มนตราราหุล บทที่ 25 : บัญชีที่หาย

มนตราราหุล บทที่ 25 : บัญชีที่หาย

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 25 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เสียงซออู้พลิ้วแผ่วพาท่วงทำนองเนิบหวานลอยละล่องไปทั่วทุกมุมของเรือนใหญ่ วงตะวันก้าวขึ้นไปเงียบๆ เมื่อมองไปยังร่างสองร่างที่นั่งเคียงกันอยู่บนพาไล หล่อนก็รู้สึกราวกับเป็นผู้บุกรุกที่แทรกตัวเข้ามาทำลายบรรยากาศสุขสันต์ระหว่างสามีภรรยา

สะบันงาหยุดมือทันทีที่ภรรยาพระราชทานนั่งลงบนพรมหนาตรงข้ามกับตัวเธอ นาถหันมามอง และยิ้มให้ “แม่สะบันงาบรรเลงเพลงได้ไพเราะมาก น่าเสียดายถ้าแม่วงตะวันมาเร็วกว่านี้ จะได้ฟังตั้งแต่ต้น”

วงตะวันสังเกตว่าแม้จะพูดจาเป็นกันเอง แต่ความกังขาเคลือบแคลงก็เจืออยู่ในแววตาของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ เหลือบมองไปทางสะบันงา เห็นรอยยิ้มหวานแฉล้มของหล่อนดูฝืดฝืนไม่เหมือนทุกครั้งที่พบกัน วงตะวันไม่อยากอ้อมค้อมและคร้านจะทนมองภาพบาดตา จึงเข้าเรื่องทันใด

“คุณสองคนมีเรื่องใดหรือเจ้าคะ ถึงเรียกฉันมา”

รอยยิ้มของสะบันงายิ่งกระดากกระเดื่อง หล่อนเสวางซอลงเพื่อไม่ต้องประสานสายตากับฝ่ายตรงข้าม ขณะที่นาถเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น

“ไม่มีกระไรดอก แต่วันนี้เห็นบ่าวบอกว่าแม่วงตะวันอ้างชื่อแม่สะบันงาส่งขนมไปให้แม่รำพึง ฉันก็แปลกใจนัก จึงอยากจะซักถามดูเท่านั้น”  

ใจคนถามกังวลอยู่ว่าวงตะวันจะโวยวายออกตัว หรืออย่างน้อยก็ทำหน้าบึ้งว่าเจ้าของบ้านไม่ไว้ใจ เกรงว่าหล่อนจะวางยาพิษในขนม เขาจึงแปลกใจไม่น้อยที่อีกฝ่ายหัวเราะคิก

“เรื่องนี้นี่เอง” หญิงสาวเฉลย “ฉันอยากส่งของกินไปให้แม่รำพึงแทนแม่สะบันงา แม่สะบันงาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำเองอย่างไรเจ้าคะ แหม ฉันก็คิดว่าปิดบังได้แนบเนียนแล้วเชียว ยังถูกจับได้อีก”

หล่อนพูดอย่างไม่จริงจังนัก แต่ผู้ที่กระวนกระวายอยู่แล้วรู้สึกคล้ายถูกตำหนิ จึงรีบอธิบายโดยไว “บ่าวที่แม่วงตะวันฝากให้ยกขนมไปส่งมันสงสัย ก็เลยมาถามฉันว่าเป็นคนสั่งจริงหรือไม่ เพราะคุณพี่ให้คนที่เรือนแม่รำพึงทำของกินให้แม่รำพึงคนเดียวเท่านั้น ไม่ให้คนอื่นส่งไปให้”

วงตะวันต้องใช้กำลังใจอย่างหนักหน่วงที่จะสะกดไม่ให้อารมณ์อื่นผุดขึ้นทางสีหน้า…คนเรือนใหญ่ส่งคนเฝ้าจับตามองหล่อนอย่างที่คิดไว้จริงๆ มิฉะนั้นตามธรรมดาของบ่าว หากได้รับเงินสินบนก้อนโตก็ย่อมทำตามคำสั่ง แต่แล้วกลับมีคนนำเรื่องมาบอกนาถและสะบันงาแทบจะทันทีที่วงตะวันสั่งให้นำขนมไปให้แม่รำพึง

เชื่อแน่ว่าตอนนี้ขนมตะกร้านั้นคงถูกตรวจสอบเป็นอย่างดีแล้วว่าไม่มีพิษร้ายปะปนอยู่ ไม่อย่างนั้นนาถคงไม่เพียงเรียกหล่อนมาถาม แต่คงกระโจนเข้าบีบคอวงตะวันไปแล้วเป็นแน่  

