Tomorrow, Yesterday  พรุ่งนี้, เมื่อวานนี้ บทที่ 2 : 27 กุมภาพันธ์  (วันอาทิตย์)…ฝันหรือจริง?

Tomorrow, Yesterday พรุ่งนี้, เมื่อวานนี้ บทที่ 2 : 27 กุมภาพันธ์ (วันอาทิตย์)…ฝันหรือจริง?

โดย : ภาณินี

Loading

พบกับนวนิยายรักโรแมนติก “Tomorrow, Yesterday พรุ่งนี้, เมื่อวานนี้” รางวัลชนะเลิศโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ ๓ โดย ภาณินี กับนวนิยายที่จะตั้งคำถามมากมายให้คุณได้ครุ่นคิด นวนิยายที่จะติดตรึงในความทรงจำของคุณตลอดกาล…

กุลญาดาสะดุ้งตื่นด้วยเสียงโทรศัพท์ น้ำตาเปรอะไปทั่วหน้า ลมหายใจหอบหนัก เธอเอามือปาดน้ำตาทำให้ภาพที่มองเห็นชัดเจนขึ้น ผนังห้องที่คุ้นเคย แสงแดดจ้า เงาต้นไม้ทอดตัวอยู่บนเพดานห้อง เป็นห้องในคอนโดฯ ของเธอเอง ไม่ใช่โรงพยาบาล…เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้

เสียงโทรศัพท์ยังกรีดร้อง เธอเอื้อมมือไปรับ

“คุณกุลคะ ตกลงคุณกุลคอนเฟิร์มแผนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงใช่ไหมคะ ฉันจะได้เตรียมเอกสารเพื่อเสนอที่ประชุมค่ะ” เสียงเลขาฯ เธอนั่นเอง ถามถึงเรื่องประชุม ประชุมงั้นหรือ สิ่งที่เธอกังวลที่สุดตอนนี้คือแก้วขวัญเป็นอย่างไรบ้าง

“คุณกุลคะ…”

“แก้วขวัญเป็นยังไงบ้าง”

“คะ อะไรนะคะ”

“ลูกฉันเป็นยังไงบ้าง”

“เอ่อ…ดิฉันไม่ทราบค่ะ”

“แค่นี้ก่อนนะ” เธอตัดบท ปลายสายละล่ำละลักบอก

“แต่คุณกุลคะ วันนี้เรามีนำเสนอแผนการโปรโมตห้างในไตรมาสสองของปีนะคะ คุณกุลให้ฉันโทรมาถามตอนเจ็ดโมง เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง”

“แผนโปรโมตห้าง?”

“ค่ะ”

“นั่นมัน…” เมื่อวานนี้นี่นา มันเกิดขึ้นไปแล้ว หัวใจสว่างวาบขึ้นมา หรือทั้งหมดทั้งมวลคือ….ฝัน ไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีใครต้องจากไป ลุกขึ้นสำรวจตัวเอง เธออยู่ในชุดนอนที่ใส่นอนเมื่อคืนก่อน

“วันนี้วันที่เท่าไร”

“เอ่อ…อะไรนะคะ” ปลายสายคงไม่คิดว่าจะเจอคำถามนี้

“วันนี้วันที่เท่าไร” เธอถามเสียงดัง

“27 กุมภาค่ะ วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ค่ะ” แก้วขวัญเกิดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และเลือกแสดงดนตรีในวันเกิด แปลว่าทั้งหมดคือความฝันจริงๆ งั้นหรือ เสียงซุบซิบนินทา ข่าวร้าย ถ้อยคำรุนแรงเชือดเฉือน อุบัติเหตุ ทั้งหมดคือฝันงั้นหรือ มันเหมือนจริงไปเสียหมดแม้แต่ความรวดร้าวในทรวงอกที่ยังไม่อาจประกอบกลับคืนมาได้ เป็นเพียงฝันงั้นหรือ

“แค่นี้นะ เดี๋ยวฉันโทรกลับ” ตัดสายแบบไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรอีก

กุลญาดาลุกขึ้น รู้สึกถึงความกระฉับกระเฉงของร่างกาย หัวสมองไม่ได้หนักอึ้ง ไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ที่เสื้อผ้าเนื้อตัว เดินออกไปนอกห้อง ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมา

“วันนี้กุลตื่นสายนะ มีพรีเซนต์งานไม่ใช่เหรอ กรทำข้าวไก่ย่างเสร็จพอดี มีสลัดผักให้กุลด้วย” เขาหันมาแวบนึง ก่อนจะหันกลับไปง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอาหาร แววตานั้นอบอุ่น ไม่เหนื่อยหนักหรือสิ้นหวังเหมือน….ในฝัน

