สื่อสังหรณ์ บทที่ 1

สื่อสังหรณ์ บทที่ 1

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 1 –

สนามฟุตบอลกว้าง คนดูเต็มอัฒจันทร์ การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือด บอลถูกส่งไปมา เลี้ยงหลบหลีก ก่อนยิงเต็มเหนี่ยวเข้าประตู

เฮ…กองเชียร์ร้องลั่นดังกระหึ่ม กระทืบเท้ายินดีจนอัฒจันทร์สะเทือน

การแข่งขันครึ่งแรกผ่านไป ศูนย์ประตูต่อหนึ่ง การแข่งขันครึ่งหลังเริ่มต้น ความกดดันอยู่ที่ทีมเสียประตู

ฝ่ายทำประตูนำคอยระวังป้องกันเหนียวแน่น ไม่ยอมให้อีกฝ่ายทำประตูตีเสมอ พร้อมกับพยายามทำประตูเพิ่มหวังให้กองเชียร์อุ่นใจ

ฝ่ายเสียประตูต่างเร่งบุกทำประตูคืน ทุ่มเทกำลังทั้งทีมตั้งใจตีเสมอให้ได้ นักฟุตบอลแต่ละคนเหมือนขุนศึกนักรบ ดาหน้าต่อสู้ไม่ยอมแพ้กัน

สนามฟุตบอลเดือดพล่านด้วยเกมการเล่นแบบไม่มีใครยอมใคร กลเม็ดชั้นเชิงฝีเท้าต่างสูสีเหลื่อมล้ำกันไม่มาก สร้างความตื่นเต้นตลอดการแข่งขัน

ผู้ชมบนอัฒจันทร์ส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม กระโดดโลดเต้น มีความหวังทุกครั้งเมื่อฝ่ายตนเลี้ยงบอลเข้าไปยังแดนฝ่ายตรงข้าม พอยิงประตูพลาดก็กระทืบเท้าเสียดายตามกัน

เหลือเวลาสิบนาทีสุดท้าย ฝ่ายไล่ตามยังทำประตูตีเสมอไม่ได้ โค้ชสั่งเปลี่ยนตัวผู้เล่น แผนการบุกดำเนินอย่างแยบยล ผู้เล่นคนใหม่ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็สามารถครองบอล เลี้ยงลูกเข้าไปยังฝ่ายตรงข้ามได้

กองเชียร์ส่งเสียงดังลั่น ลุกขึ้นยืนลุ้นตัวเกร็ง ลูกบอลถูกเลี้ยงหลบกองหลังฝ่ายตรงข้ามอย่างมีชั้นเชิง พอได้จังหวะก็ง้างเท้าเตะเข้าประตูเต็มแรง

ประตูถูกตีเสมอสำเร็จ

เฮ เฮ เฮ…เสียงร้องยินดีดังก้องเมื่อทีมเป็นรองสามารถทำประตูตีเสมอ กองเชียร์แฟนบอลกระโดดไชโยโห่ร้องเป็นบ้าเป็นหลังทั้งที่ผลการแข่งขันยังไม่สิ้นสุด

ความดีใจอบอวล เสียงโห่ร้องไม่ขาดสาย ก็เกิดเหตุพลิกผันเกินคาดขึ้นมา

โครม ครืนนน…อัฒจันทร์ถล่มพังยุบลง ผู้คนกรีดร้องตกใจขาดสติ ตั้งตัวไม่ทัน จากนั้นมันเริ่มพังต่อเป็นทอดๆ ราวกับฝันร้าย

 

พาดหัวข่าวขึ้นตามสื่อโซเซียลในเวลาไม่นาน

อัฒจันทร์ถล่ม’ เนื้อหาข่าวบอกว่า การแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศในคู่บิ๊กแมตช์ระหว่างสองสโมสรยักษ์ใหญ่ที่กำลังแย่งอันดับหนึ่งบนตาราง ได้เกิดเหตุอัฒจันทร์ถล่มพังลงมา ส่งผลให้ผู้ชม คนดูบาดเจ็บระนาว

ผู้บาดเจ็บมีจำนวนมาก หนึ่งในนั้นเป็นนักฟุตบอลสโมสรดังของไทย ‘แทนนที’

ระหว่างการแข่งขันครึ่งหลังอันดุเดือด แทนนทีกำลังนั่งชมอยู่ที่โซนวีไอพี ก็เกิดเหตุอัฒจันทร์ถล่ม เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาหัก กระดูกเท้าแตก ซี่โครงยุบ นายแพทย์ไม่รับรองว่าผ่าตัดรักษาแล้วจะหายเป็นปกติ

หัวข้อข่าวหลังจากเวลาผ่านไป…

แทนนทีประกาศแขวนสตั๊ด’ หลังจากรักษาฟื้นฟูร่างกายนานนับเดือน ทำให้การเจรจาต่อสัญญาฉบับใหม่กับสโมสรต้นสังกัดถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด นักฟุตบอลหนุ่มจึงตัดสินใจจบเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลหลังหมดสัญญาด้วยปัญหาสุขภาพ และวัยที่ยากจะฟื้นฟูดังเดิม