“ตายจริง ถ้ารู้อย่างนี้ฉันคงไม่ส่งขนมไปดอกค่ะ เสียของแท้ๆ” วงตะวันออกตัว รอยยิ้มแจ่มใสยังกระจ่างอยู่บนสองแก้ม

ขณะนาถถามย้ำ “เหตุผลเท่านี้เองหรือ”

“เท่านี้เจ้าค่ะ หรือออกหลวงคิดว่ายังจะมีสิ่งใดมากไปกว่านี้อีก”

สีหน้าของหล่อนดูผ่องแผ้วเช่นเคย แต่นาถคิดว่าเขาเห็นแววรู้เท่าทันวูบหนึ่งวาบขึ้นในหน่วยตาดำดังเม็ดนิลคู่นั้น…จริงสิ เขาเองที่เป็นคนออกปากว่าจะลืมเรื่องเก่าและเริ่มต้นใหม่กับหล่อน แต่นาถก็ยังแสดงออกว่าไม่วางใจภรรยาอยู่ดี

“หิวหรือยังเจ้า เย็นนี้แม่สะบันงาเตรียมกับข้าวไว้หลายอย่าง เจ้าน่าจะชอบ” เพราะความรู้สึกผิดประกอบกับอะไรบางอย่าง…คงจะเป็นความสงสารกระมัง...ที่สั่งให้นาถลุกขึ้นจับมือบางมากุมไว้ จูงเดินไปยังสำรับอาหารที่จัดวางไว้พร้อมพรัก

วงตะวันมองกับข้าวมากมายบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ล้วนแต่งามตาด้วยสีสันและการจัดเตรียม แล้วยิ้มให้สะบันงาที่เดินตามมา “แม่สะบันงาเป็นแม่บ้านแม่เรือนเสียจริง กับข้าวพวกนี้น่ากินทุกอย่างเลย”

คนถูกชมยิ้มรับ “ถ้าอย่างนั้นก็กินมากๆ นะ ฉันจะดีใจมากถ้าแม่วงตะวันกินหมดทุกจาน”

วงตะวันหัวเราะรื่น ทั้งสามนั่งลงรับประทานอาหารด้วยกันคล้ายเรื่องขุ่นข้องหมองหมางที่อึมครึมอยู่ก่อนหน้าไม่เคยปรากฎมาก่อน ความคลางแคลง หวาดระแวงถูกเก็บซ่อนอย่างมิดชิด ลึกและลับที่สุดเท่าที่ทุกคนจะทำได้  

มื้ออาหารจบลงอย่างชื่นมื่น ขณะที่วงตะวันเตรียมจะบอกลา นายบุญช่วยก็คลานเข้ามารายงานนาถ “ออกหลวงขอรับ เมื่อเย็นออกญาสุรเดโชแวะมาหาขอรับ แต่ออกหลวงยังไม่กลับท่านจึงขอไปรอที่หอพระ ไม่ขึ้นมาบนเรือนใหญ่”

ตามธรรมเนียมแล้วผู้ใหญ่อย่างออกญาสุรเดโชย่อมไม่ลดตัวมาหาผู้น้อย หากมีการงานจะสั่ง ท่านควรจะส่งทนายมาตามนาถไปพบที่เรือนมากกว่า การมาเยือนของพระยาผู้เฒ่าจึงนับว่าประหลาดยิ่งนัก ผู้ฟังทั้งสามต่างก็อึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง

“ท่านเจ้าคุณมาเมื่อไร ไม่เห็นมีบ่าวมาบอกฉัน” สะบันงาถาม นายบุญช่วยรีบตอบเสียงแจ๋ว “ท่านบอกว่าไม่ต้องเรียนแม่นายขอรับ เห็นว่าท่านมีธุระร้อน ขอไปรอออกหลวงที่หอพระ ท่านขึ้นไปนั่งรออยู่ครู่หนึ่งออกหลวงยังไม่ทันมา ท่านก็ผลุนผลันกลับไปก่อนขอรับ”

นาถยิ่งฉงนมากขึ้นไปอีก “แล้วท่านสั่งความไว้หรือเปล่าว่ามีธุระเรื่องใด”

นายบุญช่วยส่ายหน้า “ไม่เลยขอรับ ท่านนั่งรออยู่คนเดียวบ่าวไพร่ก็ไม่ให้ตามขึ้นไป หน้างี้บึ้งเชียว”

