ทางรัก…ในดาลัต บทที่ 3 : สวัสดีโฮจิมินห์

ทางรัก…ในดาลัต บทที่ 3 : สวัสดีโฮจิมินห์

โดย : ปุณรสา

ทางรัก…ในดาลัต โดย ปุณรสา กับเรื่องราวของรสริน หญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเก๋เท่ห์ และเป็นกูรูเรื่องความสัมพันธ์ แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตจริงของเธอไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเธอล้มเหลวทุกด้าน แต่การที่เธอตัดสินใจไปดาลัต เมืองดอกไม้ของเวียดนามจะทำให้ชีวิตของเธอกลับมาดูดีได้ไหม นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

**************************

– 3 –

เสียงบีบแตรรถดังสนั่น นี่เป็นวิถีการขับรถของที่นี่ เป็นสัญญาณให้รสรินรู้ว่าเธอเดินทางสู่โฮจิมินห์แล้ว พานัสจัดรถมารับเธอและนีรนุช สนามบินในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 15 ปีที่แล้วเป็นอย่างมาก ดูนำสมัยผิดหูผิดตา พื้นสนามบินที่เคยเป็นหินขัดถูกเปลี่ยนเป็นหินอ่อน ตัวอาคารสมัยก่อนนั้นเปิดโล่ง อาศัยแอร์ธรรมชาติและบรรยากาศอึมครึม แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด

รสรินอดนึกขำเมื่อนึกถึงภาพฟรองซัวส์ถูกเจ้าหน้าที่สนามบินล็อกตัวลากกลับไปต่อหน้าเธอและมารดาที่มารอรับเขาในคราวโน้น ตอนนั้นลูกค้าต้องการภาพวาดที่เขามีอยู่ที่กรุงเทพฯ อย่างรีบด่วน ฟรองซัวส์เลยตั้งใจว่าเขาจะบินกลับกรุงเทพฯ ในคืนเดียว และกลับมาในอีกวันเพื่อส่งภาพให้ลูกค้า ทุกอย่างน่าจะราบรื่นดี แต่ตอนนั้นการเข้าเวียดนามยังต้องใช้วีซ่า และเขาไม่รู้ว่าเลขาฯ ของเพื่อนเขาจะทำวีซ่าเขาเป็น ‘Single Entry’ ซึ่งหมายถึงการเข้า – ออกได้หนเดียว ถ้ากลับเข้ามาอีกครั้ง…เขาจะต้องทำวีซ่าเข้าประเทศใหม่ เมื่อถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่เริ่มชี้แจงกับเขาเป็นภาษาเวียดนามซึ่งเขาก็กึ่งแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่จริงๆ เขารู้สึกแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติกับวีซ่าของเขา ความที่อยากส่งภาพให้ลูกค้าให้ได้และรู้ว่าจันทนาและรสรินรออยู่ข้างนอกนี่เอง ทำให้เขากล้าที่วิ่งออกมาเพื่อพยายามส่งภาพนั้นให้ได้ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไวพอจะล็อกตัวเขากลับไปในทันทีและส่งตัวกลับกรุงเทพฯ ในเที่ยวบินต่อไป

หญิงสาวอดคิดถึงชีวิตในเวียดนามช่วงนั้นไม่ได้ เป็นช่วงที่ประเทศยังเต็มไปด้วยกฎเหล็กแบบคอมมิวนิสต์ ชาวต่างชาติจะตั้งบริษัทหรือทำการค้าก็ต้องให้มีเส้นทางเงินผ่านบริษัทของคนเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขต่างๆ อีกมากมาย ทำให้ชาวต่างชาติที่อยู่ที่เวียดนามต้องซิกแซ็กเก่ง และการทำผิดกฎก็ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำธุรกิจในเวียดนามในตอนนั้น ดังนั้นเธอจึงไม่แปลกใจเลยที่ฟรองซัวส์กล้าวิ่งหนีเจ้าหน้าที่ออกมาแบบนั้น

