รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 5 : ชีวิตคือความเสี่ยง

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 5 : ชีวิตคือความเสี่ยง

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 5 –

 

ใกล้หมดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทศทิศจำเป็นต้องเดินทางกลับต่างจังหวัดเพื่อทำงานของบริษัทต่อ โดยวางแผนกับมัทมีนาไว้คร่าวๆ ก่อนว่า จะค่อยๆ จัดการเรื่องย้ายบ้าน เนื่องจากต้องจัดการอย่างเป็นความลับ ไม่ให้นายอภิบาลพ่อของเขา กับทิชากรผู้เป็นภรรยาโดยพฤตินัย…ล่วงรู้

เขาใช้เวลาในช่วงวันหยุดคราวนี้ หมดไปกับการพามัทมีนาไปดูที่อยู่ใหม่ และวางแผนว่าจะจัดเก็บโยกย้ายกันอย่างไรเพื่อไม่ให้สะดุดตา นอกเหนือจากนั้นก็ไปเยี่ยมแม่และกินข้าวกับน้องสาวทั้งสองคน เพื่อให้มีกำลังใจกันมากขึ้น

ระหว่างทางก่อนกลับถึงไซต์งานไม่กี่ร้อยเมตร ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ขับรถรับส่งทศทิศเข้ากรุงเทพฯ ก็พาเขาแวะไปที่บ้านหลังหนึ่ง มีรั้วรอบขอบชิด ตัวบ้านเป็นบ้านสองชั้นทรงโมเดิร์นสีน้ำเงินเข้มบนพื้นที่หนึ่งร้อยสี่สิบเจ็ดตารางวา สร้างอยู่ในหมู่บ้านโครงการหรู ตั้งอยู่บนถนนมุ่งเข้าตัวจังหวัด

ตอนที่มาถึงเป็นเวลาเย็น พระอาทิตย์คล้อยต่ำใกล้ตกดินเต็มที ในบ้านเปิดไฟสว่างเช่นเดียวกับบ้านเกือบทุกหลังในบริเวณเดียวกัน ดูแล้วไม่มีสิ่งใดแตกต่าง แต่เมื่อตาม ‘ผู้ดูแล’ ของเขาเข้าไปในบ้านหลังงาม ทศทิศก็พบชายผู้หนึ่งในชุดเชิ้ตขาวพับแขนกับกางเกงยีน…กำลังยกจานไข่เจียวกับไส้กรอกทอดเดินออกมาจากห้องครัว และคนคนนั้นก็คือความแตกต่างอย่างที่สุด กับสังคมรอบตัวเขา

ผู้ชายเอเซียนหน้าตาหล่อเหลา ท่าทางนุ่มนวลเรียบง่าย แต่ทุกอย่างที่เห็นด้วยตา…ล้วนไม่จริง

ด้วยความที่ติดตามวงการนี้จากความชอบส่วนตัว ทศทิศจึงเคยได้ยินชื่อ ลูพัส ฉายา เลอ ลู มาแล้วหลายหน และคนคนนั้น…ตอนนี้อยู่ตรงหน้าเขา

“สวัสดีครับคุณอา”

อามันต์สบตาแขกผู้มาเยือนสองคน ก่อนวางจานกับข้าวทั้งสองจานไว้บนโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมกลางโถงสูง รายล้อมด้วยเก้าอี้ไม้เข้าชุดหกตัว

“กินข้าวเย็นมาหรือยัง ถ้ายังก็มากินด้วยกัน”

เขาชวนด้วยน้ำเสียงโทนต่ำไพเราะกับท่าทางสบายๆ ชนิดที่ให้มองอย่างไร ทศทิศก็ไม่สามารถโยงอีกฝ่ายให้เข้าใกล้ความไม่ธรรมดาได้ โดยเฉพาะเมื่อมีดวงตาซื่อใสอยู่บนหน้า จนทำให้ดูเป็นผู้ชายสวยในบางมุม

“ยังครับคุณอา ผมว่าจะแวะกินก่อนกลับบ้านพัก”

“กินที่นี่แหละ มาสิ นายเอาด้วยไหมพีท” อามันต์หมายถึงลูกน้องของเขาที่ได้รับคำสั่งให้ไปคอยดูแลทศทิศ แต่อีกฝ่ายปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรครับลู” ตอบแล้ว พีทหรือปีเตอร์ก็ถอยออกไปจากห้องโถงทางช่องประตูเชื่อมกับห้องครัว ซึ่งมีทางทะลุออกนอกบ้านทางด้านหลัง ทิ้งทศทิศไว้ในบ้านตามลำพังกับเจ้านายตน

