ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 1 : น้ำกับฟ้า

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 1 : น้ำกับฟ้า

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 1 –

ขณะที่ต่างก็ลงจากรถตรงหน้าที่พักพร้อมด้วยข้าวของที่ต้องหอบกันพะรุงพะรัง ลิฟต์ภายในชั้นล่างโรงแรม ที่แลเห็นเด่นจากบาทวิถีก็เปิดออก มีชายและหญิงไทยสามคนเข็นกระเป๋าตามกันมา ครั้นแลเห็นปรายและคณะก็สุดแสนจะตกตะลึง หากก็เรียกชื่อดังลั่น

ครั้นแล้ว ต่างก็โผผวาเข้าหากัน

“ปราย…ไท…มายังไงกันละเนี่ย” ผู้เปล่งเสียงหัวเราะเต็มที่ตรงเข้ากอดทั้งปรายและสมุทรไท พลางทำความเคารพผู้อาวุโสที่เขารู้จักมาก่อน “คุณปู่คุณย่ายังดูแข็งแรงมากเลยนะครับ…อ้อ…นี่คุณพ่อกับน้องคนเล็กครับ”

ทั้งยงยุทธและยาเยียจึงทำความเคารพผู้อาวุโส แต่ยาเยียเว้นหญิงสาวหนึ่งในห้า เนื่องด้วยเพียงแค่ตาพบตาก็รู้สึกไม่กินเส้น

อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายทำท่าหน้าเชิดคอตั้งบ่าก็เป็นได้เมื่อแลเห็นวัย 19 ปี ตรงหน้า

“แล้วนี่จะไปไหนกันอีกปราย”

ปรายก็เลยเล่าคร่าวๆ ว่า กำลังจะขึ้นไปขนของเตรียมเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถของสายการบินจะมารับตอน 17 น.

ครั้นแล้ว เขาก็เอ่ยชื่อสายการบิน

“อะไรจะพอดีกันยังกะจับวางขนาดนี้” โยธีหันไปทางบิดา “เห็นไหมฮะพ่อ…ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าบางเหตุการณ์มันเกิดได้เพราะความพอดี”

ยงยุทธก็เลยยิ้มๆ พลางบอก

“ดีใจจริงๆ นะครับ…”

“ปราย ไท ผมนี่เรียนที่เดียวกันตลอดเลยพ่อ ตั้งแต่ประถม มัธยม ไปแยกกันตอนเตรียมแล้วผมไปเรียนศิลปะ” บิดาดูจะคล่องแคล่วสู้ลูกชายไม่ได้ เนื่องด้วยยังคงยืนนัยน์ตายิ้มดูใจเย็น “คุณพ่อปลดเกษียณน่ะครับคุณปู่ ผมก็เลยอยากพาพ่อเที่ยว น้องเยียจบเตรียมแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วก็เลยชิงมาเที่ยวกันก่อน ปีหน้าว่าจะไปอิตาลี ไปด้วยกันไหมฮะ…ปรายน่าจะพาคุณปู่คุณย่าไปนะ…ผู้สูงอายุถ้ายังแข็งแรง…ยังไงๆ ก็ต้องไปเที่ยวนะครับ…เปิดหูเปิดตา…จะได้ไม่เหงาอยู่กับบ้าน”

“ก็ต้องแล้วแต่หลานละมัง” ประธานเอ่ยตอบเป็นกลางๆ “ต้องให้หลานจัดให้ทุกครั้งเลยคุณ สมัยก่อนยังหนุ่มแน่นจัดเองได้ก็จัดเอง แต่สมัยนี้ ถึงจัดได้ หลานก็ไม่ให้จัด กลัวคนแก่จะเงอะงะแล้วไม่ทันยุคทันสมัย ดีไม่ดียังถูกต้มอีกต่างหาก”

“โถ…ปู่ขา” บนฟ้าลากเสียงยาวพลางเอนใบหน้าเข้าไปใกล้บ่าปู่…ชวนให้สายตาทุกคู่มองมา

โยธีเพิ่งเคยพบหน้าน้องของเพื่อนเป็นครั้งแรกก็สุดแสนจะแปลกใจ เมื่อเอ่ยยิ้มๆ

“ทราบว่าปรายมีน้องผู้หญิงคนนึง…เป็นคนเดียวที่ใครๆ ก็รอมานาน แต่ทำไมผมถึงไม่เคยเจอน้องเลยล่ะครับ”

‘น้องบน’ ได้ทีจึงหยอดเสน่ห์อย่างมีเลศเล่ห์ขึ้นมาใหม่

“เจอเดี๋ยวนี้ก็ไม่สายนี่คะ”