“นี่ซูเปอร์โบล์วของพวกเรายังอยู่อยู่เลย” เสียงของนีรนุชแทรกขึ้นมาเมื่อรถแล่นออกมาจากสนามบินมาได้ไม่ไกลนัก ตอนนั้นซูเปอร์โบล์วเป็นห้างห้างเดียวในโฮจิมินห์ และแม้อยู่ไกลเกือบถึงสนามบิน นีรนุชและเพื่อนๆ ก็ยอมเดินทางมาสัมผัสความทันสมัยหนึ่งเดียวในตอนนั้น

รสรินกลอกตากลมโตของเธอไปมาอย่างไม่สนใจ หญิงสาวทำหน้าเบ้เมื่อคิดถึงอดีตที่ต้องยอมจำนนกับห้างเล็กๆ นี่ เธอจำได้ว่าผู้คนเดินเต็มห้างไปหมดถึงขั้นที่เรียกว่ายั้วเยี้ยได้ แต่ที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินกลับไม่มีคนสักเท่าไร ตามชั้นวางของ ตู้เย็นและตู้แช่แข็งเต็มไปด้วยของที่กำลังหมดอายุหรือบางอย่างก็หมดอายุไปแล้ว

นีรนุชไม่ยักจะเข้าใจเพื่อนคนนี้ของเธอเลย สมัยเรียนด้วยกันนั้นรสรินเป็นหญิงสาวผมยาวเรียบตรง…เป็นคนหน้าตาหมดจดดูอ่อนหวานและอ่อนโยน รสรินในวันนี้น่ะหรือ…ดูเปรี้ยวและออกจะเชิดๆ แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสั้นรัดรูปสีน้ำเงินวาวพร้อมรองเท้าหัวแหลมและส้นสูงปรี๊ด…เกินพิกัดไปหน่อยสำหรับการมาเวียดนาม หากเป็นคนที่ไม่เคยมาที่นี่ก็ว่าไปอย่าง…แต่รสรินนี่อยู่ที่นี่นานกว่าใครประมาณ 3-4 ปีได้

‘ไม่นะ อย่าไปคิดกับเพื่อนแบบนั้น’ นีรนุชนึกเตือนตัวเอง

“ถนนเหวียนหวั่นจ๋อยนี่ทำให้กว้างขวางขึ้น แต่รถราก็ยังติดเต็มถนนเลยนะ” นีรนุชพยายามชวนรสรินพูดคุยท่ามกลางเสียงแตรรถข้างนอกที่ดังสนั่นหวั่นไหว ยิ่งช่วงนี้เป็นเวลาเลิกงานพอดี เวลาที่ไม่มีใครเห็นที่ว่างบนถนนได้ ทั้งรถยนต์และขบวนรถมอเตอร์ไซค์ต่างเบียดเสียดจนกลบพื้นที่ของถนนเสียหมด แค่มองก็รู้สึกอึดอัดแล้ว

“โอ๊ย…บรรยากาศข้างนอกช่างวุ่นวายจริงๆ” รสรินบ่นพร้อมกับละสายตาจากรถที่ขวักไขว่ภายนอกและหันกลับมาที่เพื่อนสาวของเธอ

นีรนุชยังคงใส่แว่นตาอยู่เหมือนเมื่อครั้งมัธยม ผมหยักศกของเธอปล่อยยาวประบ่าทำให้ศีรษะดูพองใหญ่ โชคดีที่จมูกของเธอนูนโด่งเป็นสัน ทำให้ใบหน้าของเธอดูนูนขึ้นไม่ได้ดูใหญ่ไปตามศีรษะ นีรนุชใส่กางเกงผ้าและเสื้อลายดอกแบบผู้หญิง รูปร่างที่ค่อนข้างเตี้ยทำให้เธอดูท้วมนิดๆ โดยอัตโนมัติ รสรินอดคิดไม่ได้ว่านีรนุชน่าจะใส่ส้นสูงเสียหน่อย จะได้ดูสูงสวยขึ้นสักนิด แต่นีรนุชก็ยังคงเป็นเด็กสาวคนเดิมที่ไม่คิดใส่ใจเสื้อผ้าที่สวมใส่ แต่แล้วสิ่งที่สะดุดตาเธอที่สุดเห็นจะเป็นหนังสือที่อยู่บนตักของเพื่อนสาว…นั่นคือนิตยสารที่เธอเขียนคอลัมน์ให้นั่นเอง