“คุณแม่คะ” เสียงใสๆ เรียกพร้อมกับเดินเข้ามาหา “วันนี้คุณแม่ประชุมเสร็จแล้ว ไปดูแก้วซ้อมดนตรีนะคะ พรุ่งนี้ก็จะแสดงจริงแล้ว แก้วอยากได้กำลังใจ” เด็กหญิงเดินเข้ามาเกาะแขน กุลญาดามองใบหน้านั้น…ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นภาพนี้อีก ยื่นมือไปประคองใบหน้านั้นไว้ช้าๆ แก้มนุ่มนิ่มอุ่นอยู่ในฝ่ามือ เด็กหญิงยิ้มให้แบบงงๆ ดึงลูกมากอด สัมผัสถึงเนื้อตัวอุ่นนุ่ม และเสียงหัวใจที่ยังเต้นตึกตักอยู่ในทรวงอก กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นไปอีก อยากฟังเสียงหัวใจนั้นชัดๆ อยากสัมผัสผิวนุ่มที่ยังบ่งบอกถึงการมีชีวิต อยากยืนยันกับตัวเองให้มั่นใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน…

“แม่…แก้วหายใจไม่ออก” เด็กหญิงพูดอู้อี้ ทำให้เธอต้องคลายอ้อมกอดออก แต่ยังโอบไว้หลวมๆ เหมือนกลัวว่าคนในอ้อมกอดจะหลุดลอยหายไป

“แม่จ๋าร้องไห้ทำไม” มืออวบอูมเอื้อมมาลูบน้ำตาที่แก้มให้ เพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่าน้ำตาไหลออกมา เธอจับมือนั้นไว้ มันใหญ่เกือบจะเท่ามือเธอแล้ว ไม่ใช่มือน้อยๆ ที่ไขว่คว้าสะเปะสะปะอีกต่อไปแล้ว ลูกโตขึ้นเยอะมากแล้ว ความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่ในอก ทั้งสับสน ทั้งดีใจ

“แม่คงเครียดมากไปหน่อย” พูดพลางเอามือลูบแก้มป่อง แล้วก็กอดอีกรอบ เด็กน้อยหัวเราะคิกคัก

“วันนี้แม่กอดแก้วมากกว่าทั้งเดือนที่ผ่านมารวมกันอีกนะเนี่ย” ถ้อยคำนั้นกระตุ้นน้ำตาให้ไหลซึมออกมาอีก กอดกระชับลูกอีกครั้ง

“แม่ขอโทษลูก แม่ขอโทษ”

“โธ่…แก้วล้อเล่นค่ะแม่ โอ๋ๆ แม่ไม่ร้องนะ” เด็กน้อยเอามือลูบหลัง เหมือนที่เธอเคยลูบหลังปลอบโยนให้ตอนเด็กๆ

“ตกลงแม่จะไปดูแก้วซ้อมใช่ไหมคะ” แก้วขวัญถามเมื่อเธอคลายอ้อมกอด เพิ่งจะจำได้ในตอนนี้เองว่าเกือบเดือนมาแล้ว นับตั้งแต่รู้ว่าจะต้องแสดงดนตรีครั้งแรก แก้วขวัญถามคำถามนี้กับเธอทุกวัน แต่ไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะตอบรับ

‘แม่งานยุ่ง เอาไว้วันหลังเถอะนะแก้ว’

‘ไม่ได้จริงๆ ลูก แม่นัดประชุมทีมงานแม่ไว้แล้ว’

‘อย่าเซ้าซี้ได้ไหมแก้ว แม่เหนื่อย’

นับไม่ถ้วนเลยที่เธอปฏิเสธ บางครั้งเธอถึงกับเดินหนีไปเฉยๆ ในหัวมีแต่คำว่างาน งาน งาน แล้วก็งาน

มองดวงตาใสแจ๋วนั้น ดึงตัวเข้ามากอดอีกครั้ง เธอจะไม่ปฏิเสธลูกอีกแล้ว

“ไปสิจ๊ะ วันนี้แม่จะอยู่กับแก้วทั้งวันเลย” เด็กหญิงทำตาโต คำพูดที่แม่บอกไม่ใช่สิ่งที่นึกฝันจะได้ยิน

“แม่ไม่ไปประชุมเหรอคะ”

“ไม่ไปจ้ะ วันนี้แก้วอยากไปไหน แม่จะไปกับแก้วทั้งวันเลย” กุลญาดาตัดสินใจในนาทีนั้น ไม่ว่ามันจะคือความจริงหรือความฝัน เธอก็ขอใช้เวลาตรงนี้แก้ไขข้อผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้น

“เย่ๆ แก้วดีใจที่สุดเลย งั้นรีบไปอาบน้ำดีกว่า” เด็กหญิงหันหลังวิ่งเข้าห้องตัวเองไป เธอปาดน้ำตา สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะหันมาเจอสายตาของเขาที่มองนิ่งตรงมา

“ทำไมมองกุลอย่างนั้น”

“เกิดอะไรขึ้นกับกุล” คำถามสั้นๆ แต่น้ำเสียงเอื้ออาทรนั้นทำเอาน้ำตาพานจะไหลอีกรอบ เมื่อวานเธอสูญเสียสายตาอบอุ่นห่วงใยนี้ไปแล้ว มีแต่ความสิ้นหวัง ปวดร้าว และเย็นชา ยิ้มให้เขา

“กุลแค่เหนื่อย…อยากพัก อยากมีเวลาให้ลูกบ้าง”

“แต่งานนี้มันสำคัญกับกุลมากไม่ใช่เหรอ”