อาการบูดบึ้งข่มขวัญผู้พบเห็นเป็นบุคลิกประจำตัวออกญาสุรเดโชอยู่แล้ว นาถจึงไม่เอาใจใส่ในข้อนั้น เขาหันไปคุยกับภรรยาทั้งสองต่ออีกไม่กี่คำก็ขอตัวไปทำงาน เมื่อเข้าไปในห้องโล่งกว้างของหอพระ หยิบสมุดข่อยในตู้ออกมานั่งอ่านไปเรื่อยๆ ฉับพลันชายหนุ่มก็นึกสังหรณ์ใจบางอย่าง เขาลุกขึ้นเดินตรงไปยังตู้ไม้มะเกลือที่เก็บบัญชีลับของออกขุนชาญณรงค์ไว้ ไขแม่กุญแจที่คล้องตู้แล้วเปิดออก

ชายหนุ่มยืนตัวชา ความรู้สึกดังมีสายฟ้าร้อนผ่าวพาดผ่านลงมาตั้งแต่กระหม่อมถึงปลายเท้า

บัญชีเล่มนั้นหายไปแล้ว!

ลิ้นชักนี้มีแม่กุญแจคล้องอยู่ แต่ด้วยฝีมือของออกญาสุรเดโช การสะเดาะกลอนคงไม่ใช่เรื่องยาก  นาถเคยได้ยินว่าสมัยหนุ่มๆ ท่านเคยรับหน้าที่จารบุรุษขโมยความลับจากศัตรูมาก่อน และทำได้ดียิ่ง หน้าที่การงานถึงได้ก้าวหน้าจนถึงตำแหน่งพระยาอย่างในปัจจุบัน

ความตึงเครียดและสลดใจเหลือจะกล่าวอัดแน่นเต็มอก จนนาถอยากตะโกนออกมาให้สุดเสียง เวรกรรมอันใด เหตุใดอโยธยาถึงเต็มไปด้วยไม้เลื้อยที่หวังจะดูดกินน้ำหล่อเลี้ยงเพียงเพื่อความผาสุกของตนเอง มากกว่าจะช่วยกันทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองสืบไป แม้แต่คนที่เขาคิดว่าภักดีต่อเบื้องยุคลบาท ก็ยังแปรพักตร์ไปได้อย่างคาดไม่ถึง

นาถไม่ได้กลับเรือนเลยตลอดทั้งคืน เมื่อพบว่าบัญชีหายไป เขาก็รีบเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วตรงไปรายงานออกญายมราช ปรึกษาหารือกันเคร่งเครียดครู่หนึ่ง ทั้งคู่ก็พากันขี่ม้าตรงไปเรือนของออกญาสุรเดโช

“ท่านเจ้าคุณทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร รู้ไหมว่าบัญชีเล่มนั้นสำคัญต่ออโยธยาเพียงใด คืนมาให้ฉันเถิด” ออกญายมราชเปิดฉากเจรจาทันทีที่ขึ้นไปบนเรือน เห็นเจ้าของบ้านนั่งอยู่คล้ายรู้อยู่แล้วว่าต้องมีแขก  

ใบหน้าออกญาสุรเดโชซีดเหลืองราวกับเพิ่งฟื้นไข้ ใต้ตาดำคล้ำ ริ้วรอยลึกกระจายเต็มดวงหน้า ร่างสูงใหญ่ที่เคยมีสง่าราศีบัดนี้ผ่ายผอมอ่อนแรง ไม่ต่างจากใบไม้แห้งที่รอปลิดปลิว ท่านไม่สะทกสะท้านต่อความเกรี้ยวกราดของสหาย ขณะตอบกลับเสียงเรียบ

“ฉันรู้ตัวดีว่าทำสิ่งใดลงไป และรู้ว่าบัญชีนั้นสำคัญแค่ไหน แต่ฉันคืนให้ท่านเจ้าคุณไม่ได้ดอก เพราะฉันเผามันไปแล้ว”

“ว่าอย่างไรนะ เผาไปแล้ว” ออกญายมราชคำราม มือที่ถือดาบกำแน่นเห็นเส้นเลือดที่หลังมือเด่นชัด นาถรีบคว้าแขนเจ้านายไว้เพราะเกรงท่านจะโผนเข้าไปฟันอีกฝ่ายตายเสียก่อน เขาเป็นฝ่ายถามขึ้นเสียเอง

“ท่านเจ้าคุณบอกได้ไหมขอรับว่าทำไมต้องทำลายบัญชีนั่นด้วย หรือเพราะว่าในนั้นมีชื่อของจมื่นวิเศษศิลป์ ท่านเจ้าคุณต้องการช่วยลูกเขยอย่างนั้นหรือ”

