ภาคินีสีเลือด บทที่ 5 : หนุ่มนักกีฬา

ภาคินีสีเลือด บทที่ 5 : หนุ่มนักกีฬา

โดย : วิญวิญญ์

ภาคีนีสีเลือด นวนิยายออนไลน์ โดย วิญวิญญ์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นนวนิยายที่ผสมผสานความเชื่อท้องถิ่น ศิลปะการแสดงโนราห์ และความลึกลับเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

************************

– 5 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

เสียงลูกบาสเกตบอลกระทบพื้นดังเป็นจังหวะทุกครั้งหลังลูกโดนแป้นแล้วย้อนกลับลงห่วงอย่างเหมาะเหม็ง พีรภาคย์เจ้าของร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแบบนักกีฬา เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเข้าไปรับลูกบาสเกตบอลที่กำลังจะหล่นกระทบพื้น แล้ววิ่งเลี้ยงลูกกลับมายืนอยู่จุดเดิมเพื่อฝึกยิงลูก 3 คะแนนต่อไป เสื้อกล้ามกีฬาและกางเกงเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

แสงตะวันลำสุดท้ายกำลังจะลับหมู่อาคารเรียน ผู้คนที่มาวิ่งออกกำลังกายในรั้วมหาวิทยาลัยเริ่มทยอยกันเดินทางกลับบ้าน นักศึกษาที่ได้จับกลุ่มกันทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนหรือช่วยกันกวดวิชาเตรียมสอบต่างเริ่มแยกย้ายกลับหอพัก เหลือเพียงบางกลุ่มนั่งประปรายอยู่ตามใต้ตึกเรียน หรือโต๊ะใต้ร่มไม้ นักกีฬารายอื่นๆ กล่าวร่ำลาพีรภาคย์ ก่อนเดินออกจากสนามบาสเกตบอลเพื่อกลับที่พัก

“เฮ้ย! ไอ้พี ยังไม่กลับอีกเหรอ ขยันจังนะ แค่นี้ก็เก่งจนใครๆ เทียบไม่ติดแล้ว”

อาทิตย์เอ่ยกระเซ้าตอนตั้งท่าจะกลับ

พีรภาคย์หยุดซ้อม หันมาตอบโต้เพื่อนจอมทะเล้น

“ก็ช่วงเย็นข้าไม่ค่อยได้ซ้อมเหมือนพวกเอ็ง เอ็งก็รู้”

“อ้อ ใช่สิ…พี่พี คนอะไร เรียนก็เก่ง กีฬาก็เลิศ…พี่พีขา ดื่มน้ำหน่อยไหมค้า”

โชติวุฒิหรืออย่างที่เพื่อนๆ เรียกกันว่าลิงโชติ ดัดเสียง จีบปากจีบคอเลียนแบบท่าทางของผการัตน์ เพื่อนสนิทของน้องสาวพีรภาคย์ที่มาคอยตามเอาใจ หรือถ้าจะให้ชัด มาคอยตามตื๊อชายหนุ่มอยู่ไม่ห่างสักพักหนึ่งแล้ว

พีรภาคย์ส่ายหน้า แล้วยิ้มอย่างละเหี่ยใจ

“ก็นั่นแหละ ข้าถึงไม่มีสมาธิซ้อมเลยไง”

“ไม่เป็นไรหรอก พี่พีขา พี่พีของแต้วนะ เก่งที่สุดอยู่แล้ว…ว…ว”

โชติวุฒิยังไม่เลิกเล่น ลากหางเสียงท้ายประโยคยาวเหยียดอย่างตั้งใจ แถมจีบปากจีบคอดัดเสียง ทำหน้าทะเล้น อาทิตย์พลอยระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

ทั้งอาทิตย์และโชติวุฒิรู้ดีว่าพีรภาคย์ไม่เคยสนผู้หญิงอย่างผการัตน์เลย ถึงแม้ว่าหญิงสาวจะดูเพียบพร้อมในสายตาของทุกคน เป็นลูกสาวคหบดี แถมสวยเตะตาจนเด็กหนุ่มทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยหลายรายมาคอยล้อมหน้าล้อมหลังตามเอาอกเอาใจเพื่อหวังจะเด็ดดอกฟ้า แต่ทว่าในความคิดของพีรภาคย์แล้ว ผู้หญิงอย่างผการัตน์มีจริตจะก้านเกินวัยไปมากเสียจนผลักเขาออกห่างมากกว่าจะดึงดูด

“ไอ้ลิงโชติ!”

