
ล่องลำนำกาล บทที่ ๔/๑ : ของกำนัล
โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ
![]()
เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

บ้านของสีนวลอยู่แถววัดกระเบื้องเคลือบติดคลองฉะไกรน้อยซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระนคร คนละแวกใกล้เคียงเรียกบ้านหล่อนว่าบ้านช่างหุ่น นั่นเพราะบรรพบุรุษฝั่งพ่อตั้งแต่รุ่นทวดสืบเชื้อสายจากช่างหุ่นหนึ่งในช่างสิบหมู่ ประดิษฐ์หุ่นหลวงเพื่อนำออกแสดงในงานมหรสพสมโภชต่างๆ
หุ่นของพ่อทำจากไม้ทองหลางเนื้อดีแต่เบา สูงตั้งแต่เครื่องหัวจดปลายเท้าราวเมตรเศษ กำกับการเคลื่อนไหวด้วยเส้นเอ็นบางแต่เหนียวให้มีอากัปกิริยาเลียนแบบมนุษย์ การประดิษฐ์หุ่นต้องใช้ศาสตร์และศิลป์หลายแขนง ไม่เพียงตัวหุ่นเท่านั้นแต่เสื้อผ้าก็ต้องตัดเย็บอย่างวิจิตรบรรจง ชะลอย่อส่วนจากของจริง
สีนวลมีพี่น้องท้องเดียวกันห้าคน หล่อนเป็นน้องคนสุดท้องรองจากพี่สาวคือสารภี ส่วนพี่ชายทั้งสามอยู่ในคณะของพ่อทั้งหมด ถ้าแม่ไม่จากไปเสียก่อน ก็คงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญอีกคน
พอโกนจุกเปลี่ยนจากนุ่งโจงเป็นนุ่งจีบไม่นาน พ่อก็ส่งสีนวลเข้าไปอยู่กับพี่สาวของภรรยาซึ่งรั้งตำแหน่งคุณเฒ่าแก่คอยประสานกับฝ่ายหน้าและดูแลรับใช้เจ้าจอมและนางสนม
คุณป้าเป็นสตรีร่างท้วม ใจดี เป็นที่รู้จักกว้างขวางโดยเฉพาะข้าราชบริพารผู้ใหญ่สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เรื่อยมาจนถึงพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน
ปีแรกๆ สีนวลไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงนัก เพราะพ่อพาคณะหุ่นเข้าไปเล่นถวายงานหน้าพระที่นั่งเป็นประจำ ดีเสียอีกที่ได้มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอีกเป็นโขยง
จนแตกเนื้อสาว นางข้าหลวงวัยเยาว์แต่ละคนเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ ความคิดอ่านเปลี่ยนไปกลายเป็นมากคนก็มากความ จะมีก็แต่สีนวลที่คุณป้ายังเรียกใช้ไม่ห่าง โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องการคนไว้ใจได้
หล่อนไม่เคยถามว่าหลังส่งแขกเข้าตำหนักแล้ว มีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง นอกจากใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกปั่นป่วนใจเหลือคณา