“ถ้ายังไง…กูขอตัวไปเอาของก่อนดีกว่า คงใกล้รถมารับแล้ว” ปรายก็เลยขัดจังหวะ “หรือมึงจะขึ้นไปด้วยกันก่อน รอรถมารับเหมือนกันใช่ไหม ถ้าใช่ เดี๋ยวค่อยลงมาพร้อมกัน…ก็นี่มันยังไม่ห้าโมง”

ดังนั้น ทุกคนก็เลยขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนโรงแรมด้วยกัน

ขณะที่ยาเยียถือโอกาสนั่งลงตรงข้ามสมุทรไท พลางไต่ถาม

“พี่ก็เหมือนกัน ทำไมน้องไม่เคยเจอพี่เลยล่ะคะ”

“พี่ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ นานหลายปีครับ” ชายหนุ่มจึงตอบพร้อมพิจารณาเรือนกายเด็กสาวรุ่นใหม่ตรงหน้า ผู้มีท่าทางท้าทายอย่างไรชอบกล “แต่ตอนอยู่ ก็ไม่ค่อยได้ไปหาเพื่อนตามบ้านเพราะต้องกลับไปคอยดูแลคุณปู่คุณย่า”

“อ้อ…ค่ะ…มิน่า น้องถึงได้ไม่เคยเห็นพี่เลย” เด็กสาวตอบคำโดยไม่มีวี่แววเขินเก้อ

ดูหล่อนคล่องแคล่วสมาคมพอๆ กับพี่ชาย

แต่ท้ายที่สุดเขาก็ขอตัวเข้าไปนำสัมภาระจากห้องฝากของโรงแรมโดยผ่านผู้ควบคุมห้อง เข็นออกมาวางไว้ข้างเก้าอี้รับแขก ส่วนพระบรมฉายาลักษณ์นั้น เขาจับวางราบไว้บนตัก

“นั่นอะไรคะพี่” ‘น้อง’ คนใหม่ไถ่ถามอย่างแปลกใจในวัตถุสี่เหลี่ยมแบนห่อหุ้มมิดชิด

บนฟ้าอดเขม่นนิดๆ มิได้ หากแต่ใจก็ร่มลงเมื่อได้นั่งข้างเขา ราวประกาศให้อีกฝ่ายรู้…นี่ผู้ชายของฉัน

“เอ้อ…พระรูปรัชกาลที่ 5 ครับ”

“อ้อค่ะ” สาวสวยพยักหน้า “พี่ไปขนมาจากไหนหรือคะ มาเที่ยวตั้งไกล ยังอุตส่าห์มีของแบบนี้ติดตัว”

“ซื้อมาครับ ซื้อจากลอนดอน แล้วเลยพาท่านรอนแรมมาด้วย”

“มีขายที่ไหนหรือคะ” ยาเยียยังคงทำท่าสนใจขณะที่ปู่กับย่าพลอยพิจารณารุ่นสาวที่เพิ่งพบใหม่

ฝ่ายปรายกับโยธียังคงคุยกันไม่จบ มีพ่อของอีกฝ่ายนั่งฟังเนื่องด้วยมิต้องห่วงหาเรื่องกระเป๋าที่เพื่อนเขาจัดให้เสร็จสรรพ รวบรวมมาวางเรียงไว้ เตรียมช่วยคนขับรถขนลงลิฟต์

พอดีโทรศัพท์ดัง คนขับพารถสามคันที่นัดไว้มาถึงแล้ว

เพียงไม่กี่อึดใจ สารถีสามนายก็มาปรากฏกายช่วยขนสัมภาระเท่าที่จะขนได้ไปยังลิฟต์ที่อยู่ตรงหน้า

“น้องบนไปนั่งกับพี่ดีกว่า ให้ไทนั่งไปกับปู่ย่า” ปรายพยักพเยิดกับน้องสุดท้อง เนื่องด้วยต่างก็ได้รถคนละคันจากสายการบิน “ปู่ย่าจะได้นั่งสบายๆ ไม่ต้องเบียดกัน”

“ก็ได้” บนฟ้ายินยอม ด้วยว่าอยากสอบถามถึงเพื่อนอีกคนของพี่ชายเช่นกัน

ครั้นลงนั่งไปกับปรายสองต่อสอง หล่อนก็เริ่มตั้งคำถามถี่ยิบ

“เด็กนี่มันอายุเท่าไหร่ ท่าทางเขี้ยวจัดดัดจริตจนนึกว่าสักสามสิบ”

ปรายก็เลยหัวเราะหัวใคร่ ขำอีกฝ่าย พลางก็โอบไหล่หนึ่งน้องนางเดียวเข้ามา

“โธ่เอ๊ย…ไปว่าเค้า…ยายเยียมันเพิ่งสิบแปดย่างสิบเก้า เพิ่งจบเตรียม สอบเข้ามหาลัยได้แล้วไงที่พี่มันบอกเมื่อกี้ มันอ่อนกว่าน้องตั้งสี่ปี” พี่ชายยั่วเย้า “เค้าเป็นดาวโรงเรียนเลยรู้ป่าว น้องว่าน้องเก๋าแล้ว เค้าเก๋ากว่าอีกสักสามเท่าได้มั้ง…ก็แหม…สาวเปรี้ยวเปรียวสมัยใหม่…ไม่ต้องไปตามเค้าก็ได้ เสียเวลา เดี๋ยวเขาก็เปลี่ยน…เปลี่ยน…เปลี่ยน”