อามันต์เดินย้อนกลับไปในห้องครัว แล้วหยิบจานออกมาอีกใบหนึ่ง ตักข้าวสวยจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้าบนโต๊ะ แล้วยื่นให้ทศทิศ

“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มกล่าวอย่างมีมารยาท จากนั้นก็ร่วมกันรับประทานอาหารเย็นง่ายๆ กับอามันต์

มื้อเย็นผ่านไปได้หลายคำ เจ้าของบ้านค่อยเริ่มสนทนา

“เป็นไงบ้าง”

แน่นอนว่าทศทิศต้องรู้ว่าอีกฝ่ายถามถึงอะไร

“ราบรื่นดีครับ ขอบคุณมาก”

ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ คราวนี้ อามันต์ให้ลูกน้องสามคนช่วยอำนวยความสะดวกให้ คนที่ชื่อปีเตอร์คอยดูแลเขา ส่วนคนที่ชื่อเดวิด กับเลงโบลูกน้องอีกคนที่เพิ่งเรียกมาช่วยงาน คอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวของทิชากรกับพ่อให้เขารู้ จะได้หลีกเลี่ยงได้ถูก และมันก็ได้ผล กลับกรุงเทพฯ คราวนี้ เขาคลาดกับคนที่อยากเจอหน้าเขาทุกคน ไม่ต้องปวดหัวจนกระทบถึงงาน

“มานีพูดถึงคุณอาด้วยครับ”

หัวข้อใหม่ทำเอาอามันต์ชะงักมือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากเล็กน้อย ซึ่งทศทิศสังเกตเห็น

หนุ่มวิศวกรเครื่องกลเริ่มแน่ใจในสิ่งที่เคยสงสัย ตั้งแต่ได้ยินเรื่องเล่าจากเพื่อน…

“เพิ่งรู้ว่าคุณอาเจอมานีแล้วที่ไทเป”

“…บังเอิญน่ะ”

ทศทิศถอนหายใจยาวยืด… “ผมเชื่อว่าคุณอาเจอมานีโดยบังเอิญ แต่ผมหวังว่าการที่คุณอาอยู่คุยกับมานีตั้งเป็นชั่วโมงๆ แถมยังสัญญากันไว้ด้วยว่าจะไปเยี่ยมคุณลุงคุณป้า คงไม่ได้เป็นเพราะคุณอาใช้มานีเป็นเครื่องมือทำอะไรหรอกนะครับ”

เขาถามด้วยสายตารู้ทัน ทว่าอามันต์ก็ไม่สะดุ้งสะเทือนกับมัน เพราะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นความลับระหว่างเธอกับเพื่อนรัก หรือแม้แต่กับครอบครัว

มันเป็นเรื่องบังเอิญ เขาไม่ได้โกหก ทั้งยังยอมรับกับตัวเองด้วยว่า เวลาเกือบสามชั่วโมงที่ได้อยู่กับเธอ เป็นช่วงเวลาพิเศษ

ไม่ว่าจะหันไปมองเธอกี่ครั้งกี่หน มัทมีนาก็มองเขาด้วยสายตาชื่นชม…คิดถึงอย่างลึกซึ้ง จนเขาลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่าตัวเองเป็นใคร ลืมว่าก่อนหน้าจะพบเธอไม่กี่นาที เขาได้ทำอะไรลงไป

แต่ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในใจเขา มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องบอกใครเช่นกัน

“…ชั่วโมงสองชั่วโมงจะเอาไปทำอะไรได้ ก็แค่กินข้าวกับเดินซื้อของฝากอีกนิดหน่อย”

“เป็นอย่างนั้นก็ดีครับ ผมน่ะไม่เท่าไหร่ แต่มานีไม่เคยลืมคุณอา อย่าทำเรื่องที่ทำให้เธอเสียใจจะดีกว่า”

อามันต์ผ่อนลมหายใจอย่างไม่พอใจนัก…ไม่ใช่ว่าทศทิศแทงใจดำ แต่คนอย่างเขารู้ตัวเสมอว่าทำอะไรลงไปบ้าง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเตือน

“เอาตัวให้รอดเถอะ งานยังไม่กระดิก ได้แต่ตามแก้ไขปัญหาชีวิต ถึงเวลาหมดระยะสัญญา อย่าหวังว่าจะได้เพิ่มสักบาท”

