รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 4 : ทุกสิ่งล้วนแก้ไขได้เสมอ

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 4 : ทุกสิ่งล้วนแก้ไขได้เสมอ

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 4 –

 

มัทมีนาอดทนรออยู่สามวัน ทศทิศก็มาจากต่างจังหวัดในวันหยุดสุดสัปดาห์ตามที่รับปากไว้

ทีแรกหญิงสาวคิดว่าเพื่อนรักจะอยู่ในสภาพย่ำแย่ แต่เมื่อได้เจอกัน…แม้เขาจะยังมีร่องรอยของความทุกข์ หลงเหลืออยู่ในรูปของร่างกายที่ผ่ายผอมลง แต่สีหน้าเขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นึกกลัว

มันทำให้เธอโล่งอก

“ค่อยยังชั่วหน่อย…นึกว่านายจะแย่กว่านี้เสียอีก”

“ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไร” ชายหนุ่มเองก็พลอยถอนใจ เพราะตั้งแต่รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาก็กังวล กลัวคนอื่นจะรู้ความลับ แต่เมื่อกลับมาแล้วพบว่าแม่กับน้องสาวฝาแฝดไม่แสดงท่าทีต่างไปจากเดิม เขาค่อยใจชื้น มาเกร็งอีกหนก็ตอนจะต้องเจอหน้าเพื่อน

โชคดีที่มัทมีนาเป็นห่วงเขาจนพอใจกับสภาพภายนอก มากกว่าจะสงสัยว่าเพราะอะไร…หรือมีอะไรที่ทำให้สถานการณ์ในใจเขาคลี่คลายลง

“…เราขอโทษที่ไม่ได้บอกไป แต่นายก็รู้อยู่แล้วว่าถึงจะบอกไป นายก็อยู่ตั้งออสเตรเลีย”

การฝึกฝนให้ตัวเองต้องคิดแบบเป็นระบบแบบแผน เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่การงาน ทำให้เธอและเขาเข้าใจในเหตุและผลโดยธรรมชาติ รู้ว่าอะไรคือที่มา อะไรคือผลลัพธ์ แต่สำหรับเรื่องความรู้สึกนั้น…ยากจะฝืนให้มันเข้าใจ

“ยังไงฉันก็โกรธอยู่ดี ร้องไห้กับวีสามไปแล้วด้วย”

มัทมีนาตรงไปตรงมากับเพื่อนรักเสมอ และทศทิศก็เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น…

เธออยู่กับเขาตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำความรู้จักเรื่องราวในโลก เป็นเด็ก และเติบโต ยามที่เขาย่ำแย่อย่างถึงที่สุด มีปัญหากับเพื่อน มีปัญหาทางครอบครัว มัทมีนาไม่เคยพูดว่าเป็นเขาที่อ่อนแอเอง หรือพยายามกระตุ้นให้เขาลุกขึ้นสู้ในตอนที่เขาเหนื่อย

เธอแค่แสดงตัวให้เห็นว่ายังอยู่ใกล้ๆ เขาเสมอ ไม่ได้ห่างเหินและพร้อมให้ความช่วยเหลือ มัทมีนาจึงเป็นยิ่งกว่าเพื่อน แต่เป็นเหมือนคนในครอบครัวที่เขาไม่อยากให้รู้…ไม่อยากให้เสียใจกับสิ่งที่เขาตัดสินใจทำลงไป

ชายหนุ่มจูงเธอไปนั่งลงด้วยกันที่ม้านั่งยาวในสวนหย่อมของโรงพยาบาล ก่อนจะปล่อยให้ความเงียบเข้ามาช่วยประสานความรู้สึกที่แกว่งไกวครู่หนึ่ง

“…เราขอโทษจริงๆ มานี…เราไม่อยากให้นายเป็นห่วง”

“ฉันรู้…” มัทมีนาสูดลมหายใจเข้าลึก สำหรับเพื่อนแล้ว มันไม่มีความน้อยใจ มีแต่ความปรารถนาดี หรือไม่ก็โกรธ

ชัดเจนในความรู้สึก ไม่มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ แฝงอยู่ให้คลางแคลงใจกัน

“แล้วจะเอายังไงต่อล่ะ จะให้ช่วยอะไรไหม”

“เราตัดสินใจอะไรได้บ้างแล้วล่ะ คงต้องเริ่มจากดูก่อนว่าอันไหนจำเป็นเร่งด่วน”

“ก็ต้องเรื่องของป้ากันยาอยู่แล้ว”

“ใช่…และเราคิดว่าคงต้องย้ายบ้านก่อน”

“ย้ายบ้าน?”

