ทางรัก…ในดาลัต บทที่ 5 : งานฉลองหมั้น…ฉันใด

ทางรัก…ในดาลัต บทที่ 5 : งานฉลองหมั้น…ฉันใด

โดย : ปุณรสา

ทางรัก…ในดาลัต โดย ปุณรสา กับเรื่องราวของรสริน หญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเก๋เท่ห์ และเป็นกูรูเรื่องความสัมพันธ์ แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตจริงของเธอไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเธอล้มเหลวทุกด้าน แต่การที่เธอตัดสินใจไปดาลัต เมืองดอกไม้ของเวียดนามจะทำให้ชีวิตของเธอกลับมาดูดีได้ไหม นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

**************************

– 5 –

รสรินตั้งใจเตรียมชุดกระโปรงแบบแก๊ตสบี้ที่เอวปล่อยยาวเหนือเข่ามาสำหรับงานฉลองหมั้นวันนี้ ชุดปักเลื่อมสีชมพูของเธอนั้นเป็นของแบรนด์ดัง เธอคิดว่ามันคงทำให้เธอเฉิดฉายในงานไม่แพ้ใครแต่ก็ออกเรียบนิดนึง เพื่อจะได้ไม่เกินหน้าเกินตาชุดของเมเลียคนสำคัญของงานนี้ พานัสจัดการให้ทั้งช่างทำผมและช่างแต่งหน้ามาดูแลเธอและนีรนุชถึงที่บ้าน ส่วนตัวเขาและเมเลียมาเตรียมตัวที่โรงแรมก่อนล่วงหน้า อยุทธ์และกายเมื่อแต่งตัวเสร็จก็ได้ล่วงหน้ามาก่อน

แม้เริ่มค่ำแล้วมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ก็ยังเบียดเสียดอยู่บริเวณใจกลางกรุงโฮจิมินห์ คนขับรถพารถเข้าจอดบริเวณด้านหน้าโรงแรม เสียงแตรรถดังอื้ออึงบอกเตือนให้รสรินจำได้ว่าเธอยังอยู่ที่นี่ เมื่อเธอลงจากรถ เธออดจะหันกลับไปดูห้องแถวที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของร้านขายภาพวาดหรือแกลเลอรีเล็กๆ ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของลานอนุสาวรีย์ลุงโฮที่เคยเป็นที่อยู่เดิมของเธอไม่ได้ บริเวณจัตุรัสโฮจิมินห์ที่อยู่ทางด้านหน้าโรงแรมเร็กซ์นี้เปลี่ยนไปจนเธอจำแทบไม่ได้ ห้องแถวที่เคยเป็นร้านของฟรองซัวส์ถูกรื้อทิ้งกลายเป็นห้างใหญ่ แม้แต่อนุสาวรีย์ของโฮจิมินห์หรือลุงโฮยังเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเป็นรูปลุงโฮกับเด็กหญิง วันนี้กลับเป็นลุงโฮในรูปหล่อโลหะยืนยกมือบนแท่นสูง โฮจิมินห์ในวันนี้เปลี่ยนไปมาก

เมื่อเธออยู่กรุงเทพฯ เธอคิดเสมอว่าเธอได้อยู่ไกลจากความว้าเหว่และทุกข์ยากในห้องเช่าแคบๆ นั้น นั่นทำให้เธอไม่คิดที่จะกลับมาโฮจิมินห์อีก แต่พอได้กลับมาเห็นว่าที่นี่ไม่มีห้องเล็กๆ ที่เธอเคยอยู่ นั่นยิ่งทำให้ในใจของเธออ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เธอมองห้างใหญ่ที่ผุดขึ้นและถนนเหวียนเว้ (Nguyen Hue) ที่กว้างใหญ่ ความเจริญของเมืองคงไม่มีที่เหลือสำหรับห้องแถวเล็กๆ ของครอบครัวเธอ

“จู่ๆ อากาศก็เริ่มหนาวขึ้นมาเสียอย่างนั้น” เสียงนีรนุชทำให้เธอหันกลับมา

“แปลกดีนะ เมื่อวานยังรู้สึกร้อนอยู่เลย”

“ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ”