เขาหายไปจากความคิดของหญิงสาวไม่กี่วัน คุณป้าก็ให้คนไปนัดหมายว่ามีของฝากมอบให้เป็นสินน้ำใจที่เรียกเข้าไปไหว้วานธุระ โดยมอบให้หล่อนเป็นผู้ถือไปให้
ตลาดหน้าพระบรมราชวัง แถวประตูท่ากลาโหมมีอยู่สามสี่ตลาด สถานที่นัดพบคือ ‘ตลาดหน้าวังตรา’ ใกล้วัดราชบูรณะซึ่งเปิดขายแต่เช้าตรู่ มีร้านรวงของชำไปจนถึงข้าวปลาอาหารสำหรับข้าราชการได้ฝากท้อง
สีนวลเป็นฝ่ายไปดักรอก่อนเวลานัดหมาย ตั้งใจได้เห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ในตอนกลางวัน จากทุกครั้งที่ได้พบกันแต่ยามวิกาล ครู่หนึ่งชายหนุ่มก็ปรากฏตัวขึ้น
“คุณเฒ่าแก่ให้นำของมาให้ท่าน” หล่อนไม่ได้ไปคนเดียวแต่มีเด็กสาวในตำหนักติดตามไปด้วยอีกสองคนช่วยกันประคองห่อผ้าไหมทรงสูงปกปิดของที่อยู่ด้านใน
“ขอบใจน้องมาก คุณเฒ่าแก่มิจำเป็นต้องลำบาก” คำกล่าวนั้นสุภาพนุ่มนวล
“คงมิใช่คุณป้าดอกที่ลำบาก สองคนนั่นต่างหาก” สีนวลย้อนแล้วหันไปสั่งผู้ติดตามว่า
“เจ้าสองคน ยังไม่รีบมอบให้ท่านขุนอีก” สีหน้าเด็กสาวทั้งคู่แสดงความโล่งใจขึ้นทันที
ขุนเทพรับห่อผ้านั้นด้วยความยินดี ก่อนปลดผ้าคลุมออกแล้วยิ้มแก้มปริ เมื่อของกำนัลนั้นเป็นไม้แคระทรงเตี้ยเรียกว่าไม้ดัด ถูกตัดแต่งรูปทรงแยกกิ่งออกเป็นพุ่มนับได้ห้าพอดี ปลูกในกระถางกระเบื้องเคลือบซึ่งใช้ตอกไผ่สานเป็นตะกร้าพร้อมสายยาวสำหรับหิ้วได้
“ของนี้ถูกใจพี่นัก คุณเฒ่าแก่รู้ได้อย่างไรว่าพี่เล่นไม้อย่างนี้”
สีนวลขยับปากจะตอบ นอกจากความรู้คาถาอาคมที่ช่ำชองแล้ว ชายผู้นี้มีความสามารถตกแต่งต้นไม้แคระให้มีรูปร่างงดงามจนได้ทูลถวายพระองค์หญิงที่คุณเฒ่าแก่สังกัดหลายครั้ง ทว่าในใจสั่งว่าควรสงวนวาจา เขาเป็นคนแปลกหน้า ปล่อยให้พูดเก้อไปฝ่ายเดียวเถิด เมื่อหล่อนไม่ตอบ ขุนเทพก็แกล้งเย้า
“น้องไม่ตอบ ไม่เป็นไร พี่อ่านความคิดได้ นิ่งอยู่เพียงครู่ พี่จะอ่านใจน้องบัดเดี๋ยวนี้”
คำหยอกนั้นได้ผล ที่สงบวาจาไม่โต้ตอบ ทำเป็นไม่สนใจเขา หญิงสาวรีบหันขวับไปห้ามทันที
“อย่านะ อ่านมิได้นะ ดิฉันไม่ใคร่อนุญาต” เสียงเล็กๆ สวนกลับ เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากชายหนุ่มที่แสดงออกชัดว่าประโยคของเขาหาใช่เรื่องจริง เด็กสาวผู้ติดตามก็พลอยหัวร่อไปด้วย
“เจ้าเชื่องั้นหรือ”
คำถามนั้นทำให้สีนวลเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอก หล่อนทำหน้าเง้า บิดตัวหนี ไม่ให้อีกฝ่ายเห็นพวงแก้มที่เริ่มแดงระเรื่อด้วยความเขินอายแล้วแสร้งตอบไปว่า
