สื่อสังหรณ์ บทที่ 4

สื่อสังหรณ์ บทที่ 4

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 4 –

อาหารกลางวันมื้อนี้ควรจะชวนอึดอัดพานกินไม่ลง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับราบรื่นเป็นธรรมชาติ ด้วยหญิงสาวร่วมโต๊ะรู้จักชายหนุ่มตรงหน้าดีเกินกว่าจะคาดคั้น แสดงความอยากรู้อยากเห็นด้วยการร่ำไรเซ้าซี้ถามเรื่องที่สงสัย

“ไหนบอกว่าหิว นั่งเขี่ยข้าวแบบนี้ลุงดิบมาเห็นโดนดุแน่”

คนนั่งเขี่ยข้าวมองผู้พูดด้วยแววตาอ่อนโยน ในใจมีความชุ่มเย็นเคลื่อนผ่านแทนที่อารมณ์หดหู่ต่อ ‘บางคน’ เมื่อครู่

“เธอก็บอกว่าไม่หิว แล้วตะกี้สั่งอะไรมาเพิ่ม”

“เออ…จำไม่ได้แล้ว เห็นรูปมันน่ากินดี…ทรายสั่งเผื่อด้วยนะ” พูดรวบรัดหน้าตาเฉย พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งเฉยไม่แสดงกิริยาใดจึงกำชับ

“สั่งมาแล้วก็กินเยอะๆ ด้วย ต่อให้นั่งเขี่ยข้าวแบบนี้ ทรายก็ไม่เกรงใจออกค่าข้าวให้หรอกนะ”

ณครามระบายลมหายใจยาว สลัดความขุ่นข้องออกไป ผู้หญิงคนนี้คล้ายแสงแดดสดใสขับไล่ความหนาวเย็นในใจ เพียงแค่เห็นหน้าก็ผ่อนคลายโดยหล่อนไม่ต้องทำอะไรเลย

“ชวนมาก็ต้องเลี้ยงอยู่แล้ว” ณครามพูดอย่างอดไม่ได้

“ถูกต้อง นอกจากรูปหล่อแล้วต้องเป็นสายเปย์ด้วย ถึงจะน่าคบ” เพลงทรายยิ้มกว้าง

อาหารอีกชุดถูกนำมาเสิร์ฟ หญิงสาวกิ๊วก๊าวชื่นชมการจัดจานสวยงาม หยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลิน

“มัวแต่ถ่ายรูป เมื่อไหร่จะได้กิน” ชายหนุ่มบ่น

“กินดิ ไม่ห้ามสักหน่อย” เพลงทรายย่นจมูกใส่ มือขยับจานหามุมสวยถ่ายภาพต่อ

ณครามถอนใจอีกครั้งด้วยความอ่อนใจแกมขัน

ระหว่างมื้ออาหารหญิงสาวพูดคุยแจ้วๆ บอกเล่าเรื่องราวรอบตัวอย่างมีสีสันสนุกสนาน ไม่ก้าวล่วงถามถึงเหตุการณ์เมื่อครู่คล้ายรอให้เขาเป็นฝ่ายบอกเล่าเอง

ชายหนุ่มแสดงเจตนาชัดด้วยการไม่พูดถึง นั่นทำให้อีกฝ่ายเข้าใจไม่เซ้าซี้ เปลี่ยนเป็นคุยเรื่องชวนสบายใจต่อกันโดยไม่ติดขัด

“อ้อ ห้ามเบี้ยวงานทำบุญบ้านแสงเทียนนะ”

ที่ย้ำอีกครั้งเพราะณครามทั้งสอนหนังสือ และร่วมวิจัยนวัตกรรมการแพทย์ที่สถาบันแห่งหนึ่ง เวลาส่วนตัวมีน้อยเต็มที

“รับปากแล้วไม่เบี้ยวหรอก พยายามเคลียร์ตารางงานให้แล้ว”

“ครามงานยุ่งอย่างนี้มีเวลาใช้เงินเหรอ” แกล้งถามตาใส

“ไม่มี” ตอบสั้นตามนิสัย

“งั้นทรายสมัครเป็นคนช่วยใช้เงินให้ดีมั้ย” หญิงสาวชูมือยิ้มร่าไม่เกรงใจ

ชายหนุ่มส่ายหน้านึกถึงเด็กหญิงจอมแก่น ตัวแสบสมัยก่อน อายุขนาดนี้ยังหาเรื่องหยอกล้อกวนใจเขาไม่หยุด

“เพลงทราย…สะกดคำว่า…อาย…เป็นมั้ย”

“อายทำไม…เผื่อครามเผลอรับปาก จะได้มุบมิบถ่ายคลิปเป็นหลักฐาน หมดตังค์เมื่อไหร่จะได้มาไถ”

สีหน้าคนฟังสดใสกว่าเดิม หมอกมัวรอยเคร่งเครียดในใจสลายสิ้น ส่วนลึกเกิดความอ่อนหวานเบิกบาน อยากบอกแม่สาวตรงหน้าด้วยซ้ำว่า

‘อย่างเธอไม่ต้องสมัครหรอก ไม่มีใครแข่งได้อยู่แล้ว!’

เพลงทรายเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ เพียงแต่ชายหนุ่มพยายามก่อกำแพงปกป้องไว้ เพราะเธอไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเขาคนเดียว

อาหารกลางวันเปลี่ยนความขุ่นมัวเป็นสดใส มีความสุขไม่นานนัก คลื่นสังหรณ์ร้ายบางอย่างก็มากระทบใจ…ภาพชายกลางคนที่เพิ่งสนทนาเมื่อครู่ปรากฏในหัว…

คนผู้นั้นกำลังประสบเหตุร้าย!

ความหวั่นไหวบังเกิดชั่วแวบ ก่อนตั้งสติเร็ว เนื่องจากคุ้นเคยกับการ ‘เห็น’ สังหรณ์ร้ายจนรู้ว่าควรจัดการกับมันอย่างไร

“ซื้อของเสร็จแล้วจะไปไหนต่อ” ถามหญิงสาวอย่างใส่ใจ

“กลับบ้าน”

“บ้านไหน” คำถามไม่จงใจกวนประสาท

เพลงทรายมี ‘บ้าน’ หลายหลังให้พักพิง ทั้งบ้านพ่อแม่ที่เมืองชายทะเล คอนโดฯ เล็กๆ ในกรุงเทพฯ บ้านพี่ชายที่แยกครอบครัวออกไป ไม่นับญาติผู้ใหญ่ที่รักเอ็นดูเธออีกมาก

“บ้านแสงเทียน” หล่อนตอบ…ที่นี่ก็เหมือนบ้านอีกหลัง “จะไปช่วยลุงดิบเตรียมงานทำบุญ”

ณครามอยากยื้อเวลาพูดคุยต่อ ทว่าหัวใจเต้นถี่เร็วเร่งเร้า คล้ายเตือนว่า ‘เวลาร้าย’ ใกล้มาถึง

“ขับรถดีๆ ล่ะ” พยายามตัดบทสั้นที่สุด

“โธ่ ทรายขับรถไป-กลับ บ้านแสงเทียน-กรุงเทพจนเป็นปกติอยู่แล้ว…เป็นห่วงเหรอ” ท้ายเสียงแกล้งออดอ้อน

“อือ”

หญิงสาวยิ้มหวาน

“ถ้าเป็นห่วงก็ขับรถให้เลยได้มั้ย กำลังรับสมัครโชเฟอร์ส่วนตัวอยู่นะ”

ณครามชะงัก เข้าใจความหมายในวาจา…เพลงทรายไม่ได้แกล้งหยอกล้อ เธอไม่เคยพูดเล่นๆ กับใครแบบนี้

…หญิงสาวซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเองเสมอ…

ชายหนุ่มถอนใจ ดวงตาฉายแววรู้สึกผิด

“ลุงดิบสอนให้พึ่งตัวเองนะ…ฉันมีธุระไม่ว่างไปส่ง” จบวาจาก็เรียกพนักงานมาเช็กบิล

…เขาต่างหากที่ก่อกำแพง ปิดกั้น หลอกลวงหัวใจตัวเอง…

แยกกันที่หน้าร้าน ณครามแทบรีบวิ่งออกจากห้างสรรพสินค้าด้วยใจร้อนรุ่ม สังหรณ์ร้ายเร่งเตือนชักช้าไม่ได้

เพลงทรายมองตามหลังแววตาแสดงความสงสัย ก่อนสลัดทิ้งเหลือแค่รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า รู้จักกันมาตลอดชีวิตจึงเข้าใจจิตใจ ความรู้สึกณครามอย่างยิ่ง…เข้าใจจนไม่อาจโกรธเคือง เจ็บใจเขาได้เลย

————————      —————–      ———————-

เมื่อหลายปีก่อน สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ณครามเคยโดนกำปั้นเพื่อนรักอย่างภูดลซัดเข้าเต็มที่จนเลือดไหลมุมปาก แว่นกระเด็นหัก

“กูรู้ว่ามึงรักทราย แล้วมันก็รักมึง ทำไมต้องทำให้ทุกคนเจ็บปวดกันแบบนี้”

ณครามไม่ตอบโต้ เขาพูดสั้นๆ

“เรื่องนี้ต่อให้มึงโอเค แต่กูไม่มีวันมีความสุข”

คำพูดนั้นทำให้คนฟังชะงักงัน ภูดลเข่าอ่อนทรุดฮวบพูดอะไรไม่ออก ผู้หญิงที่ร่าเริงสดใสอย่างเพลงทรายต้องหลั่งน้ำตาด้วยความอัดอั้นเจ็บใจจนพูดไม่ออก

มันแค่เรื่องราวความรักสามเส้า ที่ผู้ชายคนหนึ่งดีเสียจนไม่กล้าแย่งผู้หญิงที่เพื่อนหลงรัก ทั้งที่ผู้หญิงคนนั้นรักเขา และเพื่อนก็เข้าใจไม่โกรธเคือง

ณครามรู้สึกผิดต่อเพื่อนตั้งแต่ตนมีคนรับไปอุปการะ ชีวิตสุขสบายไม่ขาดแคลน มีโอกาสร่ำเรียนสูงๆ โดยไม่ลำบาก ขณะที่เพื่อนดิ้นรนปากกัดตีนถีบแทบตายกว่าจะได้เรียนระดับอุดมศึกษาเหมือนกัน

เขารู้สึกว่าตนเองได้รับสิ่งดีๆ มากมายพอแล้ว หากแย่งผู้หญิงคนเดียวที่เพื่อนหลงรัก ตัวเองจะไม่มีวันมีความสุขได้เลย