นีรนุชใส่ชุดกระโปรงสั้นแขนกุดพอดีตัวและมีผ้าคลุมผืนบางคลุมไหล่

รถที่มาส่งพวกเธอเลี้ยวหายลับไป รสรินขยับไปจับมือนีรนุช “ไหนว่าแค่งานฉลองหมั้นไม่ใหญ่โตยังไงล่ะ ทำไมมีสาวน้อยในชุดฟูฟ่องมาคอยต้อนรับถึงด้านหน้าโรงแรมขนาดนี้”

“เธอก็น่าจะรู้จักนัสเค้าดีนะ อะไรๆ ก็จะต้องอลังการเอาไว้ก่อน” นีรนุชพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา ไม่ได้คิดจะค่อนแคะพานัสแต่อย่างไร แต่หากเป็นคนอื่นอาจใช้คำว่า ‘หน้าใหญ่’ แทนคำว่าอลังการ

รสรินได้แต่พยักหน้าเข้าใจ พอเดินไปถึงบันไดทางขึ้นที่เป็นบันไดกว้างโค้งขึ้นไปยังห้องจัดงานเลี้ยง ราวบันไดก็ถูกตกแต่งด้วยกล้วยไม้ขาวแซมกับดอกลิลลี่สีชมพูดั่งเช่นชุดของสาวน้อยที่ยืนต้อนรับเป็นจุดๆ จากด้านหน้าโรงแรมไปจนถึงห้องจัดเลี้ยง ชุดของสาววัยรุ่นนี้คล้ายกับชุดบัลเลต์แต่ยาวจนเกือบถึงเข่าและมีริ้วสีชมพูเสริมตามปลายกระโปรงและช่วงตัว

“เห็นนัสบอกเราว่างานนี้ไม่มีผู้ใหญ่มากนัก จะมีพ่อแม่และญาติสนิทของนัสและเมเลียเท่านั้น พวกวีไอพี…นัสจัดให้ไปงานแต่งที่ดาลัตหมด นัสเล่าว่าพวกพนักงานที่บริษัทมีประมาณตั้งร้อยสองร้อยคน นัสไม่สามารถจัดให้ไปที่ดาลัตได้หมด เลยจำเป็นต้องจัดงานฉลองหมั้นที่นี่เพื่อเลี้ยงฉลองให้พนักงานเหล่านี้มาร่วมยินดีด้วย นอกจากนี้ก็มีพวกเพื่อนๆ ของทั้งนัสและเมเลีย หรือพวกคู่ค้าทั้งหลายที่ไม่สะดวกไปงานที่ดาลัต…ก็จะเชิญให้มางานนี้ก่อน”

“ฟังดูเหมือนเลือกตั้งล่วงหน้ายังไงก็ไม่รู้ นั่นไงมีกล่องให้หย่อนบัตรด้วย” รสรินหมายถึงกล่องรับซองซึ่งปกติจะมีในงานแต่งงาน

“พูดเป็นเล่นไปได้ เข้าไปในงานกันเถอะ”

ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาเต็มห้องจัดเลี้ยงแล้ว เธอเห็นสาวๆ ในชุดอ๋าวหญ่ายบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใส่ชุดกระโปรงทั้งสั้นและยาวตามสมัยมากกว่า โรงแรมเร็กซ์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 90 ปีที่แล้วสมัยที่เวียดนามยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ตัวอาคารและการตกแต่งภายในจึงมีลักษณะแบบตะวันตก แสงของโคมระย้าใหญ่กลางห้องทำให้ผู้คนในห้องดูมีประกายสีทองโดยเฉพาะเมเลียที่อยู่ในชุดยาวแขนกุดสีครีม เธอช่างดูเปล่งประกายสมกับที่เป็นหญิงสาวของค่ำคืนนี้ เธอยืนต้อนรับแขกอยู่บริเวณทางเข้าห้องจัดเลี้ยงเคียงคู่กับพานัสซึ่งอยู่ในชุดสูทสีครีมเช่นเดียวกัน โดยมีบิดามารดาของทั้งคู่ยืนอยู่เคียงข้าง

เมื่อเทียบกับฝ่ายหญิง หน้าตาของพานัสคืนนี้ดูไม่แจ่มใสเท่าไร พอเขาเห็นรสรินและนีรนุชเดินเข้ามาบริเวณงาน เขาก็ชะโงกศีรษะมองตามรสริน จนหญิงสาวต้องรีบส่งสัญญาณว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีเพื่อไม่ให้เจ้าบ่าวดูรุ่มร่ามจนเกินไป พานัสรีบบุ้ยใบ้บอกว่ากายและอยุทธ์อยู่ทางด้านหน้าเวที รสรินได้แต่พยักหน้ารับแต่ดูเหมือนไม่สนใจที่จะเดินไปทางที่พานัสชี้ทางให้