เขาประกาศเลิกอาชีพนักฟุตบอลในวันครบรอบอายุสามสิบปีพอดี

——————————        —————–         —————————-

‘เขา’ ลุกพรวดจากเตียงกลางดึก

เหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผาก ใจสั่นระรัว พยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อให้อาการตื่นเต้นตกใจสงบลง ภาพในความฝันแจ่มชัดเสมือนเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

ครู่หนึ่งอารมณ์สงบ ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะปกติ ดวงตาใต้เงามืดฉายรอยครุ่นคิดทบทวน

เหตุการณ์ในฝันถูกย้อนกลับมาพิจารณาอย่างละเอียด ทบทวนวันเวลาสถานที่แม่นยำก่อนระบายลมหายใจยาวอย่างเข้าใจ

‘สังหรณ์’ ปรากฏอีกแล้ว

เรื่องราวทั้งหมดยังไม่เกิดขึ้น แต่มันต้องเกิดแน่ๆ ในเวลาไม่นาน

——————-        ——————      ———————-

ภาพในจอไอแพดเป็นการแข่งขันฟุตบอลลีกสำคัญของไทย ดวงตาหญิงสาวจับจ้องผู้เล่นหนุ่มคนหนึ่งด้วยรอยยิ้ม ถึงจะไม่ส่งเสียงโหวกเหวกลั่นห้อง แต่สีหน้าลุ้นเอาใจช่วยก็เกิดเป็นระยะตอนเขาได้ครองบอล เลี้ยงลูกผ่านนักฟุตบอลฝีเท้าจัดจ้านหลายคน

เกมจบลง สโมสรของเขาได้รับชัยชนะ เขาไม่ใช่ผู้ทำประตูชัย แต่ลีลาการเล่น การส่งบอลจ่ายลูกแม่นยำ จัดจ้าน ส่งผลให้ตัวยิงได้จังหวะสำคัญทำประตูคว้าชัยชนะในที่สุด

“จะดูอีกกี่รอบเจ้าทราย ถ้าชอบฟุตบอลขนาดนี้ก็ตามไปเกาะขอบสนามเชียร์เลยดีมั้ย”

เสียงถามจากชายสูงวัยร่างใหญ่ ยืนมองหลานสาวด้วยสายตาระอา

เพลงทรายยิ้มให้กับจอตรงหน้า

“ไม่ได้ชอบฟุตบอล แต่ชอบนักฟุตบอล”

ตอบอย่างนี้โดนคนเป็นลุงเขกกะโหลกด้วยความหมั่นไส้

“เป็นสาวเป็นนาง พูดอะไรไม่อายปาก”

หญิงสาวกุมหัว หันมามองงอนๆ

“ทรายอายุขนาดนี้แล้วนะคะ ขืนมัวอายได้เกาะคานถาวรแน่”

ผู้เป็นลุงอยู่ในวัยเกษียณแต่ยังแข็งแรง ผมหงอกขาวโดยไม่ย้อม หนวดเคราเล็มเรียบร้อย ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนหมีแก่ที่มีบารมีในตัว

‘ลุงดิบ’ คือสมญาที่เด็กบ้านแสงเทียนเรียกขานผู้อำนวยการของตน

“มัวแต่นั่งดูบอล งานที่สั่งเสร็จหรือยัง” ลุงดิบถามขณะนั่งประจำโต๊ะทำงานตน

“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ วางอยู่บนโต๊ะลุงดิบไง” เพลงทรายชี้มือให้ดู

ผู้อาวุโสหยิบเอกสารกำหนดการมานั่งอ่านคร่าวๆ แล้วเงยหน้าถามหลานสาว

“แค่งานทำบุญบ้านแสงเทียนเฉยๆ ทำไมมีกำหนดการเยอะแบบนี้” บ่นจบก็ขมวดคิ้ว วางกำหนดการในมือเอ่ยถามจริงจัง

“แล้วนี่…จะเชิญพวกมันมาจริงหรือ”

คำว่า ‘พวกมัน’ อาจฟังดูห้วนทว่าน้ำเสียงแฝงความเมตตาเอ็นดู

“ค่ะ ปีนี้ต้องลากตัวมาจนครบให้ได้ แก๊ง ‘เด็กเดนตาย’ เป็นไอดอลของเด็กที่นี่เลยนะคะ”

ผู้อาวุโสพึมพำ ‘แก๊งเด็กเดนตาย’ พร้อมยิ้มมุมปาก ด้วยไม่ค่อยมีใครเอ่ยสมญานี้มานาน

ณคราม ภูดล แทนนที เด็กชายทั้งสามเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ประสบเหตุร้ายจนกำพร้าเหมือนกัน ถูกเลี้ยงดูที่บ้านแสงเทียนจนโต รับทราบประวัติชีวิตตนเองตั้งแต่รู้ความ ถูกพี่ใหญ่ในบ้านขนานนามว่าเป็น ‘เด็กเดนตาย’

“เจ้าทราย ทำเป็นเรียกพวกมันว่าแก๊งเด็กเดนตาย ตัวเองน่ะเป็นหัวหน้าแก๊งเลยไม่ใช่รึ”

ลุงดิบสัพยอกอย่างขำขัน

เพลงทรายเป็นหลานสาวแท้ๆ วิ่งเล่นที่บ้านแสงเทียนแต่เล็ก อายุเท่ากับเด็กชายทั้งสาม แต่เกิดต้นปีจึงยกตัวเองเป็นพี่สาวใหญ่ คอยปกป้องไม่ให้เด็กโตกว่าล้อเลียน รังแก

