ สิ่งนั้นก็ควรมาจากประสบการณ์เรื่องราวและความรู้ที่สั่งสมภายในตัวเธอสิ ไม่ใช่ไปเอาทฤษฎีของใครไม่รู้มาลอกให้ดูสวยหรูแบบนี้”

“โอ๊ย เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ทำอะไรให้ดูฟุ้งฟิ้งเก๋ไก๋เข้าไว้ ก็มีคนชอบคนติดตามเอง คนเราก็เป็นอย่างงี้ทั้งนั้น ยิ่งพอมีโลกออนไลน์ ก็ยิ่งแสดงออกกันออกมาง่ายขึ้น”

นันทนาทำท่าเหนื่อยใจกับน้องสาว

“อ้อ…มีจดหมายมาถึงเธอด้วย” นันทนาวางซองสีชมพูนวลไว้บนโต๊ะ

พอเห็นซอง รสรินก็ทำหน้าเบ้ “การ์ดแต่งงานแหงๆ”

“อ้าว…แล้วไม่เปิดสักหน่อยเหรอ”

รสรินไม่นึกอยากเปิดเลย เพราะรู้ว่ามีแต่เสียกับเสีย ไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว ไอ้ความรู้สึกอิจฉาที่ซึมแทรกขึ้นมาจนตาร้อนผ่าวนี่สิ…ที่เธอไม่อยากเผชิญหน้า หากไม่อยู่ต่อหน้าพี่สาว เธอนึกอยากวางมันไว้ตรงนั้น แกล้งลืมที่จะเปิดมัน หากพอเพื่อนๆ หรือเจ้าภาพต่อว่าเธอ เธอจะได้บอกได้ว่าเธอไม่ได้เห็นไอ้การ์ดแต่งงานนี่เลย

รสรินเอื้อมไปแกะซองหนาอย่างเสียไม่ได้ ข้างในเป็นการ์ดเชิญสีชมพูอ่อนอีกสองอัน ใบหนึ่งเป็นงานหมั้นและอีกใบหนึ่งเป็นงานแต่ง รสริสจ้องมองชื่อของว่าที่บ่าวสาวอย่างงงๆ

‘พานัส มานัสโชติวงศ์ และ เมเลีย แมงกาลานีส’

“ทำไมเหรอ” นันทนาเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าน้องสาว

“ก็ชื่อไม่คุ้นเลยน่ะสิ”

นันทนาทำหน้าไม่อยากเชื่อ และเดินไปหยิบการ์ดที่น้องสาววางบนโต๊ะอาหารขึ้นมาดู

“เขาฉลองหมั้นที่โรงแรมเร็กซ์ในโฮจิมินห์วันที่ 4 พฤศจิกายน ส่วนงานแต่งเขาอยู่ที่โรงแรมในดาลัตอาทิตย์ถัดมา ผู้หญิงเป็นเพื่อนของปีเตอร์หรือพ่อผู้หญิงเป็นเพื่อนของฟรองซัวร์อะไรหรือเปล่า” นันทนาพยายามช่วยรื้อฟื้นความจำ เธอรู้ดีว่าน้องสาวคนนี้ดีแต่สนใจเรื่องของตัวเอง ยากที่จะจำได้ว่าใครเป็นใครและเป็นอย่างไร

รสรินมองหน้าพี่สาวอย่างสิ้นหวัง “จำไม่ได้นะ ยังไงก็จำไม่ได้อยู่ดี”

“ใจเย็น…เดี๋ยวก็จำได้เอง แต่ฉันว่ายังไงเธอก็ไปงานแต่งเขาไม่ได้อยู่ดี เพราะว่ามันช่วงเดียวกับวันหมั้นยายไอริสพอดี” นันทนาหมายถึงน้องสาวคนสุดท้องของครอบครัว “ยังไงเราก็ต้องอยู่ช่วยเตรียมงาน”

รสรินทำหน้าเบ้อีกครั้ง นั่นคืออีกเหตุผลที่เธอคิดว่าเธอกำลังตกต่ำสุดขีด ก็แม่น้องสาวตัวดีกำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝาอีกคน หญิงสาวนิ่งเงียบไม่นึกอยากที่จะพูดอะไรอีก รสรินหันกลับไปเขียนคอลัมน์อย่างหงุดหงิดใจ

เสียงโทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้น หน้าจอขึ้นชื่อของเพื่อนสาวคนเดียวของเธอในสมัยที่เธอเรียนมัธยมที่โฮจิมินห์ รสรินไม่ได้ติดต่อกับนีรนุชมาเป็นชาติแล้ว จะทักกันในไลน์ก็ประมาณตอนช่วงเทศกาลอย่างปีใหม่อะไรประมาณนั้น แล้วนี่จู่ๆ เพื่อนคนนี้ของเธอโทร.มาทำไมกัน

