ภาคินีสีเลือด บทที่ 4 : ลาก่อน

ภาคินีสีเลือด บทที่ 4 : ลาก่อน

โดย : วิญวิญญ์

ภาคีนีสีเลือด นวนิยายออนไลน์ โดย วิญวิญญ์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นนวนิยายที่ผสมผสานความเชื่อท้องถิ่น ศิลปะการแสดงโนราห์ และความลึกลับเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

************************

– 4 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

จากคำบอกเล่าของนางดวง นายเหยียงก็ได้รับจดหมายจากมารดา แจ้งว่าบิดาป่วยหนัก ให้รีบกลับไปบ้านที่มณฑลฮกเกี้ยนโดยด่วน เผื่อจะทันดูใจผู้บังเกิดเกล้า หรืออย่างน้อย ก็จะได้ทันเคารพศพบิดาตามแบบประเพณีจีน นับแต่นายเหยียงกลับเมืองจีนไป ก็ได้หายหน้าหายตาไปโดยไม่ได้ส่งข่าวอะไรเลยมาร่วมปี เงินทองที่ให้ไว้ก็เริ่มร่อยหรอ

นางดวงเองไม่เคยทำงานหนักประเภทแบกคอน ทำสวน เคยแต่ร้องรำทำเพลง หากจะให้ปลูกผักกาดขายตามแบบผัวก็เกินกำลัง ครั้นจะไปเข้าอยู่กับคณะมโนราห์คณะอื่น เขาก็ไม่อยากรับ เพราะมีลูกเล็กยังแบเบาะ รังแต่จะเป็นภาระ…ญาติพี่น้องที่สนิทพอจะพึ่งพากันได้ก็ฐานะยากจน ช่วยเหลือได้เพียงเล็กน้อยและนานๆ ที เข้าทำนองเตี้ยอุ้มค่อม…สุดท้าย นางจึงจำต้องแบกหน้ามาตามหาพี่ชายเพียงคนเดียวที่บางกอก ด้วยความเป็นห่วงว่าลูกสาวที่เพิ่งคลอดได้ไม่นานจะพลอยอดตายไปด้วย…

เมื่อคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา นายดำก็ต้องถอนใจยาว คิดรำพึงกับตนเองว่าน้องสาวคนเดียวที่เขารักสุดหัวใจ ทำไมเขาจะเลี้ยงไม่ได้ ส่วนเลือดเนื้อเชื้อไขของนางก็หลานทั้งคน ทำไมเขาจะไม่รัก…แต่สำหรับเขาแล้วด้วยทิฐิแรงนัก สิ่งที่แสดงออกมาจึงดูเหมือนตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง…

 

นายไข่นุ้ยให้เมียพานางดวงไปอาบน้ำ เพื่อจะได้มากินข้าวปลาและพักผ่อนจากการรอนแรมมาหลายอาทิตย์…วงกับข้าวนี้จงใจแยกออกมาจากของนายดำ…ก่อนจะมานั่งลงร่วมวงกับนางเอียด และนางอิ่มสองแม่ลูก นางดวงเข้าไปดูลูกน้อย ให้นมและกล่อมแกจนหลับ…

ครั้นเมื่อนางดวงนึกถึงใบหน้าเล็กๆ ที่หลับตาพริ้มอย่างไม่รับรู้ถึงความเป็นไปร้ายดีของโลก แต่ต้องมาพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย น้ำตาเจ้ากรรมก็เอ่อกลบตาอีก…

‘กับข้าวไม่หรอยเหรอพี่ดวง’

นางอิ่มถามขึ้นหลังสังเกตเห็นฝ่ายนางดวงได้แต่เขี่ยข้าวในจานอยู่ไปมา ส่วนตัวหล่อนเองนั้นกว่าจะได้มานั่งร่วมวงข้าวก็หลังจากให้นมลูกคนเล็กจนเสร็จ และเอาลงนอนเปลแล้ว…ยังดีที่เรื่องป้อนข้าวลูกสาวคนโตนั้น นางไม่ต้องยุ่ง ด้วยมีนางเอียดยายของเด็กคอยช่วย บุตรสาวทั้งสองพอท้องอิ่มก็ผล็อยหลับง่ายดาย

นางเอียดซึ่งสังเกตเห็นอาการของนางดวงอยู่เหมือนกัน พูดปลอบอีกฝ่ายขึ้นด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจด้วยใจจริง