“ค่อยหายใจโล่งหน่อยที่เป็นงานแบบค็อกเทล ฉันจะได้ไม่ต้องไปนั่งร่วมโต๊ะกับ…”

“อยุทธ์” นีรนุชช่วยเติมคำที่เธอตกหล่น “ก็น่าเข้าใจได้ หากจะอยู่ด้านหลังหาของกินเล่นไปเรื่อย ฉันก็อยู่เป็นเพื่อนเธอที่นี่ได้”

“จริงเหรอ…นุชเธอช่างเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ เธอเป็นเพื่อนที่ดีของฉันมาตลอด”

“พอเถอะ…พอเถอะ หาอะไรกินกันเถอะ ฉันชักจะหิวแล้ว”

นีรนุชไม่รู้เหมือนกันว่าอยุทธ์และรสรินเลิกคบหาเป็นแฟนกันด้วยสาเหตุอะไร ทั้งๆ ที่สมัยเรียนมัธยมนั้นทั้งสองดูรักใคร่ดูแลกันดี เธอเพียงรู้ว่าทั้งสองเรียนมหาวิทยาลัยคนละที่กัน หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็เลิกราจากกัน

ยังไม่ทันที่นีรนุชและรสรินจะขยับตัวไปได้ไกล ปานรุ้งในชุดผ้าชีฟองสีแดงที่เพิ่งเดินเข้างานมาก็เดินเข้ามาทักทาย รสรินต้องชมว่าชุดสีแดงสั้นของปานรุ้งดูเก๋ไก๋ด้วยเป็นชุดเปิดไหล่ด้านเดียว ตัวเสื้อและกระโปรงก็ทำเป็นชั้นพองห่างๆ

“ไม่ไปนั่งร่วมกันด้านหน้าหรือคะ คุณนัสเขาจัดที่นั่งไว้ให้แขกผู้ใหญ่สี่ห้าโต๊ะ คุณนัสบอกให้พี่กายกับพี่อยุทธ์ไปนั่งด้านหน้าด้วยกัน” หญิงสาวชวนสนทนาโดยไม่ได้ยกมือไหว้คนทั้งสองเหมือนเดิม

“ไม่ละ พวกพี่ๆ กะว่าจะอยู่ทางนี้ จะได้หาอะไรทานได้สะดวกหน่อย” นีรนุชตอบอย่างสุภาพ

ปานรุ้งพยักหน้ารับ “งั้นรุ้งขอตัวก่อนนะคะ”

พูดจบปานรุ้งก็เดินเฉิดฉายเข้างานไปในรองเท้าส้นสูงสีแดง

“ไม่คิดว่าอยุทธ์จะลงเอยกับผู้หญิงเปรี้ยวแบบนี้ ผู้หญิงแบบนี้น่าจะเป็นผู้หญิงของกายมากกว่า” รสรินพูดหันมองตามปานรุ้งที่เดินไปทางอยุทธ์และกาย

จู่ๆ นีรนุชก็เกิดสำลักเครื่องดื่มเสียอย่างนั้น เสียงไอทำให้รสรินหันมาทางเพื่อนสาว

“สำลักน้ำส้มเนี่ยนะ” รสรินเข้าไปช่วยถือแก้วน้ำที่อยู่ในมือนีรนุชแทน เธอเพิ่งจะหยุดไอแต่ยังหายใจหอบอยู่

“ฉันไม่เป็นไร…ฉันไม่เป็นไรหรอก” นีรนุชพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“หรือฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า…” รสรินหรี่ตามองเพื่อนสาว

นีรนุชกระแอมก่อนที่จะพูดว่า “ฉันไม่คิดว่ารุ้งเป็นผู้หญิงของอยุทธ์นะ”

“ก็เมื่อวานนัสยังแนะนำแบบนั้นเลย” รสรินพูดเสียงสูง

“พวกเขาอาจสนิทสนมกันเฉยๆ ก็ได้ ก็ทำงานร่วมกันนี่ ฉันไม่คิดว่าอยุทธ์จะชอบรุ้งได้ อยุทธ์ออกจะชอบผู้หญิงหวานๆ เรียบๆ อะไรแบบนั้น…เธอคงเข้าใจนะ”