“อือ เราต้องการระยะห่างจากปัญหา ไม่อย่างนั้นคงได้แต่ประสาทเสีย”

“หมายความว่าจะย้ายบ้านหนี”

“ใช่”

“แต่การจะตามหาใครสักคน ที่จริงมันไม่ยากเลยนะ ป้ากันยายังต้องไปโรงพยาบาล วีสองวีสามก็ยังไปเรียนหนังสือ ตามจากสองทางนี้ เดี๋ยวก็เจอ”

“เรารู้ว่ามันไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่เราตั้งใจถอยไปตั้งหลัก” ทศทิศเอนหลังลงพิงพนักเก้าอี้ยาวคล้ายคนหมดเรี่ยวแรงจะทรงตัว “…นายพอรู้ใช่ไหมว่าทั้งพ่อทั้งทิชา เคยไปหาเราที่ทำงาน”

“รู้จากวีสาม”

“นั่นแหละ สองคนนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนร่วมงานมีปัญหา พวกเขาไม่ได้พูดอะไรหรอก แต่ก็คงคิดบ้างละ ว่าไอ้นี่มันลูกอกตัญญู พ่อไม่มีคนเลี้ยงมันยังไม่ดูดำดูดี ผู้หญิงมาหาบ่อยๆ แล้วก็กระซิบกระซาบทะเลาะกัน แถมเรายังโดนตบหน้า มันต้องไปทำเขาท้องแล้วไม่รับหรือหลอกอะไรเขาสักอย่างแน่ๆ สารเลว อะไรทำนองนี้ เราก็เลยตัดสินใจแจ้งทางบริษัทไปว่าเสร็จเรื่องในนิคมอุตสาหกรรม จะขอลาออก”

มัทมีนาตกใจ “เรื่องมันต้องถึงขั้นนั้นเลยเหรอทศ”

“ความจริงมันก็ไม่ควรหรอก เพราะเรายังต้องใช้เงินเป็นค่ารักษาแม่ต่อเนื่อง แต่เรื่องมันยืดเยื้อมาจนหมดทางแก้แล้วมานี มัน…พังแล้วจริงๆ เราไม่สามารถเริ่มต้นตรงที่ที่มันพังได้ ตอนนี้เราเหลือแค่แม่คนเดียวแล้ว…เราไม่ยอมเสียแม่ นายเข้าใจใช่ไหม เพราะแม่เรารอไม่ได้ ตั้งแต่เกิดเรื่อง แม่รักษาตัวได้ช้ามาก เรากลัวว่าถ้าแม่ไม่ได้รักษาตัว แม่จะ…”

เขาพูดไม่ออก…

มัทมีนารีบดึงเพื่อนมากอด เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นน้ำตาผู้ชายของเพื่อนที่โตมาด้วยกัน

ทศทิศอายุเท่าเธอ แค่ยี่สิบกลางๆ เท่านั้น แต่เขาต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องอดทน และไม่มีที่ไหนเลย ที่จะให้เขาได้แสดงความอ่อนแอ คงจะมีก็แต่กับเพื่อนอย่างเธอ

“…ทุกวันนี้เราคิดแต่ว่าทำไมมีแต่คนคิดจะฆ่าแม่เรา มานี โดยเฉพาะผู้ชายคนนั้น เขาก็รู้ว่าตัวเอง…ทำให้แม่เสียใจได้มากที่สุด ก็ยังจะใช้สุขภาพของแม่บีบเรา เนี่ยเหรอ…เนี่ยเหรอ…คนเป็น…พ่อ!”

เขาเค้นเสียงออกมาทีละคำ และกอดเธอแน่นมาก แต่เรี่ยวแรงของเขาก็ไม่ได้ทำให้มัทมีนารู้สึกอะไรนัก เพราะเธอเจ็บใจมากกว่า

น้ำตามันไหลออกมาเองด้วยความเจ็บปวดไม่แพ้กัน

“ไม่เป็นไร เพื่อน…ฉันช่วยเอง ฉันช่วยเอง…ทศ ฉันช่วย…”

ชายหนุ่มซบหน้ากับบ่าเธอ สะอื้นหนัก เขาร้องไห้อยู่นาน ราวกับรอคอยที่จะได้ร้องไห้กับใครสักคนที่เข้าใจเขา และเธอคือคนคนนั้น

กระทั่งความคับแค้นชิงชังละลายไปกับน้ำตาบ้าง ค่อยสามารถดึงตัวเองกลับคืน

ทศทิศหายใจสั่นๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเช็ดหน้าตัวเองกับแขนเสื้อ

ผู้ชายร้องไห้ หน้าตาดูไม่ได้เอาเสียเลย แต่เขาไม่อายเพราะเธอเห็นมาแล้วหลายครั้ง นับตั้งแต่รู้จักกันมา

