วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๒ : คำสัญญา

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

หนุ่มสาวทั้งสามมาถึงโรงภาพยนตร์นาครเขษมทันเวลาก่อนรอบฉายพอดี ซื้อตั๋วแล้วก็เข้าไปในโรง บัวเกี๋ยงไม่เคยเข้าโรงหนังมาก่อน แม้จะเคยได้ยินว่าข้างในนั้นมืด แต่ก็ไม่รู้ว่ามืดนั้นอย่างไร จนเมื่อแหวกม่านเดินตามสุพลและศุภางค์เข้าไปแล้วก็เหมือนตาบอด ทั้งที่ยังลืมตานี่ละ แต่ไม่เห็นภาพอะไรเลย

บัวเกี๋ยงกะระยะก้าวเดินไม่ถูก ไม่รู้ว่ามีบันได ก้าวพลาดถลาไปเกาะแขนสุพลไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มลงไปกองกับพื้น

“หลับตาสักครู่ แล้วลืมตาขึ้นช้า ๆ” ชายหนุ่มบอก “หนังกำลังจะเริ่ม ไฟในโรงปิดหมดแล้ว”

พนักงานหนุ่มเพิ่งวิ่งเข้ามาส่องไฟฉายนำไปยังที่นั่ง เพราะลูกค้าเข้ามาพร้อมกันหลายคน แต่พนักงานมีคนเดียว วิ่งข้ามไปมาซ้ายที ขวาที ทว่าตอนนี้บัวเกี๋ยงปรับสายตาในความมืดได้แล้ว จึงลัดเลาะไปตามแถวเก้าอี้จนถึงที่นั่งของตัว

ศุภางค์นั่งกลาง เพื่อจะได้สะดวกเวลาคุยกับเพื่อนและพี่ชาย

ภาพยนตร์เรื่องนั้นเป็นหนังอเมริกัน เป็นเรื่องรักหวานซึ้ง คู่รักหลายคู่ดูจอไป ดูหน้ากันไป ไม่มีใครรู้หรอกว่าท่ามกลางความมืดในโรงภาพยนตร์นั้น มือไม้ของหนุ่มสาวเปะป่ายไปอยู่ที่ไหนบ้าง เมื่อหนังจบ ก็เห็นคนรักหลายคู่มีสีหน้าอิ่มเอมที่ได้มาอยู่ด้วยกันในโรงหนังนี้

สุพลไม่รู้ว่าหนังเรื่องนั้นมีเนื้อหาว่าอย่างไร เขาลอบหันมามองข้าง ๆ ผ่านหน้าน้องสาวบ่อย ๆ ก็พบว่าบัวเกี๋ยงสนใจเรื่องบนหน้าจอมากทีเดียว นี่เป็นครั้งแรกของหล่อน คงตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยที่ได้มาเที่ยวอย่างนี้

ไฟในโรงสว่างขึ้น สุพลจึงแกล้งหาว เพื่อจะบอกน้องสาวว่า

“จบแล้วหรือ เลยไม่รู้เลยว่าเรื่องเป็นยังไง พี่เอาแต่หลับ”

ศุภางค์ตีแขนพี่ชายด้วยความหมั่นไส้

“ตอนหลังพระเอกกับผู้ร้ายเขายิงกันจะเป็นจะตาย พี่ชายยังหลับได้อีกหรือคะ”

“เอาเถอะน่า เธอสองคนดูสนุกก็ดีแล้ว หนังจบแล้ว กลับบ้านกันเสียที”

“ใครว่าจะกลับบ้านล่ะคะ ได้ออกมาแบบนี้ทั้งที ต้องทำตัวให้เหมือนคนอื่น ๆ เขาหน่อย”

สุพลพยายามค้านน้องสาว ไม่ว่าหล่อนจะมีแผนการอย่างไรอยู่ก็ตาม เขาอยากให้ทุกคนกลับบ้านในตอนนี้ แต่ศุภางค์ปราดเปรียวอย่างไม่น่าเชื่อ ออกจากโรงภาพยนตร์ หล่อนก็ตรงไปที่รถ คว้ากุญแจรถจากมือนายเริ่มมาสตาร์ทพร้อมกับยึดที่นั่งหลังพวงมาลัย

“สถานีต่อไปก็ต้องแล้วแต่สารถีสินะ” ว่าแล้วก็สั่ง “ขึ้นมาสิ บัวเกี๋ยง พี่ชาย”

