รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 3 : เพลงกล่อมจากหัวใจ

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 3 : เพลงกล่อมจากหัวใจ

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 3 –

“แม่ต้องเดาไม่ถูกแน่ ว่ามีนไปเจอใครตอนแวะไทเป”

ประโยคแรกที่ลูกสาวเอ่ยกับมัญชรี หลังกลับจากการไปทำงานต่างประเทศนานสามเดือน ไม่ใช่ประโยคทักทายประเภทแม่สบายดีหรือ หรือไม่ก็คำพูดหวานหูจำพวกคิดถึงแม่จังเลย แต่เป็นการเกริ่นเพื่อนำไปสู่เรื่องอื่น

อาจเพราะมัทมีนาเคยเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านด้วยเรื่องงานมาแล้วหลายครั้ง แม้ครั้งนี้จะเป็นการไปไกลและนานติดต่อกันเกินหนึ่งเดือนครั้งแรก แต่ระหว่างที่มัทมีนาทำงาน เธอไม่เคยขาดการติดต่อกับครอบครัว จึงทำให้ไม่รู้สึกห่างเหิน หายหน้าไปจนทำให้คิดถึง กระนั้นมัญชรีก็อดไม่ได้จะเงยหน้าขึ้นค้อนหญิงสาวตาคมปากแดงแสบตา ซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาในห้องทำงานของผู้จัดการใหญ่แห่งบริษัทจัดสรรที่ดิน กรีนเนอรี่แลนด์

“กลับมาถึงก็พูดถึงคนอื่น ท่าจะสำคัญมาก”

สาวใหญ่ผู้ฉลาดปราดเปรื่องเดาใจลูกสาวได้แม่นยำนัก มัทมีนาถึงกับต้องกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเจออามันต์ ด้วยการเดินเข้าไปที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานเพื่อกอดแม่คนสวย

“มีนเห่อของฝากที่ซื้อมาให้ทุกคนต่างหาก อยากเอามาอวด เข้าบ้านไปตอนกลางวันกลางสัปดาห์จะเจอใครที่ไหนล่ะ มีแต่ต้องมาหาที่ทำงานแหละ ถึงจะเจอ”

“พ่อไม่อยู่นี่ พาลูกค้าไปดูที่ดิน แน่ใจเหรอว่าเห่อของฝาก”

“แหม จริงสิคะ” ลูกสาวกระเง้ากระงอดเล็กน้อยพองาม “ที่ออสเตรเลียหาของถูกใจไม่เจอ มาเจอเอาที่ไทเป น้ำหอมยี่ห้อหนึ่งของเขาหอมมาก มีนไม่เคยเจอสไตล์นี้มาก่อนเลยค่ะ เลยซื้อมาฝากแม่สี่ขวดรวด”

“จะให้แม่เอามาอาบหรือไง ซื้อตั้งสี่ขวด”

“พูดเล่นค่ะ มีนจะเอาไปฝากป้ากันยาด้วยหนึ่งขวด วีสองวีสามก็โตเป็นสาวละ มีนซื้อมาฝากด้วย แต่คนละกลิ่นกับแม่กับป้ากันยา”

“ดีแล้ว ขืนกลิ่นเดียวกันก็แก่กันทั้งบ้าน”

มัทมีนาหัวเราะแล้วอ้อน “คิดถึงแม่จังเลย”

“เพิ่งจะนึกได้ว่าควรจะคิดถึงเอาตอนนี้หรือไง”

“นึกตลอดเวลาที่ไม่อยู่บ้านต่างหาก”

“พอกลับมาเลยเลิกคิดถึงว่างั้น”

“แม่อะ”

“พอแล้วๆ กอดแน่นแม่อึดอัด ทำอย่างกับเราแรงน้อยอย่างนั้น ได้ข่าวว่ายกเลื่อยยนต์ทำลายหินได้ด้วยไม่ใช่เหรอ กระดูกแม่จะป่นแล้ว”

มัทมีนาหัวเราะแล้วปล่อยมือออกจากเรือนกายเล็กกะทัดรัด สวยสมส่วนของมัญชรี ซึ่งต่างจากลูกสาวคนโตที่สูง สมส่วน ทั้งยังแข็งแรงเพราะออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างถูกต้องตามหลัก

“แล้วไง ไปเจอใครมาหรือ”

“คุณอาค่ะ”

