ภาคินีสีเลือด บทที่ 2 : เรื่องสยองซ้ำสอง

ภาคินีสีเลือด บทที่ 2 : เรื่องสยองซ้ำสอง

โดย : วิญวิญญ์

ภาคีนีสีเลือด นวนิยายออนไลน์ โดย วิญวิญญ์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นนวนิยายที่ผสมผสานความเชื่อท้องถิ่น ศิลปะการแสดงโนราห์ และความลึกลับเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

************************

– 2 –

เฮือก!

ชนม์นรีผวาตื่นขึ้นจากภวังค์อันน่าสยดสยอง…เบิกตาโพลง…หูไม่สดับเสียงดนตรีปี่พาทย์อีก แต่เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนและรถราชัดเจนขึ้นตามลำดับเมื่อสติเริ่มฟื้นคืน…หน้าเพื่อนรักทั้งสองลอยอยู่ตรงหน้า ดูเลิ่กลั่ก

เหงื่อที่ผุดพรายตามหน้าและลำคอของพิศพิลาสและอนุกานดา ไม่แน่ชัดว่าเกิดจากความอบอ้าวของอากาศ หรือความตื่นตระหนก…สองสาวส่งสายตากังวลมายังชนม์นรี ส่วนใบหน้านั้นซีดขาวพอๆ กับคนเป็นลม

“ฟื้นแล้ว เฮ้อ…ค่อยโล่งอก”

อนุกานดาพูดพลางถอนใจยาว บีบมือเพื่อนเบาๆ เพื่อกระตุ้นความรู้สึก

“แกไหวไหม ค่อยๆ ลุกนะ”

พิศพิลาสค่อยๆ พยุงร่างชนม์นรีขึ้นนั่ง

“ดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนนะครับ”

ชายหนุ่มร่างสูงหกฟุต คิ้วเข้มคมสัน คนเดียวกับที่อุ้มคนเป็นลมมาพัก ยื่นน้ำให้ สายตาฉายแววอ่อนโยนห่วงใย

“ขอบคุณค่ะ”

พิศพิลาสรับน้ำมา แล้วรีบเปิดขวดใส่หลอดให้เพื่อนดื่ม

ชนม์นรีดื่มน้ำช้าๆ สัมผัสเย็นชุ่มฉ่ำช่วยขจัดความงุนงงและเรียกความสดชื่นกลับคืน…หูพลันได้ยินเสียงผู้คนที่รายรอบกำลังวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้น บ้างก็ว่าท่าจะเป็นลมแดด…บ้างก็ว่าเป็นเพราะทำผิดบางอย่างต่อพระพรหมท่าน จึงโดนลงโทษ…บางรายเลยเถิดไปถึงว่าองค์ท้าวประชาบดีมีพระประสงค์ที่จะลงประทับร่างเด็กสาวเพื่อสื่อสารและขจัดทุกข์ภัยให้เหล่าผู้มีจิตศรัทธา…

ความอับอายแล่นเข้ากุมหัวใจหญิงสาวทันที ฉับพลันก็รู้สึกร้อนผ่าวทั่วร่างอย่างรวดเร็ว…เธอแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีอายไปให้รู้แล้วรู้รอด

“ไหวไหมครับ เดี๋ยวผมช่วยเรียกรถให้นะครับ”

เสียงนุ่มทุ้มของชายหนุ่มคนเดิมถามขึ้น เขายังไม่ไปไหน แต่ทว่ายังคงรีๆ รอๆ อยู่ตรงนั้น เผื่อว่ามีจังหวะช่วยเหลือ

“ไม่เป็นไรค่ะ…ขอบคุณมาก รู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ…เดี๋ยวกลับรถไฟฟ้าดีกว่าค่ะ” คนเป็นลมตอบเสียงแผ่ว