คนกล้ามเป็นมัดตะโกนเสียงลั่นทั้งโกรธทั้งขำและอายในคราวเดียวกัน แต่สองอย่างหลังดูจะมากกว่า ตั้งท่าเงื้อง่าจะเอาลูกบาสเกตบอลที่อยู่ในมือทุ่มใส่เพื่อนจอมกวนให้ได้

“เฮ้ยๆๆๆ”

ทั้งอาทิตย์และโชติวุฒิรู้ทัน ไม่ยอมอยู่ให้เพื่อนสุดหล่อได้บรรลุวัตถุประสงค์ เผ่นแผล็วออกไปนอกรัศมีลูกบาสเกตบอลอย่างรวดเร็ว

พีรภาคย์หัวเราะออกมาได้ โบกมือลาอาทิตย์และโชติวุฒิ ก่อนร้องสั่งเรื่องสำคัญ

“แล้วพรุ่งนี้เจอกันคาบวิชาอาจารย์จงรักนะเว้ย ห้ามสายนะ!”

พรุ่งนี้กลุ่มของชายหนุ่มยอดนักกีฬามีรายงานหน้าชั้นวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอาจารย์จงรักเป็นผู้สอน อาจารย์ผู้นี้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์ที่ดุที่สุดในภาควิชาประวัติศาสตร์ เคยมีเด็กจะเข้าห้องเรียนอาจารย์จงรักสายไป 5 นาที แต่พบว่าอาจารย์ท่านได้ปิดประตูล็อกห้องไปเรียบร้อยเสียแล้ว ปรากฏว่าเด็กกลุ่มนั้นทั้งกลุ่มได้ศูนย์คะแนนในส่วนของการรายงานหน้าชั้นเพราะเข้าห้องไม่ได้นั่นเอง

พีรภาคย์รู้นิสัยของเพื่อนจอมทะเล้นทั้งสองดี จึงต้องกำชับเรื่องเวลา

แม้จะเหลือตัวเองเพียงลำพัง แต่พีรภาคย์ก็ยังคงฝึกซ้อมต่อไป รอบคัดตัวสำหรับฤดูกาลแข่งขันบาสเกตบอลระหว่างสถาบันอุดมศึกษาระดับประเทศหรือ ‘บาสเกตบอลลีกประเทศไทย’ กำลังจะมาถึงในเดือนกันยายน ผู้ชนะจะได้ถ้วยพระราชทาน และเป็นตัวแทนไปแข่งในระดับภูมิภาคเอเชียต่อไป

ปีที่แล้วทีมของเขามาเป็นอันดับ 2 ในระดับประเทศ แต่ปีนี้เขามุ่งมั่นที่จะเอาชนะให้ได้ เขาต้องการจะเป็นตัวแทนประเทศเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ครอบครัว พลตำรวจตรีพิชิตผู้เป็นบิดาจะต้องภูมิใจในตัวเขามากเป็นแน่ เขาอยากพิสูจน์ให้บิดาเห็นว่าทางที่เขาเลือกเองเป็นหนทางที่ถูกเพราะเขาประสบความสำเร็จดีเยี่ยม จึงได้พยายามหาเวลาซ้อมนอกเหนือจากเวลาที่โคชภาณุนัดซ้อมตามปกติ

ถึงแม้ว่าตอนนี้ใกล้จะสอบปลายภาคเต็มทีแล้ว พีรภาคย์ก็ยังสามารถแบ่งเวลามาให้กับการฝึกฝนได้ หากสอบเสร็จเมื่อไร เขาตั้งใจว่าจะทุ่มเทให้มากขึ้นอีก…ชายหนุ่มลองยิงลูกจากระยะ 3 คะแนนอีกครั้ง…ลูกบาสเกตบอลลอยละลิ่วตามแรงส่งของข้อมือ แล้วหล่นลงห่วงไปราวกับจับวาง รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าเข้มคมสันทันที ก่อนที่ร่างอันแข็งแรงจะสาวเท้าวิ่งเข้าไปรับลูกที่กำลังจะตกถึงพื้น

แต่ในขณะที่กำลังเลี้ยงลูกออกมายังกึ่งกลางสนามนั้นเอง…

“เฮ้ย!”