รสรินแบะปากเหมือนไม่อยากสนใจ “ผู้ชายก็เหมือนกันทุกคนแหละ…นุช หากมีของอร่อยอยู่ตรงหน้า ก็ไม่เคยคิดว่ามันจะถูกปากถูกใจหรือเปล่า เผลออีกทีก็กินเข้าไปแล้ว”

พอพูดออกไปก็ทำให้เธอคิดได้ว่าบุคลิกของปานรุ้งนั้นเหมือนใคร…ก็เหมือนกับยายไอริสน้องสาวของเธอนั่นเอง เป็นผู้หญิงเก่ง มั่นใจในตัวเอง ช่างมุ่งมั่นเสียเหลือเกิน…มิน่าล่ะ อยุทธ์ถึงได้ไปกันได้ดีกับปานรุ้ง นีรนุชไม่ได้มารู้จักอยุทธ์อย่างที่เธอรู้จัก ถึงไม่ทันคิดว่าอยุทธ์จะลงเอยกับผู้หญิงอย่างปานรุ้งได้ เธอรู้สึกเหมือนริ้วของความแค้นส่งระลอกคลื่นท่วมใจเธอ

เธอนึกถึงค่ำคืนนั้นที่เธอกลับถึงบ้านดึกเอามากๆ เกือบห้าทุ่ม เพื่อนๆ ในชมรมเชียร์ขับรถมาส่งเธอ ขณะที่ผ่านป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้าน เธอก็เห็นอยุทธ์เพิ่งจะก้าวขึ้นรถเมล์ไป เธอตั้งใจว่าจะโทร.หาเขาเมื่อเขาถึงบ้านแล้ว ตอนนั้นเธอยังแชร์ห้องนอนกับไอริส เมื่อเดินเข้าห้องไป ไอริสก็ชี้ไปยังกล่องบนเตียงเธออย่างไม่คิดจะอธิบายอะไร และหันกลับไปดูโทรทัศน์ต่อ

เมื่อเธอเปิดกล่องออก เธอก็เห็นจดหมาย การ์ด และของขวัญต่างๆ ที่เธอเคยส่งให้อยุทธ์ เธอรู้สึกตกใจมาก  ใช่…เมื่ออาทิตย์ก่อนเธอบอกกับเขาว่าช่วงนี้เธอไม่มีเวลาให้กับเขา เธอรู้สึกสนุกกับเพื่อนและชีวิตในมหาวิทยาลัย เธอไม่อยากหมดสนุกโดยจะต้องคอยรายงานเขาว่าเธออยู่ที่ไหนอย่างไร หรือคิดว่าเขาคงมานั่งรอเธออยู่ที่บ้าน ในช่วงนี้เธออยากให้เขาเป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่งของเธอก่อน

เธอกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจเธอให้เขาฟังเหมือนเวลาที่เธอเล่าเรื่องต่างๆ ให้เขา แต่คราวนี้เขากลับไม่พูดโต้ตอบอะไร ได้แต่นิ่งเงียบ เธอคิดว่าเขาเป็นคนที่สนิทสนมกับเธอที่สุด…น่าจะเข้าใจเธอที่สุด แล้วทั้งหมดนี่คืออะไรกัน

‘นี่มันอะไรกันนะ…ไอริส’ เธอพูดออกไปอย่างตกใจ

‘ก็น่าจะเห็นอยู่ว่าพี่อยุทธ์เอาของพี่ที่เคยให้เขามาคืน’ ไอริสพูดเสียงห้วนอย่างไม่สนใจอะไร

‘นี่เธอเห็นของในกล่องนี่ด้วยเหรอ’ รสรินหันไปมองน้องสาวอย่างคาดคั้น

ไอริสพยักหน้าแต่ตาของเธอก็ยังคงจับจ้องที่โทรทัศน์ ‘ก็พี่อยุทธ์มาที่บ้านตั้งแต่ทุ่ม ทั้งบ้านไม่มีใคร ฉันก็นั่งคุยกับพี่อยุทธ์ แล้วพี่อยุทธ์ก็เอาของทั้งหมดนี่ให้ฉันดู และบอกว่าเขาคงต้องเลิกกับพี่’