“คนเขาว่าท่านมีวิชา ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านมีวิชาใดบ้าง” ว่าแล้วก็เดินทอดน่องเบี่ยงไปยังร้านขายของข้างทาง ทำทีเป็นดูของไปเรื่อยแก้เก้อ
“คนที่เจ้าว่าน่ะใครกัน” ขุนเทพถามขณะที่แม่หญิงแกล้งทำเป็นสนใจของที่ขายอยู่ข้างทาง
“ก็คนทั่วไป ฉันไม่รู้ดอกว่าใครบ้าง เป็นเรื่องของท่าน มิใช่เรื่องของฉัน”
“โปรดอย่าเรียกพี่ว่าท่านอีก ถือว่าเป็นคำขอ” ฝ่ายชายทำเสียงจริงจัง
“พี่เป็นคนธรรมดา หาใช่ผู้วิเศษ ถ้าจะพูดจากันก็พูดอย่างคนรู้จัก ไม่ต้องถือยศถือศักดิ์”
“เจ้าค่ะ ท่านพี่” หญิงสาวลากเสียงยาวประชด
“แล้วเราจะได้พบกันอีกหรือไม่” แม้มิได้พูดเพื่อเกี้ยวพาราสี แต่คำว่าเราทำสีนวลแก้มแดงขึ้นมา
“ในตำหนักมีนางข้าหลวงมากมาย เด็กอย่างข้าคงมิได้มาพบท่านอีก” น้ำเสียงจงใจเน้นคำว่าท่าน
“แต่หาได้มีผู้ใดเป็นหลานสาวคุณเฒ่าแก่อย่างเจ้า” ขุนเทพดักคอ
“ท่านทราบ” หญิงสาวถามด้วยความฉงนก่อนทึกทักตอบเอาเองว่า “ฉันลืมไปว่าท่านอ่านใจคนได้”
“พี่บอกน้องแล้ว เราหาใช่คนอื่นไกล เก็บคำเรียกท่านไว้กับผู้สูงศักดิ์ที่น้องได้พบเถิด”
“เจ้าค่ะ ท่านพี่” สีนวลหยอกเขา ซ่อนรอยยิ้มไว้ก่อนหันหลังให้แล้วจากไปโดยเร็ว ปล่อยเด็กสาวทั้งสองวิ่งตาม พร้อมคำตอบที่ขุนเทพได้รับโดยอ้อมว่าการพบกันครั้งหน้าคงไม่ยากเกินไปนัก
เรือนไทยท้ายซอยซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ดูเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวาจนน่าขนลุก ตัวเรือนด้านหน้าเป็นฝาปะกนและหน้าต่างบานสูงที่ไม่เคยถูกเปิดเลยจนคนทั่วไปพร้อมใจกันเรียกว่าบ้านผีสิง
นานๆ ครั้งคุณสมัยจะจ้างคนแถวนั้นเข้าไปทำความสะอาด ก่อนกลับออกมาเล่าปากต่อปากถึงสภาพภายในที่เจอว่า
“ห้องหับมีแต่ข้าวของเต็มไปหมด ไม่รู้เก็บอะไรไว้ คนแก่ก็ยังงี้แหละ เสียดายของไม่ยอมทิ้ง”
“แล้วไม่มีคนอื่นในบ้านเลยเหรอ” คนฟังซึ่งเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่
“มีกับผีอะไร แมลงสักตัวยังไม่มีเลย ผ่านประตูเข้าไปเหมือนหลุดไปอยู่คนละโลก”
คำบอกนั้นพ้องกับที่คนส่วนใหญ่เห็นคุณสมัยขับรถเข้าออกเพียงลำพัง ไม่เคยออกมาทักทายเพื่อนบ้าน ซึ่งมิใช่เรื่องแปลกสำหรับบ้านใหญ่กลางเมืองที่ไม่สุงสิงกันให้มากความ