ผู้หญิงทั่วไปคงประณามณครามว่าโง่เง่า ไม่ถนอมรักษาความรักอันมีค่า ทว่าเพลงทรายเข้าใจเขายิ่งกว่าใคร

ณครามรักเธอก็จริง แต่เขารักภูดลเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันมากกว่า ต่อให้รู้ว่าเพื่อนจะทำใจได้ในที่สุดก็ยังไม่กล้าแม้จะคิดทำให้หัวใจเพื่อนรักบอบช้ำ

ภูดลเคยพูดกับเพลงทรายด้วยความรู้สึกผิด

“ขอโทษนะทราย…งานยุ่งมากจนไม่มีเวลาหาแฟน คิดถึงเรื่องความรักเลย”

ผู้ชายคนนี้เข้าใจจิตใจเพื่อนสนิท ตราบใดตนเองยังไม่อาจตัดใจมีความรักครั้งใหม่ ณครามจะยังอยู่ในจุดเดิมไม่กล้าก้าวเข้าหาหญิงสาวที่เป็นคนกลาง

เพลงทรายตอบอย่างเข้าใจ

“ความรักมันไม่ต้องการเวลาหรอกดิน ถ้าจะรักมันก็รัก ถ้าไม่รักมันก็ไม่รัก ทรายดีใจที่ดินซื่อสัตย์ต่อหัวใจตัวเอง ไม่ฝืนใจคบใครสักคนเพื่อให้ครามสบายใจ เพราะถ้าทำอย่างนั้น ทรายจะเกลียดดินจนไม่มีวันให้อภัยเด็ดขาด”

บางทีเพลงทรายไม่อยากเข้าใจจิตใจผู้ชายสองคนลึกซึ้งขนาดนี้ ไม่อยากซื่อสัตย์กับหัวใจตนเองขนาดนั้น เพราะมันทำให้ความรักสามเส้าค้างคายืดเยื้อมาหลายปี

—————————-      —————-        ——————–

‘ลิ่วลม’ ในความคิดภูดล แทนนทีไม่เหมือนกันนัก และตัวจริงที่ปรากฏก็ยิ่งแตกต่างจากพวกเขาคาดคิดหลายขุม

‘เธอ’ เป็นหญิงสาวใบหน้าสะอาดแทบปราศจากการตกแต่ง อายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหก รูปร่างผอมบางสูงตามมาตรฐานสาวไทย ที่ชวนสะดุดก็คือดวงหน้า รูปปาก ดวงตา คล้ายผู้หญิงคนหนึ่งอย่างยิ่ง

‘พยาบาลปรานี’ ผู้หญิงที่แก๊งเด็กเดนตายฝันถึงบ่อยๆ

สองหนุ่มไม่อาจหาคำใดมาทักทาย กระทั่งหญิงสาวคนนั้นตรงมาที่โต๊ะและนั่งลงโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาต

“สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อลิ่วลม” คำทักทายแนะนำตัวเป็นทางการอย่างยิ่ง

พอเห็นอีกฝ่ายอายุน้อยกว่าตน อาการเกร็ง เคร่งเครียดคลายลงกว่าครึ่ง

“ผมภูดล นี่แทนนที…คุณน่าจะรู้จักแล้วเนอะ เพราะเป็นคนส่งเมลติดต่อมาเอง” ภูดลเกิดความเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้าโดยไม่มีเหตุผล

“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าแล้วหันไปสบตาชายหนุ่มอีกคนที่จ้องหล่อนโดยไม่พูดจา

แทนนทีพูดอะไรไม่ออก คล้ายจู่ๆ ผู้หญิงในความฝันก็ปรากฏตัวต่อหน้าต่อตา

“คุณแทนนทีนักฟุตบอลชื่อดัง คุณภูดล วิศวกรบริษัทในเครือสามชนะ และคุณณคราม อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยที่คนในวงการยอมรับฝีมือ…ดิฉันรู้จักพวกคุณทั้งสามดี”

“ไอ้ครามยังไม่มานะ” ภูดลพูด

“คุณณครามไม่ตอบเมล คาดว่าคงไม่มาหรอกค่ะ”

“หือ”

วิศวกรหนุ่มขมวดคิ้ว หันมองเพื่อนเชิงปรึกษา พบว่าสายตาแทนนทียังจ้องหญิงสาวผู้มาใหม่ราวกับต้องการหาคำตอบในใจ

“ไอ้แทน” ชายหนุ่มสะกิดเพื่อน

“คุณเป็นใคร” แทนนทีตั้งคำถาม “ทำไมถึง…”

ใจจริงอยากถามหล่อนว่า…ทำไมใบหน้าถึงคลับคล้ายพยาบาลปรานีขนาดนี้…พอได้สติจึงเปลี่ยนคำถามใหม่

“เอ่อ…เพราะอะไรถึงบอกว่ารู้จักเรื่องพวกเราดี”

ใบหน้าหญิงสาวไม่แสดงความรู้สึก วาจาที่ตอบคล้ายได้ยินคำถามในใจนักฟุตบอลหนุ่มชัดเจน

“ดิฉันเป็นหลานสาวแท้ๆ ของพยาบาลปรานี คนที่ช่วยชีวิตพวกคุณทั้งสามคน”