“ตอนนั้นทรายตัวโตกว่าพวกเขา จะให้เป็นลูกน้องได้ไง แถมเจอกันตอนแรกแต่ละคนตัวเล็กนิดเดียวหน้าจ๋อง ดูหงอๆ น่าสงสาร ตอนนี้เจอกันทีต้องเงยหน้ามอง ไม่รู้จะตัวสูงอะไรกันนักหนา”

“เขาตัวสูงหรือเราตัวเตี้ยกันแน่เจ้าทราย”

“โห ลุงดิบดูถูกกันนี่ อย่างทรายความสูงมาตรฐานหญิงไทยนะคะ ขืนสูงกว่านี้เดี๋ยวหาแฟนยาก”

“ตอนนี้ก็ยังไม่มีไม่ใช่รึ” คนแก่กว่าสวนตรงๆ

“อย่าตอกย้ำดิลุง” บ่นพลางหัวเราะเบาๆ

“แล้วไลน์บอกพวกมันเรื่องงานทำบุญหรือยัง” ผู้อาวุโสเปลี่ยนเรื่อง

“ไลน์ไปแล้ว ยังไม่มีใครตอบรับสักคน” พูดอย่างปลงๆ

“พวกมันงานยุ่งทุกคน ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ไม่กล้าตอบรับพล่อยๆ หรอก” ผู้พูดรู้จักนิสัยเด็กที่ตัวเองเลี้ยงมา

“ทรายว่ามีคนนึงน่ะว่างแน่ๆ เดี๋ยวจะโผล่ไปเซอร์ไพรซ์สักหน่อย”

“เจ้าแทนน่ะหรือ” พูดอย่างนี้แสดงว่าติดตามข่าวเช่นกัน

แทนนทีอยู่ในช่วงปลายฤดูกาลแข่งขัน แต่เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อขา หมอสั่งให้พักการลงสนาม จึงมีเวลาว่างพักผ่อน

วันนี้สโมสรเขาเป็นทีมเยือนลงเตะกับสโมสรชื่อดังจังหวัดนี้ เป็นการแข่งขันฟุตบอลระดับบิ๊กแมตช์ แทนนทีจึงถือโอกาสมาร่วมชมด้วย

สนามแข่งขันอยู่เมืองชายทะเล จังหวัดเดียวกับที่ตั้งบ้านแสงเทียน เพลงทรายจึงตั้งใจไปชมการแข่งขันพร้อมวางแผนสร้างความประหลาดใจเพื่อนเก่า

“ค่ะ ทรายได้ตั๋วมาแล้ว แย่งซื้อแทบตาย คนน่าจะเต็มสนาม กำลังคิดว่าจะโผล่ไปเซอร์ไพรซ์แทนตอนไหน”

“ถ้ามันมาดูฟุตบอลถึงนี่ได้ หลังแข่งขันจบก็คงแวะมาบ้านแสงเทียนอยู่ดี” ลุงดิบอ่านใจเด็กเก่าออก

“แหม อย่างนั้นมันก็ไม่ตื่นเต้นสิคะ ทรายไปหาที่สนามดีกว่า ไม่เจอกันนานจะได้เห็นว่าทรายสวยขึ้นขนาดไหน”

คนเป็นลุงหัวเราะเบาๆ โบกมือไล่แกมระอา ทราบว่าความผูกพันระหว่างหลานสาวกับแก๊งเด็กเดนตายแน่นแฟ้นมั่นคงขนาดไหน

อาจเพราะมีเพลงทรายเป็นสายใยเชื่อมโยง สามคนที่ต่างแยกย้ายไปคนละทิศทางตามช่วงเวลาของชีวิต จึงยังสามารถติดต่อรักษาสัมพันธ์ยาวนานขนาดนี้

————————           ———————        ————————-

สนามกีฬาจังหวัดชายทะเลแห่งนี้เพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ไม่ถึงปี เพื่อใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรประจำจังหวัด จึงนับว่าเป็นการแข่งขันแมตช์ทางการครั้งแรก

บัตรขายหมด ผู้คนล้นหลาม ด้วยสองสโมสรใหญ่มีแฟนบอลติดตามจำนวนมาก

อัฒจันทร์แน่นขนัดไปด้วยกองเชียร์ทั้งสองทีม ใส่เสื้อคนละสีชัดเจน ตรงกลางเป็นโซนวีไอพี จัดเก้าอี้ให้ประธานกับแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญมาร่วมชม

ประธานเดินทางมาถึงพร้อมกับแขกผู้มีเกียรติ เจ้าของสโมสร และนักกีฬาในทีมที่ไม่ได้ลงสนาม

หนึ่งในนักกีฬาที่ขึ้นมานั่งชมการแข่งขันหลังเก้าอี้ประธานเป็นชายหนุ่มร่างสูงแข็งแรง ผิวคล้ำ ผมสั้นเกรียนแบบสกินเฮด ดวงตาเป็นประกายแฝงความมุ่งมั่น กิริยากลับอ่อนน้อมท่าทางถ่อมตัว เมื่อแฟนบอลตะโกนเรียกชื่อก็จะหันไปยกมือไหว้ รับทุกเสียงทักทายด้วยรอยยิ้มไม่ถือตัว