“คุณอา? น้องๆ คุณพ่อเราเขาไปเที่ยวด้วยเหรอ”

“ไม่ใช่อาๆ ของเราสิคะ อาที่ย่อมาจากอามันต์ค่ะ อามันต์ที่ภาษาเยอรมันแปลว่านักรบ อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ”

มัญชรีรีบค้นหาในความทรงจำที่มีคนมากมายนับร้อยนับพันอยู่ในนั้น ก่อนจะพบว่าเขาไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นคนที่สามารถเรียกได้ว่าใกล้ชิดกับครอบครัวเธออย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่ได้ผ่านการผูกพันโดยสายเลือด และไม่ได้ใช้กาลเวลาพิสูจน์

เพียงแค่เหตุการณ์เดียว ทุกคนในครอบครัวของเธอก็ไม่มีวันลืมเขาลง

“อามันต์ พ่ออาร์มที่เคยช่วยมีนกับม่านไว้น่ะหรือลูก!”

“มีนนึกแล้วว่าแม่ต้องจำได้ ใช่ค่ะ คุณอาคนนั้นแหละ มีนเจอเขาที่ตลาดเหราเหอตอนไปเดินเล่นกับเพื่อนๆ ก็เลยเข้าไปทัก แล้วพอมีนบอกว่ามีนเป็นใคร เขาก็จำมีนได้ทันที”

“เขาสบายดีไหมลูก”

“ท่าทางดีมากๆ เลยค่ะ เราไปนั่งกินขนมแล้วคุยกัน เขาบอกว่าเขาเอาเงินที่พ่อกับแม่ให้ตอนนั้นไปตั้งตัวด้วย ตอนนี้ทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็นับว่าประสบความสำเร็จ ไม่ลำบากเลย”

การได้ยินว่าผู้ที่เคยดีต่อกันสบายดี ทำให้หัวใจของมัญชรีอ่อนโยนด้วยความปีติ เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ไม่ได้พบเจอกันได้ทุกวัน

“ดีแล้วล่ะลูก เขาเองก็เคยช่วยมีนกับม่านไว้ ถ้าตอนนั้นไม่มีเขา พ่อกับแม่คงเสียลูกทีเดียวสองคน ป้ากันยาก็คงจะเสียพ่อทศ…”

อุบัติเหตุรถบัสเล็กของโรงเรียนชนกับรถกระบะผ่าไฟแดงในคราวนั้น เป็นความเลวร้ายที่สุดเท่าที่คนเป็นพ่อกับแม่จะนึกถึง มัญชรีไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่แค่ไปดูสภาพซากรถ เธอก็รู้แล้วว่ามันร้ายแรงแค่ไหน

พัง แล้วยังไฟไหม้…

มีเด็กเสียชีวิตในที่เกิดเหตุห้าราย บาดเจ็บอีกสี่ และมัทมีนา เมษมารุตกับทศทิศ ก็อาจตายอยู่ในซากรถ ถ้าอามันต์ถอยออกเมื่อไฟเริ่มโหมแรงขึ้น

ทีแรก มัญชรีไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงทุ่มเทช่วยเด็กๆ จนบาดเจ็บ โดนไฟลวกไปจุด เพิ่งมารู้ภายหลังจากชาวบ้านที่บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ว่าเขาเพิ่งสูญเสียภรรยากับลูกไปพร้อมกันในคราวเดียว

‘คนนี้น่ะ เขานั่งร้องเพลงกล่อมเด็กหน้าสถูปเก็บกระดูกลูกเมียทุกวัน พอผ่านมาแล้วได้ยินเสียงเด็กร้องให้ช่วย คุณเอ๊ย พี่ได้ยินยังใจจะขาด แต่หน้ารถมันระเบิดเสียงดัง พวกเราตกใจจนถอยกันหมด มีแต่เขานี่แหละทุบรถเอาเป็นเอาตาย ไฟไหม้ก็ไม่หนี เข้าไปเอาเด็กออกมาจนได้ ถ้าให้รอจนหน่วยกู้ภัยมาถึงก็ต้องเสียเวลาทุบรถอีก ลูกๆ คุณต้องเจ็บกว่านี้แน่ คนเล็กของคุณน่ะ เขาส่งให้กู้ภัยที่เพิ่งมาถึงพอดี อีกสองคนเขาทั้งแบกทั้งอุ้มออกมา คงคิดว่าช่วยลูกตัวเองด้วยมั้งคะ’

