วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๗ : เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นจริง

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๗ : เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นจริง

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

ศุภางค์เงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อบัวเกี๋ยงสารภาพว่า หล่อนทำกิ๊บติดผมหล่นหาย ลงไปหาที่สนามแล้วแต่ก็ไม่พบ ตั้งใจว่าจะลงไปหาอีกรอบ เห็นสีหน้าเพื่อนสาวเป็นกังวลจริง ๆ มิได้เสแสร้งจึงบอกไปว่า

“มันคงตกในบ้านนี้แหละ ตัวอย่าวิตกไปเลย” ศุภางค์ยิ้ม สำทับอีกว่า “ฉันจะบอกคนในบ้านให้ดูดี ๆ ตอนที่เก็บงาน พบแล้วก็มาฝากไว้ที่คุณแม่”

บัวเกี๋ยงสบายใจขึ้นนิดเดียวตรงที่ศุภางค์ไม่ได้โมโหกราดเกรี้ยว หรือต่อว่าหล่อนว่าไม่รักษาของ ถึงกระนั้นก็มิได้ปลอดโปร่งโล่งใจ ความรู้สึกว่าทำของรักของเพื่อนหายติดอยู่ในใจจนสะท้อนออกมาในทุกอิริยาบถ

สุพลถามขึ้นมาในรถขณะนั่งไปส่งทั้งสองกลับคอนแวนต์ว่า

“วันนี้เธอดูไม่ค่อยสดใส หน้าตาอมทุกข์ เหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบอย่างนั้นละ”

บัวเกี๋ยงไม่ตอบ เอาแต่นั่งเงียบ ศุภางค์ชวนคุย หล่อนก็ตอบสั้น ๆ แล้วก็เงียบอีก ในหัวคิดวนเวียนแต่ว่าเผลอทำกิ๊บหลุดร่วงไปตอนไหน

รู้ตัวอีกทีเมื่อรถจอดที่มุมถนนศรีอยุธยา บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ใกล้สนามเสือป่า

“กินไอศกรีมกันก่อนนะ แล้วค่อยกลับคอนแวนต์” สุพลว่า

บัวเกี๋ยงจะปฏิเสธอย่างไรได้ในเมื่อเจ้าของรถบอกอย่างนั้น เพื่อนสนิทของหล่อนก็ก้าวลงไปยืนเคียงข้างพี่ชาย ถ้าบัวเกี๋ยงไม่ยอม ก็มีทางเลือกอยู่สองทาง คือคอยอยู่ในรถ หรือเดินกลับคอนแวนต์เอง หล่อนจึงก้าวตามไป เห็นสถานที่แล้วก็ตื่นตาตื่นใจ ลืมเรื่องที่วิตกทุกข์ใจไปชั่วขณะ

“ที่นี่คือบาร์นรสิงห์”

สุพลบอกชื่อเรียกลำลองของสถานกาแฟนรสิงห์ หรือ Café de Norasingha ขณะเดินนำเข้าไปด้านในอย่างคนคุ้ยเคยกับสถานที่

ไม่ห่างกันบริเวณสนามกว้างมีกระโจมแตรขนาดใหญ่ปลูกถาวรไว้สำหรับบรรเลงดนตรี เก้าอี้ราวสามร้อยตัวเรียงเป็นแถวให้ประชาชนมานั่งฟังดนตรีโดยไม่ต้องซื้อตั๋ว แต่มีข้อแม้ว่าต้องแต่งกายสุภาพ การแสดงดนตรีมีทั้งวงดนตรีสากลและวงมโหรีปี่พาทย์บรรเลงสลับกันไป

“จริงสิ วันนี้วันอาทิตย์ มีวงดนตรี” สุพลเอ่ยเมื่อนึกขึ้นมาได้ “กินไอศกรีมเสร็จแล้ว จะฟังเพลงกันสักหน่อยค่อยกลับก็ได้”

ศุภางค์สนับสนุนความคิดของพี่ชาย แต่ก็ยังกังวล

“กว่าดนตรีจะเล่นก็ห้าโมงเย็น เลิกเกือบทุ่ม จะไม่ค่ำไปหน่อยหรือคะ”