ชายหนุ่มหลุดอุทานออกมาดังลั่น หลังมีมือปริศนาอ้อมมาแย่งลูกไปจากทางด้านหลัง

“ไง ไอ้พี ขยันไปแล้วนะเอ็งเนี่ย”

คนมาแย่งลูกรีบยิงไปจากระยะ 3 แต้มบ้างเมื่อได้ลูกในครอบครองแล้ว ลูกกลมๆ กลิ้งวนอยู่บนห่วงเหล็กเพียงครู่ก็ไหลลงสู่ตาข่ายเบื้องล่าง

“เอ็งยังต้องฝึกอีกมาก ไอ้เจมส์”

คนเผลอโดนแย่งลูกรีบวิ่งเข้าไปทำรีบาวด์ แล้วกระโดดยัดลูกลงห่วงไป

พีรภาคย์เพิ่งสังเกตเห็นว่าเพื่อนผู้ไม่ได้รับเชิญแต่งตัวในชุดลำลอง กางเกงยีนส์กับเสื้อยืดรัดรูปแขนยาวลายขวาง กลิ่นน้ำหอมยอดนิยมสำหรับบุรุษฟุ้งขจาย ผมที่ใส่เจลอย่างพิถีพิถันแข็งอยู่ทรงเสียแทบไม่กระดิกแม้โดนลมปะทะ ทำให้ใบหน้าคมสันแบบลูกครึ่งของจารุพงศ์โดดเด่นขึ้นไปอีก

“เอ็งไปยังไงมายังไง แต่ข้าว่า…เอ็งคงไม่ได้ต้องการมาซ้อมกับข้าหรอก ใช่ไหม”

พีรภาคย์ใช้แขนหนีบลูกบาสเกตบอลไว้กับตัว หยุดพิจารณาเพื่อนตั้งแต่หัวจรดเท้า นึกอยู่ภายในใจว่า…อันที่จริงแล้ว จารุพงษ์เป็นหนุ่มผู้เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา การศึกษา ความสามารถทางกีฬา และฐานะทางบ้าน เสียแต่ว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำอาง และคาซาโนวาตัวจริงเสียงจริงที่ทำให้หัวใจสาวหักเปาะมานักต่อนักแล้ว

“นี่จะสอบแล้ว เอ็งยังมีกะจิตกะใจท่องราตรีอีกเหรอวะ ข้าว่าถ้าเอ็งไม่อ่านหนังสือ ก็หาเวลามาซ้อมบ้างนะ ปีนี้เราต้องคว้าอันดับหนึ่งของประเทศมาครองนะให้ได้นะเว้ย!”

หนุ่มลูกครึ่งอิตาลีทำหน้าเมื่อย รู้ดีว่าพีรภาคย์จริงจังกับการแข่งขันบาสเกตบอลลีกประเทศไทยปีนี้มาก แต่ตัวเขาเองแค่ต้องการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการเสริมเสน่ห์เท่านั้น

“เออน่า…ขอพักผ่อนสมองบ้างสิ อ่านหนังสือจนหัวจะแตกอยู่แล้ว ส่วนเรื่องซ้อม เดี๋ยวข้าก็มาซ้อมของข้าเองแหละ เอ็งเลิกทำตัวเป็นพ่ออีกคนได้ไหม แค่ฟังพ่อข้าบ่นคนเดียวก็หูยานไปถึงพื้นแล้ว ดีนะ ที่แกบ่นเป็นภาษาอิตาลีเสียเยอะ ข้าฟังไม่ค่อยออกไปเสียครึ่ง ไม่งั้น…ข้าคงโดดตึกตายวันละหลายหน”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มออกมาได้ จารุพงศ์ก็รีบวกกลับเข้าประเด็นที่ตั้งใจมาพูดมาแต่แรก

“เออ…แล้วที่มาหาเอ็งเนี่ย ข้าก็มีข่าวจะมาแจ้ง”

“เรื่องอะไรล่ะ”