“นี่นุช…เธอไปได้นิตยสารเล่มนี้มาจากไหน” รสรินถามเสียงแหลมเมื่อจำได้ว่าเล่มนี้ตีพิมพ์เรื่อง ‘เสน่ห์…เลือกได้’ ที่เธอเอานีรนุชไปเป็นตัวอย่างของผู้หญิงที่ไม่มีเสน่ห์เอาเลย

“ตอนจะออกจากเครื่องบินเราเห็นคนข้างๆ เขาวางทิ้งไว้ เราจำได้ว่าเป็นนิตยสารที่โรสเขียนคอลัมน์ ก็เลยหยิบติดมือมา ตั้งใจจะเอามาอ่าน”

“โอ๊ย…เล่มนี้เราเขียนไม่ได้เรื่องเลย เราอาย…เราขอเถอะนะ” พูดจบรสรินก็เอื้อมมือจะไปดึงนิตยสารเล่มนั้น แต่นีรนุชก็ไวพอ หญิงสาวรีบดึงนิตยสารขึ้นและเก็บใส่กระเป๋าสะพายใบใหญ่ของเธอทันที

“ไม่เอาน่ะ…โรส เราเป็นเพื่อนกับโรสมานานแล้วนะ ยังไม่เคยอ่านงานโรสเลย”

รสรินได้แต่ยิ้มแหยๆ ชักมือกลับ คิดว่าเอาไว้นีรนุชเผลอเมื่อไหร่ เธอค่อยหาทางกำจัดนิตยสารเล่มนี้

กายกับอยุทธ์เดินทางมาถึงโฮจิมินห์ตั้งแต่เที่ยง พานัสต้อนรับเพื่อนสนิททั้งสองในห้องนั่งเล่น บ้านของพานัสอยู่ไปไม่ไกลจากสนามบินเท่าไรนัก เขาได้ซื้อบ้านหลังใหญ่นี้จากเจ้าของเดิมที่เป็นคนจีนที่มั่งคั่ง ทำให้แบบบ้านนี้ยังเหมือนคฤหาสถ์ของเศรษฐีจีน ตัวบ้านจะยกสูงขึ้นนิดหนึ่งโดยจะมีบันไดยาวนำมาสู่โถงด้านหน้า ส่วนห้องรับแขกนั้นก็จะแยกมาอีกปีกหนึ่งของบ้าน ส่วนอีกปีกหนึ่งของบ้านนั้นเป็นห้องทานข้าวและห้องสันทนาการ โดยส่วนครัวและห้องพักคนรับใช้จะอยู่ทางด้านหลัง ช่วงเวลานี้ครอบครัวของพานัสเลือกไปพักที่บ้านอีกหลัง เพื่อให้เพื่อนๆ ของลูกชายคนโตได้พักที่บ้านนี้ตามสบาย