“พี่เคยเรียนคุณแม่อธิการแล้วว่า ขากลับอาจจะมาส่งค่ำสักหน่อย แต่ก่อนเวลาขึ้นหอพักแน่ ๆ” สุพลว่า “เราฟังดนตรีจนจบได้ แต่คงไปกินมื้อค่ำไม่ได้”

“เท่านี้ก็ดีแล้วค่ะ” ศุภางค์ว่าแล้วก็คล้องแขนเพื่อนอย่างสนิทสนม “พี่ชายใจดีจริง ๆ เลย ใช่ไหม บัวเกี๋ยง”

บัวเกี๋ยงยิ้มน้อย ๆ ได้แต่เดินตามเขาไป

มองหาที่นั่งอยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่พบที่ว่าง

“คงเพราะวันนี้มีดนตรี ลูกค้าเลยแน่น นั่งเต็มหมดทุกโต๊ะ”

สุพลเปรยออกมา มองลูกค้าบางคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ยืนพิงฝาคุยกันราวกับบาร์ฝรั่งแล้วก็อ่อนใจว่าคงไม่มีที่นั่งว่างจริง ๆ คิดว่าคอยสักเดี๋ยวคงมีคนลุก หรือไม่ก็ซื้อไปนั่งกินในสวนก็ได้

แต่บัวเกี๋ยงเอ่ยออกมาเสียก่อนว่า

“ถ้าไม่มีที่ที่นั่ง เรากลับก็ได้ แล้วค่อยมาวันหลัง”

สุพลอยากใช้เวลาที่เขายังเหลือก่อนเดินทางได้พบและพูดคุยกับบัวเกี๋ยงให้มากที่สุด เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย แต่เมื่อหล่อนพูดออกมาราวกับว่าหล่อนไม่อยากใช้เวลากับเขา ร่ำแต่จะกลับท่าเดียว สุพลก็ชักจะขัดใจขึ้นมา

มีอย่างรึ เห็นซึมเซาอยู่ทั้งวัน เลยนึกหาทางชวนมาพักผ่อนหย่อนอารมณ์ที่นี่ หล่อนยังว่า…แล้วค่อยมาวันหลัง อีกไม่นานเขาก็ต้องเดินทางแล้ว จะมี ‘วันหลัง’ เมื่อไรอีก

 

“โอ้โห คนเต็มเลย” เสียงชายหนุ่มดังเข้ามากระทบหู “ไม่มีที่นั่งว่างเลย พี่ใหญ่”

กลางวสันต์เดินมาหยุดที่ประตู แล้วคนสองกลุ่มก็หันมาสบตากัน ประหลาดใจที่มาพบกันโดยบังเอิญ

สามพี่น้องตระกูลรัชฎาสรรพกิจมากันพร้อมหน้า เพราะวันวัสสาน์อยากชมดนตรี นาน ๆ ทีหล่อนจะได้กลับมาอยู่บ้าน ได้ยินเสียงเล่าลือเรื่องดนตรีวันอาทิตย์มาพักใหญ่แล้วแต่ไม่เคยเห็นกับตาสักครั้ง วันนี้สบโอกาสเหมาะ จึงขอพี่ใหญ่ให้พามา ต้นตะวันก็ไม่ขัดข้อง กลางวสันต์รู้ปุบปับก็ยังคว้าเสื้อมาสวมลวก ๆ กระโจนขึ้นรถตามมาด้วยทัน

“หายดีแล้วหรือคะ” ศุภางค์ถามออกไป ก้มมองที่ขาชายหนุ่มราวจะมองรอยงูกัด ก็พบแต่รองเท้าหนังขัดมันจนขึ้นเงา

กลางวสันต์ยิ้มร่า บอกเสียงสนุก

“หมอตั้งกี่คนรุมรักษาฉัน ถ้าไม่รอดก็ไม่น่าจะเป็นหมอกันต่อไปอีก ตอนนี้ฉันหายดีแล้ว กระโดดให้ดูก็ได้นะ” ชายหนุ่มว่า ตั้งท่าจะกระโดดพิสูจน์ว่าหายเป็นปกติแล้วจริง ๆ