คำตอบนี้ทำให้ภูดล แทนนทีพลิกความรู้สึกมองหญิงสาวเป็นเสมือนหนึ่งคนในครอบครัวเดียวกัน

—————————-        ——————–        —————————

‘เขา’ ทราบว่ามีคนติดตามตั้งแต่ออกจากร้านอาหาร

สิ่งทำได้คือหลบหนี ซ่อนกายอย่างเคยทำมานาน

คนที่ซ่อนเร้นตัวตนมาหลายปีจะมีสัญชาตญาณระวังภัย เอาตัวรอด มองหาเส้นทางปลอดภัย เดาใจฝ่ายไล่ล่าออกไม่มากก็น้อย

เขาจงใจใช้เส้นทางวกวน เล่นซ่อนหากับผู้ติดตามในห้างสรรพสินค้าอยู่นาน อาศัยผู้คน ซอกหลืบร้านค้าเป็นฉากกำบัง เคลื่อนไหวรวดเร็ว หาจังหวะหลุดรอดจากสายตาฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะ

หลบหนีอย่างฉลาดเฉลียว ซ่อนกายชำนาญ ผู้ติดตามก็ไม่ด้อยกว่า กระจายกำลังดักทุกเส้นทางอย่างมืออาชีพ ต่อให้หลุดรอดสายตาด้านหนึ่ง ไม่นานอีกด้านก็ยังสังเกตเห็น ติดตามต่อได้

เขาหลบเร้นซ่อนกายนานนับปี เพิ่งปรากฏตัวในที่ชุมชนก็โดนรู้ทันเสียแล้ว แสดงว่าฝ่ายนั้นลอบเฝ้าดู ‘ณคราม’ มาตลอดเพราะเชื่อว่าอาจารย์หนุ่มจะนำมาหาเขาในที่สุด

หลบหลีกเล่นซ่อนหาในห้างสรรพสินค้าเกือบชั่วโมง พอมั่นใจว่าฝ่ายตรงข้ามถูกชักนำไปผิดทิศทางก็รีบหนีออกจากห้างตรงประตูทางออกขนถ่ายสินค้า

พบตนเองอยู่ในซอยด้านหลัง มีรถขนสินค้าหลายคันเป็นฉากกำบัง สามารถเคลื่อนไหวสะดวก ครู่เดียวก็ออกไปโผล่ยังซอยเล็กๆ ปราศจากผู้คนแห่งหนึ่ง

พยายามมองหาเส้นทางที่จะทะลุออกถนนใหญ่ สายตาสะดุดกับชายกำยำสองคนเดินออกมาจากที่ซ่อน แสดงชัดว่าถูกสั่งให้มาดักรอแต่แรก

เขาหันขวับวิ่งหนีอีกทาง ผู้ติดตามหนุ่มแน่นกว่าไล่ล่ากระชั้นชิด เคลื่อนไหวคล่องแคล่วรวดเร็ว เพียงไม่กี่ก้าวก็ตามทัน

คอเสื้อถูกกระชากจนหงายหลัง แขนถูกล็อกสิ้นอิสรภาพ เสียงห้าวห้วนดังเหนือศีรษะ

“ลุง…ถ้าไม่อยากเจ็บตัว กลับไปกับเราดีๆ”

ถอนใจยอมรับชะตากรรม คิดว่าคงต้องกลับไปอยู่ใน ‘กรง’ อีกครั้ง ทว่าเพียงไม่กี่ก้าวที่เดินตามอย่างยอมแพ้ ใบหน้าผู้ควบคุมคนแรกก็ผงะหงายด้วยแรงกระชาก อีกคนก็โดนหมัดลุ่นๆ ซัดเข้าใส่ไม่ทันตั้งตัว

ผู้มาช่วยทันเวลาคือณคราม

การต่อสู้ระหว่างสองผู้ควบคุมกับหนึ่งหนุ่มผู้มาใหม่เริ่มขึ้น

เขาถอยมายืนพิงกำแพง มองห่างๆ โดยไม่คิดเข้าไปช่วยเหลือ หรือใช้โอกาสสำคัญหลบหนี รู้ว่ามันไม่จำเป็น อาจารย์หนุ่มเปลือกนอกดูอ่อนแอไร้พิษสง ธาตุแท้กลับร้ายกาจไม่ธรรมดา

ถ้าณครามไม่เก่งจริง ใจกล้า ฉลาดคม วางแผนลึกซึ้ง คงไม่มีทางช่วยเขาออกจาก ‘กรง’ ที่กักขังมานานนับสิบปีได้แน่นอน

ชั่วเวลาไม่ถึงนาที อาจารย์หนุ่มก็จัดการสองผู้ติดตามจนหมอบราบ สลบเหมือด

“ไป”

หันมาบอกผู้ยืนรอเพียงสั้นๆ ก่อนวิ่งนำทาง ลัดเลาะซอกซอยอย่างชำนาญจนมาถึงริมถนนใหญ่ผู้คนพลุ่กพล่านอย่างรวดเร็ว

หยุดยืนหอบหายใจชั่วขณะกวาดตาโดยรอบ มั่นใจว่าไม่มีใครซุ่มดักบริเวณนี้จึงค่อยคลายใจลง