“แทนนที”

นักกีฬาเข้าสู่สนาม เสียงกองเชียร์กระหึ่มต้อนรับ แรงสั่นสะเทือนส่งผลถึงพื้นอัฒจันทร์ที่ทุกคนเหยียบยืน

เวลานี้แฟนบอลกำลังตื่นเต้น ลุ้นเอาใจช่วยไปกับการแข่งขันที่กำลังเกิดขึ้น ไม่มีใครสำเหนียกสักนิดว่า กำลังยืนอยู่บนหุบเหวมรณะ

———————-      ————-      ——————–

การแข่งขันครึ่งแรกจบลง

เพลงทรายหันไปทางด้านโซนวีไอพี เห็นแทนนทีกำลังสนทนากับแขกที่นั่งข้างๆ ไม่มีโอกาสมองมาทางเธอเลย

หญิงสาวถอนใจ คิดว่าแผนเซอร์ไพรซ์นักฟุตบอลหนุ่มคงล้มเหลวแล้ว

ปัจจุบันแทนนทีไม่ใช่นักฟุตบอลดาวรุ่งคนดังเหมือนเมื่อสิบปีก่อน แต่ผู้คนแวดวงกีฬายังให้ความสนใจ นักฟุตบอลรุ่นหลังหลายคนเห็นเขาเป็นไอดอล แบบอย่างที่จะเดินตามในสายนักฟุตบอลอาชีพ

โอกาสเข้าไปทักทายสร้างความประหลาดใจที่สนาม ลำบากกว่านั่งรอให้เขาไปหาที่บ้านแสงเทียนเสียอีก

พอเห็นว่าไม่มีโอกาส เธอก็นั่งเปิดโทรศัพท์เช็กไลน์ เล่นเฟซบุ๊กคั่นเวลาอย่างเพลิดเพลิน ไม่สนใจว่าคนนั่งเก้าอี้ข้างๆ จะลุกออกไป มีใครอีกคนมานั่งแทนที่

“ถ้าคนดูสนุกกับจอมือถือขนาดนี้ นักฟุตบอลคงน้อยใจแย่เลยนะ”

เสียงดังคุ้นหู เพลงทรายหันมองแล้วเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ

“แทน…มาได้ไงนี่”

“ถ้าบอกว่าเดินมา จะถูกด่าว่ากวนประสาทหรือเปล่า” แทนนทีตอบพร้อมรอยยิ้ม

“ตะกี้ยังเห็นคุยกับท่านแขกผู้มีเกียรติอยู่เลย” น้ำเสียงติดประชด

รอยยิ้มบนใบหน้าคร้ามนั้นยิ่งสว่างสดใสกว่าเดิม

“แขกผู้มีเกียรติอีกคนนั่งอยู่ตรงนี้ ยังไงต้องลงมาทักทายด้วยสิ”

“แหม ภูมิใจจัง เพิ่งรู้ว่าตอนนี้แทนรู้จักพูดเอาใจคนฟังเป็นแล้ว”

“คงไม่ได้แปลว่ากะล่อน ตอแหลใช่มั้ย” คนถามรู้ทัน

เพลงทรายหัวเราะเบาๆ มองรอบตัว สังเกตว่าแฟนบอลหันมาส่งรอยยิ้ม พยักหน้าทักทายเขาโดยไม่มีใครเข้ามารบกวนเวลาส่วนตัว อาจเพราะเกรงใจมีมารยาท หรือไม่ก็เขาไม่ใช่นักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์หน้าตาดีเข้าขั้นพระเอก เป็นนายแบบที่มีงานถ่ายโฆษณา ภาพนิ่ง มิวสิกวิดีโอ หรือกระทั่งไม่มีข่าวเป็นแฟนกับดาราสาวคนใดจนเกิดกระแสให้คนทั่วไปอยากใกล้ชิด อยากรู้เรื่องส่วนตัว

การสนทนาระหว่างเพื่อนเก่าทั้งสองจึงมีบรรยากาศเป็นกันเอง

การแข่งขันฟุตบอลครึ่งหลังเริ่มต้น เจ้าของเก้าอี้เดิมกลับมา แทนนทีกลับไปยังที่เดิมตน โดยบอกหญิงสาวว่าจบการแข่งขันจะแวะไปนอนค้างที่บ้านแสงเทียน

เพลงทรายอมยิ้ม…ลุงดิบเดาใจเด็กเก่าแม่นยำเช่นเคย

‘เขา’ จอดรถตรงลานจอดใกล้สนามฟุตบอล ยกมือดูนาฬิกาเห็นว่าการแข่งขันครึ่งหลังดำเนินไปพอสมควรแล้ว

แววตากังวล ถอนใจเบาๆ คำนวณเวลาที่เหลือก่อนรีบลงจากรถ เดินไปทางประตูเข้าสนาม

‘เพื่อน’ กำลังยืนรอพร้อมตั๋วเข้าชมด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน กระวนกระวายใจ

“มาช้านะ” ฝ่ายนั้นบ่น

“กูติดงาน รีบมาเร็วที่สุดแล้ว” ตอบตรงแบบไม่จำเป็นต้องแก้ตัว

“เออ กูก็ติดงานแต่มาเร็วกว่ามึง…หน่อยนึง” ท้ายเสียงแทรกอารมณ์ขันกลบเกลื่อนความหนักใจ