ต้นตะวันเห็นแขกโต๊ะหนึ่งเรียกเก็บเงินแล้ว จึงเดินเข้าไปทักทาย พร้อมสะกิดให้น้องทั้งสองคนตามเข้าไป

“จะกลับแล้วหรือครับ ท่านชาย”

หม่อมเจ้าผู้ถูกทักทายหันมา เห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มให้

“จะกลับแล้วละ พาลูกหญิงมากินไอศกรีม กะว่าจะอยู่ถึงดนตรีเล่น แต่ยายหนูทำท่าจะเกเสียแล้ว”

วันวัสสาน์หันไปมองเด็กหญิงวัยไม่เกินเจ็ดขวบในชุดสีชมพู ผูกริบบิ้นเป็นโบที่ผมสีเดียวกับชุดก็นึกเอ็นดูว่าน่ารักราวตุ๊กตา ถ้าหล่อนมีลูก ลูกของหล่อนจะน่ารักเช่นนี้ไหมหนอ แม้ว่าแม่หนูจะมีสีหน้าว่าจะเริ่มแผลงฤทธิ์ ถ้าบิดายังไม่พากลับบ้าน วันวัสสาน์ก็ยังเห็นว่าเป็นความรั้นที่น่ารักแบบเด็ก ๆ

“คุณใหญ่เพิ่งมาละสิ มีโต๊ะหรือยังล่ะ นั่งต่อฉันก็ได้”

“เป็นพระคุณยิ่ง ท่านชาย”

น้องทั้งสองคนนั่งลงแล้ว ต้นตะวันจึงเข้ามาหากลุ่มที่มาถึงก่อนแต่ยังยืนชะแง้หาโต๊ะว่างที่ประตูทางเข้า

“สุพล คุณพัด เธอ ไปนั่งด้วยกัน”

ศุภางค์กำลังบ่นอยู่เชียว ว่าบุตรชายพระยารัชฎาสรรพกิจมาถึงทีหลังแต่กลับได้ที่นั่งก่อน แต่เมื่อเขาชวนหล่อนไปนั่งด้วยก็ยิ้มออก ฉุดแขนพี่ชายและเพื่อนสาวที่ยังลังเลละล้าละลัง

ไอศกรีมที่นี่เนื้อเนียนจริง ๆ” ศุภางค์ว่า

“อาหารก็อร่อยนะ สั่งตรงมาจากครัวบ้านเจ้าพระยารามราฆพเลย” ต้นตะวันหมายถึงพลเรือเอกเจ้าพระยารามราฆพ หรือหม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ

“สั่งมาลองชิมกันหน่อยไหม?”

“อย่าเลยค่ะ เมื่อวานกินเยอะ อิ่มมาถึงวันนี้ ยังตื้อ ๆ อยู่เลยค่ะ” ศุภางค์ว่า หากไม่วายเหน็บ “พี่ชายกินขนมจีนน้ำเงี้ยวกับแกงแคไปหลายจาน อาจจะอิ่มยาวไปถึงเดือนหน้าก็ไม่รู้”

วันวัสสาน์เม้มปากแน่น ก้มหน้าลงราวโต๊ะน่ามองกว่าคู่สนทนา สุพลขึงตาใส่น้องสาว แต่หล่อนก็แกล้งทำลอยหน้าลอยตา ต้นตะวันกับกลางวสันต์ทำหน้างง ไม่รู้ว่าเรื่องที่พูดมีความนัยอะไรกัน

 

ผู้ที่เป็นหลักในการสนทนาคือต้นตะวันและศุภางค์ กลางวสันต์เอาแต่จ้วงตักไอศกรีม หมดถ้วยหนึ่งก็สั่งเพิ่มราวกับกินเท่าไรก็ไม่พอ ส่วนคนที่เหลือก็ได้แต่มองหน้ากันไปมา สบตากันเมื่อบังเอิญเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ยิ้มน้อย ๆ แล้วก็เขี่ยไอศกรีมในถ้วยเล่นมากกว่าจะตักใส่ปาก