พลันสายตาของเธอก็ประสานเข้ากับดวงตาโศกเจือแววอ่อนโยนของหนุ่มผู้เอื้ออารีอย่างไม่ได้ตั้งใจ…ความรู้สึกร้อนผะผ่าวแผ่ซ่านทั่วใบหน้าขาวผ่อง…แต่คราวนี้ แหล่งที่มาเกิดจากความเขินอายมิใช่อับอาย…เธอรู้สึกคุ้นกับดวงตาคู่นี้อย่างประหลาด มันทำให้เธอต้องหลบตาวูบ แล้วรีบเบือนหน้าหนีไปทางเพื่อนสาวอย่างรวดเร็ว

“แกแน่ใจเหรอ” อนุกานดาเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ

“ไม่เป็นไรจริงๆ…กลับกันเถอะ”

ขณะที่กำลังจะก้าวออกจากบริเวณลานหน้าศาลนั่นเอง ชนม์นรีก็ต้องรู้สึกหน้าร้อนวูบวาบด้วยความอายสุดบรรยายอีกครั้ง เพราะเธอเพิ่งจะสังเกตเห็นเดี๋ยวนี้ว่า สายตาหลายคู่จากฝูงชนยังคงจับจ้องมองมาที่เธอ และแล้ว…พวกมนุษย์ป้ากลุ่มหนึ่งทำท่าจะก้าวเข้ามาหา ปากก็ร้องถามว่า

“ท่านเสด็จประทับทรงเหรอน้อง”

พิศพิลาสเห็นท่าไม่ดี จึงรีบจับแขนของเพื่อนแล้วออกแรงกระตุกเล็กน้อยเป็นเชิงเตือนให้รีบเดิน…แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันไปขอบคุณชายหนุ่มอีกครั้ง

“ขอบคุณพี่มากนะคะ”

เธอยกมือไหว้ชายผู้มีน้ำใจงาม ซึ่งดูๆ แล้วอาจจะแก่กว่าเธอเพียงแค่ปีหรือ 2 ปีเป็นอย่างมาก…

“ถ้างั้น…เดินทางดีๆ นะครับ”

เขาเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล สายตายังมองมาที่ชนม์นรีอย่างเป็นห่วงเป็นใย…ก่อนเดินจากไป เขายกมือขึ้นทำท่าคล้ายตะเบ๊ะอย่างลืมตัว

อนุกานดามองหน้าคมเข้มด้วยดวงตาเป็นประกาย…เผลอยิ้มเขินอย่างไม่รู้ตัว…พิศพิลาสเห็นท่าเพื่อนสาว จึงแสร้งกระแอมเสียงดังเชิงให้สติ…ทั้งหมดจึงขอบคุณชายหนุ่มผู้แสนดีอีกครั้ง ก่อนพากันเดินผละออกไปจากลานเทวรูปอย่างรวดเร็ว

 

พีรภาคย์หันกลับไปมองกลุ่มเด็กสาวที่กำลังเดินห่างออกไปจนลับตา…รู้สึกคุ้นตาราวกับว่าเคยเห็นเด็กสาวที่เพิ่งเป็นลมเมื่อครู่ที่ไหนสักแห่งมาก่อน…พยายามนึกว่าเธอเป็นเพื่อนของเพื่อน หรือน้องของเพื่อนคนไหนหรือไม่…แต่ก็ป่วยการ

เขามัวแต่เหม่อคิดจนเกือบจะไม่ทันสังเกตเห็นสัญญาณไฟเขียวอนุญาตให้คนข้าม เมื่อเสียงเรียกเข้าดังขึ้นจากมือถือ ก็เป็นเวลาพอเหมาะกับที่ชายหนุ่มข้ามถึงอีกฝั่งหนึ่งของถนนพอดี…เขาเผลอคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นชื่อคนโทร.

“สวัสดีครับ ท่านผู้บังคับการ” เขาแสร้งกระเซ้าเพื่อปกปิดความผิด

“เจ้าพี แกนัดพ่อไว้กี่โมง ห๊ะ!”