‘กินเข้าไปบ้างนะดวงเอ้ย ลูกเรายังเล็ก…เรายังต้องให้นมลูก แม่ไม่แข็งแรง แล้วลูกจะแข็งแรงได้พรือ ฝืนกินหน่อยนะดวง…เรื่องนายดำน่ะ เดี๋ยวพ่ออีอิ่มมันอิช่วยพูดให้ พี่ก็อิช่วยด้วย อย่าเพิ่งไปคิดมากเลยนะ…ยังไงๆ นี่ก็หลาน นั่นก็น้องสาว…ดวงก็น่าอิรู้ว่านายดำแกเป็นคนพรรค์พรือ ใจเย็นๆ ทำใจสบายๆ นะ ตอนนี้ก็อดทนสักฮิด เดี๋ยวแกก็หายโกรธเอง’

นางเอียดที่อายุมากกว่านางดวงราว 10 ปี พูดพลางเอามือลูบหลังคนทุกข์ใจ แล้วตักกับข้าวเพิ่มลงไปบนจาน ทำนองคะยั้นคะยอให้กิน

นางดวงเอ่ยขอบคุณเบาๆ อย่างซึ้งใจ แต่ลำคอกลับตีบตันจนไม่ยอมให้อะไรผ่านเข้าไปได้มากไปกว่านั้น ความทุกข์ที่ทับถมนางมานานนับแต่วันที่ผัวจากไปเมืองจีนแล้วขาดการติดต่อ มาเมื่อถึงวันนี้ก็ถูกโหมกระหน่ำด้วยความเสียใจ และเจ็บปวดอันเกิดจากคำพูด สายตา และการกระทำของพี่ชายที่เปรียบดั่งตัวแทนของบิดามารดาผู้ล่วงลับ…

แม้นางเอียดจะพยายามพูดว่านายดำกระทำไปเพียงเพราะโทสะและด้วยเสียใจอย่างที่สุด นางก็ยังไม่อาจละทิ้งความรู้สึกปวดใจอย่างรุนแรง มันเหมือนคนมีแผลกลัดหนองแล้วมีใครเอามือมาขยี้ซ้ำ จนแผลกลัดหนองนั้นกลับอักเสบปวดระบมขึ้นอีก…นางฝืนส่งข้าวเข้าปากอีกเพียง 2-3 คำ แล้วน้ำตาก็ทะลักออกมาอีกคำรบ ราวกับทำนบกั้นนั้นได้พังทลายไปเสียแล้ว

สองแม่ลูกได้แต่หันมาสบตากันเงียบๆ จนนางเอียดลอบถอนหายใจเบาๆ

หลังอิ่มข้าวไม่นาน ฝนก็เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ฝนแรกของฤดูนั้นตกไปนานหลายอาทิตย์ก่อนหน้าแล้ว ภายใต้แสงเทียนสลัวในห้อง มีเสียงอ้อแอ้ของเด็กแบเบาะ และเสียงเห่กล่อมเบาๆ แต่เศร้าสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกของคนฟัง

‘ฮา เห้อ…ฟ้าลั่นเหอ…ลั่นมาคึกคึก…ลั่นตื้นหรือลั่นลึก…ลั่นฟ้าหรือลั่นฝน…ลั่นแล้วไม่ตก…หัวอกของน้องเหมือนทำมนต์…ลั่นฟ้าหรือลั่นฝน…ลั่นเล่นแตลม…เอ้อ…เหอ…เปลา…’

นางดวงร้อง ‘เพลงซาน้อง’ (1) แล้วพานน้ำตาก็ไหลรินอีก นอนนึกถึงพ่อของลูกที่นอนร้องอ้อแอ้อยู่ข้างกาย นึกถึงคำโกหกของผัวสุดรักที่สัญญาว่าจะกลับมา ป่านนี้…ผัวเธอ และบุตรชายคนโตจะมีชะตากรรมอย่างไรก็มิรู้ได้…หรือเขาทิ้งเธอไปมีความสุขกับเมียลูกที่บ้านเกิดเสียแล้วก็ไม่รู้ หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว…‘เซ่ง’ ลูกชายวัย 8 ขวบของเธอจะเป็นเช่นไร จะโดนเขารังแก หรือทารุณย่ำยีสักเพียงใด…คิดแล้วหล่อนก็ยิ่งทรมานหัวใจ