แล้วหญิงสาวก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ ก็คอลัมน์ในนิตยสารฉบับที่เพิ่งออกนี้ เธอใช้ชื่อว่า ‘เสน่ห์…เลือกได้’ ในคอลัมน์ของเธอพูดถึงว่าผู้หญิงมีสิทธิ์เลือกที่จะให้คนอื่นจดจำตัวเองอย่างไรก็ได้ และเธอได้พูดถึงเด็กหญิงที่ใส่แว่นหนาเตอะ ปล่อยผมหยักศกยาวทำให้หัวที่โตอยู่แล้วยิ่งดูหัวโตเข้าไปใหญ่ แถมยังนั่งหน้าซีดเซียวอยู่หลังห้องทำตัวไม่มีชีวิตชีวา เธอไม่เข้าใจเลยว่าเพื่อนเธอคนนี้ทำไมถึงต้องการให้ใครๆ จดจำเธอในสภาพอย่างนั้น และเพื่อนของเธอที่เธอกล่าวถึงในคอลัมน์นั้น…ก็คือนีรนุชผู้นี้นี่เอง

รสรินกดรับโทรศัพท์ด้วยหัวใจเต้นระรัว

“ว่าไง…นุช” รสรินพยายามเก็บอาการ หวังว่าผู้หญิงแบบนีรนุชคงไม่ได้อ่านนิตยสารเก๋ไก๋ที่เธอเขียนคอลัมน์ให้

“ได้รับบัตรเชิญของนัสแล้วหรือยัง” นีรนุชถามเสียงใส

รสรินลอบถอนหายใจ เสียงแบบนี้…นีรนุชคงโทร.มาเรื่องอื่น

“นัส…” หญิงสาวทวนคำช้าๆ เหมือนกำลังนึกว่า ‘นัส’ นั้นคือใคร แล้วในที่สุดภาพของเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ หนึ่งในเพื่อนคนไทยที่เรียนห้องเดียวกันนั้นก็โผล่ขึ้นมา เขาเป็นคนไทยคนเดียวที่ไม่ได้กลับมาอยู่เมืองไทยเหมือนคนอื่นๆ เนื่องจากครอบครัวเขาทำธุรกิจอยู่ที่นั่น รู้สึกเหมือนว่าเขาในฐานะลูกชายคนโตต้องช่วยทำธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่เมื่อตอนจบมัธยมปลาย จึงทำให้ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยต่อเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ

“อ๋อ…จำได้แล้ว เอ้ยไม่ใช่…เราหมายความว่าได้รับแล้ว การ์ดเชิญของนัสน่ะ แต่คงไปไม่ได้หรอก น้องสาวเราหมั้นก่อนวันแต่งนัสวันเดียว”

“อ้าวจริงเหรอ น่าเสียดายจัง นัสเค้าคุยกับเราว่าอยากให้เราสองคนไปงานฉลองหมั้นและอยู่ต่อจนถึงงานแต่ง เขาอยากให้เราสองคนช่วยเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้แฟนเขาหน่อย เพราะแฟนเขาเป็นคนฟิลิปปินส์ที่พ่อแม่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่เมืองไทย ช่วงมัธยมและมหาวิทยาลัยเมเลียก็ไปเรียนที่อเมริกา พอจบก็ได้ไปทำงานที่สิงคโปร์ นี่ก็เพิ่งมาอยู่เวียดนามได้ปีหนึ่งเพราะครอบครัวเขาอพยพจากเมืองไทยมาอยู่ที่โฮจิมินห์ เลยไม่มีเพื่อนสนิทที่เมืองไทยและเวียดนามเลย”

‘แฟนเธอไม่มีเพื่อนสนิท แล้วฉันกับเธอล่ะ…นัส แทบจะต้องรื้อทุกลิ้นชักในสมอง…ถึงจะพอจำได้…ฉันกับเธอคงสนิทกันนักน่ะสิ ถึงกล้ามาเรียกฉันให้ไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวของแฟนเธอ’ รสรินแอบเคืองในใจ

“ถ้าเราช่วยเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้เมเลียนะ นัสเค้าจะออกค่าใช้จ่ายให้เราสองคนทุกอย่างเลยนะ…”

“ว่าไงนะ…นัสจะออกค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พักให้เราฟรีๆ เลยเหรอ”

“ใช่…รวมทั้งค่าอาหารด้วย โรสจำโรงแรมที่อยู่ริมทะเลสาบในดาลัตได้ใช่ไหม ตอนนี้ครอบครัวนัสเข้าไปเทกโอเวอร์แล้วนะ สมัยนั้นที่เราไปเที่ยวดาลัตกัน เราพูดกันว่าถ้าเราทำงานมีเงิน จะต้องกลับมาพักโรงแรมนี้ให้ได้ ถ้าโรสไป จะได้นั่งจิบอาฟเตอร์นูนทีที่นั่นทุกวันเลย น่าเสียดาย…”