‘เลิกกัน…’ คราวนี้หญิงสาวรู้สึกสับสน แต่ที่น่าโกรธกว่าคือเธอน่าจะรู้เรื่องนี้ก่อนน้องสาวของเธอที่นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ตรงนี้

รสรินหันไปทางไอริส ‘นี่เขาไม่มีเพื่อนให้ปรับทุกข์หรือยังไง ทำไมต้องมาปรับทุกข์กับเด็กอย่างเธอ’ รสรินพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด อาจเป็นเพราะหน้าตาของไอริสที่ทำเหมือนไม่รู้สึกร้อนหนาวอะไรด้วย

‘ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ ฉันเป็นสาวแล้ว’ ไอริสหันหน้ามาพร้อมตะโกนใส่

รสรินรู้สึกเหลืออดด้วยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอจึงเดินเข้าไปที่เตียงของน้องสาวพร้อมจับไหล่ทั้งสองของน้องสาวแล้วเขย่า ‘เล่ามาให้ฉันฟังทั้งหมด ว่าเขาพูดว่าอะไรบ้าง’

ไอริสพยายามสะบัดตัวออกพร้อมใช้มือทั้งสองผลักรสริน พอรสรินกระเด็นออกไป แล้วลุกขึ้นยืนข้างเตียง ต้องยอมรับว่าแม้ไอริสจะอายุสิบเจ็ด แต่เธอก็ตัวสูงกว่าผู้เป็นพี่

‘พี่เห็นของ พี่ก็น่าจะรู้แล้วว่าเขาบอกเลิกกับพี่ พี่จะมาเซ้าซี้กับฉันทำไมกัน’

‘อยุทธ์เขาไม่ทำอย่างนั้นแน่ ถ้าเขาจะเลิกกับพี่ เขาต้องพูดกับพี่ด้วยตัวเขาเอง’

‘แล้วพี่ไม่ดูเวลาหรือไง เขามานั่งรอจนสี่ทุ่มเกือบห้าทุ่ม พี่ก็ยังไม่กลับ ใครจะรอพี่ไหว’ คราวนี้ไอริสพูดเสียงเข้มขึ้น ‘พี่เป็นคนบอกเลิกเขาก่อน พี่บอกพี่อยุทธ์เองว่าอยากเป็นแค่เพื่อนก่อน ก็ใช่สิ…พี่กำลังเอ็นจอยกับการได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ทำกิจกรรมโน่นนี่ พี่ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของพี่อยุทธ์บ้างเลย’

‘นี่เธอรู้เรื่องฉันกับอยุทธ์ได้ยังไง’ รสรินพูดเสียงเข้มพร้อมเดินเข้าประชิดน้องสาว

แต่นั่นดูเหมือนจะไม่ทำให้ไอริสสงบปากสงบคำลง เธอยังคงพูดแต่ในสิ่งที่เธออยากพูด ‘…ใครเขาจะทนไหว พี่ปล่อยให้เขารอทุกวันทุกคืน แล้วในที่สุดก็ขอให้เขาเป็นแค่เพื่อนก่อน นั่นมันหมายความว่ายังไง เป็นใครก็อดคิดไม่ได้ว่าพี่คิดจะคบคนใหม่’

‘นี่หมายความว่าอยุทธ์มาคุย มาเล่าเรื่องราวของเขาและพี่ให้เธอฟังเหรอ’ รสรินมองน้องสาวของตัวเองด้วยความโกรธ

ไอริสไม่คิดจะตอบคำถามของรสริน เธอยังพูดในสิ่งที่เธออยากพูดต่อไป แค่คราวนี้น้ำตาก็เริ่มไหลอาบแก้มเธอ ‘พี่มันเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวตลอด พี่เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว’

เธอรู้สึกใบหน้าของเธอร้อนผ่าวๆ เจ้าน้องสาวตัวดีถือดีอย่างไรถึงมาว่าเธอฉอดๆ แบบนี้ เธอยกมือขึ้นตบไอริสอย่างแรงทันที หญิงสาวไม่ได้ตั้งใจที่ทำร้ายน้องสาว แต่ในยามที่เธอต้องการคำปลอบใจ ความเข้าใจ เจ้าน้องสาวของเธอกลับเหมือนรุมทำร้ายเธออีกคน ความโกรธความกดดันที่มีในเหตุการณ์ทำให้เธอกล้ายกมือขึ้นทำร้ายน้องสาวตัวเอง