“มันอยู่ตรงไหน”

“นั่งเก้าอี้ด้านหลังประธาน”

“มีแผนหรือยัง” คนมาทีหลังถาม

“ไม่มี รีบจนคิดอะไรไม่ออก…แต่” คนพูดชะงักวาจา “เกิดเรื่องซ้อนว่ะ เราต้องช่วยอีกคน”

“ใคร”

เอ่ยวาจาก่อนนึกได้ พวกเขาไม่เคยยับยั้งเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำเร็จ ทำได้เพียงช่วยเหลือ ‘บางคน’ และบางคนนั้นมีไม่มากเลย

————————         ——————-       ———————–

ฟุตบอลครึ่งหลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ทีมไล่ตามวางแผนการเล่นรวดเร็ว ส่งนักเตะฝีเท้าจัดจ้านเข้าไปเปลี่ยนตัวตั้งแต่ต้นเกมหวังทะลวงทำประตูตีเสมอ ขณะที่ทีมมีประตูนำก็ไม่ประมาท ตั้งเกมรับรัดกุมหวังใช้เกมบุกสวนกลับจู่โจมเข้าทำประตูเพื่อเพิ่มความอุ่นใจ

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เกมการเล่นผลัดกันรุกรับ กองเชียร์สองฝ่ายร้องเฮกระทืบเท้าลุ้นสุดตัวเวลานักเตะได้โอกาสยิงทำประตู แล้วก็ต้องมาถอนใจอย่างเสียดายที่ลูกฟุตบอลเฉียดฉิวข้ามคานบ้าง ออกข้างบ้าง

ช่วงเวลานั้นเกิดเหตุแทรกซ้อน

เจ้าหน้าที่ประจำสนามหลายคนกระจายกันเข้าไปหากองเชียร์ทั้งสองฝั่ง และผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่อยู่รอบอัฒจันทร์

เพลงทรายอยู่ใกล้จึงทราบข่าวไปด้วย

ขณะนี้สัญญาณกันขโมยของรถยนต์หลายคันดังลั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลแล้วแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ จึงเข้ามากระจายข่าวบอกเจ้าของรถให้ลงไปดูเอง

ผู้เข้าข่ายเจ้าของรถบ่นฮืออารมณ์เสีย หงุดหงิดที่อาจต้องพลาดชอตสำคัญในเกมการแข่งขัน

เรื่องแทรกซ้อนไม่มีผลต่อการแข่งขัน นักฟุตบอลทุกคนยังมีสมาธิอยู่ในเกม วิ่งไล่ลูกบอลเต็มแรงชนิดไม่ยอมอ่อนข้อแก่กัน

ผู้ชมบนอัฒจันทร์ที่ทราบข่าวรีบลุกไปดูรถตนเองด้วยความเป็นห่วง แต่ยังมีอีกจำนวนมากไม่ยอมลุกไปไหน ใจจดจ่อกับการแข่งขันช่วงสุดท้าย

เพลงทรายไม่ได้ขับรถยนต์มาเองจึงไม่สนใจ สายตาอยู่ที่กลางสนามกระทั่งได้ยินเสียงดังขึ้นไม่ไกล

“คุณเพลงทราย ช่วยออกไปดูรถด้วยครับ”

เจ้าของเสียงเป็นชายร่างสูงหนา ผิวคล้ำกร้านแดดลม ใบหน้าคร้ามแฝงความเอาจริงเอาจัง ดวงตาสุกใสใต้คิ้วหนาเข้มมองมาอย่างทักทาย

“ดิน มาได้ยังไง”

‘ภูดล’ ผู้ชายร่างหนาคล้ายกำแพงทึบ ยืนตรงทางเดินไม่สามารถแทรกคนที่นั่งเก้าอี้ด้านนอกเข้าไปหาเธอได้

“ออกมาก่อนเถอะ”

ชายหนุ่มพูดด้วยใบหน้ายิ้มๆ แววตาจริงจังซ่อนรอยเคร่งเครียดกังวลไม่มิด

หญิงสาวมองคนนั่งข้างอย่างเกรงใจ ไม่กล้าสนทนาข้ามหน้ากันยืดยาวกว่านี้ จึงคว้ากระเป๋าสะพายลุกจากเก้าอี้ทันที

“มีอะไรหรือเปล่า” ถามทันทีที่ออกจากแถวเก้าอี้

“ไปด้วยกันก่อน”

ภูดลคว้ามือหล่อนได้ก็พาลงบันไดโดยไม่อธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม เพลงทรายรู้สึกเหมือนมีลมเย็นพัดผ่านต้นคอวูบหนึ่ง

——————————           —————–       —————————-

“แทน”

เสียงเรียกมาจากชายสูงโปร่งผิวขาวอย่างคนไม่ค่อยโดนแดด ใบหน้าคมคาย ดวงตาเรียวรีสวยสวมแว่นกรอบบางคล้ายนักวิชาการ ทว่าแววตาข้างใต้กลับดูหม่นลึกยากที่คนทั่วไปหยั่งถึง แขกผู้มีเกียรติทั้งแถวต่างหันมามองอย่างแปลกใจ