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด…แค่อยากช่วย หลอกหลอน หรือขมขื่นเจียนคลั่ง มัญชรีก็นึกขอบคุณโชคชะตาที่พาเขามา หาไม่แล้วเธอกับสามีก็คงจะมีสภาพไม่ต่างจากเขา

นั่งเฝ้ากระดูกเมียกับลูกน้อย หลงอยู่ในฝันร้ายตลอดไป

“…แม่ดีใจนะที่ได้ข่าวว่าเขาสุขสบายดี”

“มีนก็ด้วยค่ะ ตอนนั้นเวลาเห็นหน้ามีน เห็นหน้าม่าน เห็นหน้าทศ คุณอาเอาแต่ไล่ตะเพิด ถ้าพ่อกับแม่ไม่บอกว่าเขาเสียใจเรื่องเมียกับลูกอยู่ เราสามคนคงจะโกรธ ไม่กล้าไปหาบ่อยๆ อีก”

มัญชรีแค่นหัวเราะเบาๆ “แน่ใจเหรอว่าจะโกรธ เด็กๆ จะเข้าใจอะไร้ บ่นกะปอดกะแปดกันว่าคุณอาใจร้ายๆ เดี๋ยวๆ ก็ย่องไปหาเขาที่วัดอีก ตอนนั้นมีใครเข้าใจหรือไงว่าการสูญเสียลูกเมีย สูญเสียคนในครอบครัวมันน่ากลัวขนาดไหน”

“จริงค่ะ ตอนนั้นมีนไม่เข้าใจหรอก เพิ่งอยู่ปอสี่ ม่านก็เพิ่งหกขวบ รู้ว่าคนตายน่าเศร้า แต่ก็ไม่รู้หรอกว่ามันเศร้าได้ขนาดไหน เพิ่งมาเข้าใจเอาตอนคุณย่ากับคุณยายไปติดๆ กัน ทำมีนร้องไห้แทบเป็นแทบตาย”

“ใช่ แต่ตอนนั้นเขาเสียลูกเมียพร้อมกันทีเดียวสองคน มันหนักหนาสาหัสแค่ไหน พ่อกับแม่รู้ เพราะพ่อมีนเขาก็เพิ่งเสียปู่ไปก่อนหน้านั้นแค่ปีเดียว พ่อยังคุยกับแม่เลยว่าถ้าตอนนั้น มีนกับม่านไม่รอด พ่อคงเป็นบ้าเหมือนเขาแน่”

“ค่ะ พ่อก็เลยให้เงินเขาไปก้อนหนึ่ง คุณอาเขาก็เลยไป ตอนนั้นมีนโกรธแทบตาย มีนจำได้ว่ามีนบอกพ่อว่าให้เงินไปทำไม ทำดีต้องไม่หวังสิ่งตอบแทนสิ บ้าบอมาก”

มัญชรีหัวเราะเบาๆ แล้วลูบศีรษะลูกสาว “ทุกเรื่องมีที่มาที่ไปจ้ะ มันมีเหตุและมีผล แต่ก็ดีแล้วล่ะ ที่อะไรๆ มันดีขึ้น”

“ใช่ค่ะแม่” มัทมีนาพยักหน้าด้วยความรู้สึก…โล่งอกปนระลึกถึง

เพราะเขา ครอบครัวของเธอถึงยังอยู่อย่างมีความสุข

และเพราะเขา เธอจึงมีโอกาสใช้ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง…อย่างเต็มที่

“เขาฝากบอกด้วยว่าเขาจะมาเยี่ยมพ่อกับแม่”

มัญชรีแปลกใจ “จริงเหรอ”

“ค่ะ เขาบอกว่าพ่อกับแม่ถือเป็นผู้มีพระคุณกับเขาเหมือนกัน เพราะว่าเงินก้อนที่พ่อให้ ทำให้เขามีทุกวันนี้ แต่ที่ไม่ได้มาเยี่ยมเลยเพราะเขาทำงานอยู่ประเทศเพื่อนบ้านเรา ไม่ได้กลับไทยเลย ตอนนี้เขามีธุระต้องมาติดต่อซื้อของ เห็นว่าทำธุรกิจค้าขายของสะสม กับของเก่า”

“ของเก่าเหรอ ยังไง”