  “ช่วยลูกเขยเลวๆ อย่างมันน่ะหรือ ออกญาสุรเดโชแค่นหัวเราะ “คุณหลวงคงนึกดูถูกฉันสินะที่เห็นแก่พวกพ้องมากกว่าความถูกต้อง รู้ทั้งรู้ว่าขุนนางในบัญชีเป็นภัยต่อบัลลังก์ของพ่ออยู่หัว แต่ก็ยังปล่อยให้พวกมันมีโอกาสรอดไป แต่ขอให้คิดถึงใจฉันสักนิดเถิด” ท่านเหลือบมองออกญายมราชที่ยืนฮึดฮัด “หากจมื่นวิเศษศิลป์ต้องคดีกลายเป็นนักโทษแผ่นดิน แล้วแม่เฟื่องลูกสาวฉันเล่าจะเป็นเช่นไร ลูกผู้หญิงจะเจริญหรือตกต่ำก็อยู่ที่ผัว เมื่อผัวของแม่เฟื่องเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ ลูกฉันก็หนีไม่พ้นถูกตีตรวนไปด้วย”

เหตุผลของท่านนับว่าน่าเห็นใจไม่น้อย ออกญายมราชเริ่มเข้าใจความจำเป็นของอีกฝ่าย โทสะคุกรุ่นจึงค่อยบรรเทาพอจะทรุดตัวลงนั่ง ใช้เวลาสะกดใจดับอารมณ์อีกครู่หนึ่งก่อนพูดด้วยเสียงเป็นการเป็นงาน  

“ฉันเองก็เห็นใจท่านเจ้าคุณ แต่ท่านเจ้าคุณไม่ควรเห็นแก่ครอบครัวมากกว่าความปลอดภัยของอโยธยา ท่านก็รู้สถานการณ์ในขณะนี้ พวกขุนวรวงศาธิราชมันจ้องจะโค่นล้มบัลลังก์ของพ่ออยู่หัว บัญชีเล่มนั้นจะช่วยให้บ้านเมืองของเรารอดพ้นหายนะได้ แต่ท่านกลับผลักอโยธยาลงสู่กองไฟ จะวิบัติฉิบหายวันใดก็ยังไม่รู้”

ออกญาสุรเดโชยิ้มหยันตนเอง ไม่คิดจะปิดบังความอดสูที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า “ท่านเจ้าคุณพูดไม่ผิด ฉันมันคนเห็นแก่ตัว ทั้งๆ ที่ผ่านพิธีถือน้ำมาแล้วก็ยังทรยศแผ่นดินเนรคุณต่อพ่ออยู่หัวได้ลงคอ แต่ฉันจะไม่ยอมตายไปเยี่ยงคนอสัตย์ดอก ฉันมีความลับสำคัญของไอ้จมื่นวิเศษจะบอก ขอเพียงรู้ความลับนี้ ท่านเจ้าคุณก็สามารถจับจมื่นวิเศษได้ จากนั้นก็ให้มันซัดทอดพวกพ้องที่ร่วมทำงานรับใช้ขุนวรวงศาธิราช เอาผิดพวกมันทั้งก๊กได้ไม่แพ้มีบัญชีลับอยู่ในมือเลย”

นัยน์ตาของผู้พูดฉายแววเจ้าเล่ห์ของเสือเฒ่าผู้กรำสงครามชีวิตมาอย่างโชกโชน เมื่อเอ่ยช้าชัด “พรุ่งนี้มาหาฉันที่นี่ ท่านจะได้รู้เองว่าความลับของมันคือเรื่องใด”

………………………………………………………………………………………………………..

แสงเทียนสีเหลืองทองที่สะบัดไหวก่อให้เกิดประกายเพริศพรายเมื่อส่องกระทบฉากไม้ประดับกระจกสีบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง จมื่นวิเศษศิลป์นั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งตัวยาว ปูด้วยเบาะผ้าไหมนุ่มลื่น ในห้องเดียวกันยังมีชายหนุ่มแต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีอีกสามคน ในมือของทุกคนถือถ้วยกระเบื้องบรรจุเมรัยเต็มเปี่ยม ส่วนมืออีกข้างตระกองกอดหญิงสาวรูปร่างอวบอิ่ม ลูบไล้เนื้อเนียนไปพลางก็อ้าปากรับกับแกล้มที่สาวเจ้าป้อนไปพลาง หัวเราะกระซิกกระซี้กันอย่างชื่นมื่น