แต่แทนที่ไอริสจะก้มหน้าก้มตาร้องไห้เสียใจ คราวนี้เธอสะบัดหน้าขึ้นและเน้นในทุกคำที่พูดกับรสรินอย่างจะให้ผู้พี่จำในสิ่งที่เธอพูดให้ได้ ‘นี่พี่คงไม่รู้อะไรเลยนะ ทุกเย็นๆ ที่พี่อยุทธ์มาที่บ้านเรา เขารู้อยู่แล้วว่าเขาไม่มีทางเจอพี่ แต่เขาก็ยังมาได้ทุกวันๆ พี่นี่มันโง่มากเลยนะ ที่คิดว่าเขามานั่งรอพี่…นี่พี่ไม่รู้สักนิดเลยใช่ไหม ว่าเขาหาเรื่องมาคุยกับฉันต่างหาก…’

ไอริสทำหน้าอย่างมีชัย ‘…อย่างนั้นอย่ามาแปลกใจเลยว่าทำไมฉันถึงได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดระหว่างพี่และพี่อยุทธ์’

รสรินยกมือขึ้นเพื่อที่จะตบน้องสาวอีกฉาด แต่คราวนี้ไอริสรีบคว้ามือพี่สาวไว้ และตะโกนใส่หน้าว่า ‘นั่นทำไมพอพี่ขอเป็นเพื่อนกับพี่อยุทธ์ พี่อยุทธ์เขาถึงได้รีบเอาของเส็งเคร็งของพี่มาคืนไง’

พูดจบไอริสก็ผลักมือที่เธอจับรสรินอยู่ออกไปอย่างสุดแรง หญิงสาวเซถลาไป ไอริสเดินกระแทกส้นเท้าเปิดประตูเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันมามองรสริสเลย แล้วตั้งแต่วันนั้นไอริสก็ย้ายไปนอนกับนันทนาแทน

รสรินไม่เคยได้พูดคุยกับอยุทธ์อีกเลย ไม่กี่วันต่อมาเธอกลับถึงบ้านตอนสี่ทุ่ม เธอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นอยุทธ์กำลังพูดคุยหัวร่ออยู่กับไอริส เธอรีบเดินผละจากคนทั้งสองเพื่อจะขึ้นบันไดไปยังห้องนอน อยุทธ์ลุกขึ้นและรีบเดินมาหาเธอ เธอหันขวับไปหาเขาและพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

‘ฉันไม่อยากเห็นเธอในบ้านนี้อีก’ พูดจบหญิงสาวก็รีบซอยเท้าขึ้นบันไดและเข้าไปในห้องนอนที่ที่เธอรู้สึกปลอดภัยที่สุด

หญิงสาวพิงราบไปกับประตู หัวใจเธอยังเต้นระทึก คิดว่าเขาอาจตามขึ้นมาเพื่อพูดคุยกับเธอให้เข้าใจ

แต่สิ่งที่เธอได้ยินก็คือ เสียงประตูหน้าบ้านที่เปิดออก เขากำลังออกไปแล้ว…ออกไปจากชีวิตเธอ ผู้ชายที่เธอมอบความรักและความเชื่อใจให้ ทุกข์ยากและผูกพันกันมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา มาวันนี้เขาจากเธอไปโดยไม่คิดจะอธิบายอะไรเลยสักคำ น้ำตาของเธอไหลออกมา ทุกค่ำคืนที่เธอเข้าห้องมาและปิดประตูนี้ลง น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่มีเหตุผล แต่โชคดีที่เป็นอย่างนี้อยู่ไม่นาน

เพราะไม่นานนักเธอก็มักจะได้ยินไอริสพูดโอ้อวดแม่หรือนันทนาว่าไปทานข้าวกับอยุทธ์ที่นั่นที่นี่ นอกจากนี้เธอยังได้ยินน้องสาวเธอโทร.นัดแนะกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงแค่นั้น…เธอก็ถามว่าเธอจะร้องไห้กับผู้ชายแบบนี้ทำไม จากนั้นเธอก็ไม่เคยร้องไห้ให้เขาอีกเลย แล้วภาพของอยุทธ์ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากชีวิตเธอ

เธอมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อกายเดินเข้ามาทัก แม้กายจะใส่กางเกงสแล็กส์แต่กางเกงสีเทาของเขาก็เรียบติดขาจนดูเหมือนเขาไม่น่าจะนั่งลงได้ ส่วนเสื้อเชิ้ตสีเหลืองอ่อนก็ฟิตติดตัว และดูเก๋ไก๋ด้วยเน็กไทเส้นเล็กที่ดูเหมือนจะไม่เต็มใจผูกเท่าไรนัก กายก็ยังคงเป็นเทพบุตรของสาวๆ เหมือนเดิม สาวๆ ในงานต่างแอบมองกายและกระซิบกระซาบกัน บนเวทีพิธีกรเริ่มทำหน้าที่ของตนโดยพูดภาษาเวียดนามบ้างสลับกับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

“ไม่นั่งอยู่กับอยุทธ์ล่ะ” นีรนุชเอ่ยถาม

“โอ๊ย อยู่กับมันมาทั้งวัน เบื่อจะแย่อยู่แล้ว นี่ว่าพอเสร็จงานฉลองหมั้นนี่ จะชวนไปกินอาหารทะเลที่ตลาดเบ่นถางกัน”

“ดึกป่านนี้ ตลาดไม่ปิดไปหมดแล้วเหรอ” รสรินถาม เพราะสมัยที่เธออยู่ที่โฮจิมินห์นี่ ยามค่ำแผงร้านค้าก็เก็บหมด แถมเธอยังเห็นพ่อค้าบางคนยังใช้ด้านล่างของแผงตนเป็นที่นอนอีกด้วย

“ส่วนของตลาดปิดแล้ว แต่ด้านข้างเดี๋ยวนี้มีเพิงอาหารซีฟู้ดตั้งติดๆ กันห้าหกร้าน และตามซอยด้านข้างก็มีของขายเต็มไปหมด บรรยากาศคึกครื้นดี มีปลาเป็นตัวๆ ทอดเสร็จไม่ใช่เสิร์ฟปลานอนในจานแบบบ้านเรานะ ดันใช้ไม้ตั้งให้เหมือนปลากำลังว่ายน้ำอยู่ตรงหน้า ฟินดี”

“กินในงานไม่อิ่มแล้วหรือไง” นีรนุชติง

“ถึงอิ่มแล้วไปนั่งกินกุ้งต้มในน้ำมะพร้าวกับเบียร์บาบาบาก็ได้” กายหมายถึงเบียร์ยี่ห้อ 333 ที่ผลิตที่เวียดนาม

ทันใดนั้นเสียงบรรเลงเพลงก็ดังกึกก้อง พร้อมพิธีกรประกาศให้ทุกคนยกแก้วขึ้นดื่มฉลองให้กับพานัสและเมเลียที่ทำการฉลองหมั้นในวันนี้

“เชียรส์” เสียงแขกเอ่ยตามหลังเสียงพิธีกรและทุกคนก็ยกเครื่องดื่มขึ้นดื่ม ดูเหมือนพิธีกรคงอยากจะดื่มอีก เขาให้แขกเชียรส์ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงหัวเราะคิกคักของหนุ่มสาวดังขึ้นเพราะถูกอกถูกใจ

แล้วพิธีกรก็พูดขอเชิญให้พานัสพูดอะไรกับแขกผู้มีเกียรติเสียหน่อย พานัสเดินออกมา รสรินรู้สึกเหมือนพานัสกำลังมองมาทางที่เธอและเพื่อนๆ ยืนอยู่ เธอเลยโบกมือและยิ้มให้กำลังใจ

“แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน” พานัสพูดเป็นภาษาเวียดนาม และพิธีกรรูปหล่อก็แปลเป็นภาษาอังกฤษ

“ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกท่านทุกคนได้มาร่วมงานฉลองหมั้นของผมและรสริน…” ทันใดนั้นพานัสก็รู้สึกตัวว่าตัวเองได้เอ่ยชื่อคู่หมั้นตัวเองผิดไป แต่แทนที่เขาจะรีบแก้และพูดต่อ เขากลับหยุดพูดและอ้าปากค้างไว้อย่างนั้น เมเลียดูเหมือนจะตกใจไม่เบา ส่วนพิธีกรไม่กล้าจะเอ่ยปากแปลประโยคนี้ที่พานัสเพิ่งพูดออกไป