“มีนก็ไม่แน่ใจเรื่องสินค้าทั้งหมดหรอกค่ะ แต่คุณอาบอกว่ามีพวกของสะสมมีราคา กระเป๋า นาฬิกา บางทีก็งานศิลปะ หรือไม่ก็เครื่องเรือนเก่าๆ เขาจะเดินทางไปดูตามตลาดค้าของประเภทนี้ ถ้าเจอของดีก็จะซื้อเก็บไว้ขายต่อ นี่เห็นว่ามีคนจะขายนาฬิกาโบราณแบบลูกตุ้มให้เขา ก็เลยมาไทยเพราะมีลูกค้าทางฮ่องกงอยากได้มานานแล้ว ก็เลยกะจะหาโอกาสแวะมาเยี่ยมพ่อกับแม่ให้ได้ เขาบินออกจากไทเปก่อนหน้ามีนหนึ่งวัน บอกว่าเสร็จงานแล้วจะติดต่อมาหาค่ะ”

“ติดต่อ?”

“มีนแลกไลน์กับเขาไว้ค่ะ เอาไว้ถามว่าวันไหนพ่อกับแม่ว่าง เขาจะไปเยี่ยมที่บ้าน”

หญิงสาวอมยิ้มแล้วชูสมาร์ตโฟนเครื่องค่อนข้างใหญ่ให้แม่ดูอย่างไม่ปิดบัง เพราะสำหรับคนรุ่นเธอ การติดต่อสื่อสารหากันถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหมือนสมัยแม่กับพ่อยังเป็นหนุ่มเป็นสาว ที่ต้องสนิทสนมคุ้นเคยกันก่อนจึงจะยอมรับการติดต่อโดยส่วนตัว

“แจ้งเรื่องเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ แม่มีลูกค้าที่จะให้มีนช่วยพาลูกค้าไปดูที่หรือเปล่าคะ”

“วันนี้ให้คนอื่นพาไปดูหมดแล้วจ้ะ”

“งั้นมีนกลับไปรอที่บ้านก่อนนะคะ” มัทมีนาก้มลงหอมแก้มมารดา แต่พอยืดตัวขึ้น ก็เปลี่ยนใจ

“แต่มีนว่า มีนแวะไปหาป้ากันยาที่บ้านเลยดีกว่า เพราะกว่าพ่อกับแม่กับม่านจะเข้าบ้านก็เย็น เรื่องอะไรมีนจะไปแกร่วอยู่บ้านคนเดียว”

“เฮ้อ ลูกสาวฉัน” มัญชรีขัน “เปลี่ยนใจปุ๊บปั๊บได้ชั่วโมงละสิบเที่ยว ไม่เจ็ตแลกบ้างหรือไง เพิ่งกลับมาอย่างนี้”

“มีนกับเพื่อนเลยไปแวะเที่ยวที่ไทเปก่อนไงคะ ไม่ได้ดิ่งมาจากออสเตรเลีย ฉลาดไหม”

“จ้า ฉลาดกันทั้งก๊วนนั่นแหละ แต่ไปหาป้ากันยาที่บ้านก็ไม่เจอหรอกนะ”

“อ้าว ทำไมคะ ป้าไปเที่ยวเหรอ”

“เที่ยวโรงพยาบาลน่ะสิ สามเดือนที่ลูกไม่อยู่ รู้ไหม…บ้านเพื่อนเราน่ะ เกิดปัญหาเยอะมาก มีแต่เรื่องหนักๆ จนพ่อกับแม่ยังเป็นห่วง แต่พ่อทศเขาบอกว่าเขาไหว กำชับพ่อกับแม่ด้วยว่าอย่าบอกมีน เพราะไม่อยากให้เป็นห่วง”

มัทมีนาชักใจไม่ดี…

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นคะแม่”

“มากมายหลายเรื่องเลยลูก มีนจะไปหาป้ากันยา ก็โทร.ถามวีสองวีสามเขาก่อนแล้วกันว่าป้าอยู่โรงพยาบาลหรือเปล่า เพราะป้าเขาช่วงนี้ต้องไปหาหมอบ่อย เขาต้องเตรียมตัวทำคีโม ป้ากันยาเขาเป็นมะเร็ง”

“คะ?”