เสียงปลายสายด้านของพลตำรวจตรีพิชิตดังขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก

เดิมที พีรภาคย์นัดกับผู้เป็นพ่อไว้ราว 9 โมงครึ่ง แต่เขาต้องการแวะสักการะองค์ท้าวมหาพรหมก่อนเพราะฤดูกาลสอบปลายภาคใกล้เข้ามาแล้ว และเขาอยากทำให้ผู้เป็นพ่อภูมิใจกับเกรดเฉลี่ยเต็ม 4.00 อีกครั้งในภาคการศึกษานี้…ภาคเรียนก่อนๆ ท่านประทานพรให้เขาสมหวังมาโดยตลอด  ครั้งนี้เขาจึงหวังพึ่งบารมีท่านอีก

เขาเรียนอยู่ชั้นปีการศึกษาที่ 3 แล้ว เหลือแค่อีกเพียงหนึ่งภาคการศึกษา เขาก็จะได้ไปฝึกงาน และรับปริญญา…หลังจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี พีรภาคย์ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะขอบิดาไปเรียนต่อปริญญาโทในต่างประเทศ และตั้งใจจะกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ

ชายหนุ่มไม่อยากรบกวนเงินทางบ้าน ไม่ใช่ว่าที่บ้านของเขาจะขาดแคลนทุนทรัพย์จนไม่อาจส่งเสียไปเรียนถึงเมืองนอก…แต่ทว่า เขารู้อยู่แก่ใจว่าบิดาต้องการให้เขาทำอะไร…ถ้าได้เกรดเฉลี่ยระดับเกียรตินิยม เขาก็จะสามารถสมัครขอทุนการศึกษา ไม่ต้องรบกวนทางบ้านซึ่งจะกลายเป็นเหตุให้ไม่อนุญาตเขาไปเรียนต่อต่างประเทศได้…

“พ่อมีประชุมสำคัญตอน 11 โมงนะ แกก็รู้”

“ครับพ่อ ผมกำลังจะถึงแล้ว…อีก 5 นาทีนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมเริ่มวิ่งเหยาะๆ

“เออ ด่วน!”

เสียงปลายสายตอบรับห้วนก่อนจะวางไป

พลตำรวจตรีพิชิตซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจหน่วยหนึ่ง มักให้บุตรชายคนโตของบ้านเข้ามาช่วยงานที่สำนักงานอยู่เนืองๆ ด้วยว่าต้องการให้บุตรชายคนเดียวทำความรู้จักกับงาน สถานที่และผู้คนในนั้น เพราะมีแผนให้เขาสานต่ออาชีพที่ตนรักต่อไปหลังจบการศึกษา…เมื่อครั้งลูกชายแอบหนีสอบเตรียมทหารนั่นก็หนหนึ่งแล้ว ที่เขาต้องผิดหวัง…จากนั้นมาพีรภาคย์ก็ยังคงยืนกระต่ายสามขาไปยอมไปสอบ…คิดย้อนไปก็เจ็บปวดทุกครั้ง

­­­­­­‘ทำไมแกต้องอยากเรียนประวัติศาสตร์อะไรบ้าบอนั่น เจ้าพี!’

เขาตะคอกใส่เด็กหนุ่มที่กำลังนั่งร้องไห้เงียบๆ มีเพียงน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูเท่านั้นที่บอกว่าเจ็บและเสียใจมากเพียงใด เมื่อมองไล่ไปตามแขนขา ผู้เป็นบิดาก็นึกใจหาย เพราะมีรอยไม้เรียวแดงเป็นปื้นปรากฏทั่ว…แต่นั้นมา เขาจึงไม่คิดอยากจะบังคับใจบุตรชายอีก เนื่องด้วยรู้ดีว่าพีรภาคย์เป็นคนหนักแน่น  และดื้อดึงเพียงใด…จนเมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งคิดกลวิธีที่อาจจะช่วยจัดการทุกอย่างให้เป็นไปอย่างต้องการได้

พลตำรวจตรีพิชิตหวังลึกๆ ว่าการค่อยๆ ให้พีรภาคย์ซึมซับงานตำรวจ จะทำให้เขาเปลี่ยนใจ

เมื่ออยู่บนรถไฟฟ้าแล้ว ชนม์นรีดูอาการดีขึ้นมาก อนุกานดาซึ่งมีนิสัยโผงผางสังเกตเห็นได้ จึงรีบยิงคำถามเพื่อคลายความสงสัย