“…เราคิดดีแล้วล่ะมานี มันเป็นเรื่องของการไม่ต้องรับศึกพร้อมกันสองทัพ”

มานียิ้มทั้งน้ำตา “รับศึกสองทัพ…คิดออกมาได้ยังไง”

อามันต์เป็นคนบอกเขาอย่างนั้น แต่ทศทิศจะไม่เล่าให้เพื่อนฟัง

“จริงอยู่ว่าถึงย้ายบ้าน ก็คงมีคนตามหาจนเจอได้ แต่เราแน่ใจว่าคนที่ตามหาเจอเร็วกว่า น่าจะเป็นทิชา…ทิชาเป็น…แฟนเราน่ะ”

“อือ”

“ส่วนผู้ชายคนนั้นมีศักยภาพไม่เท่าอีกคน แต่กลับมีผลกระทบกับแม่เรามากที่สุด เราก็เลยเลือกที่จะถอยไปตั้งหลักที่อื่นก่อน”

“ถ้าเป็นอย่างนี้ก็พอเข้าใจแล้วล่ะ อย่างนี่คงต้องหาบ้าน ให้ฉันหาให้ไหม เรื่องย้ายบ้านก็ด้วย เดี๋ยวจัดการให้ นายก็กลับไปทำงานของนายไป ทางนี้ปล่อยให้ฉันจัดการ”

“เราตั้งใจจะขอให้นายช่วยอยู่แล้วมานี แต่บ้านน่ะหาได้แล้ว เป็นบ้านของเมเนเจอร์ อยู่ใกล้โรงพยาบาลกับรถไฟฟ้า หมู่บ้านมีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด ไม่มีคนรู้จักข้างใน ไม่ให้เข้าสะดวก แถมคิดค่าเช่าถูกมาก สองชั้นห้าห้องนอน เดือนละแปดพัน”

“หา?”

“ถูกจนงงเลยใช่ไหม” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างขมขื่น “ราคาคนถูกอัธยาศัยกันน่ะ บอกทางหมู่บ้านไม่ได้ด้วยนะว่าให้เช่า บอกแค่ว่าให้ญาติมาอยู่ แกรวย นิสัยดีด้วย เห็นบอกว่าซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นเรือนหอ แต่หลังแต่งงาน โหมงานหนักไปหน่อย ไม่มีเวลาให้แฟน เขาเลยไปมีคนใหม่ เลิกกัน บ้านก็ปล่อยว่าง ทีแรกว่าจะขาย แต่ดันไม่มีเวลาขายอีก ฝากนายหน้าไว้ นายหน้าก็เอาไปบวกราคาเพิ่มซะเป็นล้าน แพงอย่างนั้นใครจะซื้อ พอทะเลาะกัน พวกนั้นเลยมีการบอกต่อๆ กันว่าจะไม่ขายให้ สรุป…พี่แกบอกอยากเช่าก็เอาไป ขอแค่ทำความสะอาดดีๆ ก็พอ”

“นิสัยดีมีเงิน ก็ยังมีเรื่องไม่ลงตัวได้อีก…อนาคตนายกับฉันจะเป็นอย่างนี้ไหมทศ พวกทำงานจนโงหัวไม่ขึ้น สุดท้ายก็พลาดบางอย่างไปเฉยๆ”

“ไม่รู้เหมือนกัน…” ทศทิศตอบเพื่อนอย่างเหม่อๆ “แต่มันก็อย่างนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าอยากได้อะไร…ก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน”

“ใช่…” มัทมีนายอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะมันเป็นเรื่องจริง “ก่อนหน้านี้ ฉันดีใจว่าได้ไปทำงานใหญ่ไกลข้ามทวีปเสียที แต่พอกลับมาแล้วเจอว่าเวลาสามเดือน สามารถเกิดเรื่องได้ขนาดนี้ มันก็ใจไม่ดี ไม่รู้ว่าคราวหน้าถ้าไปนานๆ กลับมาจะมีอะไรรออยู่”

ทศทิศถอนหายใจ “…เราเป็นต้นเหตุให้นายคิดอย่างนั้นใช่ไหม”

มัทมีนาปฏิเสธไม่ได้ และเธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธ

ต้นเหตุของปัญหามากมายในสังคม ส่วนมากเริ่มจากความขาดแคลน และครอบครัวของทศทิศก็ไม่ต่างจากนี้เท่าไร

ด้านการอบรมสั่งสอนหรือการศึกษานับว่าไม่ด้อย แต่พื้นฐานด้านการเงินของครอบครัวเพื่อน กลับน้อยกว่าเธอหลายเท่า ตอนเกิดมามัทมีนามีบ้านหลังขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ให้อยู่ ธุรกิจซื้อขายที่ดินของพ่อกับแม่ก็ไปได้สวย ซ้ำยังอยู่ระหว่างขยับขยาย จะรับเหมาก่อสร้างบ้านให้ลูกค้าเพิ่ม ในขณะที่เพื่อนต้องอยู่ร่วมกับครอบครัวห้าคน ในบ้านที่มีพื้นที่จำกัดจำเขี่ย