สุพลส่ายหน้าให้น้องสาวอย่างเพลียใจ ยายพัดอัดอั้นตันใจอะไรนักหนาถึงทำประหนึ่งว่า นกน้อยได้ออกมาท่องราตรีแล้วก็ต้องตะลุยให้เต็มคราบ โน้มน้าวให้กลับบ้านอย่างไรก็ไม่เป็นผล จนรถเคลื่อนเข้าสู่ราชวงศ์ ศุภางค์ก็เล็งหาที่จอดรถข้างทาง พบแล้วก็ปราดเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว แต่ไม่ทันระวัง จึงเสยท้ายรถหรูคันหนึ่งที่จอดอยู่

ศุภางค์ตั้งสติได้ไว้ หล่อนก็ถอดปรูดออกไปห่างอีกสองช่วงตัว

“ออกจากโรงหนังแล้ว ก็ต้องมากินข้าวต้มราชวงศ์สิ จะได้ครบสูตร”

“พัด เมื่อกี้ตัวชนท้ายรถคันนั้นนะ”

“ไม่ชน” ศุภางค์ยืนยัน “ฉันเบรกทัน ที่รถกระเทือนก็เพราะฉันเหยียบเบรกแรงหรอก แต่ไม่ได้ชนแน่ ๆ”

ศุภางค์ว่าพลางลากเพื่อนและพี่ชายเข้าไปในร้าน ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น สั่งข้าวต้มปลามาสามชามกินอย่างสบายอารมณ์ สุพลและบัวเกี๋ยงสีหน้าไม่สุขนัก คอยแต่ลอบมองลูกค้าที่นั่งในร้าน เดาว่าใครเป็นเจ้าของรถคันนั้น รอฟังว่าเสียงโวยวายจะดังขึ้นเมื่อใด

แต่ก็ไม่มี จนกระทั่งกินเสร็จ ออกจากร้านเดินผ่านรถคันนั้น

มันยังจอดอยู่ที่เดิม แต่มีชายหนุ่มสองคนก้ม ๆ เงย ๆ ดูท้ายรถ ถกเถียงกันอยู่ว่ารอยนั้นใหม่หรือเก่า

“เราเดินไปเงียบ ๆ อย่าสนใจ เดี๋ยวจะเป็นพิรุธ” ศุภางค์บอก

“น้องไม่ควรทำอย่างนี้เลยนะ เราทำผิดก็บอกเขาไปตรง ๆ ซี ค่าเสียหายคงไม่เท่าไหร่หรอก” สุพลเตือนสติน้องสาว แต่ศุภางค์ไม่ใส่ใจ หล่อนเห็นว่านี่คือวีรกรรมอย่างหนึ่งของสาววัยรุ่นอย่างหล่อน

จนกระทั่งออกไปพ้นร้าน นายเริ่มก็เอ่ยออกมาอย่างอัดอั้นตันใจ

“ผมละใจคอไม่ดีเลย ตอนที่เขาเห็นท้ายรถแล้วเดินไปเดินมาแถวนี้ ผมกลัวเขาจะเข้ามาถาม เลยแอบหนีไปนั่งซุ่มมืดรอคุณ ๆ กลับมาที่รถ” แม้จะพูดไปแล้ว นายเริ่มก็ยังมีท่าทีว่ามีเรื่องจะพูดอีก แต่ยังลังเล

สุพลจึงถาม

“มีอะไรอีกล่ะ นายเริ่ม อยากพูดอะไรก็พูดมา”

“ก็รถคันนั้นน่ะสิ คุณหนู ไม่ใช่รถของคนเล็กน้อยเลย ถ้าเกิดเขาจะเอาเรื่องขึ้นมา ตามหาจนพบตัว กระผมก็ว่าเขาทำได้ไม่ยากนะขอรับ”

“ใครกัน ใหญ่โตกว้างขวางปานนั้น หา…นายเริ่ม อย่างเจ้าคุณพ่อของฉันยังใหญ่โตไม่พออีกหรือ”

นายเริ่มตอบอ้อมแอ้มด้วยความเกรงอยู่ในที

“รถคันนั้น เป็นรถที่บ้านพระยารัชฎาสรรพกิจนะสิขอรับ”