‘ผู้ชายหลายเริ้นเห้อ…รักน้องไม่จริงทุกสิ่งขี้หก…พูดไหรหรอแหร…เหมือนคาบแพคาบครก…พูดไหรขี้หก…ทำให้น้องตกลงเสียหลายหน…พูดไหรหมาหมา…ไม่ใช่พูดคน…ทำให้น้องตกลงเสียหลายหน…อายคนเสียเปลา…เปลา…’

น้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่ได้ช่วยล้างทุกข์ที่สั่งสม แม้นจะทำให้หมอนเปียกชุ่ม…ฝนยังไม่ยอมหยุดตก เหมือนฟ้าเองก็ยังหลั่งน้ำตา…

‘ตั้งชื่อมันแล้วฮึ ดวง’

นางเอียดที่นอนข้างหลานสาวคนโตเอ่ยถามขึ้น น้ำตาคลอหน่วยด้วยว่าเพลงซาน้องของนางดวงที่ตำหนิผู้ชายหลายใจไม่รักษาคำพูดนั้นช่างสะเทือนหัวใจ

‘ตอนก่อนพ่อมันไป หนุ่ย (หนู) ยังไม่คลอดเลย แต่เคยสั่งไว้ว่าถ้าเป็นลูกหญิงให้ตั้งชื่อว่า ‘โบ่ย’…แต่ตอนนี้พ่อมันก็หายสาบสูญไปเลย ไม่รู้เป็นตายร้ายดีหรือมีสุขจนลืมหนุ่ยก็ไม่รู้ ให้ชื่อโบ่ยแบบคนจีนก็คงไม่เหมาะแล้ว โตมาจะกลายเป็นปัญหาเสียเปล่า…แต่หนุ่ยก็ยังไม่รู้อิให้มันชื่ออะไรดีจ้ะพี่เอียด’

‘ตั้งชื่อให้คล้องกับลูกนายดำก็ดีนะ…เดี๋ยวอิบอกนายดำให้’

‘จ้ะพี่เอียด…แล้วลูกพี่ดำเขาชื่อไอไหรบ้าง’ นางดวงเอ่ยถาม

‘คนโตชื่อบัวสาย ขวบกว่าๆ แล้ว ส่วนไอ้ตัวน้องชื่อบัวเผื่อน คนสุดท้องน่าอิแก่กว่าลูกของดวงสักไม่กี่เดือนม่าย ชื่อคล้องกับชื่อคณะละครเหม็ดทุกคนเลย’

‘เพราะดีนะพี่เอียด’

นางดวงตอบเสียงแผ่ว พลางมองไปทางหลานสาวคนรองที่นอนอยู่ในเปล โดยมีนางอิ่มผู้เป็นแม่นอนอยู่ข้างๆ และก็เห็นว่านางอิ่มหลับไปพร้อมกับลูกสาวเสียแล้ว อากาศยามฝนตกเย็นฉ่ำชวนหลับสบาย

‘ชื่อ ‘บัวแก้ว’ ดีไหม ว่าพรือ’

‘บัวแก้ว…’ นางดวงทวนคำช้าๆ

‘เพราะจังเลยพี่เอียด เหมาะมากเลย ชอบไหมลูกแม่’ นางดวงเห็นด้วยแม้ยังไม่แน่ใจว่าพี่ชายตนจะเห็นดีด้วยหรือไม่เรื่องตั้งชื่อให้คล้องจอง

นางเอียดอมยิ้มอย่างพึงใจ

‘อยู่แค่นี้ ก็ทำมาหากินพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ไม่มีปัญหา มีชาวบ้านมาเหมาไปแสดงอยู่เรื่อยๆ นั่นแหละ จะงานบุญงานบวชมีไม่ขาด ดวงก็อยู่ด้วยกันไปเถอะ ช่วยตัดชุดซ่อมชุด หรืออิช่วยฝึกเด็กๆ มันรำก็ดีนะ เดี๋ยวๆ มันก็โตกันแล้ว…รอผัวอยู่แค่นี่แหละ พรรค์พรือเสียก็ยังมีพี่ มีคนในคณะช่วยกันแลลูกให้ ถ้าผัวดวงมันกลับมา มันคงตามมาหาดวงถูกอยู่หรอก เพราะคนแถวโน้นเขาก็รู้กันทั้งเพว่าคณะมโนราห์นายจิตอพยพมาอยู่แค่แถวนี้’

นางเอียดพยายามพูดให้ความหวัง และให้นางดวงละทิ้งความเชื่ออันน่าสะเทือนใจที่ว่าผัวของนางอาจจะไม่กลับมาแล้ว

