Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 14 : ความฝันไม่ได้เป็นอะไรอื่นเลย นอกจากฟองคลื่นของทะเล

Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 14 : ความฝันไม่ได้เป็นอะไรอื่นเลย นอกจากฟองคลื่นของทะเล

โดย : ภีมรดา

Loading

เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

เชิงชาญตั้งพิกัดจีพีเอสให้พาเขามายังที่นี่เป็นครั้งที่สอง อาคารสูงที่พุ่งตัวขึ้นมาท่ามกลางสีเขียวครึ้มของสวนป่าปลูก และซ่อนรูปกลมกลืนไปกับท้องฟ้าด้วยผนังกระจกทั้งหลัง ‘เจ้าตึกอัจฉริยะ’

เขามาถึงก่อนเวลาเป็นคนแรกเช่นเคย แรกทีเดียวอยากเลือกมาทางรถขนส่งสาธารณะ แต่พลันนึกได้ว่าการเบียดเสียดแออัด อาจทำให้ความดันกำเริบได้อีก เขาจึงตัดใจบังคับพวงมาลัยมาด้วยตัวเองดีกว่า มีพื้นที่เป็นของตัวเอง อย่างน้อยก็ไม่ต้องกดดัน แค่ต้องกะเวลาเดินทางเร็วกว่าคนอื่น ซึ่งก็ไม่ได้ลำบากอะไร

…ถึงแล้วนะ…

เชิงชาญกดตัวหนังสือส่งข้อความเข้าไลน์กลุ่ม ในเมื่อไม่ชอบติดต่อถึงตัวด้วยการคุย ก็ปรับตัวใช้พิมพ์เอาแบบนี้ตามใจเด็กๆ มัน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ฝืนไม่ไหวก็ปรับตัว เขาเคยได้ยินนักพูดแนวไลฟ์โคชท้าทายไว้ว่า อนาคตจากนี้ไปมีแต่ 2 ทางเลือก …

คุณเปลี่ยน…โดยไม่ต้องรอให้ถึงเวลาเปลี่ยน

คุณรอ…จนกว่าโลกจะบังคับให้เปลี่ยนในที่สุด

เขาชอบหมอนี่นะ อายุเด็กกว่าเขาเป็นสิบๆ ปี แต่ความคิดเฉียบคม คำพูดคำจาชัดเจน และชวนให้คิดตาม ไม่มีน้ำเสียงอีโก้ด้วย สมัยนี้เขายังใช้คำว่าอีโก้กันอีกหรือเปล่า อาจจะมีอยู่บ้าง แต่คงไม่เสียงดังเท่าคำว่าเจนซี เจนวาย อินโทรเวิร์ด เอ็กซ์โทรเวิร์ด แล้วอะไรอีก ช่างหัวมันไปก่อน รกหัว

วันนี้ต้องมองหาคอร์สสุขภาพก่อน ชนิดที่ไม่ทำให้ความดันขึ้นจนเป็นสโตรก ก็การนอนเป็นผักโดยไม่รู้สึกตัว กินทางสายยาง อึในผ้าอ้อมผู้ใหญ่ มันโคตรเป็นเรื่องน่าอายจริงๆ เลยสำหรับเขา

ไม่ได้อยากอายุยืน แต่ไม่อยากเป็นคนตายยากตายเย็น กว่าจะตาย ลำบากคนอื่น ญาติพี่น้องก็มีแค่หยิบมือ ลูกเต้ายิ่งไม่ต้องถามหา ก็เล่นทิ้งพวกเขาไปก่อนเอง

“ทางนี้ครับอาชาญ”

เมืองสมุทรกวักมือเรียกไหวๆ อยู่ใกล้จุดแลนด์มาร์กของงาน ใต้ต้นผ้ามัดย้อม มีตัวหนังสือห้อยๆ ข้างบน อยู่ตรงกลางระหว่าง ก.ไก่ กับ ข.ไข่

เชิงชาญปรับท่าทางการเดินเอาใจคนเคยเฝ้าไข้ ด้วยการก้าวสั้นๆ สม่ำเสมอ ยืดหลังขึ้นตรง แล้วทำคอแข็งๆ พยายามไม่ก้มไม่เงย