“ไม่รู้สิกร มันอาจจะไม่สำคัญอีกแล้วก็ได้ ที่ผ่านมากุลอาจจะทำในสิ่งที่ไม่ได้มีความหมายอะไรกับชีวิตอยู่ก็เป็นได้” เขมกรเอื้อมมือมาจับ เขาบีบเบาๆ เพื่อส่งความห่วงใยไปให้

“โอ๊ย!” กุลญาดาสะดุ้ง ทั้งที่เป็นเพียงแรงบีบเบาๆ หากมันเจ็บ เขมกรรีบคลายมือออก สองคนมองที่มือนั้น มีรอยบาดลึกกลางฝ่ามือ แรงบีบทำให้รอยเลือดที่แห้งไปแล้ว มีเลือดซึมออกมาใหม่

“นี่กุลไปโดนอะไรมา!”

เพล้ง!

ภาพมือเธอที่กระแทกแก้วลงบนโต๊ะย้อนกลับเข้ามาในความคิด กุลญาดามองรอยเลือดบนฝ่ามือนั้นด้วยหัวใจที่สั่นไหว ถ้าสิ่งนั้นมันคือฝัน แล้วแผลนี่มาได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่!

“ไม่มีอะไรหรอก อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ” บอกเขา พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เสียงสั่น ความรู้สึกในฝันนั้นยังชัดเจน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นยากเกินกว่าจะยอมรับ ขอตัวมาอาบน้ำ เปิดฝักบัวให้น้ำเย็นรดลงบนกลางศีรษะ คิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น คิดย้อนกลับไปกลับมา สุดท้ายก็ไม่มีคำตอบว่าเหตุการณ์นี้มันคืออะไรกันแน่ ฝันหรือ จริงหรือ หรือเธอย้อนเวลากลับมาอดีต หรือมันเป็นคำเตือนจากอะไรบางอย่างหรือใครบางคน

สูดหายใจเข้าลึก เอาเถอะ…ไม่ว่าอย่างไรเธอจะไม่ยอมให้มันเป็นไปตามนั้นแน่ๆ

ตัดสินใจแน่วแน่ อาบน้ำ แต่งตัว โทรศัพท์หาเลขาฯ มอบหมายให้นำเสนองานแทนพร้อมกับลางานตลอดวัน ฝ่ายนั้นรับปากไปแบบงงๆ พยายามจะถามอะไรมากมาย แต่เธอก็ตัดสาย ไม่รู้จะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้อย่างไร ในเมื่อเธอเองก็ยังไม่มีคำตอบกับตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…

 

กุลญาดากลับออกมาที่ห้องอาหารอีกครั้ง อาหารเช้าเตรียมไว้พร้อมแล้ว สองพ่อลูกนั่งรออยู่ตรงนั้น

“แก้วนัดกับจูลี่กับพี่วรรธน์ไว้ ว่าจะไปขอพรคุณปู่ฉำฉาที่โรงพยาบาลค่ะพ่อ ขอแวะไปก่อนไปซ้อมดนตรีได้ไหมคะ”

“ได้สิลูก”

“แม่ไปด้วยกันนะคะ”

“คุณปู่ฉำฉา?”

“ต้นฉำฉาที่โรงพยาบาลที่พ่อทำงานไงคะ คุณปู่เป็นคนฟังคนแรกของแก้วเลยนะคะ คนต่อมาก็จูลี่ แล้วก็พี่วรรธน์ ก่อนแสดงเราสามคนเลยอยากขอพรคุณปู่ฉำฉาก่อน แม่ไปด้วยกันนะคะ”

“ไปสิจ๊ะ บอกแล้วนี่ว่าจะอยู่กับแก้วทั้งวัน”

“เย่…แก้วตื่นเต้นม้าก มาก…ไม่รู้จะแสดงได้ไหม”

“ทำให้ดีที่สุดก็พอ ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นก็แค่ยอมรับผลที่เกิดขึ้น” เขมกรบอก มือลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู

“ค่ะพ่อ” เด็กหญิงรับปากยิ้มตาหยี ก่อนจะตักไก่เข้าปาก

“พ่อคะ ไก่วันนี้นุ่มมากเลย ไว้แก้วสอนแก้วบ้างนะคะ”

“ได้สิ”

“วันนั้นที่เราทำเค้กกัน อร่อยมาก พรุ่งนี้วันเกิดแก้ว เราทำด้วยกันนะคะพ่อ”

“ดนตรีก็จะแสดง เค้กก็จะทำ ไหวเหรอเรา”

“ไหวสิคะ”

“งั้นแม่ทำด้วยนะ” เด็กหญิงตาโตอีก

“แม่จะทำเหรอคะ แม่จะทำเค้กกับแก้วกับพ่อเหรอคะ”

“ได้ไหมล่ะ”

“ต้องได้อยู่แล้ว และต้องเป็นเค้กที่อร่อยที่สุดในโลกเลย” เธอยิ้มตาม สัมผัสถึงความดีใจอย่างที่สุดของเด็กน้อย

