ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 2 : กลับบ้าน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 2 : กลับบ้าน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 2 –

จึงเป็นอันว่า ขากลับนี้ สามมุขหายไป…หายเงียบจนบนฟ้าเอ่ยเปรย

“พี่สามนี่ก็แปลก…โทร.มาบอกว่าจะอยู่ต่ออีกสองวันแล้วก็วางหู” หญิงสาวพึมพำกับปู่ย่าผู้นั่งขนาบข้างหลาน มีโยธี ยงยุทธแลืะยาเยียนั่งห่างออกไป ปล่อยให้สมุทรไทกับปรายไปยื่นเอกสารขอคืนภาษีที่ห้องภาษีตรงหน้า ซึ่งมีคนต่อคิวยาวเหยียด “แต่หนูก็จะไม่สนเค้าแล้วละ”

“เขาแยกไปก็ดีแล้วไงลูก หนูจะได้ไม่ต้องลำบากใจ” ปู่เอ่ยเป็นกลางๆเหมือนทุกครั้งที่ยั้งได้เมื่อคิดถึงหลานชายคนโต

ถึงอย่างไรสามมุขก็เป็นเพื่อนปัน มิหนำซ้ำหลานยังฝากเขาไว้กับปู่ แม้มิสู้พอใจในพฤติกรรมก็ต้องคิดเสียว่า เนื่องเพราะมีสาเหตุ “อีกอย่างสามมุขเองก็ต้องรู้…เวลานี้หนูกำลังเลือกคนมาอยู่ด้วย…ดีแล้วไงที่สามมุขไม่มีเล่ห์เหลี่ยม หนูก็เลยเห็นเขาชัดแจ๋วภายในไม่กี่วัน”

“การเดินทางไกลนี่ก็ดีมากๆเลยนะคะปู่…ทำให้เราได้รู้ว่าใครเป็นใคร”

ประธานได้แต่พยักหน้าเมื่อคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาของตนเอง…ที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคทุกรูปแบบ ที่ต้องอดเอาเบาสู้ อดทน อดกลั้นเพื่อให้ถึงวันที่สว่าง

“ไกลแค่นี้ยังไม่เรียกว่าไกลสักเท่าไหร่” อีกฝ่ายพึมพำ “หนูยังจะต้องเดินทางอีกไกลมาก…ต้องรู้ตั้งแต่วันนี้ว่าล้วนลำบากไม่ใช่เล่นนะลูกนะ”

“รวยซะอย่าง จะลำบากอะไรนักหนา” หลานสาวตอบคำ ความลำพองในตนยังเต็มเปี่ยม

ย่าพอจะได้ยินหางเสียง…ก็เลยส่ายหน้า

อดไม่ได้เรื่องว่ากล่าว

“แล้วจะรู้สึก”

“ย่าน่า-า-า” อีกฝ่ายหัวเราะหัวใคร่ เอนดวงหน้าเข้าใกล้บุพการีพร้อมเสียงจุ๊บเบาๆ “ถึงไงพี่ไทเขาก็รักหนูแล้วละน่า…คอยดูนะ…หนูจะ…คอยดู…แล้วย่าก็รู้เองแหละว่า…ใครคือใคร”

“อื้อฮือ มั่นใจถึงงั้นเชียวหรือจ๊ะ” ย่าก็เลยสัพยอก

“มั่นใจ” เจ้าตัวว่าพลางชูกำปั้น ขณะชำเลืองไปทางยาเยียผู้บัดนี้ลุกขึ้น…เดินไปปักหลักคุยกับสองชายในแถวยาวที่บัดนี้สั้นเข้า ใกล้จะถึงเขาทั้งสองในไม่ช้า “ถ้าปู่เกลี้ยกล่อมให้เขาเข้ามาอยู่บริษัทเราได้ หนูไม่ห่วง”

“เขาจะมาไหมล่ะ” ย่าเป็นกังวล “ท่าทางเขาไม่ใช่คนไม่มีแพลนนะน้องบน”