“แล้วแกทำมาหากินอะไร” จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ นอกจากสรุปกันเองว่า
“ก็เห็นเพาะต้นไม้อยู่นะ มีไม้กระถางเล็กๆ งามๆ หลายต้นเลย แต่ไม่ยักเอามาขาย อย่างว่าแหละ คนรวย ไม่ต้องทำมาหากินก็อยู่ได้ นั่งกินนอนกินไปจนตาย”
ที่ว่าเช่นนั้นเพราะมุมหนึ่งของบ้านเป็นชานไม้ดัด มีไม้กระถางขนาดเล็กตกแต่งกิ่งก้านเป็นรูปทรงต่างๆ วางเรียงรายบนชั้นไม้ที่สั่งทำพิเศษ เล่นระดับสูงต่ำตามขนาดต้นไม้ที่สูงอย่างมากไม่เกินระดับเอว
น่าเสียดายที่นั่นเป็นภาพซึ่งคนทั่วไปได้เห็น เพราะภายใต้ความว่างเปล่าจนดูวังเวง ในอีกมุมหนึ่งที่น้อยคนจะได้สัมผัสคือความวุ่นวายของผู้คนในอีกมิติหนึ่งที่ยังดำเนินชีวิตของตนไปอย่างไร้กาลเวลา
บ่าวในเรือนแต่งกายตามยุคสมัยแตกต่างกัน บ้างไว้ผมทรงดอกกระทุ่มนุ่งผ้าแถบ บ้างปล่อยผมยาวไว้จอนห่มสไบ ทุกคนหยิบจับงานของตนอย่างเงียบเชียบไม่รีบร้อน ราวกับมีเวลาทั้งชีวิตเพื่อทำงานนั้นให้ลุล่วง
ต้นเสียงเดียวที่ดังลั่นมาจากโทรทัศน์จอใหญ่ บางเฉียบ ซึ่งเด็กหญิงผมจุกหน้าแฉล้มกำลังนั่งชิดติดหน้าจอส่งเสียงหัวเราะออกมาเป็นระยะ ไม่ห่างกันเป็นชายชราชาวจีนผมล้านครึ่งหัวนอนเอกเขนกบนเก้าอี้โยก ผมเปียยาวจนพาดมาด้านหน้า คอยจับตาผู้อ่อนวัยกว่า นานๆ จะส่งเสียงเตือน
“อาหนูพุกจีบเบาเสียงหน่อยได้ไหม ปะเหลียวคนแถวนี้แตกตื่น” สำเนียงไทยปนจีนเป็นเอกลักษณ์
อาหนูคนถูกตำหนิยังอยู่เฉย ไม่สะทกสะท้านจนมีเสียงเตือนสำทับอีกรอบสั้นๆ ว่า
“พุดจีบ” เสียงนั้นมาจากชายหนุ่มซึ่งง่วนอยู่กับงานที่ชานไม้ดัด เมื่อนั้นแหละเด็กหญิงถึงได้คว้ารีโมตมากดลดเสียงโทรทัศน์ให้เบาลงโดยดี
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ” หางเสียงตวัดน้อยๆ บอกความเอาแต่ใจ
“อยากได้อะไรทำแก้เหงา พี่ก็หามาให้แต่อย่าให้อื้ออึงจนเกินไป วันนี้พี่อยู่บ้านด้วยไม่เป็นไร วันไหนที่พี่ไม่อยู่ คนเขาจะหาว่าบ้านเราเป็นบ้านผีสิง”
ขุนเทพบอกด้วยน้ำเสียงผู้ใหญ่สอนเด็ก แม้เด็กหญิงจะเชื่อฟังเขามากกว่าใคร แต่ไม่วายพูดต่อว่า
“ชาวบ้านเขาลือกันตั้งแต่สงครามโลกโน้นแล้วเจ้าค่ะ ลูกเหล็กจะหล่นแหมะตรงนี้ อากงปัดทีเดียวกระเด็นไปตกสวนฟากโน้น ระเบิดตู้ม คนแถวนี้เขาเห็นกันทั่ว”
นอกจากบรรดาข้าวของที่เก็บสะสมไว้ทั่วทุกมุมของบ้าน ความทรงจำก็เป็นอีกสิ่งที่ประทับอยู่กับผู้อาศัย ความทรงจำที่มีทั้งร้ายและดีปะปนกัน