“ผมขอโทษที่นัดออกมาจนถูกพวกมันตามเจอ” ณครามพูดด้วยความรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไร เข้าใจว่าหลังจากได้อีเมลจากเด็ก ‘ลิ่วลม’ คนนั้น เธอต้องอยากเจอตัว ถามฉันต่อหน้าว่ารู้จักกันหรือเปล่า”

เหตุผลที่นัดกันวันนี้ ด้วยชายหนุ่มอยากสนทนาแบบเจอหน้า ถามเรื่องอีเมลของลิ่วลมจากบุคคลที่ควรจะรู้เบื้องหลังตึกโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทรถล่มมากที่สุด

“ขอโทษอีกทีที่ผมใจร้อนเกินไป”

“ช่างมันเถอะ ต่อจากนี้เธอต้องระวังตัวกว่าเดิม เพราะพวกมันคงไม่ยอมเฝ้าดูเฉยๆ เหมือนเดิมแน่”

“ผมรู้” ณครามพยักหน้ารับรู้ ไม่แสดงกิริยาใดต่อแววตาเป็นห่วงที่ทอดมองมา “คุณรีบไปเถอะ ผมดูแลตัวเองได้”

ผู้สูงวัยกว่าถอนใจหนักๆ อยากพูดจาแสดงความอาทรห่วงใย แต่ก็รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ต้องการ

สิ่งทำได้คือเดินจากไป กลมกลืนกับหมู่ผู้คน ลับหายซ่อนตัวอย่างที่เคยกระทำมาตลอด

พอมั่นใจว่า ‘คนนั้น’ หายลับไปแล้ว ดวงตาณครามทอประกายหดหู่ชั่วแวบ ตรวจสอบร่างกายว่าการมาช่วยเหลือตามสังหรณ์มีผลกระทบ เข้าข่าย ‘ล้ำเส้น’ อีกหรือไม่…

ปรากฏว่าไม่มี…เขาสามารถช่วยเหลือคนผู้นี้ได้

ในใจพอจะรู้ว่าทำไม…ความจริงบางอย่างตอกย้ำจนต้องขบกรามแน่นเพื่อข่มความรู้สึก ก่อนระบายลมหายใจเชื่องช้า ผ่อนคลายตัวเอง

พยาบาลปรานีมีน้องสาวแท้ๆ ชื่อ ‘ปาริตา’ ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม พ่อแม่เสียชีวิต ไม่มีญาติผู้ใหญ่อุปการะ สองพี่น้องจึงต้องดูแลกันและกัน

ข่าวพยาบาลสาวเสี่ยงชีวิตช่วยสามทารกจนตนเองตาย สร้างความซาบซึ้งสะเทือนใจแก่ผู้คนจำนวนมาก

พอรู้ว่าเธอมีน้องสาวคนเดียว เรียนแค่ชั้นมัธยมไม่มีผู้อุปการะต่อจึงเกิดกระแสความเห็นใจ มีคนบริจาคทุนการศึกษาให้เป็นจำนวนมากพอ ถึงขั้นเรียนจบมหาวิทยาลัยโดยไม่เดือดร้อน

ลุงดิบเล่าให้แก๊งเด็กเดนตายฟังต่อว่า ปาริตาใช้เงินบริจาคในการดำรงชีวิต เรียนต่อมหาวิทยาลัยจนใกล้จบ แต่พลาดพลั้งท้องเสียก่อน หลังคลอดลูกก็หายสาบสูญไม่ยอมเรียนต่อ ไม่มีใครได้ข่าวเธออีกเลย

เมื่อ ‘ลิ่วลม’ ลูกสาวปาริตา หลานสาวพยาบาลปรานีปรากฏตัวเบื้องหน้า พวกเขาจึงเกิดความรู้สึกผูกพัน เอ็นดูโดยไม่ขัดฝืน

“ลิ่วลม” ภูดลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แววตาสนิทสนม “จะให้พี่เรียกเราว่าอะไรดี ‘ลิ่ว’ หรือ ‘ลม’”

หญิงสาวนิ่งอั้น คิดไม่ถึงกิริยาชายหนุ่มจะเปลี่ยนทันทีที่รู้ว่าตนเป็นใคร เผลอหลุดปากตอบง่ายๆ

“หลิว”

“โอเคน้องหลิว ตอนนี้เรารู้จักกันแล้ว ไม่ต้องมา ‘ดิฉัน’ ‘คุณ’ ‘ผม’ กันอีกแล้วนะ”

วาจารวบรัดสร้างความคุ้นเคย เฉกเช่นคนเคยเป็นพี่ใหญ่ หัวหน้าเด็กบ้านแสงเทียนมาก่อน

ดวงตาแทนนทีมีรอยยิ้มยามหันมองเพื่อน และหญิงสาวที่ ‘ไม่แปลกหน้า’ อีกต่อไป

ถึงตอนนี้สองหนุ่มแทบลืมแล้วว่า ลิ่วลมมาด้วยเหตุใด ถ้าอีกฝ่ายไม่พยายามสร้างระยะห่างไว้ตัว ด้วยการยกข้อความในอีเมลตนเองอีกครั้ง

“ที่พวกคุณนัด…ดิ…เอ่อ…ฉัน…มาวันนี้คงไม่ใช่แค่อยากรู้ว่าเป็นใครใช่มั้ยคะ”