เออ…จริง…จริงของย่า…น้องบนเพิ่งนึกขึ้นมาได้

นั่นก็ด้วยหล่อนนั้นอยากทำอะไรก็ทำไปตามอำเภอใจที่วิ่งขึ้นมา ไม่เคยคิดหน้าคิดหลังหรือยั้งหยุดอยู่เพื่อรอดูเหตุและผล

จึงกลายเป็นคนรุ่นใหม่ผู้จากไกลประสบการณ์อันได้แก่รายละเอียดในบ้านเกิดเมืองนอนที่จำเป็นต้องลงลึกหลายสถาน

แม้แต่ ‘อายุงาน’ ก็เพิ่งเริ่มต้น

“แต่ยังไม่ทันไร หนูก็ชักจะหงุดหงิดแล้วนะย่า” หล่อนพึมพำในไรฟัน ตาจับอยู่ที่แถวยาวตรงหน้าซึ่งห่างออกไปไม่กี่วา

“อย่าหงุดหงิด” ย่าว่าอย่างรู้ดี เพราะแลเห็นเด็กสาวคนใหม่ทำท่าชิดใกล้ชายทั้งคู่ “เราเองก็ต้องไว้ตัว ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปขวางหูขวางตา เพราะมันก็เรื่องของเขา เรารักษาค่าของเราไว้ได้เป็นดีที่สุด”

ย่าพูดเรียบๆ แต่เฉียบขาด เชิงบอกไม่ให้ทำ

 

คำของย่าไม่เกินเลยไปจากความเป็นจริง นั่นก็เกิดจากพ่อกับลูกหญิงลูกชายต่างก็เป็นใครอีกสามคนที่เข้ามาอยู่ในชั้นธุรกิจร่วมกันกับปู่ย่าและผู้ติดตาม

เพียงแต่แยกกันนั่งคนละฟาก

ปู่กับย่าเคียงคู่กันอยู่ตรงกลาง มีบนฟ้าอยู่ข้างหน้า สมุทรไทแยกไปข้างซ้ายคู่กับปราย เนื่องด้วยเพื่อนของเขามาช่วยจัดให้ใหม่ในการจอง มิให้ต้องไกลกันจนอึดอัด

ฝ่ายสามพ่อลูกนั่งด้านหลัง ยงยุทธกับยาเยียนั่งกลาง โยธีแยกออกไปทางด้านขวา คู่กับชายตะวันออกกลางคนหนึ่ง

แต่เครื่องบินก็ออกเมื่อได้เวลา 22.40 น.

จึงสั่งแค่ไวน์และน้ำผลไม้มาดื่ม สักไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่างก็กดที่นั่งตัวตรงให้กลายเป็นที่นอน หนุนหมอน ห่มผ้า สักครู่ก็หลับไป

จนกระทั่งถึงดูไบราว 6 น.

แวะดูไบ 2 ชั่วโมงครึ่ง

บนฟ้าจองรถเข็นและพนักงานเข็นปู่ย่าไว้เรียบร้อยแล้ว จึงเข็นผู้อาวุโสไปนั่งพักรอเวลาเครื่องบินออกที่เลานจ์อันโอ่โถงสะอาดสะอ้านของสายการบินเลยทีเดียว

ที่นี่พรั่งพร้อมด้วยอาหารเช้า เครื่องดื่ม ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ที่จัดไว้เป็นส่วนสัด ช่วยให้ทั้งแปดผู้เพิ่งตื่นเมื่อสักครู่รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ผ่องใส

“คุณปู่คุณย่าอยากอาบน้ำไหมครับ ถ้าอยากผมพาไป” สมุทรไทรับอาสา

แต่ทั้งคู่ก็ปฏิเสธ

“ถ้างั้นหนูอาบ” เจ้าตัวผู้มีความสุขตลอดคืนด้วยว่าตื่นและหลับไม่ไกลกันบอกพลางลุกขึ้น ครั้นแล้วก็หายลับไป กลับมาอีกครั้งด้วยดวงหน้าราวดอกไม้แรกแย้ม