“ขอโทษครับ” เขาค้อมศีรษะยกมือไหว้ประธานและแขกอาวุโสอย่างรู้กาลเทศะ “ขออนุญาตตามตัวคุณแทนนทีออกมาสักครู่นะครับ”

สายตาสองหนุ่มสบกัน สื่อความหมายที่ต่างคนเข้าใจ แทนนทีเหลือบตามองที่สนามพบว่ากำลังมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น เลื่อนสายตาทางอัฒจันทร์ใกล้ๆ พบภูดลกำลังดึงมือเพลงทรายออกไปข้างนอก

“ผมขอตัวสักครู่นะครับ” นักฟุตบอลหนุ่มลุกจากเก้าอี้ด้วยกิริยาสุภาพ ค้อมศีรษะผ่านผู้ใหญ่ก่อนเดินตามเพื่อนสนิทด้วยใจกระวนกระวาย

สัญญาณกันขโมยดังชัดเมื่อออกมาพ้นตัวอาคาร เจ้าของรถยนต์หลายคันรีบเข้าไปตรวจสอบปิดสัญญาณกันจ้าละหวั่น

แทนนทีมองแผ่นหลัง ‘ณคราม’ เพื่อนสนิทที่เข้ามาเรียก เห็นมันห่อเหี่ยวลงราวกับมีความเศร้าใจบางอย่างครอบคลุม

เสียงผู้ชมตะโกนโห่เชียร์ดังลั่นสนาม พื้นอัฒจันทร์สะเทือนจนรู้สึกได้ ชั่วเวลานั้นเขารู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุร้าย เพื่อนสนิททั้งสองพยายามทำ ‘บางสิ่ง’ เต็มกำลังเพื่อช่วยเหลือผู้คน

แต่…สิ่งใดจะเกิดย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง

อีกไม่ถึงสิบนาที การแข่งขันจะสิ้นสุด แทนนทีตอบไม่ถูกว่าจะเกิดเหตุร้ายใดขึ้น

—————————          ——————-        —————————

ตอนที่ณคราม ภูดล แทนนที และเพลงทรายมาถึงลานจอดรถ เสียงสัญญาณกันขโมยเงียบลงแล้ว เจ้าของรถต่างบ่นอุบ ด่าลอยๆ ถึงตัวต้นเหตุที่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร

หลายคนกำลังจะกลับไปชมการแข่งขัน พอดีได้ยินเสียงแฟนบอลเฮลั่นสนามดังมาถึงข้างนอก ทราบว่ามีการทำประตูสำเร็จแล้ว

ยังไม่ทันความยินดีจะสิ้นกระแส เสียงโครมก็ดังสนั่นตามด้วยเสียงกรีดร้องตกใจลั่นระงม

เพลงทราย แทนนทีหันขวับไปทางสนามแข่งขันที่พวกตนเพิ่งลงมาไม่ถึงสองนาที

ภูดลถอนใจ ดวงตาฉายรอยเจ็บปวด ณครามยืนนิ่ง แววตาราบเรียบ ริมฝีปากบางไม่ขยับ คล้ายเป็นหุ่นปั้นปราศจากชีวิต

“ขอบใจที่ช่วยกู” แทนนทีหันมาเอ่ยปากบอกเพื่อนทั้งสองอย่างเข้าใจ “และ…กูรู้…พวกมึงทำดีที่สุดแล้ว”

สามหนุ่มสบสายตาด้วยความเข้าใจ กระแสปลอบโยนถูกเชื่อมประโลมใจกันโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวเป็นวาจา

เพลงทรายเหมือนเป็นคนนอก แต่เข้าใจความรู้สึกผู้ชายทั้งสาม

นอกจากจะเป็น ‘เด็กเดนตาย’ รอดชีวิตจากเพลิงไหม้ ตึกถล่มราวปาฏิหาริย์ พวกเขายังมี ‘สื่อ’ บอกเหตุถึงอันตรายระหว่างกันที่ไม่ธรรมดาเลย

———————–        ———————        ————————-

สมัยยังเล็กไม่รู้ความ ยามใดที่หนึ่งในสามจะเจ็บป่วย หมิ่นเหม่อยู่ในสถานการณ์อันตราย อีกหนึ่งหรือสองคนที่เหลือจะร้องไห้งอแงไม่มีเหตุผล

พอโตขึ้นเข้าโรงเรียน หากใครสักคนกำลังจะโดนแกล้งรังแก สองคนจะรู้ล่วงหน้า หาทางป้องกัน รีบไปช่วยเหลือทันท่วงที

พวกเขามี ‘สังหรณ์’ รู้เหตุร้ายอนาคตซึ่งกันและกัน แต่ไม่สามารถบอกเจ้าตัวรู้ล่วงหน้าได้ เพราะเมื่อใดคนที่จะประสบเหตุร้ายได้รู้ก่อนแล้วพยายามหลบเลี่ยง จะเกิดเหตุร้ายกว่าตามมาอย่างรวดเร็ว โดยเพื่อนทั้งสองไม่อาจสำเหนียกรับรู้ได้เลย

ดังนั้นหากรู้ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับใครคนหนึ่ง อีกสองคนต้องหาทางช่วยเหลือโดยไม่ให้เจ้าตัวรับรู้ หรือบอกให้ทราบล่วงหน้า เรื่องร้ายจึงผ่านพ้นราบรื่น ไม่มีเหตุแทรกซ้อน