ทศทิศเม้มปาก…

“ผมว่าคุณอาก็ต้องเอาตัวให้รอดเหมือนกันละ ส่งคนไปคอยดูแลผม แต่ดันโดนคนจับได้”

“ว่าไงนะ”

“มานีเป็นคนช่างสังเกตมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งเรียนวิศวกรรมสำรวจ ยิ่งสังเกตอย่างมีระบบเข้าไปใหญ่ แค่ดูน้ำดูฟ้าดูต้นไม้ ก็เหมือนจะมองทะลุไปถึงเปลือกโลก เพราะฉะนั้น…ถึงจะทำตัวเป็นคนแปลกหน้าที่ยืนอยู่ข้างทาง แต่เห็นวันเดียวกันสองครั้งก็ไม่พ้นสายตาของมานีได้หรอกครับ”

อามันต์หันไปเรียกลูกน้องตนทันที

“พีท”

เจ้าของชื่อไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็น ทั้งที่ปกติ…แค่ส่งเสียงนิดเดียวก็รีบ

อามันต์ขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น”

“ก่อนจะไปดูบ้านด้วยกัน ผมคุยกับมานีเรื่องที่ทิชารู้ว่าวันไหนผมกลับกรุงเทพฯ แล้วตามมาที่บ้านหรือไม่ก็ที่โรงพยาบาลถูกทุกที น่าจะมีใครคอยรายงานความเคลื่อนไหวของผมให้เธอรู้ หลังจากนั้น พอเรานัดจะไปดูบ้านด้วยกัน วันรุ่งขึ้นมานีก็บอกว่าขับรถผ่านใกล้ๆ บ้านผมแล้วเห็นพีทสองหน ผมพยายามกลบเกลื่อนให้ว่าคิดมากไป อาจไม่ใช่คนของทิชา ขนาดขับรถไปดูบ้านด้วยกันยังไม่มีใครตามหลัง แต่ยังไงมานีก็คงจำหน้าพีทไปแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นจะเปลี่ยนให้เดฟคอยตาม”

“ก็เข้าอีหร็อบเดิมอีกนั่นแหละครับ”

“ยังไงนายก็ต้องมีคนดูแลความปลอดภัย”

“ผมก็ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องเสียหน่อย ผมรู้ว่าตอนนี้ผมมีค่าสองอย่าง ถ้าไม่หลายพันล้านก็ศูนย์บาท ผมไม่ปฏิเสธการมีคนตาม ถ้าคุณอามีลูกน้องพอก็เปลี่ยนมาครั้งละคนแล้วกัน ผมได้รับอนุญาตจากคุณอาให้ไปเยี่ยมแม่อย่างมากสัปดาห์ละครั้ง เปอร์เซ็นต์ที่จะเจอมานีมีสามในสี่ครั้ง เพราะฉะนั้นหนึ่งเดือนต้องเปลี่ยนสามคนเป็นอย่างต่ำ สัญญาแปดเดือนก็แค่ยี่สิบสี่คน”

อามันต์มองมาด้วยสายตาที่เย็นยะเยียบขึ้น ชนิดที่ไม่เหลือเค้าเจ้าของดวงตาใสแจ๋วคนเมื่อครู่

แม้ทศทิศจะไม่ถึงกับกลัว แต่เขาก็ไม่ได้โง่จนคิดจะทดสอบขีดความอดทนของคนอื่นเป็นงานอดิเรก ถึงอย่างไร เขาก็ต้องการเงินค่าจ้างจากงานนี้ จึงย่อมต้องช่วยกันให้ถึงที่สุด เพียงแต่การยอมเป็นเบี้ยให้อีกฝ่ายจับเดิน ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเปลี่ยนเป็นพวกไร้สมอง โกรธไม่ได้ หงุดหงิดไม่เป็น

ยิ่งฝ่ายตรงข้ามเป็นคนเคยคุ้น จนอาจจะเรียกได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยก้าวผ่านความตายมาด้วยกัน มันคงไม่แปลกอะไรนัก หากเขาจะหาเรื่องระบายอารมณ์ใส่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสักเล็กน้อย

“อ้อ แล้วก็ควรเอาคนที่เก่งกว่าพีทด้วยนะครับ เพราะแค่นี้ยังไม่รอดตามานี คนอื่นคงลำบากน่าดู”

อามันต์มองชายหนุ่มอย่างไม่ใคร่พอใจ แต่เขาก็คร้านจะถือสา เพราะตอนเขาอายุเท่านี้ เขาก็ทำอะไรตามอารมณ์เหมือนกัน

“ถ้างั้นฉันไปเอง”

ทศทิศเกือบสำลักข้าวกับไข่เจียวที่เพิ่งตักใส่ปาก ต้องรีบกลืนอาหารแล้วมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาเบิกโต

“คุณอาว่าไงนะครับ!”