ตลอดเวลาของมื้ออาหารนั้น ลูกเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ไหยุดหย่อน นานเท่าไรที่ไม่ได้นั่งกินข้าวด้วยกันแบบนี้ แบบที่ไม่ต้องเร่งรีบ มือสาละวนอยู่กับหน้าจอ และหัวคิดแต่เรื่องงาน ที่ผ่านมาทุกครั้งที่ลูกเล่านั้นเล่านี่เธอได้แต่ฟังผ่านๆ ไม่เคยใส่ใจ สนใจ นานๆ จะดุสักทีว่า ‘แก้ว เงียบๆ หน่อยลูก แม่ทำงานไม่ได้เลย’

ครั้งนี้เธอนั่งมองลูกตักข้าวกินอย่างมีความสุข สบตาและรับฟังด้วยหัวใจในทุกเรื่องที่ลูกเล่า ช่วงเวลาแสนธรรมดาที่ต่อไปนี้เธอจะกอดเก็บมันไว้ให้นานที่สุด…

 

สายลมพัด ใบไม้แห้งปลิววน แดดแรง แต่กิ่งก้านของจามจุรีต้นใหญ่นั้นแผ่ออกกว้างขวาง ให้ร่มเงาช่วยบรรเทาความร้อนจากไอแดด แก้วขวัญและเพื่อนร่วมวงโอบกอดลำต้นที่เธอเรียกว่าคุณปู่ฉำฉานั้นไว้ ราวกับนั่นคือการขอพร กุลญาดายืนอยู่ด้านหลัง มองดูแผ่นหลังของคนที่เธอได้อยู่ในวาระสุดท้ายมาแล้ว…ในฝัน ในฝันนั้นเธอไม่ได้เห็นหน้าตาของเพื่อนร่วมวงชัดเจนนัก แต่ความรู้สึกบอกเธอว่าใช่ เป็นคนเดียวกับภาพฝันนั่นเอง ถ้ามันจะเป็นเพียงความฝันน่ะนะ หลับตาอธิษฐานกับคุณปู่ฉำฉาได้โปรดให้ทุกอย่างเป็นเพียงฝันด้วยเถิด

เสียงฝีเท้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหลัง กุลญาดาหันไปมอง ค้อมศีรษะเล็กน้อยแทนการทักทาย แต่พอสบตานั้นแล้วก็ต้องชะงักงัน แววตานั้นจดจำกันได้ ดวงตากลมโต ภายใต้กรอบผมที่ถูกย้อมด้วยสีเขียวขี้ม้า เด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอที่หน้าห้องฉุกเฉินนั่นเอง ไม่มีคำพูดใดทักทายกัน แต่ดวงตานั้นสื่อความหมายมากมาย คนที่ไม่เคยพบเจอ ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน กลับจดจำกันได้จากความฝัน…

“แม่คะ” สามคนละจากต้นฉำฉาเดินตรงมาหา แก้วขวัญมากอดแขนเธอไว้

“จูลี่ พี่วรรธน์ นี่แม่ของแก้วค่ะ แม่คะนี่จูลี่”

“ทำไมเรียกคุณยายแบบนั้นล่ะลูก” กุลญาดาอดติงไม่ได้ มองดูคนที่ถูกแนะนำว่าชื่อจูลี่ เจ้าของร่างสูงโปร่งสวมกางเกงยีนส์ผ้ายืดสีแดง กับเสื้อแขนกุดคอปกสีขาว ใบหน้าสะดุดตาด้วยแว่นดำอันโต กับปากสีแดงสดใส แม้จะดูกระฉับกระเฉง และเสื้อผ้าที่ใส่นั้นก็ดูเหมาะเจาะลงตัว แต่อย่างไรเสียผู้หญิงคนนี้ก็มีอายุไม่น่าจะต่ำกว่า 60 ไม่เหมาะควรเลยที่แก้วขวัญจะเรียกเพียงแค่ชื่อเฉยๆ

“จุ๊ๆๆ หยาบคาย ยายที่ไหน เพื่อนกันทั้งนั้น ถึงฉันจะอายุ 27 แล้ว แต่หัวใจหยุดอยู่ที่ 15 จ้ะ”

“คะ?” ยิ่งฟังกุลญาดาก็ยิ่งงง

“จูลี่ 72 แล้วค่ะ แต่ชอบบอกอายุผิดทุกที แล้วก็ชอบให้คนเรียกแค่จูลี่เฉยๆ ค่ะ จริงๆ แล้วชื่อคุณยายจุรีพรค่ะ” เจ้าดวงตากลมโตช่วยอธิบาย จุรีพรหัวเราะ ตีแขนหลานเบาๆ พร้อมกับขยิบตาให้เธอ

“มากับหลานก็เงี้ย พูดอะไรโดนขัดไปหมด แล้วขอนะใครเรียกจุรีพรนี่โกรธจริงๆ ด้วย”

“จุรีพร”

“เดี๋ยวเถอะ ยัยคนนี้นี่จริงๆ เลย เอ้า เลยยังไม่ได้แนะนำเลย นี่ชามา หลานสาวฉันเอง” กุลญาดายิ้มให้เด็กสาว ดูจากการแต่งตัวกางเกงยีนส์สีซีดเอวสูง มีรอยขาดที่หัวเข่า กับเสื้อเอวลอยสีเขียวอ่อน โชว์รอยสักรูปผีเสื้อตัวเล็กที่ข้างเอว ใบหน้าในกรอบผมสีเขียวกับปากสีโอโรส ดูก็รู้ว่าชอบแต่งตัวไม่ต่างกัน