หลังจากแยกย้ายเติบโตในเส้นทางตนเอง ‘สังหรณ์’ นั้นก็ทิ้งช่วงห่าง นานครั้งจะเกิดสักที

พวกเขาไม่ทราบเหตุแห่งสังหรณ์ ไม่เข้าใจว่าไฉนจึงมีข้อจำกัดเช่นนั้น รู้เพียงสายใยแห่งสังหรณ์อนาคต ถูกเชื่อมโยงตั้งแต่คืนที่เกิดเหตุร้ายเมื่อสามสิบปีที่แล้ว

————————-        —————–        ———————-

สามสิบปีก่อน…เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงพยาบาล ‘เพชรมหาสมุทร’ เปลวเพลิงลุกลามจนเกิดการระเบิดตามจุดต่างๆ ส่งผลให้พื้นตึกถล่มลงมา

เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้รอดชีวิตออกจากตึกได้เพียงสามคน เป็นทารกชายเพิ่งเกิดได้แค่วันเดียว

ผู้ช่วยชีวิตพวกเขาเป็นพยาบาลสาว ที่พยายามฝ่าเปลวเพลิงนำทารกทั้งสามออกมาสำเร็จ แต่เจ้าตัวบอบช้ำเสียชีวิตในเวลาต่อมา

พยาบาลคนนั้นชื่อ ‘ปรานี’

บ้านแสงเทียนเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเอกชน ดำเนินการโดยนายแพทย์ดิษณัฐน์ หรือคนทั่วไปเรียกว่า ‘หมอดิบ’ ส่วนเด็กๆ จะเรียกแกว่า ‘ลุงดิบ’ อย่างคุ้นเคย

ปกติสถานที่นี้จะรับดูแลพวกเด็กเร่ร่อน เด็กถูกทอดทิ้ง แต่เนื่องจากอยู่เขตเดียวกับโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ จึงรับอุปการะทารกชายทั้งสามไว้ก่อน แล้วกลายเป็นรับเลี้ยงดูแลจริงจังในเวลาต่อมา

พ่อแม่เด็กเสียชีวิตในซากตึกถล่ม ไม่มีญาติพี่น้องอื่นมาแสดงตัว มรดกชิ้นเดียวที่ได้จากบุพการีคือชื่อที่เขียนไว้ตรงกำไลข้อมือเด็กแรกเกิด

ณคราม ภูดล และแทนนที

เมื่อพวกเขาเติบโตก็รักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ มี ‘สื่อพิเศษ’ เชื่อมโยงให้รับรู้ความรู้สึก อารมณ์อีกฝ่าย จนถึงขั้นเกิดนิมิตภาพสังหรณ์เหตุร้ายอนาคตของกันและกัน

ตอนอายุสิบขวบ ‘ณคราม’ เด็กที่หน้าตาผิวพรรณดี เรียนเก่งติดอันดับ มีผู้รับอุปการะหวังส่งเสริมให้ใช้มันสมองที่มีร่ำเรียนวิชาความรู้จนก้าวหน้า

นี่เป็นครั้งแรกที่สามชีวิตต้องพรากจากกัน

‘ลุงดิบ’ ไม่มีวาจาปลอบประโลม หรือคำอธิบายใด ทั้งที่เข้าใจความรู้สึกเด็กทั้งสามมากกว่าใคร

แกทำล็อกเกตรูปพยาบาลปรานี ผู้ช่วยชีวิตเด็กทั้งสามให้พวกเขาติดตัว

ถึงพวกเอ็งจะเกิดจากคนละแม่ แต่ทุกคนก็มีแม่คนเดียวกัน แม่ที่ใช้ชีวิตตัวเองมาปกป้องรักษาชีวิตพวกเอ็งไว้…แม่ที่จะร้อยหัวใจสามดวงไว้ด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะต้องอยู่ห่างกันแค่ไหน

พอจบชั้นประถม ‘แทนนที’ แสดงความโดดเด่นทางด้านกีฬา เป็นนักฟุตบอลรุ่นเยาว์ที่มีโคชระดับประเทศเข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุน

เขาถูกย้ายไปอยู่หอพักโรงเรียนกีฬาตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยม ฝึกฝนด้านกีฬาอย่างเข้มข้นพร้อมกับสร้างผลงานการแข่งขันโด่งดังระดับประเทศ ได้เป็นทีมชาติตั้งแต่รุ่นเยาวชน จนไปถึงรุ่นอายุเกณฑ์ต่างๆ ฝีเท้าจัดจ้าน ฟอร์มการเล่นเหนือชั้นโดดเด่น จนสโมสรดังของไทยต้องซื้อตัวเข้าทีมด้วยจำนวนเงินที่สูงพอสมควร

‘ภูดล’ หรือ ‘ดิน’ เป็นคนเดียวในแก๊งเด็กเดนตายที่อยู่บ้านแสงเทียนจนถึงอายุสิบแปด เรียนจบระดับ ปวช. แล้วออกมาทำงานพร้อมกับหาเงินเรียนในระดับอุดมศึกษาด้วยตัวเอง