เมื่อเหลือบมองยาเยียก็เห็นเด็กคนนั้นเอาแต่สนใจภาพจากโทรทัศน์จอใหญ่ แม้ไร้เสียง ก็กำลังออกข่าวที่ผู้คนกำลังติดตาม

จนกระทั่งถึงเวลาเช็คอินเข้าเครื่อง พนักงานจึงมาเข็นรถปู่และย่าพาไปจนถึงหน้าประตูชั้นธุรกิจเลยทีเดียว

แต่คราวนี้ บนฟ้าพบว่าข้างๆตัวหล่อนมีเพื่อนของพี่ชาย ฝ่ายปู่ย่านั่งคู่กันข้างหน้าหล่อน ถัดออกไป คือ ยงยุทธและยาเยีย ปรายกับโยธีนั่งหลังสุด

“โชคดีว่ะ ดูไบไปกรุงเทพฯเที่ยวนี้คนน้อย กูเลยขอเปลี่ยนที่เฉยเลย นึกว่าจะไม่ได้ แต่ได้” ครั้นแล้วจึงโน้มตัวลงพูดข้างหูเพื่อนเบาๆ “ฝากน้องด้วยนะ ก็หวังว่ามึงจะไม่รังแกจนมันร้องไห้นะเฟ้ย”

สมุทรไทก็เลยเงยหน้าขึ้นหัวเราะขำด้วยแววนัยน์ตาสดระรื่นชื่นบาน

เครื่องบินขึ้นถึงเพดานบินแล้วสักครู่ ยาเยียก็ถอดเข็มขัดออก เดินไปหาพี่ชาย…ครั้นผ่านที่นั่งของหนุ่มสาว หล่อนก็โปรยยิ้มให้ชายหนุ่มแวบหนึ่ง

เมื่อถึงที่ของโยธีกับปราย จึงนั่งลงบนที่นั่งตรงข้าม หากก็เหลือบไปทางสมุทรไทผู้อยู่ริมขวา พลางเอ่ยกับปรายด้วยทีท่าแสนสนิท

“มาเที่ยวด้วยกันแบบนี้ น้องชักจะติดใจแล้วซีพี่ปราย ยังไงๆไปอิตาลีคราวหน้า ห้ามพี่เบี้ยวอ่ะนะ”

“ไม่หรอกน่าน้อง ตั้งใจอยู่แล้วไงฮะว่าตอนปู่ย่าอายุมาก จะต้องพาเขาเที่ยวให้คุ้มกับตอนเขาอายุน้อยแล้วต้องคอยดูแลพวกเรา” หลานคนที่สามของผู้อาวุโสสนองตอบขณะพิจารณาดวงหน้ากลมมน ดวงตาสุกใส ผมแสกกลางตึงเปรี๊ยะรวบไว้เรียบร้อย ไม่แต่งหน้าทาปากจึงดูเป็นสาวน้อยผู้งดงามตามธรรมชาติที่เขาเองก็ว่าดี…ดีกว่าใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนใบหน้าจนกลายเป็นหน้าโหลตามกันไป

เพียงแต่ ‘สไตล์’ ของหล่อนเท่านั้นที่ดูทันโลก

แม้กระนั้น ‘ตี๋หล่อ’ เช่นเขาผู้ ‘ได้หมดถ้าสดชื่น’ ก็ยังไม่ถึงกับติดใจ

‘เชย…ปรายก็ไม่เอา’ เขาเคยบอกย่า ‘เรียนเก่ง…ถ้าจ้างมาเป็นนักวิชาการประจำบริษัทละก็ได้…จะได้ส่งไปเจรจาความเมือง แต่ไม่ใช่เรื่องความในมุ้ง’

ย่าก็ได้แต่ฟังพลาง หัวเราะหัวใคร่ หันไปพยักพเยิดกับเฟื่องฟ้า

‘กว่าลูกชายจะพาลูกสะใภ้มาให้ดูตัว สงสัยแม่เฟื่องจะปาเข้าไปสักเจ็ดสิบ’