พ่อยอดนักกีฬาทำหน้างง

“ก็อาจารย์จงรักแกกำลังหาอาสาสมัครไปช่วยงานรับน้องล่วงหน้าในวันที่น้องๆ มาสัมภาษณ์เข้าเรียน แกอยากให้พวกรุ่นพี่ไปจัดกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ต้อนรับน้องใหม่เบาๆ แล้วก็ให้คำแนะนำเรื่องการเรียนที่นี่ การลงทะเบียน หรืออธิบายน้องและผู้ปกครองที่ไม่รู้จะต้องทำอะไรในวันนั้น หรือหาห้องหาตึกไม่เจอ ตอบปัญหาข้อข้องใจต่างๆ อะไรเทือกนั้น เอ็งว่าไงวะ สนหรือเปล่า”

คนหน้าลูกครึ่งเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถามความเห็น

พอได้ยินชื่ออาจารย์จงรัก แวบหนึ่งดวงตาพีรภาคย์ฉายแววเป็นประกาย เขาคิดใคร่ครวญภายในใจเงียบๆ แน่ละ…พรุ่งนี้กลุ่มของเขาจะต้องไปรายงานหน้าชั้นในรายวิชาของอาจารย์จงรัก ซึ่งได้ชื่อว่าโหดหินที่สุดในคณะ ดังนั้น ต้องถือว่าข่าวที่เพื่อนสุดหล่อนำมาบอกเป็นข่าวดี เพราะโอกาสที่จะได้ทำแต้มเพิ่มคะแนนวิชาของท่านอาจารย์มาถึงแล้ว…

พีรภาคย์จึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยตอนที่ให้คำตอบแก่หนุ่มลูกครึ่งตรงหน้า

“เออ…เอาสิวะ ปีก่อนๆ ข้าเคยทำอยู่ สบายหายห่วง แล้วเอ็งเอาด้วยไหมล่ะ”

“แหงละ เรื่องเทกแคร์ดูแลน้องใหม่แบบนี้ ข้าไม่เคยพลาด อีกอย่าง…อาจารย์จงรักแกเป็นถึงรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ต้องเอาใจแกไว้หน่อยเว้ย”

ท่าทางของจารุพงศ์ที่พูดแล้วก็ยิ้มเผล่ ทำเอาคนคุยด้วยหมั่นไส้จนอยากจะทุ่มบอลใส่

“เฮ้ยๆๆ อย่านะไอ้พี เดี๋ยวเสื้อข้าเปื้อนหมด เสียหล่อพอดี…งั้นพรุ่งนี้ ฝากบอกอาจารย์แกด้วยนะ ไหนๆ เอ็งก็ต้องเรียนกับแกอยู่แล้วนี่ โชคดีกับการพรีเซนต์หน้าห้องนะเพื่อน”

คำท้ายประโยคหลัง คนพูดตั้งใจลากเสียงยาวยียวน

“เออ…รีบไปเลย ก่อนที่ข้าจะอดใจไม่ไหว แต่ก็ขอบใจนะที่อุตส่าห์แวะมาบอก”

อีกฝ่ายยกมือตะเบ๊ะเลียนแบบท่าประจำของพีรภาคย์เชิงหยอกล้อก่อนหันหลังผละจากไป ลมที่พัดมาวูบหนึ่งพาเอากลิ่นน้ำหอมที่เจ้าของร่างพรมเสียฟุ้งมาปะทะจมูกอย่างจัง พีรภาคย์รู้สึกว่ากลิ่นนั้นบ่งบอกบุคลิกและนิสัยใจคอของเพื่อนได้ชัดเจน…บางครั้งเขารู้สึกอิจฉาจารุพงษ์ตรงที่สามารถใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการได้โดยไม่ต้องคิดหรือกังวลอะไร ลอบถอนหายใจเบาๆ มองตามหลังร่างสูงขาวไปจนร่างนั้นลับตา

หลังจากนั้น พีรภาคย์หันกลับมาจดจ่อกับการซ้อมต่อไป อีกเพียงไม่นานก็รู้สึกว่าควรกลับไปพักผ่อนและเตรียมตัวรายงานหน้าชั้นในวันรุ่งขึ้น แต่ถึงตอนนั้นเมื่อชายหนุ่มหันมองรอบกาย ก็พบว่าผืนฟ้าเบื้องบนมืดสนิทราวมีใครเอาผ้าดำผืนใหญ่มาขึงเอาไว้ เดือนแรมที่ซ่อนตัวหลังหมู่เมฆทึบไม่ได้ช่วยให้ความสว่างแก่สภาพแวดล้อมรอบกายเท่าใดนัก…เขาหมุนตัวกลับแล้วเลี้ยงลูกตรงไปยังขอบสนามที่ซึ่งมีกลุ่มม้าหิน จุดที่เขาวางเป้ใบเขื่องไว้แต่แรก ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบเป้แล้วเอาขึ้นสะพายหลัง