“พี่ปรายไม่คิดจะจีบเขาเลยเหรอ” อีกฝ่ายก็เลยทอดเสียงสัพยอก อารมณ์ดีขึ้นเมื่อนึกได้

“จะดีเร้ออ” ปรายลากเสียงไม่สนใจ “ซักหนึ่งในสิบก็ยังไม่ใช่คนที่พี่อยากได้”

“พี่อยากได้ สวย รวย ดีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

“ขอคิดดูก่อน” อีกฝ่ายว่า “แต่ที่อยากได้แน่ๆ ก็คือคนที่จะมาเป็นแม่ของลูก แล้วอบรมลูกให้เป็นคนดี ไม่เป็นที่ปวดกบาลของพี่ไงล่ะ อยากได้ยังงั้น”

“ฮิฮิ…ขอให้พี่ได้ละกัน…มิน่า ถึงยังไม่ชอบใคร”

“ว่าแต่เราเถอะ…” ปรายหันมาทำนัยน์ตามีนัย “หวังว่าจะเอามันอยู่นะ”

 

ส่วนในรถอีกคันก็มีเสียงถาม

“ไทสนิทกับโยธีเท่าปรายไหมไท” ปู่เอ่ยขึ้นอย่างใคร่รู้ “ท่าทางมันน่าดูเหมือนกันนะ ไม่ใช่เล่นเลยแหละ”

“เปรียวดี” ย่าว่า

“สนิทครับ…ก็เรียนชั้นประถมมัธยมมาด้วยกัน แต่เขาแยกไปเรียนอินเตอร์แล้วไปอิตาลีน่ะฮะ ก็เลยไม่เจอกันหลายปี” ชายหนุ่มตอบจากหน้ารถ

“ปู่อยากไปเหมือนกันนะ อิตาลี…มาครูซคราวนี้เท่ากับมาชิมเมืองเขาแค่แวบๆ เหมือนชิมกับข้าวแค่ช้อนเดียว” อีกฝ่ายว่า พลางหันไปถาม “จริงไหม”

ย่าใบบุญพยักหน้า

“แต่ก็ดีกว่าไม่เคยเห็น”

“นั่นน่ะใช่…ถึงไงก็ดีกว่าอยู่แล้ว”

“ถ้าคุณปู่อยากไปเที่ยวแบบเต็มตาเต็มที่ ผมว่าให้โยนำเที่ยวก็ดีเหมือนกันฮะ”

ประธานก็เลยนิ่งคิด หากก็ยังหันไปถามย่า

“อยากไปไหมล่ะเรา”

“ทำมั้ยจะไม่อยาก” ย่าลากเสียงแจ่มใส

“เรื่องเที่ยวละก็ มาถามเถอะ ขานี้ไม่เคยไม่อยากไป” ปลายเสียงค่อนข้างเอ็นดูคู่ชีวิตจนสมุทรไทต้องเอี้ยวตัวมามอง “ว่าแต่ว่า ไงๆ ไทก็ต้องไปด้วยนะ…ติดขัดอะไรไหม…เรื่องงาน”

“ยังไม่ทราบเลยครับ”

“สมัครไว้กี่แห่งล่ะไท…ปู่ชวนมาทำด้วยกันไง…เราก็มีนะ แผนกพัฒนาธุรกิจ มีหลายหน้าที่ในนั้น”

หากแต่ชายหนุ่มนิ่งคิด…นั่นก็เนื่องด้วยมิอยากให้ความสนิทสนมอันควรสงวนไว้อย่างพิเศษต้องมีเหตุอื่นมาเจือปน

การพาตนเองเข้าไปสู่เครือข่ายธุรกิจของมิตรสหาย มิว่าจะ ‘ซี้’ กันเพียงไร ก็ถือเป็นเรื่องควรระวัง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามนี้…ที่เขาเริ่มมีสัมพันธ์กับน้องของเพื่อน ยิ่งต้องคอยเตือนตนเองมิให้มักง่าย ด้วยว่าอาจเสี่ยงกับสายตาคนทั้งหลายที่แลเห็นหล่อนเป็นฟ้า

น้ำเช่นเขาที่ราวต่ำต้อยกว่า จะถูกนินทาว่าร้ายเพียงไหนยังไม่รู้

ถ้าผู้มองดูใช้คำว่า ‘ตกถังข้าวสาร’…เขาจะรับได้หรือไม่ 

Don`t copy text!