“คิดถึงพี่มาจัง ไม่เจอกันตั้งนาน ผมสีนี้ซ้วยสวย” แก้วขวัญบอก ชามาเลยเอื้อมมาหยิกแก้มยุ้ยๆ นั้นด้วยความหมั่นเขี้ยว

“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน แก้วก็ยังนุ่มนิ่มน่ากอดเหมือนเดิมเลย”

“งั้นหนูขอกอดพี่มาหน่อยได้ไหมคะ” สองคนโอบกัน

“นุ่มจัง” ชามาบอกหลังจากคลายอ้อมกอด แก้วขวัญเลยยิ้มแก้มป่อง

“แหมเห็นแล้วอยากกอดบ้างจัง” จุรีพรว่าก่อนจะหันมาทางกุลญาดา แต่พูดกับแก้วขวัญว่า “แต่ฉันขอกอดแม่หนูด้วยได้ไหม แลกกัน”

“ได้สิคะ ถ้าแม่ไม่ว่าอะไร”

“บ้า ใครจะว่า คนเขาก็กอดกันทั้งนั้นแหละ” พูดจบก็ตรงเข้ามาสวมกอดเธอไว้ กุลญาดารับอ้อมกอดนั้นไว้อย่างไม่ทันตั้งตัว ในชีวิตนี้เธอไม่ได้กอดใครบ่อยนัก ใช่ว่าถือตัว แต่ด้วยบุคลิกที่ออกจะเข้มงวดจริงจัง เลยไม่เคยมีใครกล้าทำแบบนี้มาก่อน หากอ้อมกอดของผู้สูงวัยก็ทำให้เธอค่อยๆ ปล่อยตัวตามสบายและโอบรับความรู้สึกที่ส่งมาให้อย่างง่ายดาย

“ขอบคุณมากๆ ที่ให้กำเนิดเด็กหญิงคนนี้ แกคือความงดงามของโลกใบนี้จริงๆ” จุรีพรกระซิบก่อนจะคลายอ้อมกอดออก ไม่รู้ว่าตั้งใจไหม แต่ถ้อยคำนั้นพุ่งตรงเข้าสู่กลางหัวใจ และซึมซ่านไปทั่วทั้งอวัยวะรับความรู้สึกนั้น…

“เอาละ มาแนะนำหนุ่มๆ กันบ้าง นี่วรวรรธน์เพื่อนร่วมวงอีกคนของเรา” จุรีพรหันไปทางเด็กหนุ่ม ที่ได้แต่ยืนยิ้มเขินๆ แววตาสดใส จริงใจ กับลักยิ้มที่แก้มซ้าย ที่เชื่อว่าคนทั้งโลกพร้อมจะหลงรัก

“วันนี้วรรธน์ก็มีคนมาด้วยนี่ พามาแนะนำหน่อยสิ” ชายหนุ่มอึกอัก ก่อนจะหันไปเรียกคนที่ยืนอยู่ห่างออกไปจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น

“ธันย์ มานี่หน่อย” เรียกพร้อมกับกวักมือ ใครคนนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ ยิ่งใกล้ก็ยิ่งเห็นชัดว่ารูปร่างหน้าตาดูคล้ายกับคนที่กวักมือเรียกยิ่งนัก หากสำหรับกุลญาดายิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกคุ้นตา และเมื่อได้สบตากัน แม้เขาจะเสหลบ และไม่ยอมหันมาสบตากันอีก แต่เพียงชั่วแว่บนั้นเธอก็มั่นใจ มีแววระลึกรู้และจำกันได้ กุลญาดาหันไปสบตากับชามาโดยไม่ได้นัดหมาย คิดไม่ต่างกัน…

“ธันย์ พี่ชายฝาแฝดของผมฮะ”

“มิน่าล่ะ…เหมือนกันมาก แต่ดูดีๆ เก๊าะเหมือนจะเหมือน แต่ก็ไม่เหมือน”

“ตกลงเหมือนหรือไม่เหมือนจูลี่ มาฟังแล้วงงไปหมด”

“อ้าว ก็ดูเหมือนจะเหมือน แต่จริงๆ แล้วไม่เหมือนกันเลย”

กุลญาดาเห็นด้วยกับจุรีพร สองคนนี้ ถ้าดูจากเครื่องหน้าไม่ต่างกันนัก ไม่ว่าจะเป็นตาชั้นเดียว หรือลักยิ้มที่แก้มซ้าย แต่คนนึงแค่ยิ้มโลกก็ดูสว่างไสว ส่วนอีกคนไม่เพียงไม่ยิ้ม แต่สายตาคมกล้านั้นยิ่งทำให้ดูทึมๆ หนักๆ อีกส่วนที่ต่างคือวรวรรธน์ผิวขาวแบบคนที่ไม่ค่อยได้โดนแดดโดนลม แต่คู่แฝดนั้นดูกร้าวเกรียมแดดจนแทบไม่เหลือเค้าสีผิวเดิม คงจะใช้ชีวิตต่างกันมากจริงๆ เมื่อมองสำรวจเนื้อตัวก็สะดุดตากับผ้าพันแผลที่มือขวา เหมือนจะรู้ว่าถูกจับจ้อง มือนั้นถูกดึงซ่อนไว้ข้างหลังทันที