กลางวสันต์ส่งสายตามาทางบัวเกี๋ยงเป็นสัญญาณให้ออกไปข้างนอก แต่หล่อนไม่เข้าใจ เขาจึงเตะเท้าหล่อนใต้โต๊ะ พยักหน้าส่งสายตาให้รู้ว่ามีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย

กิ๊บติดผมรูปแมลงปออยู่กับเขา

ตอนที่บัวเกี๋ยงกำลังขันชะเนาะให้เขานั่นเอง ชายหนุ่มเห็นว่ากิ๊บติดผมของหล่อนกำลังจะร่วงลงมา เขาจึงหยิบมาใส่กระเป๋าไว้ก่อนที่มันจะตกลงพื้นแล้วคนอื่นมาหยิบเอาไป ตั้งใจจะคืนให้เมื่อความวุ่นวายยุติลง แต่แล้วก็ลืม จนกระทั่งกลับบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้านอน จึงนึกถึงมันขึ้นมาอีกครั้ง

ถ้ารู้ว่าจะเจอกันที่นี่ จะได้เอาติดตัวมาด้วย คืนเสียให้จบเรื่องไป

เห็นสีหน้าอมทุกข์ของบัวเกี๋ยงแล้ว กลางวสันต์ก็เดาได้ว่าหล่อนกังวลเรื่องนี้แน่ แม้ว่ากิ๊บอันนั้นจะมีราคาไม่สูงนักสำหรับคนฐานะอย่างเขา หรือลูกของพระยาบริรักษ์เวชการ แต่มันคงมีราคาสูงมากสำหรับบัวเกี๋ยง เด็กกำพร้าจากต่างแดนจะซื้อของแบบนี้ทำไม ในเมื่อปากท้องและการเอาชีวิตรอดในพระนครเป็นเรื่องสำคัญกว่าสำหรับหล่อน

กลางวสันต์สรุปเอาเองด้วยความมั่นใจ ว่าเจ้าของตัวจริงคือ ศุภางค์

แต่ที่เขาไม่รู้คือ บัวเกี๋ยงบอกเพื่อนหล่อนหรือยังว่าทำหาย…คงยังไม่ได้บอก กลางวสันต์สรุปเองอีก เพราะศุภางค์ยังเริงรื่น ดูไม่ระแคะระคายเรื่องนี้เลย ถึงกระนั้น กลางวสันต์ก็อยากมั่นใจเสียก่อน เขาจึงอยากถามบัวเกี๋ยงเป็นการส่วนตัว แทนที่จะถามขึ้นมากลางวงสนทนาให้รู้กันหมดทุกคน

สุพลเห็นสองคนส่งสายตาให้กันแปลก ๆ ท่าทางแปลก ๆ ก็ชักคอแข็งขึ้นมา เสียงดนตรีดังขึ้นพอดี เขาจึงกันท่าทั้งคู่ด้วยการชวนบัวเกี๋ยงออกไปนั่งฟังดนตรีข้างนอก

“คุณเล็กไปกับสุพลสิ”

ต้นตะวันบอกน้องสาวแล้วหันมาทางชายหนุ่ม

“ฝากยายเล็กคนหนึ่งนะ สุพล ฉันบังเอิญพบเพื่อนอยู่ทางโน้น มีเรื่องต้องคุยกันโขอยู่”

เหตุผลของต้นตะวันหนักแน่นพอใช้ เพราะลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในสถานกาแฟนรสิงห์ล้วนแต่เป็นชนชั้นสูงที่หลังสงครามเลิกก็ขยับขยายทำธุรกิจกันหลายคน เมื่อเงินเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนกิจการ บุตรชายคนโตของพระยารัชฎาสรรพกิจผู้ดูแลการคลังของประเทศก็ย่อมเนื้อหอมขึ้นเป็นธรรมดา

“น้องขอนั่งรอในนี้นะคะ” ศุภางค์ขอตัว เพราะไม่อยากไปขัดความสุขของพี่ชายที่ได้อยู่กันตามลำพังกับเพื่อนของหล่อน ส่วนวันวัสสาน์นะเหรอ…เชอะ!ทำอะไรบัวเกี๋ยงไม่ได้หรอก