ออกจากห้องพักฟื้นของนางกันยาพร้อมน้องสาวฝาแฝดคนสุดท้องของเพื่อนรัก มัทมีนารู้สึกได้เลยว่ารอบตัวไม่สว่างไสวดังก่อน

เกือบสองเดือนที่ผ่านมา ครอบครัวของทศทิศมีปัญหาหนักหนาสาหัสเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ชั้นแต่แค่ฟังยังหวิวโหวง ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า อะไรทำให้คนเราต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายพร้อมกันมากมายถึงขนาดนี้

“…แล้วตอนนี้ทศมันเป็นไงบ้าง สาม…พี่โทร.หามันตั้งแต่รู้เรื่องจากแม่พี่ มันบอกว่าโอเค ไหว แต่พี่ว่ามันไม่ใช่…”

มัทมีนากล่าวไม่จบและถอนหายใจ…เก็บคำพูดมากมายไว้กับตัว

ทศทิศกับเธอเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงกระโปรงบาน เด็กชายกางเกงเอี๊ยม อยู่ด้วยกันตลอดไม่ว่าจะช่วงไหนของชีวิต เป็นเด็ก เติบโต เข้าเรียน ร้องไห้ เล่น…ไม่ว่าเธอจะเรียนรู้อะไร เขาก็อยู่กับเธอด้วย แม้แต่ตอนประสบอุบัติเหตุ เธอกับทศทิศยังได้เห็นภาพวินาทีเฉียดตายแบบเดียวกัน

ยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาของทศทิศกับเธอ ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความสุขตลอดเวลา ต่างเคยประสบปัญหา ต่างจำต้องยอมรับเพื่อจะได้แก้ไข เช่นเดียวกับใครอีกหลายร้อยหลายพันล้านในโลก แต่ทุกอย่างก็ดีขึ้นเมื่อมีใครอีกคนอยู่ข้างๆ ในวันที่ความทุกข์มาเยือน…ร้องไห้ และช่วยกันทนขมขื่น

เวลาอันยาวนานทำให้ลืมไปแล้วว่าต่างเป็นแค่เพื่อน แต่เป็นอีกคนหนึ่งที่สามารถรักได้โดยไม่ต้องกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำให้เจ็บปวด โดยเฉพาะทศทิศ เขาจะเลือกให้ตัวเองเป็นฝ่ายทน มากกว่าจะให้เธอเป็นห่วง…เหมือนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

“…ปากบอกว่าโอเค แต่พี่ว่ามันไม่โอเคแน่ๆ …ใช่ไหม”

มัทมีนานึกถึงเรื่องที่เขาต้องเผชิญในระหว่างที่เธอไม่อยู่ น้ำตาก็ออกมาคลอหน่วย เพราะมันหนักหนาสาหัสเสียเหลือเกิน

น้องสาวคนสุดท้องของเขาก็พลอยต้องเงยหน้าห้ามน้ำตาไปด้วย…

“สามก็ไม่นึกว่า ‘เขา’ จะทำกับพวกเราขนาดนี้ค่ะ เขาประจานพี่ทศ มาที่บ้านก็ประจานกับเพื่อนบ้าน แล้วยังตามไปประจานพี่ทศที่ทำงาน ใช้วิธีฟูมฟายร้องไห้ ให้คนสงสารว่าลูกไม่เลี้ยงดู ลูกทุกคนเป็นลูกอกตัญญู…พูดเหมือนพวกเราโตมาเพราะเขา ทั้งที่ตอนนั้นเขาเป็นฝ่ายทิ้งพวกเราไป

ตอนนั้นสามจำได้ว่าแม่ร้องไห้จนเป็นลม ส่วนพี่ทศ…สามยิ่งจำได้ติดตา พี่ทศเข้าไปกอดขาพ่อแล้วก็ร้องไห้ แต่เขาก็ยังทิ้งพวกเราไป ตอนนี้จะกลับมาเพราะเมียกับลูกทางนั้นไม่อยากเลี้ยงดูแล้ว พอพี่ทศไม่ตกลง เขาก็บอกจะฟ้องว่าเนรคุณ…สามเห็นหน้าพี่ทศแล้ว สาม…คิดถึงวันที่พี่ทศร้องไห้ครั้งนั้น…”

ณัฐนิชาต้องหยุด ไม่อย่างนั้นคงห้ามเสียงสะอื้นไม่อยู่

มัทมีนาดึงสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสุดท้ายไปนั่งลงที่เก้าอี้บนทางเดินยาว ห่างหน้าห้องพักฟื้นไปเล็กน้อย และรอจนณัฐนิชาทำใจได้ ค่อยปล่อยให้อีกฝ่ายพูดเท่าที่อยากพูด