“จะไปกันรึยัง” เขาถามห้วนๆ ทะลุกลางปล้องขึ้นมา

“ไปไหน”

“ก็ไปดูเวทีที่นายจะแสดง”

“รอก่อน” วรวรรธน์ตอบสั้นๆ คนถามเลยเดินออกจากวงไปยืนที่จุดเดิม

“ขอโทษแทนนายธันย์ด้วยนะฮะ เขามาดเยอะไปอย่างนั้นเอง”

จุรีพรหัวเราะคิก “เขามาดเยอะ แต่เธอน่ะปากร้ายนะวรรธน์”

เด็กหนุ่มยิ้มตาหยี น้อมรับคำกล่าวหานั้นแต่โดยดี

พูดคุยกันอยู่พัก เขมกรก็มาพร้อมกับรถไฟฟ้าขนาดกลางที่สามารถบรรจุคนได้เกือบสิบคน เขาแยกไปดูเรื่องการจัดการเวทีตั้งแต่มาถึง ก่อนจะกลับมาพร้อมรถไฟฟ้าเพื่อที่จะพาทุกคนไปพร้อมกัน เพราะเวทีแสดงเป็นอาคารประชุมของโรงพยาบาล แต่อยู่ห่างไปประมาณห้าร้อยเมตร นั่งรถไฟฟ้าจึงสะดวกกว่า

ทั้งหมดพากันขึ้นรถ วรธันย์ตามมาสมทบและขึ้นนั่งคู่กับเขมกร

“ผมขอตรวจดูเวทีแสดงก่อนที่ทุกคนจะขึ้นซ้อมได้ไหม” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเขมกรทันทีที่ออกรถ เขาดูออกว่าใครคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจและจัดการทุกอย่างในงานนี้

“ทำไมเหรอ”

“ผมเป็นห่วงความปลอดภัยของน้องผม”

“ทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้ว และผมรับรองได้ว่ามันปลอดภัย”

“คุณจะเอาอะไรมารับประกัน ชีวิตลูกสาวคุณเหรอ ถ้าน้องผมเป็นอะไรไป คุณรับผิดชอบไม่ไหวหรอก” เขมกรยังคงมองตรงไปข้างหน้า

“ผมต้องการตรวจสอบเวทีด้วยตัวผมเอง” เขายืนยันคำพูดเดิม

“ถ้าผมไม่อนุญาตล่ะ”

“ถ้าคุณไม่ให้ผมตรวจ ผมก็ไม่ยอมให้น้องผมแสดง”

แม้ไม่ได้สบตากัน แต่กุลญาดาก็สัมผัสความจริงจังในน้ำเสียงนั้นได้ ถ้อยคำแข็งกร้าวแต่ก็เต็มไปด้วยความห่วงกังวล เขมกรคงแปลกใจเพราะเธอก็เพิ่งขอร้องในสิ่งเดียวกันนี้ก่อนออกจากบ้านมาเช่นกัน

‘วันนี้ยัยแก้วจะไปซ้อมที่สถานที่จริงใช่ไหมกร’

‘ใช่ ทำไมเหรอ’

‘ย้ายสถานที่ได้ไหม หรือเลื่อนการแสดงออกไปก่อน’

‘มีอะไรรึเปล่ากุล งานนี้ทุกคนตั้งใจมาก เตรียมตัวกันมานานแล้ว เลื่อนไปไม่ได้หรอก ทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้ว’

‘งั้นขอกุลไปดูความเรียบร้อยของเวทีก่อนจะซ้อมได้ไหม’

‘ไม่ได้หรอกกุล ทุกฝ่ายเขาก็รับผิดชอบงานของเขาอย่างดีที่สุดแล้ว’

‘แต่กุลอยากขอตรวจดูอีกที เผื่อเกิดอะไรขึ้น’

‘กุลหมายความว่ายังไง’

‘ไม่รู้สิกร กุลกังวลบอกไม่ถูก เถอะนะกร ได้โปรด’

‘งั้นขอกรคุยกับคนที่เขาดูแลก่อนนะ ยังไงเดี๋ยวไปถึงกรจะไปตรวจดูความเรียบร้อยก่อนเลย’

รถมาจอดที่หน้าอาคารหอประชุมที่จะใช้แสดงพอดี เขมกรตอบเด็กหนุ่มเช่นเดียวกับที่ตอบเธอ และทันทีที่จอดรถ เด็กสาวผมเขียวก็เดินตรงมาหาเขา

“ขอมาตรวจดูเวทีแสดงก่อนที่ทุกคนจะขึ้นซ้อมได้ไหมคะ” กุลญาดามองหน้าเขา เห็นได้ว่าเขาคงตะโกนอยู่ในใจ ให้ตายเถอะ นี่มันอะไรกันเนี่ย แต่เขาตอบชามาไปด้วยคำตอบเดิมเช่นกัน