“ถ้าอย่างนั้นฉันนั่งเป็นเพื่อนเธอเอง” กลางวสันต์ว่า

ศุภางค์ยิ้มออกที่มีคนนั่งเป็นเพื่อน สุพลก็พอใจที่ชายหนุ่มไม่ตามไปกับเขา ว่าให้ถูกก็คือ ไม่ตามบัวเกี๋ยงออกไปนั่นละ

เหลือกันอยู่สองคน กลางวสันต์ก็ชวนคุย

“เพื่อนคุณพัดดูหงอย ๆ นะ เป็นอะไรไป”

“บัวเกี๋ยงคงไม่สบายใจที่ทำกิ๊บติดผมของฉันหาย”

ศุภางค์ตอบแล้วก็เล่าให้ฟัง รวมถึงข้อที่ว่าหล่อนไม่ได้ติดใจอะไรเลย ถ้าสุดท้ายแล้วมันจะหายไปจริง ๆ ก็มันเป็นไปได้นี่นา อาจจะมีเด็กในบ้าน หรือแขกที่มางานเลี้ยงเมื่อวานเก็บได้ เห็นสวยดีก็พลอยยึดเอาไว้

“มันอยู่ที่ฉันเองแหละ” กลางวสันต์บอกพร้อมกับเล่าถึงที่มาที่ไป

“คราวหน้าถ้าออกบ้าน ฉันจะเอาติดตัวไว้ เผื่อเจอกันโดยบังเอิญอีก จะได้คืนให้เธอ”

ศุภางค์พยักหน้ารับ อยากจะบอกว่าไม่ต้องคืนก็ได้ หล่อนเต็มใจยกให้เขา ถ้าเขาอยากเก็บไว้หลังจากที่รู้ว่ามันเป็นของหล่อน

“คุณพัด บอกบัวเกี๋ยงด้วยนะว่าพบแล้ว อยู่ที่ผมเอง”

ศุภางค์รับคำ รู้สึกสุขใจบอย่างบอกไม่ถูก ความสุขนี้ติดตัวไปจนกระทั่งพี่ชายล้อเมื่อส่งหล่อนกลับคอนแวนต์ว่า

“นายกลางคงคุยสนุกมากนะ ใครได้คุยด้วยเป็นถูกใจไปเสียหมด”

ประโยคท้ายคล้ายกับว่าเขาจะประชดไปถึงอีกคน แต่บัวเกี๋ยงไม่สนใจ

ก่อนนอนคืนนั้น บัวเกี๋ยงยังบอกกับศุภางค์อีกครั้งว่า

“ถ้าที่บ้านตัวหาไม่พบจริง ๆ เราจะซื้ออันใหม่คืนให้ ตัวอย่าปฏิเสธนะ เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ เราก็ไม่สบายใจ”

ศุภางค์รวบมือบัวเกี๋ยงมากุมไว้ ไม่บอกเรื่องที่หล่อนคุยกับกลางวสันต์ แต่ตีหน้าเศร้าแทบว่าน้ำตาจวนหยด

“ขอบใจมากนะบัวเกี๋ยง ที่เข้าใจความรู้สึกของฉัน กิ๊บอันนั้นพี่ชายซื้อให้เป็นของขวัญ ราคามันไม่เท่าไหร่หรอก แต่มันมีคุณค่าทางใจกับฉันมาก ถ้าหาไม่พบฉันคง…” ศุภางค์ปล่อยประโยคท้ายให้หายลงไปในลำคอ ราวกับว่าหล่อนสะเทือนใจจนเอ่อยออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

บัวเกี๋ยงรู้สึกผิด ครุ่นคิดถึงแต่ความรู้สึกของเพื่อนจนหลับไป ไม่ได้ย้อนนึกไปถึงตอนที่บอกกับศุภางค์ครั้งแรก หล่อนมิได้เป็นทุกข์ร้อนเท่าตอนนี้เลย

ขณะเดียวกัน ที่เตียงนอนอีกฟากหนึ่ง ประกายตาของศุภางค์ก็สว่างใสราวดาวระยับอยู่ในความมืด เช่นเดียวกับความคิด ดวงหน้าของหนุ่มสองวัยเคลื่อนคล้อยผ่านมา แม้ว่าจะละม้ายคล้ายคลึงกัน แต่หล่อนพึงใจดวงหน้าที่อ่อนวัยกว่า