บัวเกี๋ยงคิดในใจว่า คนอะไร ชื่ออย่างกับลิเก แต่ยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงความคิดเห็นอะไรออกไป ในขณะที่สุพลเอ่ยออกมาเบา ๆ คล้ายรำพึงกับตัวเองว่า

“คุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน”

ศุภางค์จอดรถลงที่ริมกำแพง เปลี่ยนให้นายเริ่มขับเข้าบ้าน

ก่อนลงจากรถ สุพลทำเสียงเข้มบอกอย่างจริงจัง

“ถึงอย่างไร พี่ก็ต้องเรียนเรื่องนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ”

ศุภางค์รู้ว่าพี่ชายจะทำจริง แต่ผลที่จะถึงตัวหล่อนนั้นไม่กระไรนัก จึงตอบยั่วเย้าเป็นเชิงเล่นไปเสีย

“ก็แล้วแต่พี่ชายสิ” หันมาทางเพื่อนสนิท “ทีนี้บัวเกี๋ยงก็ได้รู้ละ ว่าพี่สุพลน่ะ เป็นพวกขี้ฟ้อง”

ว่าจบ ศุภางค์ก็ควงแขนบัวเกี๋ยงเดินขึ้นห้องไป

 

ฟ้านอกหน้าต่างยังมืดเมื่อบัวเกี๋ยงลืมตาตื่นจากนิทรารมณ์ ลมโชยมาอ่อน ๆ พัดม่านขาวฉลุลายละเอียดปลิวไหว กลิ่นดอกไม้หลายชนิดอบอวลอยู่ในอากาศสดชื่นยามเช้า หันไปข้าง ๆ ศุภางค์ยังนอนหลับสนิท ไม่มีวี่แววว่าจะตื่นในตอนนี้ แม้บัวเกี๋ยงจะขยับตัวลุกนั่งบนเตียงไม่เบานัก เอนหลังพิงหมอน ผ่อนลมหายใจช้า ยาว หลายครั้ง ศุภางค์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวเลย

หญิงสาวตื่นเช้ามาแต่ไหนแต่ไรจนชิน เมื่ออยู่เชียงใหม่ แว่วเสียงไก่ขันก็แยกออกได้ว่าเสียงใดคือไก่ขันยามเช้า เสียงใดคือไก่เกาะคอนร้องละเมอยามดึก จนเมื่อมาอยู่กับเตี่ยและม้าริมน้ำเจ้าพระยา ก็อาศัยฟังเสียงเรือที่ขึ้นล่อง บางครั้งได้ยินเสียงปลาโผนตัวขึ้นฮุบเหยื่อก็พลอยตื่น จนกระทั่งมิชชันนารีส่งตัวให้อยู่ในโรงเรียนประจำ กินนอนเป็นเวลาตามระเบียบของโรงเรียน บัวเกี๋ยงก็ตื่นก่อนกำหนดทุกวัน ไม่ว่าคืนก่อนจะอ่อนล้าเหนื่อยเพลียสักแค่ไหน ก็คงตื่นตามเวลาเดิมอยู่นั่นเอง หล่อนจึงใช้เวลานี้ทบทวนตำรา เมื่อซิสเตอร์ลั่นระฆังปลุก บัวเกี๋ยงก็อ่านจบบทพอดี

กลิ่นกาสะลองหอมเย็นยังคงแจ่มชัด แม้จะร่วงจากต้นมาแล้วทั้งคืน บัวเกี๋ยงมองดอกสีขาวที่จัดเรียงในแจกันแก้วใบเล็กที่หล่อนวางไว้บนโต๊ะข้างหัวนอน จิตใจก็พลันนึกถึง….อี่นาย

จากหน้าต่างห้องนอนของเพื่อนรัก เห็นต้นปีบใหญ่เป็นเงาอยู่ในความมืด อุปาทานหรืออย่างไร บัวเกี๋ยงเห็นว่าช่อดอกสีขาวที่พราวเต็มต้นและที่ร่วงหล่นลงพื้นมีแสงสว่างเรืองนุ่มนวลเย็นตา ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาเช้าตรู่เช่นนี้ อี่นายจะถือขันเงินเดินลงมาที่ท่าน้ำ ประจงเก็บดอกปีบร่วงอย่างเบามือ เพื่อนำไปตากแดดสำหรับผสมเครื่องมวนยาเส้น