“นายบอกว่าลูกน้องฉันโดนจับได้ไม่ใช่หรือไง เพราะงั้น ถ้าจะเหลือคนที่ไม่ขัดตามีนกับคนรอบตัวนาย ก็คงมีแต่ฉัน”

“แต่…แต่…”

“หรือว่าเรื่องที่พีทโดนมีนจับได้ เป็นเรื่องล้อเล่น”

“เปล่า ไม่ครับ เป็นเรื่องจริง”

“ถ้าอย่างนั้นก็เพราะทุกอย่างต้องเป็นอย่างนี้ มีนช่างสังเกต ส่วนนายไม่ได้เรื่อง และลูกน้องฉันห่วยแตก”

ทศทิศไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลายเป็นอย่างนี้ เขาแค่หวังว่าระหว่างทำงานด้วยกัน อีกฝ่ายจะเปิดเผยกับเขา แต่แล้ว…อามันต์กลับปกปิดเรื่องได้พบมัทมีนา ซึ่งมันเป็นข้อมูลสำคัญอย่างยิ่งยวด

“คุณอาไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้มานี”

“ใช่ ไม่จำเป็น แต่ที่ฉันต้องไปนี่ ไม่ใช่เพราะนายไม่มีปัญญาทำให้เรื่องมันจบหรือไง”

“ผมรู้ แต่…มันไม่ได้”

“ทำไม นายคิดว่าฉันจะไปทำอะไรคนของนายเข้าหรือไง แม่? น้องสาว หรือมีน? ฉันขายอาวุธแบบถูกกฎหมายนะ ไม่ได้รับจ้างฆ่าใคร!”

ทศทิศต้องกลั้นหายใจกับคำสุดท้าย เพราะไม่รู้จะแก้ต่างอย่างไรดี

ใช่…เขาชอบเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ยิ่งเติบโตมาในยุคสมัยที่มีอินเตอร์เน็ตให้ค้นข้อมูล มีที่ให้คนคอเดียวกันมารวมตัว เขาก็ยิ่งรู้มาก ถึงขนาดเคยยอมเอาเงินเก็บไปซื้อชิ้นส่วนมาลองประดิษฐ์เล่นอยู่หลายครั้งหลายหน ก่อนจะมีโอกาสได้ลองทำอย่างจริงจังเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และอามันต์พบว่าโครงงานของเขามีความเป็นไปได้

สำหรับพวกเขาแล้ว งานที่ทำอยู่ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายก็จริง เพราะอามันต์มีบริษัทจดทะเบียนอย่างถูกต้อง แต่กว่าจะสำเร็จ ก็ไม่แน่ว่าจะไม่ต้องผ่านเรื่องเลวอะไรหรือไม่ แล้วเขาจะปล่อยให้คนที่เขารักเฉียดเข้าใกล้ได้อย่างไร

มันเสี่ยง!

“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

“แต่นายคิด”

“ก็ได้ๆ ผมคิด หรือคุณอาจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร”

“ฉันไม่ได้ความจำเสื่อม” เขาตอบเสียงเย็น “นายต่างหากที่จำไม่ได้ว่าตัวเองต้องทำอะไร การที่ฉันอะลุ้มอล่วยเรื่องแก้ปัญหาของนาย แถมยังจะช่วย ก็เพราะไม่ต้องการให้งานผิดพลาด ไม่ได้เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน จำใส่สมองซะ แล้วก็รีบทำงานให้เสร็จ เสร็จเร็วเท่าไหร่ ฉันก็ไปจากชีวิตพวกนายเร็วขึ้นเท่านั้น”

ทศทิศอับจนถ้อยคำ พร้อมๆ กันนั้นก็เริ่มจะอึดอัดจากแรงกดดันที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น

แน่ละ เขาจะสู้กับคนตรงหน้าได้อย่างไร เขาเป็นแค่คนธรรมดา โดนมีดบาดนิดเดียว โอดครวญไปทั้งวัน ในขณะที่อามันต์ อยู่ในจุดที่อย่างไร ก็ต้องเคยผ่านความเป็นความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

เขาไม่เห็น แต่ไม่ใช่ไม่รู้ ของอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นเอง แค่สำเหนียก…