ต้นตะวันเหมาะจะเป็นพี่ชายที่นับถือ แม้ว่าเขาจะมีท่าทีแสดงออกชัดเจนว่าเขาสนใจหล่อน

ในขณะที่กลางวสันต์คือคนที่หล่อนสนใจ ช่วงเวลาไม่นานที่ได้คุยกันในตอนบ่าย เขาทำให้แสงตะวันยังคงฉายและดอกไม้ในใจหล่อนเบ่งบานมาถึงยามนี้

 

เรื่องกิ๊บติดผมรูปแมลงปอตกหายหาไม่พบยังกวนใจบัวเกี๋ยงมาอีกสองวัน ศุภางค์ก็ไม่พูดอะไร จนหญิงสาวมั่นใจว่าคงมีคนเก็บและยึดเอาไปแล้วจริง ๆ เห็นเพื่อนหงอยเหงาเหม่อลอยเมื่อใด ใจคอก็พลอยห่อเหี่ยว รับปากว่าจะหามาคืนให้ได้แม้ไม่สวยและไม่แพงเท่าอันที่หายไป โดยไม่รู้เลยว่า ที่ศุภางค์เหม่อลอยนั้น เพราะหล่อนคิดถึงกลางวสันต์อยู่ต่างหาก

ศุภางค์ลังเลใจอยู่เหมือนกันว่าจะบอกเรื่องนี้ดีไหม แต่พอคุยกันทีไร ปากก็พลอยจะพร่ำแต่ว่าเป็นของมีค่าทางจิตใจที่พี่ชายให้ไว้ ยิ่งตอกย้ำให้บัวเกี๋ยงรู้สึกผิดในใจหนักขึ้น

หากเรื่องนี้ก็ยังไม่เท่ากับอีกเรื่องที่แทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะ

วันที่ไปสถานกาแฟนรสิงห์นั้น บัวเกี๋ยงพบใครคนหนึ่ง

หล่อนไม่คิดว่าจะพบเขาที่นี่…ในพระนคร แต่คิดทบทวนดูแล้ว จะเป็นไปไม่ได้เลยก็ไม่ใช่ เพราะเขาต้องติดต่อค้าขาย ว่าให้ถูกคือ หล่อนไม่คิดว่าโลกจะกลมจนหมุนให้เขากับหล่อนได้พบกันอีก

ใครคนนั้นคือ อ้ายน้อยจั๋น ลูกพ่อเลี้ยงบ้านวังสิงห์คำ คู่หมายของอี่นายซ้องปีบ

หญิงสาวแทบไม่เชื่อสายตาในตอนแรก แต่เมื่อได้ยินใครต่อใครทักทายและเรียกเขาว่า ‘พ่อเลี้ยง’ บัวเกี๋ยงก็มั่นใจว่าไม่ผิดตัวแน่ หาโอกาสจะเข้าไปหา ทว่าสุพลก็คุมหล่อนแจทุกย่างก้าว

บัวเกี๋ยงไม่มีโอกาสได้เฉียดกรายเข้าใกล้ให้พบกัน จะได้ถามถึงเรื่องราวทางเชียงใหม่บ้าง พลาดโอกาสวันนั้นแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจออีกไหม

เรื่องกวนใจทั้งสองนี้หายไปเมื่อต้องสอบไล่ หญิงสาวจึงหันมาทุ่มเทให้กับการเรียน ยิ่งได้ฟังสุพลเล่าเรื่องนักเรียนเตรียมแพทย์แล้ว บัวเกี๋ยงยิ่งฮึดสู้ เพราะผู้หญิงดูจะเสียเปรียบผู้ชายไปก้าวหนึ่ง ตรงที่เรียนภาคบังคับจบชั้นมัธยมบริบูรณ์หญิงนั้น แค่ ม.๖ ในขณะที่มัธยมบริบูรณ์ชายจบที่ชั้น ม.๘ ซึ่งเข้าเตรียมแพทย์ได้เลย