บัวเกี๋ยงจำทางเดินในบ้านได้ ลุกจากเตียงหนานุ่มที่เพื่อนยังหลับสนิท ก้าวเงียบ ๆ ออกมาข้างนอก ไม่กี่นาทีก็มาหยุดที่โคนต้นปีบใหญ่ ลมพัดเรือนยอดไหว ดอกสีขาวร่วงพรูพรายลงมาอีกครั้ง กลิ่นข้าวสุกหอมลอยมาเตะจมูก หันไปมองตามทิศทางลมก็เห็นแสงสว่างไกล ๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเรือนครัว สืบเท้าไปทางนั้น ก็พบนางเต่า ข้าเก่าของคุณหญิงที่เป็นผู้คุมบ่าวไพร่ในบ้าน กำลังกำกับให้สองสาวที่ทำงานไปหาวไปอยู่บนแคร่ใกล้เตา

เยี่ยมหน้าเข้าไปมอง นางเต่าก็อุทานตกใจ

“อุ๊ย! เดินเข้ามาเงียบ ๆ ตกอกตกใจหมด ตื่นเช้าจริงเทียว หรือว่าหิวเจ้าคะ”

“ฉันตื่นเวลานี้เป็นประจำอยู่แล้วจ้ะ ป้า”

นางเต่ามองเพื่อนของคุณพัดอย่างนึกนิยม เพราะผู้หญิงที่ตื่นเช้าอย่างนี้ได้ นับเป็นสตรีที่ดีในความคิดของนาง

“ป้าเตรียมอาหารเช้าให้คุณ ๆ หรือจ้ะ ทำแต่เช้ามืด กว่าจะตั้งโต๊ะ ไม่เย็นหมดหรือจ้ะ”

“เปล่าหรอกจ้ะ ตอนนี้เตรียมอาหารตักบาตรให้คุณท่าน” บอกพลางก็หันไปดูแม่สองสาวที่นั่งหาวมากกว่าทำงานให้คืบหน้า นางเต่าจึงเอ็ด “เอ้า! หาวเข้าไป จะหาวอีกสักกี่รอบยะ ห่อหมกน่ะ เมื่อไหร่จะเสร็จ น้ำเดือดแล้ว ไม่ได้ยินรึ”

“ก็มันง่วงนี้ป้า ถ้าไม่งีบตอนนี้จะได้นอนตอนไหน วันนี้มีงานเลี้ยง พวกเราไม่วุ่นอยู่หน้าเตานี้ทั้งวันหรอกรึ”

“ก็ถ้าเอ็งรีบ ๆ ช่วยกันทำให้เสร็จไว ๆ ก็จะได้มีเวลางีบ”

แม้ปากจะบ่น แต่มือนางเต่าก็ยกลังถึงมาวาง หยิบกระทงห่อหมกใบย่อมเรียงเป็นแนว ตักหัวกะทิขาวข้นมาหยอดหน้า แคล่วคล่องว่องไว ไม่เชื่องช้าดังชื่อตัวแม้แต่น้อย

“มีอะไรให้หนูช่วยไหมจ้ะ” บัวเกี๋ยงอาสา

แค่นี้นางเต่าก็นิยมในตัวเด็กสาวมากขึ้น จะใช้ก็เกรงใจว่าเป็นเพื่อนคุณหนูพัด แต่แม่สองสาวลูกมือวันนี้ดูจะอืดอาดยืดยาดเหลือทนจนน่าโมโห สุดท้ายจึงพยักไปทางถาดใบหนึ่งที่มีใบตองเจียนแล้ววางซ้อนอยู่

“ห่อขนมเป็นไหมล่ะ”

“ได้จ้ะ” บัวเกี๋ยงมองตัวอย่างที่ห่อแล้วสองสามชิ้นก็หยิบก้อนแป้งที่ห่อไส้ไว้แล้ววางบนใบตอง จับจีบซ้ายขวา รวบเข้าหากันแล้วรัดด้วยทางมะพร้าว กลัดไม้กลัดอย่างคล่องแคล่ว นางเต่ามองแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ

“ฝีมือดี ฝึกฝนมาดีจริงๆ”

บัวเกี๋ยงยิ้มแล้วก็บอกไปตามความจริง ขณะที่มือยังห่อขนมใส่ไส้

“อันที่จริงหนูไม่อยากฝึกหรอกค่ะ บางครั้งหนีไปซ่อน ยังถูกตามตัวมาหัดทำจนได้ ทำไปทำมาหลายครั้งมันก็เลยทำเป็นไปเอง”