ห้องรับแขกเพดานสูงของบ้านหรูหราโอ่อ่าด้วยเครื่องเรือนชิ้นใหญ่สไตล์หลุยส์ กายกับอยุทธ์และปานรุ้งกำลังนั่งจิบกาแฟกันอย่างเพลินใจ พานัสเพิ่งกลับจากทำงาน โรงงานสีเล็กๆ ของครอบครัวเขาได้เติบโตจนเป็นกิจการใหญ่โต ธุรกิจครอบครัวนี้ทำให้เขาไม่ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ด้วยเพราะเป็นลูกชายคนโต จึงจำเป็นต้องช่วยพ่อดูแลธุรกิจตั้งแต่อายุสิบแปด แต่อย่างไรเขาก็ยังติดต่อกับกายและอยุทธ์โดยตลอด โดยเฉพาะกับอยุทธ์ เมื่ออยุทธ์เบื่องานโฆษณาที่ตัวเองกำลังทำอยู่ อยุทธ์มีแผนที่จะออกมาปลูกสมุนไพรและดอกไม้ไทยและดอกไม้หอมของฝรั่งเพื่อทำน้ำมันหอมในการผลิตสบู่แชมพูตลอดจนครีมบำรุงผิวเพื่อธุรกิจสปา พานัสก็เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนกับอยุทธ์ โดยอยุทธ์เป็นฝ่ายผลิต ส่วนเขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายไปยังโรงแรมใหญ่ๆ ในเมืองต่างๆ ของเวียดนาม ส่วนฝั่งทางเมืองไทยอยุทธ์ก็มีปานรุ้งช่วยทำการตลาดให้

พานัสพยักหน้าให้คนรับใช้ช่วยนำกาแฟมาให้เขา

“โอ้โห จะเป็นเจ้าบ่าวหน้าตาผ่องใสเชียวนะ” อยุทธ์กล่าวทัก

“อะไรกันวะ ยังจะต้องทำงานอยู่อีกเหรอ” กายหนุ่มเจ้าสำอางเอ่ยทักเพื่อนที่เพิ่งเดินเข้ามา

“นี่ก็รีบกลับแล้วนะ จะได้มาทันรับสองสาวด้วย”

“อะไรกันคะ ทีรุ้งมา…ไม่เห็นพี่นัสมาต้อนรับเลย”

“ก็รุ้งมาบ่อยแล้วนี่”

ปานรุ้งผู้ดูปราดเปรียวและสวยเข้มนอกจากจะดูแลการตลาดที่เมืองไทยให้อยุทธ์แล้ว เธอยังเป็นผู้ประสานงานของตลาดเวียดนามด้วย ทุกๆ เดือนเธอจะเดินทางมาเวียดนามประมาณ 5-6 วันเพื่อเสนอสินค้าใหม่ๆ บ้างและช่วยพานัสวางแผนทำการตลาดในเวียดนาม ดังนั้นปานรุ้งจึงมีโรงแรมประจำที่เหมือนบ้านของเธอที่โฮจิมินห์ หญิงสาวทำงานให้อยุทธ์มามากกว่า 5 ปี ทำให้ปานรุ้ง อยุทธ์ รวมถึงพานัสนั้นดูสนิทสนมกัน

“แล้วยังไง…รุ้งก็เลยไม่มีความสำคัญ” ปานรุ้งแกล้งงอนตามประสาผู้หญิงสวยที่รู้จักใช้มารยา

“รุ้งสำคัญที่สุดอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นพี่กับไอ้ยุทธ์จะขึ้นเงินเดือนให้ทุกปีๆ เหรอ”

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ คนรับใช้เดินเอากาแฟมาให้กับพานัส

“ให้พวกหนุ่มๆ เขาคุยกันดีกว่า รุ้งขอไปเดินเล่น หาอะไรทำเพลินๆ”

พอพ้นเงาของหญิงสาว กายก็รีบเอ่ยทัก “ตาแกเป็นประกายผิดปกติว่ะ ดีใจที่จะได้เจอนุชกับโรสขนาดนั้นเลยหรือวะ”

“ไม่ใช่ว่าได้เจอนุชกับโรสหรอก แต่ต้องพูดว่าที่ตาไอ้นัสเป็นประกายก็เพราะจะได้เจอกับโรสต่างหาก” อยุทธ์แทรกขึ้นมา

ความจำของกายเริ่มฟื้นขึ้นมาเลาๆ แม้เมื่อครั้งรสรินเป็นแฟนกับอยุทธ์ แต่พานัสก็รู้สึกชื่นชมรสรินไม่เสื่อมคลาย หากรสรินไม่ลงเอยคบหากับอยุทธ์เสียก่อน พานัสก็คงตามจีบรสรินมาเป็นแฟนให้จงได้