“สามเพิ่งเห็นพี่ทศมีความสุขก็ตอนที่พี่ทศเรียนจบ ถึงจะต้องทำงานหนัก แต่พอมีเงินเดือนมาทยอยใช้หนี้สิน มีเงินให้แม่ใช้ มีเงินให้สองกับสามเรียนแบบไม่ต้องไปทำงานพิเศษอีก พี่ทศดูมีความสุข พวกเราก็มีความสุข แต่นี่เพิ่งสี่…ยังไม่ถึงห้าปีเลยที่เราได้อยู่สบายๆ เขาก็มาทำพัง พอแม่โกรธจนป่วย เข้าโรงพยาบาล หมอก็บอกว่าเป็นมะเร็ง…

ทีแรกพวกเราตั้งใจจะค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละจุดค่ะพี่มีน แต่แฟนพี่ทศก็มากระทืบเราซ้ำ บอกว่าท้องได้สองเดือนแล้ว ให้พี่ทศรีบไปสู่ขอ ความจริงพี่ทศไม่ใช่จะไม่รับผิดชอบ รับปากจะแต่งงานกับเขาแล้วด้วยซ้ำ แต่เขาอยากได้งานแต่งใหญ่โต อยากได้สินสอดสิบล้าน อยากให้เถ้าแก่เป็นคนมีหน้ามีตา พี่ทศจะไปหาที่ไหนมาให้ล่ะคะ เป็นบ้าไปแล้วเหรอ อยากได้ขนาดนั้นทำไมไม่ไปหาลูกเศรษฐีสักคน มาคว้าทำไมวิศวกรตัวเล็กๆ

แล้วขนาดเห็นๆ อยู่ว่าแม่ป่วย แทนที่จะรอก็ไม่รอ ไปหาแม่ถึงโรงพยาบาล พูดแต่เรื่องให้ไปสู่ขอ ถ้าไม่ไปก็ขู่ว่าจะให้คนมาทำร้ายเพราะพ่อเขาเป็นนายทหาร มีวิธีทำได้

เขากดดันเราทุกอย่าง ทั้งไปหาพี่ทศที่บริษัท มาหาที่บ้าน กระทั่งไซต์งานในต่างจังหวัดก็ตามไป ต่อให้ไม่ประจานโวยวายแบบพ่อ แต่ลงว่ามีผู้หญิงที่ไม่ใช่น้องไม่ใช่แม่ไปถามหาบ่อยๆ คนเขาจะไม่ลือกันได้ยังไง

ตอนนี้พี่ทศแทบจะเป็นโรคประสาทแล้วพี่มีน วันไหนได้กลับมานอนบ้าน ไม่พ่อก็คุณทิชาจะต้องมาหา จนพี่ทศออกปากเองว่าไม่อยากกลับมาให้พวกเราเดือดร้อนไปด้วย แม่ได้ยินก็ร้องไห้ ก็ป่วย ตกกลางคืนสามเห็นพี่ทศออกมานั่งเหม่อข้างล่าง กลางวันก็ไม่เห็นได้นอน ข้าวปลาไม่ค่อยได้กิน ผอมลงทุกทีที่กลับมาให้เห็น ถ้าพี่มีนเห็นสภาพพี่ทศ พี่มีนต้องรับไม่ได้แน่…”

มัทมีนาหลับตาลง…พยายามขับไล่ภาพของเพื่อนในสภาพทรุดโทรมออกไปจากหัว แต่น่าเสียดายที่ทำได้ไม่สมบูรณ์

ความรัก…ทำให้ทุกคนพร้อมจะเป็นทุกข์ ไม่มีใครหนีรอดผลของมัน

“แม่พี่บอกว่า ทศยังใช้หนี้พ่อพี่อยู่ ทั้งที่พ่อพี่บอกแล้วว่าให้หยุดส่งไปก่อน”

“ค่ะ” ณัฐนิชาพยักหน้า ใช้สันมือกดหัวตาไว้ “…สามเข้าใจพี่ทศนะคะ การใช้หนี้พ่อพี่มีนไม่เหมือนที่คนอื่นเรียกร้อง ครอบครัวพี่มีนดีกับเราทุกอย่าง เอื้อเฟื้อมานานมาก พี่ทศไม่อยากผิดสัญญา ไม่อย่างนั้น…คงรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่าความเป็นคนหลงเหลือแล้วจริงๆ”