จมื่นวิเศษศิลป์เป็นลูกค้าประจำของโรงน้ำชาในตลาดบ้านจีนแห่งนี้มานานปี จนคุ้นเคยเป็นอันดีกับ  ‘ออกญามีน ผู้เป็นเจ้าของสำนัก ทุกครั้งที่มาเจ้าของสถานที่จะรับรองเขาในห้องที่ตกแต่งอย่างดีที่สุด เรียกหญิงสาววัยอ่อนมาปรนนิบัติ ปรนเปรอกันด้วยสุราอาหารชั้นเลิศ บรรยากาศสุขสำราญเสียจนชายหนุ่มลืมกลับบ้านครั้งละหลายวัน

พรรคพวกที่เขาเลือกคบหาเวลามาสถานที่แห่งนี้ เป็นลูกผู้ดีเสเพลที่ชายหนุ่มสะดวกใจจะดื่มสุราด้วยมากกว่าเพื่อนขุนนาง จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะเผลอหลุดปากเล่าความลับออกไป ในยามเมามายไร้สติ

“คุณพระนายขอรับ” ลูกน้องคนสนิทเรียก ก่อนคลานเข้ามากระซิบบางอย่างที่หู ชะรอยข้อความนั้นคงถูกใจนักหนา ผู้ฟังจึงหัวเราะอย่างลำพองใจ

“เห็นแก่ๆ อย่างนั้น คิดไม่ถึงเลยว่าพ่อตาข้าจะใจเด็ดเช่นนี้ กล้าบุกไปเหยียบจมูกพระยายมราชกับไอ้หลวงเกรียงไกรฤทธิ์ถึงถิ่น ข้าก็หลงกลุ้มใจอยู่หลายวัน ต่อไปคงจะหลับสบายได้เสียที”

“เมื่อคืนออกญายมราชกับออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์มาเอาเรื่องออกญาสุรเดโชถึงเรือน พูดจากันอยู่ครู่หนึ่งก็กลับ กระผมแอบฟังอยู่ใต้ถุน ได้ยินไม่ถนัดนัก เหมือนว่าออกญาสุรเดโชกำความลับบางอย่างของคุณพระนายไว้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นความลับเรื่องใดสิขอรับ”

ชื่อของพ่อตาไม่ทำให้จมื่นวิเศษศิลป์ยำเกรงอีกต่อไปแล้ว เขายกถ้วยเหล้าขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ “ไม่ต้องกังวลไป ตอนนี้ข้ารู้จุดอ่อนของพ่อตาข้าแล้ว มันไม่กล้าทำอันใดข้าดอก แค่เอาลูกสาวสุดที่รักขึ้นมาขู่เสียหน่อย ก็อ่อนปวกเปียกเป็นลูกไก่ในกำมือ”

ชายหนุ่มหันไปจูบแก้มหญิงสาวที่กำลังป้อนกับแกล้มให้ตนฟอดใหญ่ สาวเจ้าหัวเราะอย่างมีจริต  พลางเอนตัวเบียดกระแซะ ปล่อยให้สองมือชายหนุ่มป่ายปะไปบนร่างหล่อนตามสบาย ด้วยกำลังเบิกบานเต็มที่นี่เอง ชายหนุ่มจึงหงุดหงิดเมื่อลูกน้องอีกคนผลุนผลันผลักประตูเข้ามา

“ไอ้นี่ เอะอะโวยวายทำกูเสียอารมณ์หมด” เขาเอ็ด คนถูกดุไม่แม้แต่จะทำหน้าสลด หากรีบกระพุ่มมือไหว้ รายงานอย่างร้อนรน “คุณพระนายขอรับ รีบกลับเรือนเถิด ออกญาสุรเดโชเพิ่งให้คนไปเชิญออกญายมราชกับออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์มาที่เรือน บอกว่ามีของสำคัญเกี่ยวกับคุณพระนายจะมอบให้ขอรับ”

จมื่นวิเศษศิลป์ผุดลุกขึ้นทันที “ไอ้เฒ่าคงมีแผนจะเล่นงานกูเป็นแน่ ไม่รู้จักกูเสียแล้ว”

เขาเหวี่ยงจอกเหล้าในมือไปทางหนึ่ง ไม่ไยดีเสียงร้องเรียกของสหายขี้เมาทั้งสองเมื่อเร่งรุดกลับบ้าน พอก้าวขึ้นไปบนเรือนของพ่อตา สิ่งแรกที่ได้เห็นก็คือร่างชราที่ดูเหมือนจะโรยราลงไปสักสิบปี นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สักตัวใหญ่ มือเหี่ยวย่นลูบสมุดข่อยที่วางอยู่บนตักช้าๆ ดวงตาเหนือหนวดโง้งมีแววเยือกเย็นคล้ายปลงตกต่อทุกสิ่ง ทว่าเมื่อเหลือบมองลูกเขย ความสงบนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นแววชิงชังแรงกล้ายิ่งกว่าประกายเพลิง