“ใบบัว ถามจริงๆ เถอะ แกเป็นอะไร ทำไมถึงได้เป็นลมล้มลงไปกองอย่างนั้นล่ะ”

“ฉันไม่แน่ใจ…ฉันรู้สึกเวียนหัว หายใจไม่ออก แล้วก็วูบไปเลย”

เจ้าตัวขมวดคิ้วพยายามนึกย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น…สิ่งที่เธอพูดให้เพื่อนฟังเป็นแค่เพียงบางสิ่งที่เธอรับรู้ก่อนสติจะดับวูบ แต่สิ่งที่เห็นในระหว่างตกอยู่ในภวังค์…ภาพนางปีศาจสองตัวยังคงตรึงตา เธอตัดสินใจเก็บไว้ในใจเพียงคนเดียว เพราะหากพูดไป ทั้งอนุกานดาและพิศพิลาสอาจจะคิดว่าเธอเพี้ยนไปแล้วก็ได้…

“ช่างมันเถอะ สงสัยอากาศคงร้อนอะ เพราะแกแหละ ก้อย แกมาช้า” พิศพิลาสตำหนิ

“เฮ้ย…ฉันผิดด้วยเหรอ”

อนุกานดาทำหน้าเหลอหลา พูดเสียงอ่อย แต่แล้วกลับเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว

“แต่ว่านะ ใบบัว แกทำฉันขนลุกอะ นึกว่า…องค์ลงซะแล้ว”

คนร่างอวบไม่พูดเปล่า แถมยกแขนโชว์ให้เพื่อนดู

“พอเลย แกนี่ชอบไร้สาระ”

พิศพิลาสไม่วายตำหนิซ้ำ ทำเอาคนโดนดุหน้ามุ่ยหุบปากสนิท

ชนม์นรีเองรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น้อย…ภาพนางรำที่มาฟ้อนรำอย่างงดงามอ่อนช้อยตรงหน้า ท่ามกลางเสียงปี่พาทย์ ก่อนจะกลายร่างเป็นปีศาจน่าสยดสยอง ยังคงชัดเจนในมโนคติ แจ่มชัดราวกับยังปรากฏอยู่เบื้องหน้า…คิดแล้วหญิงสาวก็ขนลุกเกรียวแบบไม่รู้ตัว

สงสัยจะจ้องคณะรำแก้บนนานเกินไป เธอคิดแบบปลอบใจตัวเอง…แต่ในใจลึกๆ กลับนึกหวาดหวั่นกับสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้

“เปลี่ยนเรื่องคุยเหอะ แกขอพรท่านให้ช่วยแกเข้ามหา’ลัยที่เราเคยตกลงกันไว้ปะ”

พิศพิลาสตั้งคำถามเพื่อเปลี่ยนหัวข้อ เป็นการเบี่ยงเบนความกังวลของชนม์นรีที่แสดงให้เห็นชัดเจนทางสีหน้า

“ก็แหงสิ แล้วบอกเลยนะ งานนี้ แม่จัดเต็ม ของบนกะลุย…ย…ย…ย…ย (มาก)”

เธอจงใจลากเสียงยาวในตอนท้าย หน้าทะเล้นกับสำเนียงทองแดง เรียกเสียงฮา และช่วยผ่อนคลายบรรยากาศได้มาก

สาวๆ ตกลงแวะเดินเล่นห้าง ชอปปิง และตบท้ายด้วยการหาอะไรอร่อยๆ รับประทานกันก่อนจะแยกย้ายกลับที่พัก ทุกคนเห็นตรงกันว่าควรจะมีกิจกรรมผ่อนคลายทำหลังจากเหตุการณ์เมื่อเช้า…

“แก…เบาๆ หน่อยสิ ไม่ต้องกินเสียงดังขนาดนั้น  ฉันอายเขา”

พิศพิลาสเอ่ยปราม สายตาคนโต๊ะข้าง ๆ ทำหญิงสาวกระดากอายกับมารยาทบนโต๊ะอาหารของเพื่อน

“ทำไมล่ะ  ก็คนมันเนือย (หิว) นิ”