 

หัวหน้าช่างฝ่ายสถานที่หงุดหงิดน่าดู เมื่อมีคนสบประมาทถึงความไม่ปลอดภัยบนเวทีถึงสามคน เจรจาอยู่นานสุดท้ายเขาจึงยอมให้แค่เขมกรกับวรธันย์ขึ้นไปตรวจสอบได้ กุลญาดากับชามายอมรอข้างล่างแต่โดยดี แต่ก็เฝ้ามองการสำรวจไม่ให้คลาดสายตา แม้ไม่ได้พูดคุยกัน แต่ก็มั่นใจว่าวรธันย์จะทำทุกอย่างเพื่อให้คนที่ตัวเองรักปลอดภัยอย่างแน่นอน

วรธันย์เดินตรวจดูโครงสร้างเวทีแทบจะทุกตารางนิ้ว เหล็กทุกเส้น นอตทุกตัว ทั้งเขย่า ทั้งกระโดด ทำทุกอย่างเพื่อทดสอบความแข็งแรงของเวที ไล่จากด้านหนึ่งจนไปถึงสุดปลายอีกด้านหนึ่ง เขาแหงนมองดูราวไฟด้านบน ขบกรามแน่น ก่อนจะปีนขึ้นนั่งร้านข้างๆ

“ทำอะไรน่ะ” หัวหน้าช่างที่เดินประกบอยู่ทุกฝีก้าวถาม

“ผมจะขึ้นไปดูโครงสร้างไฟว่ามันแข็งแรงไหม”

“ขึ้นไม่ได้ หล่นลงมาจะทำยังไง”

“ก็แล้วจะให้มันหล่นลงมาใส่หัวน้องผมหรือไง”

“ผมรับรองว่ามันแข็งแรง” ว่าแล้วก็เอามือเคาะและเขย่าเสานั้นแรงๆ ให้ดู ทุกอย่างดูแข็งแรงดี

“ข้างล่างแข็งแรง แต่ข้างบนผมจะรู้ได้ยังไง ถ้าไม่ขึ้นไปตรวจดู”

“ผมบอกว่าแข็งแรงก็แข็งแรงสิ เนี่ย จะเขย่า จะกระแทกยังไงก็ได้” เขาเขย่าแรงขึ้นอีกอย่างหัวเสีย ท่ามกลางความเงียบมีเสียงเอียดอ๊าดเหมือนเหล็กสูสีกัน อย่างไม่มีใครคาดคิด…ไฟทั้งแผงก็พังครืนลงมา วรธันย์ที่จ้องเขม็งอยู่แล้วโผหลบพร้อมกับผลักคนต้นเรื่องให้พ้นความตายอย่างหวุดหวิด…

กุลญาดายืนมองความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยหัวใจที่สั่นระรัว ภาพความฝันย้อนกลับมาอย่างแจ่มชัด มันเกิดขึ้นจริงๆ ไล่สายตาองหาเขมกร เมื่อกี้เขาเดินสำรวจอยู่ตรงด้านหลัง หัวใจเต้นแรงขึ้นอีก เขายังอยู่ตรงนั้นไหม ปลอดภัยดีหรือเปล่า วิ่งขึ้นไปบนเวที เห็นเขาเดินออกมาจากด้านหลัง น้ำตารื้นขึ้นมาไม่รู้ตัว นาทีนี้…เธอเสียใครไปไม่ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าแก้วขวัญ หรือเขมกร

‘กุลเคยรักกรบ้างไหม’ คำถามที่เขาถามเธอในฝัน เธอคิดว่าตอนนี้เธอได้คำตอบแล้ว…

 

ไม่มีใครบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ หัวหน้าช่างขอโทษขอโพยกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เขารับปากจะดูแลแก้ไขให้ทุกอย่างเรียบร้อย แต่ไม่มีใครวางใจและรู้สึกปลอดภัยได้อีกแล้ว ทุกคนพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรกันต่อ

ทั้งหมดนั่งรถกลับมาที่ต้นฉำฉา ถึงที่รถจอด ร่มเงากว้างใหญ่ของต้นฉำฉาที่แผ่ปกคลุมทั่วบริเวณนั้นก็ทำให้ทุกคนรู้สึกเย็นใจอย่างประหลาด

“เราแสดงที่นี่ได้ไหมคะ คุณปู่ฉำฉาคือคนฟังคนแรกของพวกเรา คุณปู่คงดีใจที่เราจัดการแสดงครั้งแรกที่นี่” แก้วขวัญเสนอ และเหมือนทุกคนจะเห็นพ้องต้องกัน

“แต่ลูกรู้ใช่ไหม ว่าถ้าแสดงกลางแจ้งเราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง” เขมกรย้ำความมั่นใจ ทั้งสภาพอากาศ ผู้คน รถราที่ผ่านไปมา ล้วนรบกวนการแสดงได้ทั้งสิ้น