สอบไล่เสร็จแล้ว นักเรียนที่อยู่ประจำก็กลับไปอยู่บ้าน เหลือแค่นักเรียนที่คริสตจักรเป็นผู้อุปการะเท่านั้นที่ยังอยู่ที่คอนแวนต์

บัวเกี๋ยงปรึกษาเรื่องเรียนต่อกับมิชชันนารีก็ไม่มีปัญหา กลับบ้านปรึกษาหาที่เรียนต่อถึง ม.๘ กับจีนชรา เตี่ยและม้าก็ไม่ขัดข้อง หล่อนจึงตอบแทนความเมตตานี้ด้วยการทำงานบ้าน แบ่งเบาภาระทุกอย่าง มีงานอย่างใดช่วยได้หล่อนก็อาสาทำให้เต็มที่ หากที่บัวเกี๋ยงชอบที่สุดก็คือ อยู่ใกล้ ๆ เตี่ยเวลามีลูกค้ามาเจียดยา เตี่ยจะถามอาการอย่างละเอียด ได้ความเป็นที่พอใจแล้วก็หยิบยาในลิ้นชักมาชั่ง รวมใส่ห่อส่งให้พร้อมบอกวิธีกิน

บัวเกี๋ยงพยายามจดจำตัวยาให้ได้มากที่สุด แม้หล่อนจะอ่านภาษาจีนไม่ออกก็ตาม

 

ทุกเช้าบัวเกี๋ยงจะทำงานบ้านให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อจะได้มาอยู่ใกล้ ๆ เตี่ย ตั้งตัวเองเป็นลูกมือทั้งที่เตี่ยมิได้สั่ง เตี่ยก็อนุญาตให้มานั่งใกล้ ๆ ดูการวินิจฉัยโรคและจัดยาสมุนไพรให้คนไข้และลูกค้าได้ แต่ยังไม่ให้จัดยา แม้ว่าจะเป็นการบรรเทาอาการป่วยไข้ที่ไม่หนักหนา

“รอลื้อสอบเป็นหมอให้ล่ายก่อง อั๊วะจะยอมให้ลื้อจัดยา”

“แค่ยาแก้ปวดหัวปวดท้อง ฉันจัดได้นะเตี่ย”

“ไม่ล่าย ๆ” เตี่ยโบกไม้โบกมือไปมาเสียงแข็ง บัวเกี๋ยงก็ทำหน้าเบ้ หากสายตาก็ยังคอยสังเกตว่าเตี่ยจัดยาสำหรับรักษาแต่ละโรคอย่างไร

มีวันนี้ที่บัวเกี๋ยงอ่อนใจที่รบเร้าเท่าไรเตี่ยก็ไม่ใจอ่อน หล่อนจึงทำงอน เดินหายเข้าไปในห้องพัก

เตี่ยกับม้าเห็นท่าทีนั้นก็หันมาหัวเราะให้แก่กัน ปีนี้บัวเกี๋ยงเป็นสาวเต็มตัว จริตเจ้าแง่แสนงอนชักจะคมชัดยิ่งขึ้นทุกที

“กับเราอียังงอนตุ๊บป่องอย่างนี้ ถ้ามีอ้ายหนุ่มมาทำให้อีไม่พอใจ อีจะงอนถึงแค่ไหนวะ”

บัวเกี๋ยงงอนจริง ๆ ด้วยเพราะรู้ตัวว่าโตเป็นสาวแล้ว วิชาการเรียนอันใดครูแหม่มก็ยกให้ว่าปัญญาเป็นเอก ทั้งการจดจำและประยุกต์พลิกแพลง อยู่ที่โรงเรียนประจำใครก็วางใจยกให้เป็นผู้นำกลุ่มทุกกิจกรรม มีแต่บ้านนี้เท่านั้น ที่เตี่ยกับม้ายังเห็นว่าหล่อนเป็นเด็กอยู่ร่ำไป

ตัวยาหลายขนานบัวเกี๋ยงจำได้ แม้ว่าป้ายกำกับหน้าลิ้นชักจะเป็นภาษาจีน อ่านไม่ออก แต่ก็จำได้ว่าอะไรเป็นอะไร การคำนวณสัดส่วนยาและการชั่งตวง หล่อนก็มั่นใจว่าถ้าเตี่ยยอมให้ลอง ก็จะทำได้ไม่ผิดพลาด