นางดวงไม่ตอบ แต่มองหน้านางเอียดแล้วคลี่ยิ้มอ่อนเศร้าอย่างขอบคุณ

‘ห่าว…ว…ว…ว โหนอนแล้ว’ นางเอียดปิดปากหาวด้วยฤทธิ์ความง่วง

‘พี่เอียด…พี่จะช่วยหนุ่ยแลลูกม่าย’

นางดวงถามเสียงแผ่ว ดวงตาจ้องหน้านางเอียดแน่วนิ่งอย่างต้องการคำตอบ

‘ไม่ต้องขวยใจ (กังวล) หรอกดวง พี่เอง พี่ไข่นุ้ย ใครๆ แค่นี้อิช่วยดูแลลูกให้ดวงนะ ช่วยกันเลี้ยงแน่นอน…นอนเสียต๊ะ ต่อเช้าอิได้ลุกมาใส่บาตรแต่หัวรุ่ง’

ว่าแล้วร่างท้วมก็เดินไปดับเทียนตรงมุมห้อง ก่อนกลับมาล้มตัวลงนอน

ในความมืด…นางดวงลูบไล้หัว ใบหน้าและเนื้อตัวของลูกน้อยอย่างแผ่วเบาทะนุถนอม บรรจงจูบบนหน้าผากและพวงแก้ม ก่อนจะดึงดวงใจดวงน้อยเข้ามากอดไว้แนบอก…ทารกเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เพราะรู้สึกตัวตื่นขึ้น ผู้เป็นมารดาจึงเริ่มเห่กล่อมเบาๆ อีกครั้ง

‘พี่ชายเหอ…หมายหมั้นน้องไว้แตแรก…พอได้คนเอินเข้ามาแปลก…ทำแดกน้องเสียไม่เหลียวแล…เจ็บช้ำดำไหม้…ติดมือพี่ชายไม่หายแผล…ทำแดกน้องเสียไม่เหลียวแล…ทำแสหาเมีย…เอ้อ…เหอ…เอิน…’

อีกครั้งที่เนื้อเพลงตัดพ้อคนรักที่จากไปมีหญิงอื่น ทิ้งเมียไว้ให้เจ็บช้ำระกำใจ

ท่ามกลางสายฝนที่หล่นไม่ขาดสายตั้งแต่หัวค่ำ กบและอึ่งอ่างแข่งกันร้องระงมทุ่งนา ราวกับดนตรีขับกล่อมยามดึกดื่น…นางดวงเร่งฝีเท้าไปตามคันนาที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ มุ่งหน้าไปทางใต้ของวัดสนามกระบือซึ่งเป็นที่ตั้งของคลองมหานาค…

ฟ้าร้องไล่หลังมาจากที่ไกลๆ ก่อนสายฟ้าจะแลบแปลบปลาบ เสียงฟ้าลั่นครืนครั่นใกล้ตัวทำเอานางดวงสะดุ้งก่อนยกมือขึ้นปิดหู…นางยังร้องไห้ไม่หยุด แม้บัดนี้น้ำตาจะกลืนหายไปกับสายฝนแล้ว…

นางรำพึงรำพันกับตัวเองซ้ำๆ ว่าลูกของนางมีคนดูแลแล้ว และนางไม่มีอะไรให้ต้องห่วง…ส่วนเรื่องจะให้บากหน้าทนอยู่ ทนเห็นกิริยาหยามเหยียดของพี่ชาย และทนรับความอับอายความเจ็บปวดทรมานใจจากความจริงที่ว่าผัวและลูกชายจากไปแล้วไม่กลับมาอีก เป็นเรื่องทรมานจิตใจเกินกว่าจะรับไหว ดังนั้น นางจึงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่านางจะหายไปเสียตั้งแต่คืนนี้!

‘บัวแก้ว…ยกโทษให้แม่ด้วยนะลูก…’ นางกล่าวเสียงสะอื้น รู้สึกราวหัวใจจะขาด

นางดวงกัดริมฝีปากแน่นอย่างมุ่งมั่น แล้วก้าวขาพุ่งตรงไปยังริมตลิ่งคลองมหานาคที่ซ่อนตัวอยู่ในม่านมืดแห่งรัตติกาล  ตัดสินใจทำในสิ่งที่เชื่อว่าจะยุติความทุกข์ทนทั้งหมดในบัดดล…

 

เชิงอรรถ : 

(1)  เพลงซาน้อง คือ เพลงกล่อมลูก ในภาษาใต้

 



Don`t copy text!