“ก็ได้ ผมจะรีบทำงานให้เสร็จ”

“ก็แค่นั้นแหละ” อามันต์รวบช้อนอย่างคนไม่ลืมมารยาทบนโต๊ะอาหารก่อนลุกขึ้น “กินเสร็จก็กลับไปได้แล้ว ว่างเมื่อไหร่ก็มาที่นี่ ห้องทำงานนายอยู่ข้างบน”

กล่าวจบ เจ้าของบ้านก็เดินขึ้นชั้นบนเลย โดยไม่สนใจแขก

ทศทิศต้องถามไล่หลัง “คุณอาจะไปเยี่ยมพ่อแม่มีนเมื่อไหร่ครับ”

“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”

คำตอบไม่ได้ทำให้คนถามสบายใจ กลับทำให้กังวลมากขึ้นกว่าเดิม

ระหว่างวิ่งอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้านานติดต่อกันมากกว่าหนึ่งชั่วโมง เสียงเตือนว่ามีการส่งข้อความผ่านโปรแกรมสนทนาเข้ามา ดังขึ้นทีหนึ่ง

อามันต์ชำเลืองดูหน้าจอสมาร์ตโฟนที่วางไว้บนแผงบังคับลู่วิ่ง พอเห็นเป็นชื่อมัทมีนาก็กดสั่งให้อุปกรณ์ออกกำลังกายเข้าสู่โหมดเตรียมหยุด รอจนร่างกายปรับสภาพและโปรแกรมการวิ่งจบลง ค่อยคว้าผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าเช็ดหัวเปียกชุ่ม โดยไม่ลืมหยิบสมาร์ตโฟนมาเปิดดูข้อความที่มัทมีนาส่งมา

มีนเล่าให้ทศกับที่บ้านฟังว่าเจอคุณอา ทุกคนอยากเจอค่ะ เมื่อไหร่คุณอาจะเสร็จธุระคะ

ข้อความของเธอสั้น แต่ได้ใจความครบถ้วน เพียงแต่อามันต์อ่านแล้ว กลับคิดถึงความหมายที่อยู่ลึกลงไป มากกว่าที่เห็นได้จากตัวหนังสือ

เมื่อตอนเย็น ทศทิศเพิ่งบอกว่าไปเจอหญิงสาวมาตอนกลับไปเยี่ยมแม่ที่กรุงเทพฯ มันจึงไม่แปลกหากการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกัน จะกระตุ้นเตือนให้มัทมีนาระลึกถึงเขา ทว่าสิ่งที่อามันต์เฝ้าคอย ก็คือคำตอบที่ว่า…เธอจะเป็นฝ่ายติดต่อมาก่อนหรือไม่

หากไม่ติดต่อมาหาภายในวันสองวัน เขาจะได้วางใจว่าเธอไม่สนใจคนในอดีตแล้ว แต่เธอก็ติดต่อมาหาเขาก่อนจนได้ และนั่นคือเครื่องหมายของความยุ่งยากบางประการ

แรกเริ่มเดิมที อามันต์คิดว่างานจะจบลงอย่างรวดเร็ว เพราะคนที่มาขายแนวคิดอาวุธปืนแบบใหม่คราวนี้ ดูมีความรู้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ออกมาพูดเล่นๆ เหมือนที่เคยเห็นมานับไม่ถ้วน และโครงงานก็ทำไปแล้วเกือบครึ่ง น่าจะใช้เวลาอีกสามถึงสี่เดือนก็เสร็จ แต่เมื่อพบว่าคนที่มาเสนอขายไอเดียในห้องลับคือทศทิศ ทุกอย่างพลันเปลี่ยน

เป็นคนอื่น เขาคงพาตัวไปเก็บไว้ที่ห้องวิจัยของบริษัทโดยไม่สนเหตุผลใดๆ ของเจ้าตัว เพราะงานคือข้อตกลง สัญญาแล้วก็ต้องทำงานให้คุ้มเงิน แต่ทศทิศมีปัญหารอให้แก้กองเบ้อเร่อ

ต่อให้ไม่มีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งเป็นตัวเชื่อม ทศทิศก็ยังเป็นเด็กที่เขาเคยช่วยชีวิต จะให้เขาเขียนด้วยมือลบด้วยเท้าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างนั้นหรือ