การเปลี่ยนสรรพนามให้คุ้นเคยทันทีออกจะลำบาก ฝืดฝืนในประโยคแรกอยู่บ้าง

พอวกมาเรื่องนี้ แทนนทีนึกถึงเรื่องสำคัญที่ต้องถามหญิงสาวให้ได้

“น้อง…รู้มั้ยว่าแม่พี่อยู่ที่ไหน”

แทนนทีไม่ลำบากใจที่จะพูดจาสนิทสนม แต่ยังไม่ถึงขั้นเรียกชื่อเล่นทันที

ประโยคนี้ทำให้ภูดลสะดุ้งวาบ หันขวับ คาดไม่ถึง

“มึงว่ายังไงนะไอ้แทน…แม่…ของมึงงั้นหรือ”

นักฟุตบอลหนุ่มไม่สนใจตอบคำถามเพื่อน สายตาจ้อง ‘น้องสาวคนใหม่’ อย่างรอคำตอบจริงจัง

“ทราบค่ะ”

หลังคำตอบคือการพูดคุยสนทนาอย่างจริงจัง

ภูดลอยากรู้ความเชื่อมโยงสองเหตุการณ์ร้ายอย่างยิ่ง แต่พอทราบว่าหญิงสาวรู้เรื่องสำคัญของเพื่อนสนิท จึงอดใจรอให้เธอพูดเรื่องนี้ก่อน

“แม่ของคุณไม่ได้ชื่อระริน” ประโยคแรกไม่เกินคาดคิด

“เธอหนีออกจากโรงพยาบาลก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ ตึกถล่มไม่นาน”

“แล้ว…เธอ…อยู่ที่ไหน” แทนนทีนับผู้หญิงที่เจอครั้งแรกคนนี้เป็นน้องสาวไม่ยาก แต่ลำบากใจที่จะเอ่ยคำว่า ‘แม่’ กับผู้หญิงอีกคนที่ไม่เคยพบพาน

“เดี๋ยวไอ้แทน…มึงรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ภูดลขัดอย่างสงสัย

“กูรู้แต่แรกแล้ว แม่อัมบอกกูหลังจากโคชตาย”

คำตอบแทนนทีคลี่คลายความสงสัย

“ถ้าคุณทราบก่อนแล้ว เราคงคุยกันง่ายขึ้น”

“บอกพี่ได้มั้ยว่าเธอคนนั้นชื่ออะไร อยู่ที่ไหน” ถามซ้ำด้วยใจรุ่มร้อนอยากรู้จริง

“ปัจจุบันเธอชื่อดุจดาว ส่วนที่อยู่…” ลิ่วลมหยุดวาจา จ้องชายหนุ่มตรงๆ “คุณต้องรับปากข้อนึงก่อน”

“รับปากอะไร”

“ถามเธอให้ได้ว่า…คืนเกิดเหตุก่อนออกจากโรงพยาบาล เธอพบสิ่งผิดปกติอะไร”

ข้อต่อรองนี้ทำให้แทนนทีระลึกถึงความฝันล่าสุด จำได้ว่าเด็กสาวผู้มาสั่งลาลูกชายกำลังจะบอกอะไรบางอย่างกับพยาบาลปรานี แล้วเปลี่ยนใจรีบออกไปก่อน

ลิ่วลมทราบได้อย่างไรว่าเกิดเหตุการณ์นี้

“ถ้ารู้ขนาดนี้แล้วทำไมไม่ไปถามเอง” เขาสงสัย

“ถามแล้ว…เธอไม่ยอมพูดอะไร ไม่ยอมรับด้วยซ้ำว่าเคยใช้ชื่อระริน ไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลเพชรมหาสมุทร”

“เพราะอะไรถึงคิดว่าเธอจะยอมบอกพี่…แล้วยอมรับว่าเป็นลูก” พูดไปก็เสียดแทงใจตนเอง

“เราติดตามร่องรอยคุณดุจดาวเป็นสิบปี เพิ่งเจอตัวไม่นาน คุณคงไม่ทราบว่าเธอติดตามข่าวนักฟุตบอล ‘แทนนที’ มาตลอด ไปดูการแข่งขันเกือบทุกนัด นั่นทำให้เราใช้เป็นจุดตั้งต้นสืบสาวหาตัวตนจนเจอ”

ก้อนแข็งๆ จุกตันลำคอจนพูดอะไรไม่ออก ภูดลหันมองอย่างเข้าใจเป็นฝ่ายเอ่ยปากแทน

“ที่หลิวใช้คำว่า ‘เรา’ ติดตามมาเป็นสิบปี แสดงว่าไม่ได้สืบเรื่องนี้คนเดียว”

หญิงสาวอายุไม่น่าเกินยี่สิบห้ายี่สิบหกเกิดหลังพวกเขาด้วยซ้ำ หากรู้เรื่องราวอดีตละเอียดขนาดนี้ต้องมีอีกคนอยู่เบื้องหลัง

ลิ่วลมชะงักไม่ตอบวาจา เปลี่ยนเป็นตั้งคำถามซ้ำ

“คุณแทนนที จะรับปากถามแทนเราได้มั้ยคะ”

ผู้ถูกเอ่ยนามยังนิ่ง สายตาแทบไม่แสดงความรู้สึก คนอยู่ใกล้ต่างหากเข้าใจว่าเพื่อนอยู่ในอารมณ์ใด