น้ำตาร่วงลงจากดวงตาของมัทมีนาในที่สุด

เธอรู้…ว่าทศทิศเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งคนหนึ่ง แต่ทำไมต้องไล่ต้อนเขาถึงขนาดนี้ด้วย ไม่เห็นใจกันบ้างเลยหรือ

อยากให้ถึงตายเลยหรืออย่างไร…

 

ไม่หรอก…

ทศทิศตอบตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจก

หลังคิดหนักจนร่างกายผ่ายผอม แทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เขาก็พบว่าตัวเองไม่ใจดำพอจะทิ้งแม่ ทิ้งน้องสาว ทิ้งเพื่อน รวมถึงทิ้งผู้ที่เคยช่วยเหลือเขาอีกหลายคน แล้วปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตกันไป โดยเขาแน่ใจว่าจะต้องทุกข์ทรมานตรากตรำ

เขาเคยเผชิญกับมันมาแล้ว ตั้งแต่วันที่พ่อทิ้งแม่ไปมีครอบครัวใหม่ พร้อมกับนำทรัพย์สินเงินทองที่มีเกือบทั้งหมด ติดตัวไปด้วย โดยไม่คิดเผื่อเลยว่าเมื่อไม่มีเงินเหลือแล้ว เขากับน้องๆ จะทำอย่างไร จะหิวไหม หรือจะได้กินอิ่มเมื่อไร เพราะฉะนั้นเขาจึงรู้ว่ารสชาติของการถูกผลักให้จมลงไปในความทุกข์ ว่ามันลำบากยากเข็ญและขมขื่น

วันเวลาที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากการตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงานหาเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว มันยาวนานจนลืมไม่ลง แล้วเมื่อเขาเรียนจบ แทนที่ทุกอย่างจะดีขึ้น พบเจอแต่ความสุข ฝันร้ายในอดีตกลับหวนมาหลอกหลอน ในรูปของการเรียกร้องหาความกตัญญูจากลูกทั้งสามคน

ตอนนั้น คนที่ทรุดก่อนใครเพื่อนคือผู้หญิงที่เขารักและสงสารมากที่สุด แม่เข้าโรงพยาบาลเพราะโกรธจนหน้ามืด แต่หลังจากนั้นหมอกลับบอกว่าแม่เป็นมะเร็ง ต้องรักษาตัวด่วน

ทศทิศไม่ลังเลที่จะทุ่มเงินเก็บที่ได้จากเงินเดือนสูงลิบ เตรียมไว้ให้แม่โดยไม่เหลือเผื่อให้คนอื่น ซึ่งนั่นทำให้ผู้ชายคนนั้นไม่พอใจ เริ่มก่อเรื่องด่าทอโวยวาย ประจานเขาให้เพื่อนบ้านรู้ว่าเขาอกตัญญูไม่เลี้ยงดูบุพการี หลังจากนั้น…ก็เกิดเรื่องเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเข้ามาซ้ำเติมอีก เมื่อผู้หญิงที่เพิ่งคบกันได้ไม่นาน เจอหน้ากันเดือนละไม่กี่ครั้ง บอกว่าท้องตั้งแต่ครั้งแรกที่อยู่ด้วยกัน และเขาต้องรับเด็กในท้องเป็นลูกโดยเร็ว

นับจากวันนั้น ทศทิศก็เริ่มหลับไม่เป็นสุข กินอะไรไม่ลง อาเจียนวันหนึ่งหลายหน เพราะสับสนและขัดแย้งในตัวเอง เขาเกลียดผู้ชายไม่รับผิดชอบ แต่เมื่อทิชากรบอกว่ามีลูกเขาอยู่ในท้องเธอ เขากลับลังเลว่าใช่หรือ สุดท้ายก็นึกรังเกียจตัวเองว่าทำตัวละม้ายคนที่ชิงชัง

มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนตกนรกทั้งเป็น ทรมานกับการไม่อยากตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่า จะตายวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่เมื่อสังเกตว่าทุกครั้งระหว่างนั่งรถโดยสารเดินทางกลับไซต์งานในต่างจังหวัด รอบข้างไม่มีใครรู้จักเขา มีแค่ถนนกับทิวทัศน์ว่างเปล่าเวิ้งว้าง แล้วรู้สึกเหมือนได้พาตัวออกห่างจากปลักตมของปัญหา หายใจหายคอได้บ้าง ก็ทำให้รู้ตัวว่า…แท้จริงแล้ว เขาอยากรอด ไม่ได้อยากตาย