“ข่าวไวจริงนะเจ้าพุด ข้านึกแล้วว่าเจ้าต้องรีบกลับมา ถ้ารู้ว่าข้าเชิญออกญายมราชมาพบ”

“เจ้าคุณพ่อมีเรื่องสำคัญอันใดจะบอกพวกนั้นหรือขอรับ คิดดูให้ดีนะขอรับ อย่าลืมว่าถ้ากระผมตกที่นั่งลำบากแม่เฟื่องก็ต้องล่มจมไปกับกระผมด้วย”

คนพูดย่ามใจว่าคำขู่นั้นคงจะสร้างความโกรธเกรี้ยว กดดัน และเจ็บแค้นเหลือแสนให้ผู้ฟังเหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว ทว่าคราวนี้ดวงหน้าดุดันของพ่อตากลับไม่ปรากฏอารมณ์อื่นใดนอกจากความเย้ยหยัน ออกญาสุรเดโชชูสิ่งที่อยู่ในมือขึ้นสูง

“นี่คือบัญชีรวมความอุบาทว์จัญไรของเอ็งกับพวก ข้าหยิบมาจากห้องทำงานของหลวงเกรียงไกรฤทธิ์”

จมื่นวิเศษศิลป์ตาลุกวาว รีบสาวเท้าเข้าหา “เจ้าคุณพ่ออุตส่าห์เอาบัญชีมาให้กระผม ขอบพระคุณเหลือเกิน”

ออกญาสุรเดโชลุกขึ้นยืนจังก้า ตวาดก้องด้วยความชิงชังเข้ากระดูกดำ แม้แต่สรรพนามแทนตัวก็ยังเปลี่ยนไป

“คิดว่ากูจะให้บัญชีกับคนอย่างมึงรึ กูจะเปิดโปงมึงด้วยตัวเองต่างหากเล่า ถึงมึงจะเป็นผัวของแม่เฟื่อง แต่กูเป็นพ่อ หากกูทำคุณด้วยการเปิดโปงพวกมึง ลูกสาวกูก็ย่อมได้รับความดีในข้อนี้ไปด้วย หลังจากนี้กูจะขอพระราชทานอภัยโทยแม่เฟื่องเป็นพิเศษ มีแต่มึงกับพวกพ้องเท่านั้นละที่จะต้องรับกรรมที่ก่อไว้กับบ้านเมือง”

หมากตานี้ของพ่อตานับว่าแยบคายอย่างที่จมื่นวิเศษศิลป์คาดไม่ถึง จริงดังว่า ถึงแม้เฟื่องแก้วจะเป็นภรรยาของเขา แต่ก็เป็นธิดาของออกญาสุรเดโชเช่นกัน ต่อให้ผัวของหล่อนจะต้องโทษร้ายแรง แต่หากบิดาเป็นฝ่ายเปิดโปงการกระทำผิดนั้นเสียเอง ผู้เป็นลูกก็ย่อมพลอยได้รับความดีความชอบ ให้พ้นโทษจากการกระทำของสามีไปโดยปริยาย

นับว่าเขี้ยวเล็บของเสือเฒ่าตัวนี้แหลมคมนัก สมกับที่ต่อสู้ในไพรพฤกษ์ที่เรียกว่าสนามการเมืองมายาวนาน…

พอจนแต้มจมื่นวิเศษศิลป์ก็เลิกเจรจา แต่หันมาออกคำสั่ง “เอาบัญชีมาให้กระผม ไม่อย่างนั้นจะหาว่ากระผมใจร้ายไม่ได้นะ” เสียงแข็งกร้าวนั้นบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวพร้อมจะทำดังปากว่าจริงๆ

“คนอย่างมึงเคยใจดีเหมือนผู้คนอื่นๆ เขาด้วยหรือ” ผู้เป็นพ่อตาสวนกลับทันควัน “ถ้าอยากได้นักก็คลานเข้ามากราบกู ไม่แน่กูอาจจะยกให้ก็ได้”

“เอาบัญชีมาเดี๋ยวนี้”  ผู้ฟังหมดความอดทน ร่างหนุ่มแน่นโผนเข้าหาหมายจะใช้กำลังวัยฉกรรจ์กระชากสมุดข่อยมาซึ่งๆ หน้า แต่พ่อตาของเขาเบี่ยงตัวหลบ พลางร้องตะโกนกึกก้อง

“โอ๊ย! พ่อพุด เจ้ากล้าแทงพ่อเชียวรึ ข้าเป็นพ่อตาของเจ้านะ”