“ก็โรส…สวยใสอย่างนั้น เรายังจำวันที่โรสใส่ชุดอ๋าวหญ่ายสีชมพูและขี่จักรยานมาโรงเรียนได้เลย ผมที่ยาวตรงระกลางหลังลงมาพอดิบพอดีกับเอวที่คอดได้สัดส่วน เหมือนภาพผู้หญิงเวียดนามในฝันจริงๆ” พานัสพูดถึงชุดประจำชาติเวียดนาม

“ก็เค้ามีเชื้อเวียดนามนี่ หุ่นแบบเขาใส่อ๋าวหญ่ายถึงได้ดูโอเค” อยุทธ์พูดเหมือนไม่มีเยื่อใยเหลือให้รสรินเลย “แต่ตอนนี้โรสไม่ได้เป็นโรสที่เราเคยรู้จักแล้วหรอกนะ เขาเปลี่ยนไปเยอะ”

“ไม่เปลี่ยนเลย หุ่นเขาก็เหมือนเดิม แถมตอนนี้ยังเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์อีกนะ ได้ข่าวว่าดังด้วย” พานัสพูดเทิดทูนรสรินแบบไม่รู้จบ

“นี่แกได้เจอกับเขาแล้วเหรอ” อยุทธ์ถาม

“เปล่า แต่เราขอให้นุชและโรสมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้เมเลีย ทางเลขาเราเลยต้องโทรไปขอสัดส่วนเค้าเพื่อเอามาตัดชุด ส่วนเราก็โทรไปหาเขาครั้งหนึ่งเพื่อขอบคุณที่มาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับเมเลีย”

“แกคิดดีแล้วเหรอที่ให้ยายโรสมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวของเมเลีย”

“เมเลียดีใจมากที่ได้โรสและนุชมาเป็นเพื่อนเจ้าสาว เขาอยากได้คนที่คล่องภาษาอังกฤษมาเป็นเพื่อนเจ้าสาว ฉันว่าฉันเลือกไม่ผิดนะ”

แม้เมเลียพูดไทยได้บ้างเพราะแม่ของเธอนั้นเป็นคนไทย แต่เธอก็ไม่ได้พูดไทยคล่องมากนักเพราะอยู่โรงเรียนนานาชาติ เรียนต่างประเทศ และทำงานต่างประเทศตลอด

พูดจบรถยนต์ก็วิ่งมาเทียบด้านหน้าบ้าน

“นั่น…โรสมาแล้ว” พานัสกระตือรือร้นลุกขึ้นก่อนอย่างออกหน้า พร้อมเรียกเพื่อนๆ ให้ลุกขึ้นตามเพื่อไปต้อนรับหญิงสาวที่โถงด้านหน้า

อยุทธ์ส่ายหน้า นึกไม่ถึงว่าพานัสจะชื่นชมรสรินมากขนาดนี้ ว่าแล้วอยุทธ์ก็ค่อยๆ ลุกตามเพื่อนๆ ออกไป

เธอกำลังจะปรากฏตัวต่อหน้าอยุทธ์ รสรินอดใจเต้นระทึกไม่ได้ เธอจำไม่ได้ว่าไม่ได้เจอกับอยุทธ์กี่ปี แต่ก็รู้ว่านานมาก วันนี้เธออยากจะให้อยุทธ์เห็นว่าเธอสวยเริดเพียงใด รสรินเตรียมชุดกระโปรงสวยที่พอดีตัวเพื่อแสดงถึงความมั่นใจในตัวเอง เธอจะต้องทำให้อยุทธ์เห็นว่าเธอนั้น ‘เพอร์เฟกต์’ – การเลิกรากับเขานั้นไม่ได้กระทบกระเทือนกับชีวิตของเธอแม้แต่น้อย และเธอยังไปได้ดีโดยปราศจากเขา