ตายแล้ว…แม่กับน้องๆ เขาก็ยังต้องเผชิญหน้ากับการระรานของฝ่ายตรงข้ามต่อไป

ตายแล้ว…ก็คงเป็นอะไรที่สูงส่งไม่ได้นอกจากกลายเป็นตัวตลก ให้คนใจหยาบได้หัวเราะเยาะหรือไม่ก็สาปแช่งด่าทอว่าไม่ได้เรื่อง ซึ่งมันน่าแค้นใจไม่ใช่หรือ…หากจะปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนโง่ในสายตาผู้อื่นถึงขนาดนั้น

ความกดดัน ผลักให้ทศทิศตัดสินใจว่าจะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่าง และลงมือทำอะไรบางอย่างโดยเก็บเป็นความลับจากทุกคน จากนั้นเขาก็ก้าวเข้าไปในเส้นทางที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีอยู่ แต่เขาเคยแวบไปแวบมาอย่างคนอยากรู้อยากเห็นมานานแล้ว นับตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ปีเดียว

ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด และละเอียดรอบคอบอย่างที่สุด ทศทิศเข้าไปในห้องลับห้องหนึ่งบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่อเสนอขายบางสิ่งด้วยการบอกเพียงเป็นนัยๆ ให้คนที่เข้าใจ…ได้รู้

คิดไม่ถึงว่าเขาจะโชคดีอย่างไม่คาดฝัน เมื่อคนคนแรกที่ติดต่อเข้ามา ไม่เพียงเป็นคนที่รู้จักกันมาก่อน ยังเป็นนักลงทุนตัวจริง ไม่ใช่พวกที่อยากได้ผลประโยชน์มหาศาลแต่ใช้วิธีโหดเหี้ยม ตามที่เขาเคยได้ยินได้ฟังมาจนกบหู

ทศทิศรู้สึกทันทีว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิด เมื่อค่าทำสัญญาก้อนแรกมาถึงมือในรูปของทองคำแท่งจำนวนหนึ่ง ซึ่งมันมากพอจะให้แม่เขารักษาตัวได้จนหายจากโรค หรือไม่ก็จนกว่าแม่เขา…จะไป

ความกดดัน ความอัดอั้นที่มีมาตลอดหนึ่งเดือนกว่าๆ มันสลายหายหนไปในวินาทีนั้น เขาร้องไห้และหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ในห้องพักโรงแรมสามดาวในตัวจังหวัด ซึ่งเป็นที่ที่ผู้จ่ายเงินก้อนนั้นเรียกให้เขามาพบ

ทั้งโล่งอก แต่ก็รู้ตัวด้วยว่าคงไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิม เขาจึงเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาจนหัวหูเปียกชุ่ม และมองเงาที่สะท้อนอยู่ในกระจกตรงหน้า เพื่อจะบอกว่าตัวเองว่า แม้ไม่มีทางให้หันหลังกลับ แต่เขาจะไม่ตาย

เสียงกระดิ่งไฟฟ้าในห้องดังขึ้นเบาๆ เตือนว่าคนที่นัดไว้มาถึงแล้ว ทศทิศจึงคว้าผ้าขนหนูบนราวมาเช็ดหน้าเช็ดตาขณะเดินไปที่ประตู เพื่อปลดล็อกให้คนที่นัดพบกัน

ผู้ชายที่ยืนรอเขาอยู่มีเค้าหน้าคงเดิม เพราะรู้จักกันในตอนที่อีกฝ่ายอายุยี่สิบต้นๆ แต่ในวันนี้ เขามีลักษณะเหมือนนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ มีเงิน มีทอง มีทรัพย์สิน แต่ก็มีความหนาวเหน็บดำมืด ซ่อนอย่างลึกเร้นในดวงตา

ถึงอย่างนั้น ทศทิศก็ยินดีที่จะทำความรู้จักกับฝ่ายตรงข้าม มากกว่าจะไปเสี่ยงกับคนอื่น

“เชิญครับ…คุณอา”

เขากล่าวพร้อมเปิดประตูออกจนกว้าง

อามันต์พยักหน้า แล้วก้าวเข้าไปตามคำเชื้อเชิญ

Don`t copy text!