เสียงของออกญาผู้เฒ่าสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วเรือนอันโอฬาร ดังเสียจนแม้แต่จมื่นวิเศษศิลป์ก็ยังชะงักด้วยความประหลาดใจ วินาทีนั้นเอง เหตุการณ์ที่ชายหนุ่มไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ประสบในชีวิตก็เกิดขึ้น เมื่อออกญาสุรเดโชเอื้อมมาคว้ามีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่เอวของลูกเขย กระชากฝักออกแล้วหันปลายมีดเข้าหาตนเอง ก่อนที่ร่างชราจะโถมเข้าปะทะจมื่นวิเศษศิลป์ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี

คมมีดกรีดผ่านเนื้อหนังหย่อนคล้อย แทรกเข้าไปถึงอวัยวะภายในอย่างไม่ยากเย็น ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดจนนัยน์ตาพร่าพราย ออกญาผู้เฒ่าไม่ลืมที่จะคว้ามือลูกเขยผู้ยืนตะลึงลานอยู่มากุมไว้ที่ด้ามมีด เปล่งเสียงร้องดังสนั่นดั่งพยัคฆ์คำราม

“ช่วยด้วย! ไอ้พุดทำร้ายข้า!

คนหลายคนวิ่งกรูขึ้นบันไดมาอย่างรีบร้อน ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือจมื่นวิเศษศิลป์กำลังประหัตประหารออกญาสุรเดโช มือของชายหนุ่มยังกำด้ามมีดไม่ทันคลายเสียด้วยซ้ำ  

ออกญายมราชตวาดลั่น “จมื่นวิเศษศิลป์ บังอาจทำร้ายขุนนางผู้ใหญ่เทียวรึ”

“กระผมไม่ได้ทำ” เพราะสัญชาตญาณแท้ๆ ที่ทำให้ชายหนุ่มโพล่งออกไปเช่นนั้น พอได้สติจมื่นวิเศษศิลป์ก็นึกรู้โดยพลันว่าตนตกลงไปในหลุมพรางที่พ่อตาขุดล่อไว้เสียแล้ว คำแก้ตัวเป็นร้อยเป็นพันก็ไม่มีความหมายทั้งสิ้น ในเมื่อสิ่งที่ทุกคนเห็นมัดตัวเขาแน่นหนายิ่งกว่าตราสังของสัปเหร่อ

หากถูกจับกุม สิ่งเดียวที่รออยู่ตรงปลายทางก็คือความตาย!

จมื่นวิเศษศิลป์กระชากมีดออกจากท้องของพ่อตา เลือดแดงสดพุ่งตามออกมาเปื้อนเปรอะใบหน้าคมสันจนดูน่าหวาดหวั่นราวกับปีศาจร้าย เขากระชากร่างที่บาดเจ็บสาหัสมาบังด้านหน้าตนเองไว้ จ่อปลายมีดเข้าที่ลำคอออกญาสุรเดโช ก่อนประกาศก้อง

“ใครเข้ามากูจะฆ่าไอ้แก่นี่ก่อนเป็นคนแรก”

ออกญาสุรเดโชเสียเลือดไปมากจนยืนไม่มั่นแล้วในขณะนั้น จมื่นวิเศษศิลป์ออกแรงกึ่งลากกึ่งประคองร่างที่พร้อมจะล้มลงทุกขณะไปถึงหัวบันได ผลักผู้ชราเข้าใส่นาถ บังคับให้ชายหนุ่มจำต้องยื่นมือเข้ารับ ส่วนตัวเขาหันหลังกลับ ถลาลงบันไดไปราวติดปีกบิน มีพันทัพและตำรวจนายอื่นๆ วิ่งตามลงไปโดยเร็ว  

ออกญายมราชปราดเข้าประคองสหายของท่านให้ทรุดนั่งลงกับพื้น เพื่อให้นาถวิ่งตามลูกน้องไปได้สะดวก บนหอนั่งจึงเหลือเพียงชายทั้งสองตามลำพัง

“ฉันได้บอกความลับของไอ้พุดให้ท่านเจ้าคุณตามสัญญาแล้วนะ ความลับของมันก็คือมันได้ฆ่าฉันอย่างไรเล่า” คนเจ็บเอ่ยเสียงแผ่ว

แม้จะพบเห็นความตายมามาก แต่ครั้งนี้ดวงตาของผู้ฟังกลับร้อนผ่าว ต้องกล้ำกลืนน้ำตาไว้อย่างยากเย็น ลำคอตีบตันเสียจนออกญายมราชต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก กว่าจะเปล่งเสียงแหบเครือออกมาได้