อนุกานดาเถียงพลางซดน้ำซุปเข้าไปอีกโฮกใหญ่ ราเม็งรสอร่อยทำอนุกานดาเจริญอาหารกว่าปกติ

ถึงแม้ชนม์นรีจะรู้สึกขันกับท่าทีของเพื่อนอยู่บ้าง แต่กลับหัวเราะไม่ออก ไม่ใช่เพราะความอาย แต่ด้วยความวิตกกังวลและสับสนกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเอง

“ใบบัว…แกยังไม่หายเหรอ ไปหาหมอไหม เผื่อหัวของแกกระทบกระเทือน” ฝ่ายพิศพิลาสทักขึ้นอย่างเป็นห่วง

“ไหน…มาให้คุณหมอตรวจดูสิคะ”

อนุกานดายังไม่วายแกล้งเย้า แสร้งทำมือเลียนแบบแว่นตาส่องไปทางชนม์นรี

“โอ๊ย! เจ็บ” แต่แล้วคนขี้เล่นต้องร้องลั่น

พิศพิลาสเขกหัวอนุกานดาเข้าให้ด้วยความหมั่นไส้

“ดีสม คนอะไรเล่นไม่รู้จักกาลเทศะ”

“ฉันไม่เป็นไรหรอก แค่กลัวว่าจะลืมมาแก้บน ก็เลยนั่งนึกอยู่ว่าบนอะไรไปบ้าง กำลังคิดว่าถ้ากลับไปถึงห้องจะรีบไปจดไว้กันลืม”

ชนม์นรีตอบเลี่ยงความคิดที่แท้จริง เธอกำลังพยายามหาคำตอบเรื่องนางรำสองตนอย่างสิ้นหวัง

“แล้วตกลงแกบนเข้าคณะอักษรศาสตร์ เหมือนเคยบอกไหม”  พิศพิลาสชวนเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง

“ก็แน่สิ แล้วแกล่ะ ก้อย…จุ๊บแจง” ชนม์นรีถามกลับ

“แน่นอนค่ะ คุณแม่” อนุกานดาแกล้งทำเสียงยียวน

“ถ้าแบบนี้ก็แสดงว่า เราก็จะได้ไปเรียนคณะเดียวกันสินะถ้าสอบติด ว่าแต่ว่าแกยังจะเข้าเอกประวัติศาสตร์เหมือนเดิมไหมก้อย หรือว่าเปลี่ยนใจแล้ว” คนผิวคล้ำถามต่อ

“แน่นอนสิ  ดิฉันก็เอกประวัติศาสตร์เหมือนเคยคุยแหละค่ะ”

“ก็พ่อกับแม่แกบ่นๆ ไม่ใช่เหรอว่าจะไปทำมาหากินอะไรหลังเรียนจบ  เปลี่ยนมาเอกอังกฤษเหมือนฉันดีกว่าไหม ไม่คิดค่าลิขสิทธิ์นะ”

ชนม์นรีแกล้งทำเป็นสดใสขึ้น ซ่อนความปริวิตกไว้ในใจลึกๆ

“ไม่ละ ขอบคุณ”

ทางนั้นปฏิเสธหนักแน่น  ครั้นเมื่อเห็นคนเป็นลมเมื่อเช้าดูอารมณ์ดีขึ้น จึงพูดเย้าขึ้นตามนิสัยทะเล้นขี้เล่นอีกว่า

“เออนี่…ใบบัว พูดถึงเรื่องบนบาน…ฉันเคยได้ยินเขาว่าบางทีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านก็ลงโทษถึงขั้นเอาชีวิตก็มีนะ  ถ้าเราลืมไปแก้บนน่ะ…น่ากลัวว่ะแกร๊!”