“น่าสนุกดีออก ตื่นเต้นดี มันจะทั้งสดใหม่และมีชีวิตชีวา ฉันว่าที่นี่แหละ เหมาะสมที่สุดแล้ว” จุรีพรสนับสนุนอย่างนึกสนุก

“ผมก็ชอบที่นี่ฮะ”

เมื่อสามเสียงของนักแสดงเห็นพ้องต้องกัน เขมกรก็ไม่ขัด เขาต่อสายหาฝ่ายสถานที่ของโรงพยาบาล ดูความเป็นไปได้ว่าจะรบกวนคนไข้หรือไม่ และต่อจากนั้นก็คือความวุ่นวายโดยแท้ ทุกอย่างถูกเซตขึ้นใหม่ที่ตรงนั้น

 

จุรีพร แก้วขวัญ และวรวรรธน์ แยกไปซ้อมอีกฝั่งของสวนที่ไม่รบกวนการจัดเวที กุลญาดารออยู่ห่างๆ เห็นวรธันย์กับชามายืนคุยกันอยู่ จึงเดินเข้าไปหา เธอรอจังหวะที่จะคุยกับสองคนนั้นอยู่นานแล้ว

“นายรู้ได้ไงว่าเวทีจะไม่ปลอดภัย” เมื่อเข้าไปใกล้ก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่

“เรื่องของฉัน”

“นายรู้ เพราะว่านายเห็นมันกับตาใช่ไหมล่ะ”

“เห็นอะไร”

“ก็เห็นเวทีมันถล่มลงมาไง ไม่ใช่แค่เห็น แต่นายรู้ด้วยว่าน้องนายจะ…”

“หยุดพูดบ้าๆ! ฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ทั้งหมดมันก็แค่เรื่องบังเอิญ”

“บังเอิญ แล้วมือนายไปโดนอะไรมาล่ะ คงไม่ได้ทำมิวสิก ทุบกำแพงเพราะสาวหักอกหรอกใช่ไหม”

“ประสาท” เขาหันหลังให้ชามา จนเกือบมาชนเข้ากับเธอเข้า

“เอ่อ…” เธอพูดได้แค่นั้นเขาก็เดินจากไป ไม่เปิดโอกาสให้ใครซักถามอะไรอีก เหลือแค่เธอกับเด็กสาวยืนเผชิญหน้าสบตากันอีกครั้ง…

 

“…เมื่อทำอะไรไม่ได้แม่มดร้ายก็โกรธจนระเบิดออกราวกับลูกโป่งแตก จากนั้นมาก็ไม่มีใครได้เห็นแม่มดเฒ่าอีกเลย แล้วเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตราบจนทุกวันนี้” กุลญาดาปิดหนังสือ แต่คนฟังยังคงทำตาแป๋ว ไม่มีวี่แววที่จะง่วงสักนิด เธอกับลูกกลับบ้านมาตอนค่ำมากแล้วเขมกรยังวิ่งวุ่นเรื่องเตรียมสถานที่แห่งใหม่ เพื่อให้พรุ่งนี้ทั้งวงได้มีโอกาสซ้อมก่อนแสดงจริง เป็นครั้งแรกในรอบกี่ปีก็ไม่รู้ที่ได้พาลูกเข้านอนและอ่านนิทานให้ฟัง แก้วขวัญเลือกนิทานเรื่องเก่าที่เคยฟังตอนเป็นเด็กเล็กๆ

“หนูไม่ได้ฟังแม่อ่านนิทานมานานแล้ว มีความสุขจัง” กุลญาดายิ้ม ดึงลูกเข้ามากอด

“งั้นวันนี้แม่นอนด้วยนะ”

“เย่ๆ แก้วจะนอนกอดแม่ทั้งคืนเลย” เด็กหญิงซุกกายเข้ามาในอ้อมกอด เธอดับไฟ เสียงเล็กๆ เอ่ยถามขึ้นในความมืด

“ไม่ว่าจะมีเรื่องร้ายแรงแค่ไหน แต่เจ้าหญิงเจ้าชายก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเหมือนในนิทานใช่ไหมคะ”

“ใช่จ้ะ ไม่ว่าอย่างไร ถ้าเราอดทนพอ เราก็จะก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้” เธอตอบอย่างเคยเชื่อมาตลอด แม้ความเชื่อจะเบาบางลงทุกที

“ไม่รู้พรุ่งนี้จะเป็นยังไงนะคะ แต่ไม่ว่าจะแสดงที่ไหน แก้วก็จะทำเต็มที่ หรือถึงพรุ่งนี้จะไม่ได้แสดงแก้วก็ไม่เสียใจ แค่วันนี้ได้นอนกอดแม่แก้วก็มีความสุขที่สุดแล้ว เสียดายพ่อไม่อยู่ แก้วจะได้นอนกอดสองคนพร้อมกัน” ว่าแล้วก็ซุกตัวนอนหลับตา ไม่ช้า…ลมหายใจของคนตัวเล็กก็เป็นจังหวะสม่ำเสมอ

กุลญาดานอนลืมตาอยู่ในความมืดโดยมีแก้วขวัญอยู่ในอ้อมกอด อธิษฐานในใจ พรุ่งนี้ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี จะไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้นทั้งนั้น…

 



Don`t copy text!