นั่งงอนอยู่บนเตียง หันไปมองเงาที่สะท้อนบนกระจกก็พบเด็กสาวหน้าตาหมดจด ทว่าดวงตาเอาเรื่องสะท้อนกลับมา พลันแสงในตาก็อ่อนลงดุจจะนึกเลยไปที่ใดหรือใครสักคน คะนึงถึงรำพึงอยู่ในใจ

นายหมอ…นายหมออยู่ที่ไหน ทำอย่างไรบัวเกี๋ยงจะได้เป็นหมอ

ไม่มีเสียงตอบความคิดของหล่อน แต่การคิดถึงนายหมอทรัพย์และอี่นายกาสะลองทำให้บัวเกี๋ยงนึกถึงคนทั้งคู่ แหงนมองหลังตู้แล้วลุกไปหยิบกระเป๋าของอี่นายลงมา เวลาที่บัวเกี๋ยงเหงาหรือคิดถึงเรื่องราวที่เชียงใหม่ หล่อนมักจะเปิดกระเป๋าหยิบจับข้าวของต่าง ๆ ที่เป็นของอี่นายและนายหมอทรัพย์แทนความระลึกถึง บางครั้งความรู้สึกลึกล้ำดำดิ่ง น้ำตาก็หยาดไหลลงมาอย่างมิอาจกลั้น

กระเป๋าใบเล็กที่วางแอบอยู่บนตู้นั้นอีกใบเป็นของนายหมอทรัพย์ ขยับดูก็รู้ว่าหนัก แต่บัวเกี๋ยงก็รวมกำลังจะดึงลงมา ทว่ามิทันทำได้สำเร็จ เสียงม้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตู

“นังหนูเพื่อนลื้อมาเยี่ยมหาน่ะ”

ศุภางค์ชะโงกหน้าผ่านกรอบประตูมา บัวเกี๋ยงจึงบอกว่า

“เข้ามาข้างในก่อนสิ เรากำลังจะยกของลง”

ศุภางค์หันไปยกมือไหว้หญิงชราผู้เป็นคนนำขึ้นมาถึงห้องนอนของบัวเกี๋ยง เพราะจีนชรารู้ว่าสองสาวนี้สนิทสนมกัน แต่มิทันได้บอกบัวเกี๋ยงว่าศุภางค์มีคนติดตามมาด้วย เพราะเด็กสาวยกนิ้วแตะปากเป็นเชิงบอกว่าอย่าเพิ่งบอก อยากให้บัวเกี๋ยงตื่นเต้น

บัวเกี๋ยงหันไปเอื้อมหูกระเป๋าบนหลังตู้ มันสูงกว่ามือหล่อนเอื้อมไปนิดเดียว ขี้เกียจจะหาม้าเตี้ยมาต่อให้สูง จึงเขย่งเอา ปากก็ร้องถาม

“ไปยังไงมายังไง ถึงโผล่มาที่นี่ได้”

“ก็คิดถึงนะสิ”

เสียงนุ่มเย็นดังเบา ๆ ที่ข้างหู แต่บัวเกี๋ยงรู้สึกว่ามันดังก้องสะท้อนกลับไปมาราวอยู่ในถ้ำ แขนขาเนื้อตัวเย็นเฉียบไปหมด หันหน้ามาก็เฉียดฉิวจะชนหน้าสุพลที่ชะโงกเข้ามาใกล้ รอยยิ้มและแววตาระยิบพราวบอกความเจ้าเล่ห์อย่างร้ายกาจ

“จะหยิบกระเป๋าใบนั้นเหรอ ฉันช่วยเอง”

บัวเกี๋ยงไม่ตอบเพราะไม่มีโอกาสตอบ สุพลไม่ได้ถามเพราะต้องการคำตอบ เขาเอื้อมมือไปที่หูกระเป๋าอย่างง่ายดายเพราะความสูงของตน แตะโดนมือบัวเกี๋ยงหล่อนก็ชักมือออกราวถูกไฟฟ้าช็อต



Don`t copy text!