“ทำไมท่านเจ้าคุณต้องทำขนาดนี้ หากห่วงหลานสาว เพียงแค่ฉีกบัญชีหน้าที่มีความผิดของจมื่นวิเศษศิลป์ทิ้งไป พวกฉันก็เอาผิดมันไม่ได้แล้ว”

ออกญาสุรเดโชส่ายหน้า “ไม่ได้ดอก อย่างไรเสียเมื่อถูกจับ พรรคพวกของไอ้พุดจะต้องซัดทอดมันเป็นแน่ ตราบใดที่มีบัญชีเล่มนี้ไอ้พุดไม่มีทางพ้นความผิด ฉันจึงต้องเปลี่ยนโทษของมันเป็นเรื่องอื่นอย่างไรเล่า”  ท่านหอบโดยแรง ความเจ็บปวดแสนสาหัสดั่งใจจะขาดปลาสนาการไปแล้ว ร่างกายเริ่มชา มีความเยือกเย็นเหน็บหนาวเข้ามาแทนที่ “บัดนี้มันฆ่าออกญาผู้ใหญ่ เป็นโทษอุกฉกรรจ์นัก แต่ผู้ที่ตายเป็นพ่อของแม่เฟื่อง ก็เท่ากับแม่เฟื่องเป็นผู้เสียหายด้วย ตุลาการจะต้องเห็นใจไม่ลงโทษลูกสาวของฉัน ถึงแม้ว่าผัวมันจะตกเป็นนักโทษก็ตาม”

อุบายนี้ล้ำลึกแยบคายเหลือประมาณจนสุดที่ออกญายมราชจะไม่นับถือ หากสิ่งที่อยู่เหนือไปกว่าความชาญฉลาดก็คือความรักอันยิ่งใหญ่ดุจผืนฟ้ามหาสมุทรที่สหายของท่านมีต่อธิดา นัยน์ตาแดงก่ำของออกญายมราชเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา มือใหญ่ที่กุมมือสหายกระชับแน่น

ผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนเอ่ยเสียงแผ่วโหย “เมื่อไอ้พุดฆ่าพ่อของแม่เฟื่องแก้ว นับแต่นี้ขอให้ถือว่าแม่เฟื่องกับมันได้เลิกรากันแล้ว ความเป็นผัวเมียสิ้นสุดลง ไอ้สารเลวนั่นจะไปทำเรื่องอุบาทว์อัปรีย์อันใด ก็ไม่เกี่ยวข้องกับลูกสาวฉันอีก” ท่านหอบถี่รัวจนต้องหยุดพัก ก่อนจะพูดต่อไปได้ “สำหรับโทษทัณฑ์ที่ได้ทรยศต่ออโยธยา ฉันก็ได้ชดใช้ให้แล้วในคราวเดียวกัน ต่อไปนี้ขอฝากท่านเจ้าคุณช่วยดูแลแม่เฟื่องด้วย แม่เฟื่องไม่ได้ทำสิ่งใดผิด โปรดเมตตาลูกสาวของฉันด้วย”

มีไม่กี่ครั้งในชีวิตที่ออกญายมราชปล่อยให้ความอ่อนไหวเข้าครอบงำ ครั้งนี้เป็นข้อยกเว้น ท่านยอมให้น้ำตาร้อนผ่าวร่วงลงต้องมืออ่อนแรงที่กุมไว้ เปล่งคำสัญญาจากใจของลูกผู้ชาย

“ไม่ต้องห่วงนะท่านเจ้าคุณ ต่อไปนี้ฉันจะดูแลหลานสาวและแม่ยี่สุ่นเอง ท่านเจ้าคุณวางใจเถิด”

“ขอบพระคุณมาก ฉันสบายใจเสียที”

มีรอยยิ้มน้อยๆ บนริมฝีปากของผู้พูด เปลือกตาออกญาผู้เฒ่าหรี่ปรือก่อนจะปิดสนิท ร่างชรากระตุกสองสามครั้ง ลำคออ่อนเอียงพับไปข้างหนึ่ง ออกญายมราชมองสหายด้วยความหดหู่เหลือประมาณ ไม่กี่อึดใจต่อมาอาการกระเพื่อมแผ่วเบาแทบมองไม่เห็นบนทรวงอกของออกญาสุรเดโชก็หยุดลง

ออกญายมราชวางมือเย็นเฉียบลงข้างตัวผู้เป็นเจ้าของ ปล่อยให้สหายของท่านได้พักผ่อนอย่างสงบ…ชั่วนิรันดร

 

Don`t copy text!