เด็กกำพร้าที่เพิ่งทราบว่าแม่ยังมีชีวิต แอบติดตามผลงานตัวเองมาตลอด ต่อให้ยืนอยู่ตรงหน้ายังไม่กล้าเดินเข้าไปทักทาย มีหรือจะให้เข้าไปถามเรื่องในอดีตเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน

“ก่อนที่ไอ้แทนมันจะรับปาก หลิวบอกพี่ได้มั้ยว่า ตึกโรงพยาบาลถล่ม เกี่ยวข้องกับอัฒจันทร์พังยังไง”

ภูดลจงใจลากหญิงสาวมาอีกเรื่อง

“ทราบมั้ยคะว่าบริษัทอะไรก่อสร้างตึกโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทร”

“เหมือนจะเป็นบริษัทภราดรและเพื่อน ข่าวเก่าในเน็ตไม่ลงรายละเอียดมาก”

“สมัยก่อนการปกปิดข่าว ปกปิดรายละเอียดข้อมูลภายในบริษัทป้องกันความเสียหายยังพอทำได้ หลายคดีจึงถูกคนลืมสืบสาวยาก”

“บริษัทที่สร้างตึกนั่นเกี่ยวข้องกับสามชนะหรือเปล่า” ภูดลไม่อ้อมค้อม

“นายประพนธ์ เจ้าของสามชนะเป็นหนึ่งในหุ้นส่วน และนายธนบดี ลูกชายคนโตเป็นหนึ่งในวิศวกรบริษัท”

“ทำไมพวกเขาไม่โดนดำเนินคดี”

“เพราะมีคนรับผิดชอบแทนทั้งหมด เหมือนที่นายปราการ วิศวกรอาวุโสบริษัทเอที.เขียนจดหมายยอมรับผิดพร้อมแนบหลักฐานก่อนฆ่าตัวตายวันก่อนไง”

จบวาจาคล้ายปรากฏแสงความเข้าใจฉายวาบในหัวภูดล มองภาพรวมสองเหตุร้ายซ้อนกันจนเหมือนเรื่องราวเดียว

“แสดงว่าคนรับผิดชอบคดีตึกโรงพยาบาลถล่มก็ฆ่าตัวตายเหมือนกัน”

ลิ่วลมอึ้งชั่วขณะ ดวงตาฉายรอยเศร้าชั่ววูบก่อนตอบ

“นายภราดร วิศวกรควบคุมงาน หุ้นส่วนใหญ่บริษัทภราดร และเพื่อน เขียนจดหมายลาตาย พร้อมหลักฐานความผิดที่ตนเองสร้างตึกไม่ได้มาตรฐานอย่างละเอียดชัดเจน ทำให้บริษัทถูกปิด ทรัพย์สินขายทอดตลาดเพื่อชดเชย เยียวยาครอบครัวผู้ประสบภัยทั้งหมด”

“หุ้นส่วนอย่างคุณประพนธ์ กับลูกชายคนโตสามารถสร้าง ‘สามชนะ’ ในปีต่อมาได้ยังไง”

“พวกเขาลอยตัวไม่ถูกดำเนินคดี ทรัพย์สินไม่โดนอายัด” น้ำเสียงไม่ปกปิดร่องรอยประชด

“หลิวจะบอกพี่ว่าเหตุการณ์นั้นมีเบื้องหลัง”

“วิศวกรอาวุโส เอที.เอ็นจิเนียริ่งโดดตึกฆ่าตัวตายวันก่อน ไม่มีเบื้องหลังอะไรหรือคะ”

คำย้อนถามทำให้ชายหนุ่มคิดถึงดวงวิญญาณในงานศพ

ถ้าเฮียตงเต็มใจฆ่าตัวตาย เหตุใดพยายามติดต่อให้ช่วยเหลือ จงใจ ‘บังตา’ ให้ได้ยินบทสนทนาระหว่างสองพ่อลูกทายาทสามชนะ

พอภูดลนิ่งเงียบ ลิ่วลมถอนใจพูดต่อ

“คดีโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทร มันหมดอายุความเราทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่ถ้าสามารถเปิดเผยความจริงเบื้องหลังอัฒจันทร์ถล่มสำเร็จ ก็สามารถลากโยงไปถึงเรื่องตึกถล่มเมื่อสามสิบปีก่อน ต่อให้เอานายประพนธ์ นายธนบดีกับสามชนะลงเหวไม่ได้ ตัวธนะวัฒน์ เจ้าของเอที. น่าจะโดนเล่นงานเอาผิดเหมือนกัน โลกจะได้รู้ว่าตระกูลนี้มันเลวยังไง”

นี่เองคือเจตนาที่เธอส่งเมลมาหาภูดล และเพื่อนทั้งสอง

“ถ้าพวกคุณสามคน ผู้รอดชีวิตจากตึกถล่มเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนออกมาพูดถึงเรื่องนี้เอง มันยิ่งจุดประเด็นให้คนสนใจในวงกว้าง เราอาจได้หลักฐานข้อมูล หรือพยานเพิ่มเติมอีกก็ได้”

พอลิ่วลมจบวาจา แทนนทีก็สวนคำพูดขึ้น

“ถ้าน้องรู้เบื้องหลังเหตุการณ์ละเอียดขนาดนี้ ทำไมต้องให้พี่ไปซักไซ้ ถามความจริงจาก…คนนั้น…อีกล่ะ”