“เออ…เออ เดี๋ยวก่อนนะนุช ฉันไม่แน่ใจว่างานหมั้นน้องสาวฉันวันไหนกันแน่ ขอฉันเช็กกับพี่นีน่าก่อนนะ” รสรินเปลี่ยนใจกะทันหัน หญิงสาวทำท่าเลิ่กลั่กเหมือนคิดว่าจะเอาอย่างไรดี ส่วนนันทนานั้นก็ขึ้นไปบนห้องนอนเธอเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว

‘ทุกอย่างฟรีเหรอ…แล้วใครจะอยากไปงานหมั้นยายน้องสาวตัวดีล่ะ’ รสรินคิดในใจขณะเธอส่งเสียงถามถึงวันหมั้นของไอริสกับชั้นล่างที่ไม่มีใครอื่นอยู่ด้วย

“ว่าไงนะ พี่นีน่า งานหมั้นยายไอริสยังไม่แน่นอนเหรอ อย่างงั้นฉันรับปากไปงานพานัสที่โฮจิมินห์นะ”  รสรินเว้นระยะทำเหมือนนันทนากำลังพูดโต้ตอบกับเธออยู่ แล้วเธอถึงเอ่ยปากตอบไปกับห้องที่ว่างเปล่าว่า “เข้าใจแล้ว โอเค โอเค”

ขณะนั้นสมองของรสรินก็รีบคำนวณในสิ่งที่เธอจะได้จากการเป็นไปเพื่อนเจ้าสาวที่ดาลัต หนึ่ง-เธอไม่ต้องอยู่ในงานหมั้นของยายไอริส สอง-เธอสามารถเอามาเขียนลงคอลัมน์ สร้างเรตติ้งให้เห็นว่าคนอย่างเธอได้รับเชิญให้เป็นเพื่อนเจ้าสาวในงานแต่งงานของเจ้าของโรงแรมใหญ่ สาม-ทุกอย่างฟรีหมด เธอจะได้เดินเฉิดฉายในโรงแรมหรูเป็นอาทิตย์ๆ

“เออ นุช พี่นีน่าบอกว่าวันยังไม่ได้กำหนดแน่นอน แต่อย่างไรพี่นีน่าเป็นแม่งานใหญ่อยู่แล้ว ฉันก็ทำตัวตามสบายได้ พี่นีน่าบอกว่าอยากไปก็ไป แต่ยังไงฉันก็หวังว่าจะไม่เป็นช่วงเดียวกันนะ”

“แล้วยังไงดีล่ะ โรสจะรอวันหมั้นน้องให้ออกมาแน่นอนก่อนไหม”

“คงไม่ต้องละ เดี๋ยวนัสลำบากต้องรอหรือต้องไปหาเพื่อนเจ้าสาวคนใหม่ เอาเป็นว่าเราตอบรับไปก่อน หากมีปัญหาอะไร เราค่อยแก้ไขทีหลัง อย่างมากก็บินกลับไปกลับมาเท่านั้นเอง”

“จะเอาอย่างงั้นจริงเหรอ”

“ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะ ช่วยตอบรับนัสให้เราด้วยก็ละกัน”

“ดีใจจังเลย นี่หมายความว่าพวกเราจะได้อยู่ที่เวียดนามพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง” นีรนุชพูดเสียงสดใส นึกถึงช่วงมัธยมที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติที่โฮจิมินห์ ช่วงนั้นเวียดนามเพิ่งจะเปิดประเทศใหม่ๆ ไม่มีโรงเรียนนานาชาติมากมาย โรงเรียนที่เธอเรียนก็เป็นเพียงโรงเรียนเล็กๆ นักเรียนไทยในชั้นเดียวกันก็มีเพียงห้าคนเท่านั้น

“อะไรนะ ว่าไงนะ” รสรินเหมือนไม่เข้าใจ

“ก็เราสองคน แล้วกายกับอยุทธ์ก็จะไปช่วยงานด้วย สิบกว่าปีแล้วมั้ง…ที่เราไม่ได้พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างนี้”

ชื่อของ ‘อยุทธ์’ ทำให้หูของรสรินร้อนผ่าว เธอไม่ได้เจอเขามานานเกือบสิบปีได้ และไม่คิดจะได้ยินชื่อหรือรับรู้เรื่องราวของเขาอีก

“เดี๋ยวเราจะคุยกับนัส และจัดการเรื่องตั๋วให้นะ มีอะไรจะโทรมาหานะ บาย” นีรนุชวางหูไปก่อน ก่อนที่รสรินจะเอ่ยปากพูดหรือถามอะไร



Don`t copy text!