อยุทธ์ยืนอยู่ริมซ้ายสุด เธอต้องยอมรับว่าความนิ่งขรึมที่มีอยู่ในตัวเขานั้นทำให้เขายังดูสง่าและน่ามองอยู่เหมือนเดิม ยิ่งตอนนี้เขาออกจากงานมาทำไร่สมุนไพรด้วยตัวเอง ผิวคล้ำของเขาทำให้เขาดูคมเข้มขึ้นกว่าเด็กหนุ่มที่เธอรู้จัก แม้เธอจะมีศึกที่ยากเพียงใด เธอก็ต้องปรากฏกายอย่างโดดเด่น

ทันทีที่คนขับรถเปิดประตูรถให้เธอ เธอก็รีบออกจากรถอย่างร่าเริง ฉีกยิ้มอย่างที่สุดและพยายามวิ่งขึ้นบันไดหน้าบ้านพานัสด้วยรองเท้าส้นสูงและกระโปรงที่แคบพอดีตัว อย่างไรเธอจะต้องไม่ให้ชายหนุ่มที่ยืนรอเธออยู่ด้านบนผิดหวัง

“โอ้โห…โรส คุณสวยขึ้นมากเลย” พานัสส่งเสียงทัก

ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี และแล้วสตรีนางหนึ่งก็เดินมาข้างๆ อยุทธ์และเกาะแขนเขาอย่างสนิทสนม จู่ๆ รสรินก็ไม่สามารถถอนสายตาจากมือของเธอผู้นั้นที่อยู่บนแขนของอยุทธ์ได้…หรือเธอโดนมนตร์สะกดจากเล็บยาวที่ทาสีแดงสดนั่น…หรือเธอกำลังคำนวณอยู่ว่าแหวนบนนิ้วนางของเธอคนนั้นอยู่บนมือซ้ายหรือมือขวากันแน่

รสรินมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อหัวรองเท้าของเธอสะดุดกับขั้นบันได แล้วเสียง ‘แควก’ ก็ปลุกเธอจากภวังค์ทั้งหมดทั้งมวล

ตะเข็บซับในและปลายกระโปรงสีน้ำเงินรัดรูปนั้นคงขาด…ดีที่ไม่มากนะ ไม่มากพอที่ใครจะสังเกตเห็นได้ชัดเจน

แต่สิ่งที่เห็นตอนนี้สาหัสนักเพราะนั่นคือบันไดอีกหลายขั้นที่รอเธออยู่…หน้าของเธอกำลังคะมำเข้าไปหาบันไดเหล่านั้น

‘ทำมั้ย…ทำไมบ้านของพานัสถึงต้องมีบันไดหน้าบ้านแบบนี้ด้วยนะ’

ยังโชคดีที่เธอไม่ต้องมาหน้าแตก (จริงๆ) ต่อหน้าแฟนเก่า นีรนุชที่เดินมาข้างๆ รีบคว้าตัวเธอไว้ทัน พร้อมไปกับพานัสที่รีบรุดลงมาฉวยมือเธอเพื่อช่วยพยุงไว้อีกแรง

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” พานัสถามขณะจับมือรสรินแน่น

รสรินเงยหน้าขึ้นมองพานัสอย่างเขินอาย

“นั่นไอ้นัสหาเรื่องจับมือโรสหรือเปล่าวะ” กายรีบหันไปกระซิบถามอยุทธ์

“ไม่รู้ว่ะ” อยุทธ์กระซิบตอบขณะที่ยังคงมาดขรึมอยู่

“ขอบคุณนะ แต่เราไม่เป็นไรแล้วละ…นัส” รสรินค่อยๆ ดึงมือเธอออกจากพานัสเหมือนหญิงสาวแรกรุ่นที่เขินอายชายหนุ่ม