“เพราะเราต้องการทราบความจริงอีกข้อ…ตึกโรงพยาบาลเกิดเพลิงไหม้ และระเบิดตามมาได้ยังไง”

“ตามข่าวบอกว่าเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ถังออกซิเจนไม่ได้มาตรฐานจึงเกิดระเบิดตามมา”

ภูดลเสริมด้วยข้อมูลที่ค้นมาเช่นกัน

“ถ้าเพลิงไหม้ไม่ได้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรล่ะคะ ‘เรา’ เชื่อว่าก่อนคุณดุจดาว หรือระรินจะหนีออกจากโรงพยาบาล เธอน่าจะพบสิ่งผิดสังเกตบางอย่าง แต่ไม่เคยพูดออกมาเลย”

แทนนทีถอนใจหนัก ภูดลตบบ่าเพื่อนเบาๆ แล้วหันมาถามหญิงสาว

“หลิวอยากให้ไอ้แทนไปถามแม่เรื่องคืนเกิดเหตุ ส่วนทางพี่คงอยากให้ไปสืบเรื่อง บริษัทเอที.กับสามชนะ ถึงเบื้องหลังการตายเฮียตงใช่มั้ย”

ชายหนุ่มทายเจตนาฝ่ายตรงข้าม

“ค่ะ…พี่…เอ่อ…คุณ…พอจะช่วยได้มั้ยคะ”

ลิ่วลมกระดากใจเกินกว่าจะเรียกอีกฝ่ายว่า ‘พี่ดิน’ เต็มปาก

“ได้” ภูดลรับปากง่ายดาย “แต่ขอที่อยู่แม่ให้ไอ้แทนมันเถอะ…ถ้าเจอตัวกันแล้วจะถามหรือไม่ถามเรื่องนั้นให้มันตัดสินใจเอง…เพราะเวลานี้เรื่องเก่ามันไม่มีประโยชน์หรอก”

หญิงสาวลังเลใจ ความที่ตนเป็นแค่ ‘ผู้ส่งสาร’ จึงไม่กล้าผลีผลามตัดสินใจเอง

วิศวกรหนุ่มอ่านฝ่ายตรงข้ามออกจึงสำทับอีกที

“ไปบอกคนที่ต้องการข้อมูลเถอะว่า…แค่ให้เพื่อนพี่ไปเจอแม่มันก็เป็นเรื่องยากแล้ว…คิดหรือว่าเจอกันแล้วจะพูดคุยสนิทสนมเหมือนแม่ลูกทั่วไปง่ายๆ”

ไม่มีใครเข้าใจเด็กบ้านแสงเทียนดีเท่าพวกเดียวกันเอง ลิ่วลมถอนใจเบาๆ ก่อนยื่นชื่อที่อยู่ปัจจุบันของ ‘ดุจดาว’  ให้อย่างจำยอม

—————————–         ——————–        ———————–

คืนนั้นแทนนทีไม่ได้ไปฟังสวดศพโคชตะวันที่เมืองชายทะเล แต่นอนค้างทาวน์เฮาส์เพื่อนสนิทเพื่อเตรียมเดินทางตามที่อยู่ซึ่งได้มา

รุ่งเช้าขณะโยนกระเป๋าเสื้อผ้าใส่ท้ายรถ ภูดลก็เดินหัวยุ่งโยนกระเป๋าเสื้อผ้าตนเองใส่ตามด้วย

“ไอ้ดินจะไปไหน”

“ไปกับมึง”

“ไม่ต้องทำงานเหรอ”

“กูโทรลางาน สั่งงานลูกน้องเรียบร้อยแล้ว”

นักฟุตบอลหนุ่มจ้องตาเพื่อน หวังจะเห็นร่องรอยความนัยซ่อนเร้น อีกฝ่ายแกล้งหลบตา เปิดประตูรถเข้าไปนั่งหน้าตาเฉย

“ไอ้เหี้ยแทน ไปได้แล้วจะรออะไร เดี๋ยวรถติดนะมึง” ออกปากเร่งทั้งที่ไม่จำเป็น

แทนนทีหรี่ตาครุ่นคิด เมื่อคืนไม่มีการพูดคุยนัดหมายว่าจะร่วมทาง จู่ๆ ก็ถือกระเป๋าตามมาหน้าตาเฉย แสดงว่าภูดลต้องรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดข้างหน้า

เจ้าของรถเลือกไม่ถาม เข้าไปนั่งประจำที่คนขับ สตาร์ตรถเตรียมเดินทาง ผู้โดยสารเหลือบมองแล้วยิ้มอย่างรู้ทัน ขยับเบาะเอนตัวนอน

ทันใดนั้นสองหนุ่มเหมือนตกในภวังค์พร้อมกัน เสียงเครื่องยนต์ครางหึ่งให้ได้ยิน ทว่าภาพตรงกระจกหน้ารถกลับเปลี่ยนไป ไม่ใช่ถนนในซอยอย่างเดิม

ละอองหมอกขาวคลี่คลุมหนาแน่นจนมองข้างหน้าไม่เห็น แล้วแหวกตรงกลางออกมาแสดงภาพนิมิตบางอย่างคล้ายฉายบนจอภาพยนตร์

นิมิตนั้นชวนให้ใจหล่นวูบ

Don`t copy text!