ในขณะที่โยนเป้ขึ้นหลังแล้วกำลังเดินออกไปตามทางที่เชื่อมกับถนนข้างสนามนั้นเอง…เสียงหรีดหริ่งเรไรที่ร้องระงมก่อนหน้าพลันเงียบเสียงลงอย่างพร้อมเพรียง ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกถึงความผิดแปลกใดรอบกายในทีแรก แต่แล้วจู่ๆ ขนคอกลับลุกตั้งชันขึ้น ความรู้สึกลึกลับบอกตัวเองว่า…มีใครสักคนกำลังจ้องมองมาจากเบื้องหลังทางม้านั่งตัวที่เขาเองเพิ่งเดินผละออกมา เขาหันกลับอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณ

จุดที่ตั้งของกลุ่มม้าหินห่างออกมาจากสนาม ซ้ำร้ายไฟนีออนสีขาวที่เปิดให้ความสว่างภายในสนามเมื่อครู่ ก็เกิดกะพริบดับๆ ติดๆ…พีรภาคย์พยายามเพ่งมองฝ่าความมืดสลัว และในจังหวะที่แสงไฟติดสว่างนั่นเอง สายตาก็พลันปะทะเข้ากับเงามืดร่างหนึ่งบนเก้าอี้

“โอ๊ะ!”

เขาเผลอร้องออกมาด้วยความตกใจระคนแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครไปนั่งอยู่ตรงนั้นในเวลาเช่นนี้ และที่สำคัญ…เขาไม่รู้เลยว่าเจ้าของเงานั้น มานั่งอยู่เงียบๆ ตลอดเวลาที่เขาซ้อมกีฬาอยู่โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยได้อย่างไร?!

หัวใจเขาเต้นโครมครามเพราะการปรากฏกายอย่างเงียบเชียบของเงาลึกลับ มือเย็นเฉียบกระชับสายเป้แน่นในขณะที่ค่อยๆ ย่างเท้าต่อไปตามทางเดิน แต่แล้วความสงสัยทำให้ต้องหันกลับไปเพ่งพินิจมองอีกครั้ง พีรภาคย์เริ่มเห็นชัดขึ้นว่าเงามืดนั้นเป็นรูปร่างของสตรีคนหนึ่งที่กำลังนั่งก้มหน้าอยู่บนม้านั่ง…

ชายหนุ่มรู้สึกว่ากลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากเย็น คิดสับสนว่าไม่รู้จะทำเช่นไร หากเธอผู้นี้ประสงค์ไม่ดีและเป็นเพียงนางนกต่อล่อให้เขาเข้าไปหา ก่อนให้พรรคพวกที่ดักซุ่มอยู่ใกล้ๆ ออกมาทำร้ายเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ ก็คงไม่เป็นการดีที่เขาจะเดินเข้าไป…แต่หากว่าเป็นเช่นนั้น หล่อนก็น่าจะส่งเสียงหรือทำกิริยาบางอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา ไม่ใช่นั่งอยู่เงียบเชียบเช่นนี้…หากว่าหล่อนกำลังมีทุกข์และต้องการความช่วยเหลือล่ะ อย่างน้อยเขาก็ควรจะไต่ถามให้รู้เรื่องก่อนจะดีกว่า

ความเป็นสุภาพบุรุษที่มีน้ำใจเสมอ ทำให้พีรภาคย์หันกลับ..ฝืนใจสืบเท้าเข้าไปหาร่างบนม้าหินอย่างช้าๆ

ภายในใจคิดวกวนสงสัยว่าเจ้าของเงาที่เห็นเป็นใคร และมานั่งอยู่ตรงนี้ทำไมในยามวิกาลเช่นนี้…แม้เมื่อร่างพีรภาคย์เคลื่อนเข้าไปใกล้กลุ่มม้าหินเต็มที เงานั้นก็ไม่ได้มีอาการเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ยังคงก้มหน้านิ่งอยู่เช่นนั้น…



Don`t copy text!