“ถ้าแบบนี้ทำตามความเคยชิน ก็ถือว่าฝีมือดีมากทีเดียว คนสอนก็เก่งมาก ใครสอนหนูล่ะจ๊ะ”

“อี่นายค่ะ” บัวเกี๋ยงตอบ น้ำเสียงเจือรอยเศร้า

“อี่นาย…ใครกัน” นางเต่าถาม

บัวเกี๋ยงก้มหน้ามองใบตองในมือ พลันน้ำตารื้น นึกถึงอี่นายขึ้นมาจับใจ ในเวลาไม่ห่างกันนักในวันนี้ มีแต่คนถามว่าอี่นายเป็นใคร หนนี้ บัวเกี๋ยงจึงตอบไปว่า

“อี่นายกาสะลอง แม่หนูเองจ้ะ”

“อ้อ…แม่สอนนะเอง แต่ทำไมเรียกแม่ว่าอี่นายล่ะ” นางเต่าสงสัย

บัวเกี๋ยงกำลังนึกหาคำตอบ นางเต่าก็ผละไปเพราะแกงเดือดจนต้องรีบลุกไปคน เสร็จจากหม้อแกง นางก็หันไปทำอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งมือแทบไม่ว่าง คำถามที่สงสัยนั้นก็พลอยเลือน ๆ ไป จำได้ว่าแม่หนูบัวเกี๋ยงได้วิชาการบ้านการเรือนนี้มาจากแม่ก็เท่านั้น

 

“กับข้าวตักบาตรเสร็จหรือยัง เต่า”

คุณหญิงพลับถามพร้อมกับปรากฏร่างที่อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เห็นบัวเกี๋ยงนั่งอยู่ในครัวก็สงสัย

“เอ๊ะ!…” คุณหญิงลังเลว่าจะเรียกเด็กสาวผู้นี้ว่า หนู หรือ เธอ เพราะความรู้สึกแตกต่างกัน สุดท้ายจึงละไปดื้อ ๆ ใช้การจ้องและถามกับเจ้าตัวให้รู้ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร

“ทำไมมาอยู่ตรงนี้ ยายพัดตื่นแล้วรึ”

“พัดยังนอนอยู่ค่ะ หนูตื่นเช้าแบบนี้เป็นประจำ ลงมาเดินเล่น แล้วก็เลยมาถึงครัวนี่ค่ะ” บัวเกี๋ยงบอกอย่างเกรงอยู่ในที ว่าคุณหญิงเจ้าของบ้านจะตำหนิว่าหล่อนเที่ยวซอกแซกไปทั่ว ไม่อยู่เป็นที่เป็นทาง

แต่นางเต่าปากไวกว่า ชมเด็กสาวและถือโอกาสฟ้องลูกมือไปพร้อมกัน

“ถ้าไม่ได้คุณหนูเธอมาช่วย ป่านนี้ก็คงยังไม่เสร็จดอกเจ้าค่ะ นางสองคนวันนี้ไม่ได้ดั่งใจ เผลอเป็นนั่งหาวราวกับอดนอนมาทั้งคืน ท่าจะแอบหนีออกไปดูลิเก เพิ่งกลับมาก่อนรุ่งนี้แน่ ๆ คอยดูนะ ตอนกินเลี้ยงเย็นนี้ อิฉันจะไม่ยอมให้ออกไปเสนอหน้าข้างนอกเทียว”

“อุ๊ย! ไม่ได้นะป้า” แม่สองสาวตื่นเต็มตาขึ้นมาทันที “ฉันเตรียมเสื้อซิ่นอย่างดีไว้แล้ว ถ้าป้าไม่ให้ฉันออกไปอยู่ข้างนอก ชุดที่พวกฉันเตรียมไว้ก็เป็นหมันซีจ้ะ”

แล้วสองสาวก็ยกข้อได้เปรียบที่เป็นต่อขึ้นมาอ้างว่า

“ในบรรดาบ่าวบ้านนี้ ฉันสองคนรู้ธรรมเนียมฝาหรั่งดีกว่าใครเพื่อน จริงไหมเจ้าคะคุณหญิง”