ความที่เขาไม่ใช่คนเรียนเก่ง มันสมองล้ำเลิศ หรือมีพรสวรรค์ด้านกีฬาสูงอย่างเพื่อนสนิททั้งสอง จึงไม่มีผู้อุปการะสนับสนุนในทุกด้าน นั่นกลับสร้างให้เป็นคนเข้มแข็ง ขยัน อดทน ไม่หวังพึ่งโชคชะตา สร้างทุกสิ่งที่ต้องการด้วยมันสมองและสองมือตัวเอง

หลังจากลำบากกัดฟันเรียนพร้อมทำงานไปด้วยก็สามารถจบคณะวิศวกรรม ทำงานบริษัทมั่นคงแห่งหนึ่งสำเร็จ เพียงแต่ว่าตลอดเส้นทางนั้นต้องใช้หยาดเหงื่อ ความอดทน และความมีวินัยอย่างสูงจึงสามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

ด้วยหน้าที่การงานภาระรับผิดชอบ ทั้งสามจึงห่างกันคนละทิศ แต่ยังมีการส่งข่าว ติดต่อกันสม่ำเสมอ

‘สังหรณ์ร้าย’ นี้เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบหลายปี และคล้ายเป็นเหตุร้ายที่ชักนำพวกเขากลับมาพบกัน เพื่อเผชิญกับเหตุร้ายแรงอื่นที่คาดไม่ถึง

—————–      ——————      ——————-

“เราช่วยอะไรพวกเขาได้บ้างมั้ย”

เพลงทรายมองเหตุวิปโยคตรงหน้าด้วยแววตาสลดทำอะไรไม่ถูก

“ฉันโทรบอกพวกกู้ภัยกับโรงพยาบาลใหญ่ๆ แถวนี้หมดแล้ว” ณครามพูดเรียบๆ ดวงตาใต้กรอบแว่นไม่แสดงความรู้สึก

คนอื่นหากได้ยินคำตอบ เห็นสีหน้าแววตาเช่นนั้นคงประณามว่าผู้ชายคนนี้เย็นชา ไม่มีหัวใจ ทว่าคนเป็นเพื่อนย่อมเข้าใจ ไม่มีใครกล่าวโทษ

ภูดลข่มความหดหู่ในใจ ก้มดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดขึ้น

“ขอโทษนะ กูต้องรีบกลับกรุงเทพก่อน ฝากงานลูกน้องไว้”

“เออ ขอบใจว่ะดินที่มาช่วย”

แทนนทีพูดด้วยแววตาเข้าใจ ชีวิตเพื่อนคนนี้คืองานอันมากมาย มีไม่กี่คนที่ภูดลจะยอมทิ้งงาน ทิ้งภาระความรับผิดชอบทั้งหมดเพื่อวิ่งมาช่วยเหลือ

“ไม่ไปหาลุงดิบกันก่อนเหรอ นานๆ จะมาพร้อมหน้ากันสักที” เพลงทรายพูดเสียงอ่อยมองหน้าสองหนุ่มอย่างอ้อนวอน

“ขอโทษนะ” น้ำเสียงภูดลแฝงความรู้สึกผิด แล้วหันไปมองเพื่อนอีกคนคล้ายโยนภาระให้

“วันนี้คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน อีกสองชั่วโมงต้องเข้าประชุม” ณครามบอกเรียบๆ แล้วเดินไปที่รถตนเองแทนคำยืนยัน ขณะที่เพื่อนอีกคนก็แยกไปเปิดประตูรถบริษัทตนเช่นกัน

“อ้าว ไปกันหมดเลย” หญิงสาวพูดอะไรไม่ออก

นักฟุตบอลหนุ่มเห็นอย่างนั้นจึงตะโกนถามเพื่อน

“เฮ้ย พวกมึงมางานทำบุญบ้านแสงเทียนปีนี้ได้มั้ย” ถามเช่นนั้นแสดงว่าอ่านไลน์แล้ว

ภูดลหันมายิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย ยกนิ้วแสดงสัญลักษณ์ตกลง

“โอเค กูจะเคลียร์ทั้งงานในงานนอกให้เสร็จก่อนเลย”

ณครามชะงักแววตาครุ่นคิด เพื่อนที่เหลือมองมาอย่างมีความหวัง

สุดท้ายเขาพยักหน้าพูดสั้นๆ

“ได้”

รถยนต์สองคันแล่นตามกันออกไป สวนกับรถกู้ภัยรถโรงพยาบาลที่สวนเข้ามาอย่างรวดเร็ว เสียงหวอดังลั่น ความวุ่นวายโกลาหลตามมา ผู้คนสับสนทำอะไรไม่ถูกคล้ายตกอยู่ในฝันร้าย

นักฟุตบอลหนุ่มกับหญิงสาวรู้สึกราวกับตนเองเป็นคนนอก ไม่ได้อยู่ร่วมเหตุน่าสลดใจครั้งนี้ สายตามองตามหลังรถเพื่อนทั้งสองอย่างเข้าใจลึกซึ้ง

ถ้าคุณรู้เหตุร้ายล่วงหน้าแต่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงมันให้กลับดีขึ้นได้ จิตใจย่อมหดหู่เสียใจยิ่งกว่าคนทั่วไปหลายเท่า นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ภูดล กับณครามไม่อาจอยู่ที่นี่เวลานี้

Don`t copy text!