ในเมื่อพิจารณาตามหลักเหตุและผลแล้วรู้ว่าการหักหาญน้ำใจ มีแต่จะส่งผลกระทบถึงงาน และปัญหาเหล่านั้นก็มีทางแก้ไขได้ เขาย่อมจะปล่อยให้อีกฝ่ายทำ ดีกว่าบังคับขู่เข็ญแล้วต่างฝ่ายต่างจนมุม ไม่ได้ประโยชน์ทั้งคู่

ทว่า…ในขณะที่เขาคิดว่าสถานการณ์จะคงตัวไปเรื่อยๆ จนจบ กลับเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมัทมีนาสังเกตเห็นลูกน้องที่เขาส่งไปดูแลทศทิศ

ตอนได้ยินข่าว อามันต์แทบไม่เชื่อหูตัวเอง แต่เขาก็ไม่ได้โกรธจนต้องควานหาตัวคนทำผิดมาลงโทษ เพราะต่อให้มัทมีนาล่วงรู้ว่าปีเตอร์เป็นใคร เขาก็มั่นใจว่าเธอจะไม่ทำอะไร อันจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อเขาหรือเพื่อนรักของเธอ

มัทมีนาคือเด็กอีกคนที่เขาอุ้มออกจากกองไฟกับมือ ในสายตาเขา เธอมีฐานะแตกต่างจากคนอื่น เมื่อโตขึ้น เป็นหญิงสาวเต็มตัว ในใจเขา…ซึ่งยังคงมีที่ว่างสำหรับเด็กหญิงในตอนนั้นอยู่ ก็ยอมให้เธอก้าวเข้ามายืนที่ที่เคยมีตัวตน

เพียงแต่…ด้วยรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม สวย…น่ารัก ร่าเริง รอยยิ้มสดใสที่ทำให้คนรอบข้างพลอยมีความสุขไปด้วยของเธอ ทำให้เขาถึงกับหลงลืมว่าตัวเองเป็นใครไปชั่วขณะหนึ่ง

คืนนั้นที่ไทเป…ใต้แสงไฟจากร้านค้า ท่ามกลางผู้คน…อามันต์ช่วยมัทมีนาซื้อของฝากให้แม่กับเพื่อนๆ และกลิ่นน้ำหอมไม่คุ้น ก็ทำให้เขาใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

อามันต์ยังจำได้…ถึงตอนที่เธอถาม พร้อมกับยื่นขวดน้ำหอมมาให้เขาอย่างซื่อๆ …มองเขาดวงตาสวยคมของเธอ จับจ้องมองมาราวกับมีเขาเพียงคนเดียวในโลก

‘ผู้ชายชอบกลิ่นนี้ไหมคะคุณอา’

‘ชอบ…’ เขาบอกเธอ

‘แล้วกลิ่นนี้ล่ะคะ’

จากนั้นมัทมีนาก็ขอให้เขาช่วยเลือกอีก หลายกลิ่นนับไม่ถ้วน ซึ่งเขาควรจะรู้ว่า เธอไม่ได้มีความตั้งใจอื่นใดนอกจากอยากได้ความเห็นของผู้ชายคนหนึ่ง…ซึ่งก็ให้บังเอิญที่เป็นเขา แต่พอช่วยเธอเลือกน้ำหอมจนเจอกลิ่นที่ชอบที่สุดแล้ว เขากลับเผลอคิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ว่าถ้าน้ำหอมกลิ่นนี้อยู่บนตัวเธอ จะให้ความรู้สึกแบบไหน

ผู้ชาย…

ใช่ เขาเป็นผู้ชาย และเธอก็สวยเหลือเกิน เป็นหญิงสาวที่มองทุกสิ่งตรงๆ โดยไม่เขินอายหวาดกลัว สบตาทุกคนอย่างมั่นใจในตัวเอง สวยงามจนไม่น่าแปลกใจ หากจะมีผู้ชายหลายคนโดนเธอฉวยหัวใจเอาไปขยี้เล่น

น่าเสียดายที่เขาคงไม่มีโอกาสได้รู้ ว่ามีผู้ชายที่เคยอกหักเพราะเธอกี่คน หลักหน่วยหรือหลักสิบ เพราะเขาตั้งใจจะไม่กลับไปแวะเวียนข้องเกี่ยว แต่แล้ว สถานการณ์กลับบีบให้ขยับเข้าไปหาเธอทีละนิด

ในเมื่อทุกอย่างดำเนินมาถึงตอนนี้ อามันต์คงไม่อาจเลี่ยง…

ต้องเดินต่อไปบนทางที่เหลือให้เลือกอย่างเยือกเย็น

Don`t copy text!