“อ้าว! ทำไมมาลงที่ข้า เรื่องคุมบริวารในบ้าน โดยเฉพาะในครัวนี้ฉันยกให้เป็นหน้าที่นางเต่า เขาจะจัดสรรคนออกไปอย่างไรก็แล้วแต่เขา ขออย่าทำฉันกับเจ้าคุณเสียหน้าก็แล้วกัน”

หันมาทางนางเต่า ผู้เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยง และเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ บอกเรื่องสำคัญว่า

“วันนี้สาย ๆ หนูวันวัสสาน์ ลูกสาวเจ้าคุณรัชฎาฯ จะมาใช้ครัวที่นี่ เอ็งช่วยดูหน่อยก็แล้วกัน เขาอยากได้อะไรก็จัดหาให้”

“เขาจะมาทำอะไรเจ้าคะ บ่าวต้องเตรียมของสดของแห้งอะไรเท่าไหร่”

“คงไม่ต้องเตรียมอะไรมากหรอก คุณหญิงต่วนบอกฉันว่าจะเตรียมของกันมาเอง แค่มาใช้ครัวที่นี่เท่านั้น” คุณหญิงพลับบอกนางเต่า แต่ก็เหลือบแลมาทางหญิงสาวที่กำลังปอกกระเทียมใส่ถ้วยใบเล็ก “เตรียมคนเป็นลูกมือให้เขาด้วย เลือกคนที่ฝีมือดีหน่อยก็แล้วกัน อย่าให้ฉันได้อาย ว่าบ่าวบ้านนี้หยิบจับทำอะไรไม่เป็น”

 

“มาอยู่กันที่นี่เอง” เสียงสุพลนำมาก่อน แล้วก็บอกว่า “เห็นไหมครับคุณพ่อ ผมเดาแล้วไม่ผิด”

“ฉันลงมาข้างล่าง ยังไม่เห็นตั้งโต๊ะตักบาตร ก็คิดว่าวันนี้ทำไมสายนัก” พระยาบริรักษ์ฯ ว่าปนหัวเราะ “ที่แท้ก็มีสมาคมการครัวอยู่นี่เอง”

“บัวเกี๋ยง เธอก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” สุพลทัก หล่อนก็ยิ้มตอบ

“ดีเลย มาตักบาตรด้วยกันสิ คุณพ่อครับ ให้บัวเกี๋ยงตักบาตรด้วยนะครับ”

“เอาสิ” พระยาบริรักษ์ฯ ตอบก่อนที่คุณหญิงจะทันอ้าปาก คุณหญิงพลับจึงต้องปล่อยเลยตามเลย ทั้งที่ในใจอยากแย้งว่าไม่ควร รู้อยู่ว่าสุพลจะทึกทักเอาว่าเป็นเหมือนทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน

สิ่งที่คุณหญิงพอจะกันท่าลูกชายไว้ได้ เมื่อพระสงฆ์เดินมารับบาตรก็คือ

“สุพลมาตักบาตรกับแม่”

บัวเกี๋ยงคอยเป็นผู้ช่วยส่งของให้เท่านั้น จนเมื่อถึงพระรูปสุดท้าย เจ้าคุณก็ว่าบัวเกี๋ยงยังมิได้ตักบาตรเลยสักรูป จึงให้หล่อนตักบาตรพระรูปสุดท้าย

บัวเกี๋ยงตักข้าวและแกงลงไป จนเมื่อวางขนมใส่ไส้ลงในบาตร น้ำตาก็ไหลริน

ขอให้บุญกุศลนี้ ส่งไปถึงอี่นายด้วยเถิด

 

ศุภางค์ยังนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงเมื่อบัวเกี๋ยงล้างหน้า แปรงผม เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เรียบร้อยแล้ว

“ถ้าเบื่อ ตัวลงไปเดินเล่นที่สนามก็ได้นะบัวเกี๋ยง อีกพักใหญ่หรอก กว่าจะถึงเวลารับมื้อเช้า”

ศุภางค์บอกเนือย ๆ มาจากบนเตียง

“สาย ๆ คงวุ่นวายเตรียมงานไม่ได้พัก ตอนนี้ของีบอีกสักหน่อยเถอะนะ”

“ตัวนอนเถอะ ไม่ต้องห่วงเรา”