แต่แม่หรือพ่อหรือใครๆก็ไม่มีใครว่ากระไรอยู่แล้ว จะแต่งงานเมื่อไรนั้นมิใช่จุดหมายสำคัญเท่ากับการได้คนดีมาร่วมเหล่ากอ สืบต่อทายาท จะเป็นชายหรือหญิงไม่ว่ากัน

ทั้งปู่และย่าในยามนี้มิเคยถือสาว่าหญิงหรือชาย

‘ดูหญิงที่ได้มาคนเดียวเป็นตัวอย่าง’ ปู่แอบกระซิบนินทากับบริบูรณ์ด้วยหางเสียงเอ็นดู ‘มันทำอะไรเป๊น…ดีแต่ซื้อกระเป๋ารองเท้าเสื้อผ้า…ยังนึกไม่ออกเลยนะว่าเวลาเป็นแม่คน มันจะทำท่าแบบไหน’

แต่ย่ากลับส่งเสียงเข้าข้าง

‘แล้วมันก็เป็นไปเองแหละป๊า’ เกือบจะยกตัวอย่างตัวเองขึ้นมาแล้ว แต่เกรงจะถูกขัดคอว่า นั่นมันสมัยไหน คนทั้งหลายยังใช้แค่มือกับหัวใจ หากเวลานี้ ‘ใจ’ ที่ว่าฝังอยู่ในทรวงอกเรานี่ยังไม่ค่อยได้ดึงออกมาใช้ด้วยซ้ำ คนทั้งโลกก็ด่วนรู้แล้วว่าเราคิดอย่างไร เพียงแต่ส่ง ‘เฟคนิวส์’ ออกมา

“พี่แน่ใจนะว่าจะไม่กลับคำ” ยาเยียย้ำซ้ำพร้อมคลี่ริมฝีปากด้วยรอยสำรวล ป่วนใจไปถึงแสงตา

“ไม่ต้องไปบังคับพี่เขาก็ได้น่า” โยธีขัดจังหวะหากก็อารมณ์ดี “อีกเมื่อไหร่…ใคร้จะบอกได้…พี่เองก็ยังไม่แน่ใจเลยนี่นา…เพียงแต่บอกน้องไว้ว่าต้องไปให้ได้แค่นั้นเพราะพ่อก็อยากไป”

“ใช่” ปรายพยักหน้า “น้องอย่าเป็นห่วงให้มากดีกว่า เดี๋ยวจะเครียด…งานพี่ก็เครียดมากแล้ว ยังจะต้องมาเครียดกับเรื่องเที่ยว…จะไม่ไหวนาน้องนา”

ยาเยียก็เลยยิ้มหวาน

“ก็ได้…แต่สัญญานะว่า…เราจะต้องสังสรรค์กันบ่อยๆ”

“ทำไมถึงจะไม่ได้ล่ะ…” ปรายก็เลยตอบรับ หากในใจก็นิ่งนึก ‘ไอ้โย น้องมึงนี่เหมือนมึงเปี๊ยบเลยนะ…แต่คงไม่ได้กินกูหรอกเว้ย ขอบอก’

สมุทรไทได้ยินแล้ว…ด้วยว่าแว่วมาเพราะเสียงของน้องเพื่อนไม่เบานัก นั่นก็เนื่องจากที่นั่งแถวหลังค่อนข้างว่างโล่ง มีชายชาวตะวันออกกลางจากชั้นประหยัดย่องเข้ามานั่งเอนอิงพิงพนักอย่างสบาย แต่ถูกแอร์โฮสเตสเชิญออกไปเมื่อสักครู่ จึงช่วยให้คนนั่งหลังสุดมีที่ทางกว้างขึ้น พอจะพูดคุยกันได้โดยไม่รบกวนผู้ใด

“บอกจริงๆ…ยังไม่เคยเห็นใครเป็นคุณจุ้นเท่าแม่นี่” น้องของปรายเอนตัวเข้ามากระซิบกับเขา…

ชายหนุ่มก็เลยนึกในใจ ‘คงเพราะรอยยิ้มท้าทายยามเฉียดผ่านเมื่อกี้’

 

Don`t copy text!