“ยัยก้อย!” คราวนี้พิศพิลาสถลึงตาใส่

“ล้อเล่น…น…น” อนุกานดาพูดเสียงอ่อยทำหน้าเจื่อน

“แกไม่ต้องกลัวนะใบบัว แกมากับเจ้าแม่พิธีกรรมอย่างฉาน…น…น แกปลอดภัยแน่นอน”

คนหน้าจิ้มลิ้มคลี่ยิ้มมุมปาก พยักหน้ารับคำอนุกานดาเล็กน้อย แล้วชวนเพื่อนสาวทั้งสองแยกย้ายกันกลับที่พัก เพราะรู้สึกเพลียเต็มที…

ชนม์นรีตื่นลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดหัวหนึบ…หลังแยกกับอนุกานดาแล้ว เธอและพิศพิลาสก็กลับเข้าห้องอพาร์ตเมนต์ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่านใจกลางเมือง พวกเธอเช่าต่อเพียงช่วงสั้นๆ จากรุ่นพี่คนหนึ่งที่กลับบ้านที่ภูเก็ตไปในช่วงปิดภาคฤดูร้อน…ความอ่อนเพลียจากการเดินทาง และกิจกรรมเดินเล่นห้างสรรพสินค้า ทำให้ทั้งเธอและพิศพิลาสผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็วหลังกลับเข้าห้องได้ไม่นาน…

อันที่จริงแล้ว ชนม์นรีลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเสียง…ที่มาพร้อมกับสัมผัสประหลาดอะไรบางอย่าง!

มันเริ่มจากโสตสัมผัสแว่วเสียงดนตรีปี่พาทย์ ที่ฟังคล้ายกับที่เธอได้ยินเมื่อช่วงเช้าที่ศาลพระพรหม ตอนแรกเสียงเหมือนผ่านทะลุหน้าต่างมาจากที่ไกลๆ แต่แล้วก็กลับใกล้ขึ้น จนดูเหมือนดังมาจากภายในห้องของเธอเอง ทิศทางของต้นตอเสียงน่าจะมาจากปลายเท้า หญิงสาวพยายามจะพลิกตัวและสะบัดไล่ความง่วงงันออกไป

เธอนึกถึงคำมารดาที่ว่านอนตอนเย็นแล้วจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว…แต่แล้วความคิดนั้นก็เปลี่ยนไปแทบจะโดยสิ้นเชิง เมื่อหญิงสาวพบว่า…ตัวเธอหนักอึ้งไปทั้งแขนขา กระดิกได้เพียงปลายนิ้วเล็กน้อย…หญิงสาวพยายามฝืน แต่เหมือนสิ้นการควบคุมร่างกาย อึดอัดบริเวณหน้าอกจนหายใจไม่ออก เธอขยับตัวไม่ได้ อาการคล้ายผีอำ!

ชนม์นรีทำได้เพียงกลอกตาไปมา เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืดสลัวภายในห้อง…จู่ๆ สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับเงาของใครบางคนตรงปลายเตียง ตรงจุดที่มีเสียงดนตรีปี่พาทย์ดังวังเวงออกมาไม่ขาดสาย เงานั้นดำมืดยิ่งกว่าความมืดสลัวภายในห้อง…อากาศช่วงหัวค่ำเดือนเมษายนที่ควรจะอบอ้าว กลับเย็นยะเยือกลงอย่างฉับพลันจนชนม์นรีรู้สึกขนลุกทั่วสรรพางค์กาย…

หญิงสาวเพ่งสายตามองฝ่าความสลัวรางภายในห้องที่ปิดไฟไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงเย็น แสงจากเสาไฟฟ้าข้างถนนที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างช่วยให้เธอพอมองเห็นอะไรได้รางๆ  แต่ครั้นเมื่อเห็นได้ถนัด…ภาพที่ปรากฏก็ทำหัวใจของชนม์นรีแทบจะหลุดจากขั้ว!

เงานั้นร่ายรำด้วยท่าทางอ่อนช้อยตามเสียงดนตรีในตอนแรก แต่แล้ว…ก็เริ่มกระตุกเกร็ง พร้อมๆ กับเสียงปี่พาทย์ที่ดังขาดเป็นห้วงๆ คล้ายแผ่นเสียงตกร่อง ร่างที่อยู่ในชุดนางรำพร้อมกับบางสิ่งที่มียอดแหลมคล้ายชฎาบนศีรษะกระตุกเกร็ง และบิดสะบัดไปมาคล้ายกับคนที่กำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ในขณะที่กำลังร่ายรำ…ช่างคล้ายกับภาพที่เห็นในภวังค์เมื่อช่วงเช้าไม่มีผิด!