ปานรุ้งที่นั่งอยู่ด้านหน้ารีบหันขวับมาทางรสรินที่ยืนอยู่ด้านหลัง นั่นทำให้พวกผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายที่นั่งอยู่บริเวณนั้นพากันหันขวับมาตามปานรุ้ง แล้วทุกคนในงานก็หันขวับมาทางเธอราวกับนัดกันไว้ เธอรู้สึกเหมือนประหนึ่งลูกศรสักร้อยพันกำลังพุ่งตรงมาที่เธอ หากเธอสามารถหยุดหายใจไปเฉยๆ ได้ เธอก็คงเลือกจะทำอย่างนั้น

โชคดีที่พานัสพูดอะไรออกมาได้ในที่สุด

“ขอโทษ ขอโทษครับ ผมหมายถึงงานฉลองหมั้นของผม พานัส มานัสโชติวงศ์และเมเลีย แมงกาลานีส คู่หมั้นคนสวยของผม”

พิธีกรคนเก่งรีบแปลเป็นภาษาอังกฤษเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างไรพานัสและเมเลียต่างหน้าเสียด้วยกันทั้งคู่ แต่นิสัยนักสู้ของพานัสทำให้เพียงเสี้ยววินาทีพานัสก็เปลี่ยนสีหน้าตัวเองให้ดูแช่มชื่นอีกครั้ง พร้อมกับหันไปประคองเมเลียให้มาร่วมขอบคุณแขกกับเขา

“เก่งโว้ย มันยังไปต่อของมันได้ นึกว่ามันจะคว่ำตรงนั้นเสียแล้ว” กายพูดพร้อมหัวเราะหึๆ นีรนุชรีบใช้ศอกกระทุ้งแขนกายและมองชายหนุ่มอย่างตำหนิ

“เมเลียกับรสริน ชื่อมันก็คล้ายๆ กันเนอะ คงพูดผิดกันได้” นีรนุชพูดขึ้นเนิบๆ คงพยายามจะปลอบใจเพื่อนสาว แต่กลับยิ่งทำให้รสรินคิดขึ้นมาได้ว่าชื่อเธอนั้นไม่ได้ใกล้เคียงกับเมเลียเลยสักนิด

รสรินคิดว่าเธอไม่ควรทำท่าเฟลิตใส่พานัสเมื่อตอนบ่ายเลย แต่เธอก็ไม่คิดว่าเธอทำอะไรเกินเลยไป พอกลับไปถึงห้องเสื้อ ก็ได้เวลาที่นีรนุชลองชุดที่แก้ไขแล้วอยู่พอดี เธอกับพานัสก็คุยแต่เรื่องชุดที่นีรนุชสวมอยู่ พอเขาคะยั้นคะยอให้เธอลองชุดของเธอบ้าง เธอก็บ่ายเบี่ยง บอกเขาว่าบ่ายมากแล้ว เขาควรรีบกลับไปเตรียมตัวสำหรับงานฉลองหมั้นในคืนนี้ แล้วก็ดูเหมือนพานัสจะคิดอะไรได้ เขารีบขอตัวและขับรถจากไป…ไม่มี…ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้จริงๆ

รสรินคิดทบทวนไปมาจนรู้สึกปวดหัว…เธอได้ทำอะไรที่ทำให้เขาเข้าใจผิดหรือเปล่า คนเราไม่ควรเอ่ยชื่อคู่หมั้นของตัวเองผิดไปได้ หรือเขากำลังไขว้เขว…คิดถึงตรงนี้รสรินก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วตัว ไม่นะ…พานัสคงไม่ได้คิดอะไรกับเธออยู่หรอกนะ โอ๊ย…รสรินรู้สึกว่าตัวเองคิดเรื่องนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว

“กาย…นุช ไปกินกุ้งต้มน้ำมะพร้าวกับเบียร์บาบาบาที่เบ่นถางกันเถอะ” พอพูดจบรสรินก็เดินนำหน้าออกจากงาน

“แต่ฉันไม่ดื่มเบียร์…” นีรนุชพยายามอธิบายต่อ แต่กายก็รีบฉุดแขนหญิงสาวให้เดินตามออกมา

แล้วก็มีเสียงรสรินตะโกนกลับมา  “ไม่กินเบียร์ ก็ซดโซดาจันไปก็แล้วกัน” รสรินหมายถึงน้ำมะนาวโซดาซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมของร้านอาหารต่างๆ ในเวียดนาม



Don`t copy text!