แรกทีเดียวบัวเกี๋ยงคิดว่าลำพังเดินเล่นในห้องนอนของศุภางค์ กว่าจะสำรวจดูข้าวของเครื่องเรือนต่าง ๆ ก็พอดีหล่อนตื่น แต่แล้วกลับเบื่อเร็วกว่าที่คิด ด้วยว่าข้าวของงดงามเหล่านั้น บัวเกี๋ยงเคยผ่านตามาบ้างแล้ว ไม่มีอะไรแปลกใหม่ นอกจากความวิจิตรที่ต่างกันเท่านั้น

บรรยากาศยามเช้ายังสงบ อากาศปลอดโปร่งสดชื่น หล่อนจึงลงไปที่สนามหญ้า ที่มองจากบนตึกเห็นว่ามีศาลาสีขาวตั้งอยู่ รอบชายคามีลวดลายฉลุละเอียดเหมือนขึงประดับด้วยลูกไม้ อ่างบัวน้อยใหญ่ และไม้ดัดในกระถางต่างชนิดตั้งเรียงรายได้ระยะงดงาม

“ยายพัดยังไม่ตื่นละสิ” เสียงทุ้มที่คุ้นหูดังขึ้นจากในศาลา หันไปจึงเห็นว่าเป็นสุพลนั่งอยู่ตรงนั้น

“ตื่นแล้ว แต่ของีบต่ออีกนิด”

“กลับบ้านทีไร ขี้เซาแบบนี้ตลอด อ้อนคุณแม่ ที่โรงเรียนเป็นแบบนี้ไหม”

บัวเกี๋ยงหัวเราะเล็กน้อยก่อนบอก

“ไม่เท่าไหร่หรอก เพราะเวลาตื่น อาบน้ำ กินข้าว ถูกกำหนดไว้หมด ระเบียบค่อนข้างเคร่งครัด”

“พอกลับบ้านเลยออกลาย” สุพลเปรยถึงน้องสาวอย่างไม่จริงจังว่าเป็นการต่อว่า แล้วก็เปลี่ยนเรื่องคุยมาเฉพาะคนตรงหน้าว่า “ถ้าฉันไปเรียนที่อเมริกาแล้ว ฉันจะติดต่อบัวเกี๋ยงได้อย่างไร”

“คุณสุพลจะติดต่อดิฉันทำไม…คะ” หล่อนย้อน รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกันที่โต้ตอบกับเขาอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เรียกกันว่าฉันและเธอ แม้ว่าสุพลจะแก่กว่าเกือบห้าปี แต่ตอนพบกันครั้งแรกเรียกกันว่าฉันกับเธอ ก็พลอยรู้สึกเสมือนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน มาค่อย ๆ เปลี่ยนเมื่อสนิทสนมกับศุภางค์นี่เอง เพราะหล่อนเรียกชายหนุ่มว่า พี่ชาย บัวเกี๋ยงเลยพลอยจะเป็นน้องสาวไปด้วย

สุพลก็ไม่ค่อยพอใจนักที่บัวเกี๋ยงเรียกเขาอย่างเป็นทางการ เพราะดูห่างเหิน

บัวเกี๋ยงเข้าใจนัยคำถามของสุพล ว่าเขาจะรักษาความสัมพันธ์กับหล่อนไว้ได้อย่างไร แต่ก็แสร้งถามไปซื่อ ๆ อย่าไม่รู้เท่าทัน สุพลก็ตอบด้วยเหตุผลที่น่าฟัง แม้จะไม่ตรงกับใจ

“เผื่อมีเรื่องอะไรทางโน้นที่ฉันอยากเล่าให้ฟัง เช่นว่า โรคแปลก ๆ วิธีการรักษาที่น่าสนใจ บัวเกี๋ยงจะได้รู้ไปด้วยไงล่ะ”

หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ

“เช่นนั้นจริงก็ดีค่ะ ดิฉันอยากรู้เหมือนกันว่าบ้านเมืองทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง กว่าคุณสุพลจะกลับมาก็อีกตั้งหลายปี รอฟังทีเดียวตอนนั้นคงลืมไปหมดแล้ว”

“บัวเกี๋ยงยังอยากเป็นหมออยู่ไหม?” สุพลถาม

“ก็อยากนะ แต่ว่าชักไม่แน่ใจ ฉันเห็นหมอส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ไม่เห็นมีผู้หญิงเป็นหมอเลย อย่างเก่งก็เป็นพยาบาล”