“คะ…คุณพระ…พระ…คุณเจ้า ชะ…ช่วยลูกด้วย…”

ชนม์นรีพยายามจะตะโกนเรียกชื่อพิศพิลาสและเอื้อมมือไปเขย่าตัว แต่ร่างกายกลับไร้การควบคุมราวกับไม่ใช่ของเธอ ทำได้เพียงแค่…มองจ้องเขม็งไปที่ร่างอันชวนสยองน่าขนลุกตรงปลายเท้า แต่ละนาทีผ่านไปอย่างแช่มช้าราวกับชั่วโมง…

ก่อนที่ชนม์นรีจะกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง จู่ๆ ร่างนั้นก็หยุดรำ หรือถ้าจะให้ถูก…หยุดบิดงอ! แขนที่ตั้งวงหักจนผิดรูปไปด้านหลัง หัวเอียงหักร่องแร่งไปด้านหนึ่ง ก่อนที่จะขาดหลุดออกจากตัว แล้วหล่นลงกับพื้น…มันกลิ้งหลุนๆ มาทางหัวเตียง ด้านที่หญิงสาวนอน

กลิ่นสาบสางคละเคล้ากลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจายทั่วห้อง…เธอเหลือบตามองดูสิ่งที่ขณะนี้ได้กลิ้งมาอยู่ข้างตัวเธอด้วยสัญชาตญาณ…แล้วเบิกตาโพลงอย่างตกใจสุดขีด รู้สึกราวกับว่าผมทุกเส้นบนศีรษะตั้งชัน…ศีรษะมนุษย์เน่าเฟะที่มีดวงตาโปนถลน กำลังจับจ้องมาที่เธอย่างไม่วางตา มันอ้าปากพะงาบๆ คล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง!

ภาพที่เห็นทำให้เธอเกือบสิ้นสติสมประดี ตาของมันเหลือกกลับไปด้านหลังมองไม่เห็นตาดำ ปากที่กำลังขยับมีคราบเลือดเกรอะกรัง ผิวหนังทั่วหน้าเปื่อยยุ่ย ในขณะที่ตัวของนางปีศาจปลายเตียงกำลังขยับเดินเข้ามา ทำท่าเหมือนจะมาตามหาหัว…ส่วนศีรษะก็ส่งเสียงแหบโหยดังออกมา

“บัว…ว…ว…ว…กะ…แก้ว…ว…ว…”

เสียงนั้นทำหนาวยะเยือกไปถึงไขสันหลัง มันทั้งแหบพร่าและสั่นประสาท!

ชนม์นรีรวบรวมสติและพละกำลังเฮือกสุดท้าย นึกถึงคุณพ่อคุณแม่ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองนับถือ ฉับพลันทันใดก็ขยับตัวได้ เธอกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง

“กรี๊ด…ด…ด…ด…ด ช่วยด้วย!!!”

เสียงกรีดร้องของตัวเองเรียกคืนสติสัมปชัญญะ พร้อมๆ กับปลุกให้เพื่อนร่วมห้องลุกขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก

“ใบบัว…แกเป็นอะไร”

พิศพิลาสสะดุ้งตื่นขึ้น ก่อนจะลนลานคลำทางไปเปิดไฟ หน้าตาเหลอหลาระคนตกใจ

ในขณะที่เพื่อนได้แต่เอามือปิดตา พูดเสียงบนสะอื้น

“จุ๊บแจง ผ…ผ…ผ…ผี หลอก!”

ชนม์นรีพูดละล่ำละลักอย่างคนขวัญเสีย พลางชี้มือเปะปะไปทางปลายเตียง

ชนม์นรีพูดได้เพียงแค่นั้น ก็ได้แต่นั่งตัวสั่น…สมองของหญิงสาวได้แต่คิดวกวนอยู่ไปมาว่า เหตุอะไรที่ทำให้เธอต้องพบเจอกับเรื่องชวนสยดสยองขวัญผวาถึงสองครั้งสองคราในวันเดียวกัน!



Don`t copy text!