อยุทธ์มองรสรินด้วยปลายตา กิริยาของเธอดูไม่น่าไว้วางใจเลย…ไม่รู้ว่าคนอย่างรสรินจะมาไม้ไหนกันแน่…เขาแทบไม่เชื่อหูว่ารสรินจะตอบรับมางานของพานัส เพราะเขาไม่คิดว่าคนอย่างเธอจะยอมกลับมาเหยียบเวียดนามอีก

“พวกเราไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้มานานแล้วนะ” พานัสเอ่ยทักแขกที่มาใหม่ “เราไม่ได้เจอนุชกับโรสตั้งแต่จบมัธยมปลายและกลับเมืองไทยไป”

“อยุทธ์…ไม่แนะนำคนที่มาด้วยให้เรารู้จักบ้างเหรอ” นีรนุชหันไปแหย่อยุทธ์เพราะปานรุ้งยังคงเกาะแขนของชายหนุ่มแน่น

“ปานรุ้งน่ะ” อยุทธ์แนะนำสั้นๆ

แต่ดูเหมือนแขกที่มาใหม่ต้องการคำแนะนำที่มากกว่านั้น ทำให้พานัสต้องพูดเสริม “รุ้งเค้าเป็นผู้ช่วยคนสนิท…เอ้ย…ต้องบอกว่าคนรู้ใจของอยุทธ์น่ะ”

อยุทธ์หันมาทำตาเขียวใส่พานัส พานัสน่าจะรู้อยู่ว่าเขาไม่มีวันกลับไปสนใจรสรินอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นเลยที่พานัสจะต้องแนะนำปานรุ้งแบบนี้

“รุ้งจ๊ะ…นี่นุชกับโรสเพื่อนมัธยมของพวกเรา” พานัสยังทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดีต่อ

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ปานรุ้งกล่าวตอบเหมือนคนเจนการเข้าสังคมพร้อมพยักหน้าทักทายแขกที่มาใหม่โดยไม่ยอมละมือจากแขนอยุทธ์

รสรินแน่ใจว่าปานรุ้งต้องอายุน้อยกว่าพวกเธอแน่ๆ ทำไมถึงไม่คิดจะยกมือไหว้พวกเธอ…กะแค่จะเอามือออกจากแขนผู้ชายก็ไม่ได้แล้วหรืออย่างไร

“ดีใจที่รู้จักเหมือนกันจ้ะ” นีรนุชกล่าวตอบเสียงใส

ผิดกับรสรินที่ทำเป็นเหมือนไม่สนใจปานรุ้ง แต่กลับหันไปหาพานัส “แล้วห้องพักของโรสอยู่ทางไหนคะ โรสอยากจะพักผ่อนหน่อย”

“โรสเหนื่อยเหรอครับ” พูดจบพานัสก็รีบสั่งการกับคนขับรถเป็นภาษาเวียดนาม คนขับรถหายไปเพียงครู่ ก็กลับมาพร้อมกับแม่บ้านสูงวัยคนหนึ่ง เธอแต่งตัวด้วยเสื้อคอจีนและและกางเกงผ้าเรียบร้อย ที่แปลกตาคือข้างกายเธอนั้นมีเด็กผู้หญิงตัวจิ๋วรูปร่างท้วมแต่หน้าตาน่าเอ็นดูติดตามมาด้วย วัยอย่างเธอไม่น่าจะมีลูกเล็กขนาดนี้ นี่อาจเป็นหลานของเธอก็ได้…รสรินคิด

“นี่คือทู เธอเป็นแม่บ้านที่นี่ เธอพูดภาษาไทยได้บ้าง เธอจะดูแลพวกคุณทุกคนขณะอยู่ที่นี่” พานัสพูดเสร็จก็หันไปสั่งงานกับทูเป็นภาษาเวียดนาม

“คุณโรสกับคุณนุชคะ ฉันจะพาคุณขึ้นไปห้องนอนของคุณค่ะ” เธอพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ

แล้วรสรินพร้อมด้วยนีรนุชก็เดินตามทูขึ้นไปด้านบน



Don`t copy text!