“ถ้าบัวเกี๋ยงมุ่งมั่น สักวันจะต้องทำได้ ยายพัดอวดให้ฉันฟังตลอดว่าบัวเกี๋ยงเรียนเก่ง และเป็นคนกล้า เป็นหัวหน้าเพื่อนๆ”

“เป็นหัวโจกละสิไม่ว่า” บัวเกี๋ยงแก้ให้

“ถ้าเรียนดี มีแววรุ่ง บัวเกี๋ยงอาจจะได้ทุนไปเรียนหมอที่อเมริกาเหมือนอย่างที่ฉันได้ตอนนี้ไงล่ะ” สุพลมองบัวเกี๋ยงอย่างจะให้กำลังใจ “ไม่แน่นะ บางทีเธออาจจะได้ทุนจากมิชชันนารีที่พาเธอมาจากเชียงใหม่ก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น เราอาจได้พบกันที่อเมริกา แทนที่บัวเกี๋ยงจะเป็นฝ่ายรอฉันกลับมาอย่างเดียว”

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะรอคุณสุพลกลับมานี่คะ”

“เอ๊ะ! ยังไง ฉันว่าเมื่อครู่เธอบอกว่าจะรอฉันกลับมาเล่าเรื่องอเมริกา”

บัวเกี๋ยงแอบหัวเราะ ทว่าไม่ตอบคำถาม สุพลจึงสรุปและบอกหล่อนไปพร้อมกันว่า

“ฉันจะเขียนจดหมายมาถึงเธอ จ่าหน้าไปที่โรงพยาบาลของมิชชันนารี ช่วงแรกว่ากันอย่างนี้ก่อน ต่อไปจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรค่อยแจ้งกันอีกที บัวเกี๋ยงตอบจดหมายฉันด้วยนะ”

หญิงสาวยิ้มแทนคำตอบ อันจะแปลว่าหล่อนยอมรับหรือปฏิเสธก็ได้ทั้งนั้น สุพลกำลังคาดคั้นหล่อนให้สัญญา แต่พระยาบริรักษ์เวชการผู้เป็นบิดาเดินใกล้เข้ามาเสียก่อน จึงไม่มีโอกาสนั้น

“ลงมาเดินเล่นสูดอากาศหรือ สุพล หนู…”

บัวเกี๋ยงยกมือไหว้ประมุขของบ้าน ชายหนุ่มตอบคำถามของบิดา

“ผมลงมาเดินเล่น สำรวจรอบบ้านและเก็บบรรยากาศของบ้านเราไว้ เมื่อได้ทุนลูกก็ดีใจ ยิ่งใกล้วันเดินทางก็ตื่นเต้น แต่วันนี้พอจวนเข้าจริง ๆ กลับใจหายอย่างบอกไม่ถูก กว่าจะได้กลับมาอยู่บ้านเราอีกครั้ง อะไร ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม”

ประโยคท้ายเขาลอบชำเลืองมาที่บัวเกี๋ยงอย่างมีความหมาย

“ไปที่สวนสมุนไพรกับพ่อไหมล่ะ” พระยาบริรักษ์เวชการชวนบุตรชายและหญิงสาว ทั้งคู่ก็พยักหน้าแล้วเดินตามไป

สุพลแอบกระซิบเบา ๆ กับบัวเกี๋ยงมิให้บิดาได้ยิน

“บัวเกี๋ยงคิดว่าอีกเจ็ดปี คนที่นี่จะเปลี่ยนแปลงไหม?”

บัวเกี๋ยงสบตากลับไปอย่างท้าทาย ไม่หลบตาแม้รู้ว่าเขากำลังขอคำสัญญาจากหล่อน

“อย่าคาดหวังว่าอะไรจะคงเดิมหรือเปลี่ยนแปลง ถ้าคนทางโน้นไม่เปลี่ยนไป ใจของคนทางนี้ก็ไม่เปลี่ยน”

“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนสินะ” สุพลเปรยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงว่า “ใจของฉัน ฉันรู้ดีว่ามั่นอยู่ที่ใคร ฉันกล้ารับประกันว่า ฉันจะไม่เปลี่ยนใจไปจากบัวเกี๋ยง ฉันสัญญา”

“สุดแท้แต่คุณสุพลสิคะ ส่วนดิฉัน…ฉันไม่สัญญา”



Don`t copy text!