ในช่วงแรกของชีวิต…ตอนยังเด็ก มัทมีนากับน้องชายต้องทนเหงาอยู่ในบ้านกันสองคน เพราะพ่อกับแม่อยู่ในระหว่างทุ่มเทให้กับการทำมาหาเก็บให้ลูก แต่หลังเธอกับน้องชายประสบอุบัติเหตุ พ่อกับแม่ของมัทมีนาก็หันมาให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ไม่ขยายกิจการ สมัครใจจะทำเพียงบริษัทจัดสรรที่ดินเล็กๆ เลี้ยงตัวเองและครอบครัวมาเรื่อยๆ ต่างจากทศทิศ ที่พ่อของเขาไม่อาจทนอยู่ในกรงขังอันอัตคัดขัดสน จนตัดสินใจโบยบินออกไปจากรังแคบตามลำพัง

มัทมีนากับทศทิศผ่านความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมาด้วยกัน พวกเขาย่อมเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้มีความสุข อะไรคือเรื่องที่ทำให้ต้องทนทุกข์ ถึงอย่างนั้น ความจำเป็นก็คือความจำเป็น

เงินเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำรงชีพ พวกเขาจึงพยายามทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ระหว่างที่เส้นทางชีวิตของมัทมีนาเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อนรักของเธอกลับต้องแรงพายุจนแทบล้ม

เวลาสามเดือนที่มัทมีนาไม่อยู่ช่วย ไม่อยู่รับรู้ ทั้งยังเอาแต่ทำงานอย่างสนุกสนาน มีความสุขกับสภาพแวดล้อมใหม่ ต่างที่ ต่างวัฒนธรรม มันทำให้เธอรู้สึกผิดต่อเพื่อน…

ผิดต่อคนที่เธอไม่เคยเห็นเป็นอื่น นอกจากคนในครอบครัว

“…มันก็อดคิดไม่ได้ไม่ใช่หรือไง” มัทมีนาว่าพร้อมสูดจมูกเล็กน้อย “ตอนรู้ว่าจะได้ไปโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ออสเตรเลีย เราดีใจจนบอกไม่ถูก แต่พอกลับมากลับเจอนายในสภาพนี้ มันตรงกันข้ามกับตอนแรกที่ไปจริงๆ…”

เสียงสะอื้นเบาๆ ที่ซ่อนอยู่ในลมหายใจของมัทมีนา ทำให้ทศทิศรู้สึกผิดต่อเพื่อนรักเช่นกัน

“เราขอโทษที่ทำให้นายคิดมาก มานี”

“ไม่หรอก ฉันเองก็รู้…ว่าต่อให้เราพยายามมากแค่ไหนที่จะเป็นคนดี มันก็ไม่ได้การันตีว่าชีวิตเราจะมีความสุขแน่ๆ ขนาดนายตั้งใจเรียนจนได้เกียรตินิยม แถมยังมีความสามารถพิเศษ ชนะเลิศการแข่งขันอะไรอีกบานพะเรอ เพิ่งจบใหม่ก็ได้งานมีเงินเดือนสูงจนไม่น่าเชื่อ ก็ยังทำให้คนอื่นไม่ถูกใจอยู่ดี ฉันก็แค่…กลัวการไม่รู้ตั้งแต่ต้น มันรับมือไม่ถูก…”

ทศทิศก้มหน้า ตาตกมองพื้น…เพราะการที่เรื่องมันย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาก็มีส่วน

หากเขาไม่เผลอไปกับสังคม อยากลองใช้ชีวิตด้วยเรื่องไร้สาระอย่างคนอื่นบ้าง เขาก็คงไม่มีโอกาสพบทิชากร ผู้หญิงที่ผู้ชายไม่อาจต้านทานเสน่ห์ได้

เธอเหมือนเครื่องดื่มมึนเมาที่เขาไม่เคยคิดอยากลอง ทว่าเมื่อถึงตอนที่เผลอคิดว่าควบคุมอยู่ นั่นคือการเริ่มต้นของก้าวที่ประมาท

เขาพลาด…พลาดซ้ำๆ กระทั่งหลุดหลงเข้าไปยืนในจักรวาลที่ไม่รู้จัก มันมืดมาก…แต่เขาก็ยังพยายามดิ้นรนหาทาง แม้ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ออกจากจักรวาลที่เขาไม่รู้จักนี้เมื่อไร

“…มันต้องแก้ไขได้ มานี”

 

Don`t copy text!