ดูเหมือนโรโบคอบ

“ต้องอะไรขนาดนั้นเลยเหรอครับอา…ท่าเดินน่ะ”

“ก็ใช่น่ะสิ ก็เห็นบ่นกันจัง ทั้งแม่ทั้งลูก ต้องกินอาหารแบบนี้นะ ออกกำลังกายนะ อย่านอนดึกนะ ห้ามปุ้น คนเดียวนะ แหม่…จบพยาบาลกันมาทั้งน้าน”

“แต่เมื่อกี้ผมเห็นอายังเดินฉับๆ ปกติอยู่นะครับ ตอนที่เห็นผมถึงค่อยมาเปลี่ยนท่า ไม่เป็นไรครับ แม่กับพี่ไบร์ทไม่ได้อยู่แถวนี้หรอก”

“อ้าวเหรอๆ”

สาวๆ ของเมืองสมุทรได้โควตาออกร้าน ในฐานะผู้ประกอบการรุ่นซิลเวอร์ ไม่รู้ว่าลูกชายลงทะเบียนให้อีท่าไหน จึงมาตกอยู่ในกลุ่มแสดงงานคราฟต์ เดือดร้อนกัลยาที่ต้องออกแบบงานผ้าของตนเองสำหรับแสดงในงาน นางแม่ไม่ได้หวังจะขายของ แค่อยากช่วยลูกชายไม่ให้เสียเครดิตกับอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นเพราะคนตอบรับมาร่วมงานน้อยเต็มที่ เลยต้องขนญาติพี่น้องมาช่วยกันออกบูธ

“เมืองลงโทรอบนี้นานแล้วนะ ดูจริงจังจนน่าแปลกใจ กะจะคว้าดอกเตอร์ด้วยเลยหรือเปล่า”

เชิงชาญถามไปด้วย แกล้งเดินช้าเป็นจังหวะไปด้วย ความจริงยังได้อีกหลายไหว แต่ขอออมแรงไว้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวช่วงปะฉะดะกับไอ้ซ้งจะหมดแรงแพ้มันอีก เขาคิด

“เรื่อยๆ ครับอา ไม่รีบร้อน ผมเป็นแนวลึกครับ อยากรู้อะไรต้องไปให้สุด”

“นั่นสิ นิสัยแม่ชัดๆ”

เมืองสมุทรเคยบอกแล้วว่าเขากำลังทำปริญญาโทใบที่สองสาขาอะไร ด้านไหน แต่เชิงชาญไม่ได้เก็บในระบบความจำ รู้แต่เพียงว่า เมืองสมุทรกับอาจารย์มักจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้สูงวัย อย่างงานแฟร์ที่ดึงดันจะให้เขามาร่วมนี้ ก็เรียกว่า ซิลเวอร์ มาร์เก็ต หมายถึงอายุคนขายต้องติดเรตซิลเวอร์ เคยถามเหมือนกันว่าทำไมไม่เรียกโกลด์ แบบวัยทอง ทางนั้นตอบว่า ซิลเวอร์มาจากสีผม หรือหัวหงอกนั่นเอง

เมืองสมุทรและอาจารย์ได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่ฟรีอีกตามเคย กรณีเดียวกับตลาดไนต์ คาวบอย ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าได้ข้อสรุปเป็นอย่างไรบ้าง เชิงชาญเพิ่งนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ มัวแต่ยุ่งเรื่องตัวเอง คนรอบข้างจะเป็นตายร้ายดีเพียงใดเขาลืมสิ้น

“ผมก็อยากปรึกษาอาอยู่เหมือนกัน สรุปว่าทีมวิจัยดันเป็นฝ่ายเราครับอา ไม่ใช่ตัวร้ายอย่างที่คิด”

“อย่างนั้นก็ดีน่ะสิ…นี่เราเดินไปคุยไปได้ใช่มั้ย ยังไม่อยากไปเจอแม่เราเลย ขี้เกียจคิดคำด่าสู้มัน”

“ฮ่าๆ แล้วแต่อาเลยครับ ผมแค่อยากใช้จังหวะนี้ให้อาเดินยืดเส้นยืดสายเท่านั้นเอง”

เมืองสมุทรเล่าเรื่องศึกชิงพื้นที่ของตลาดกลางคืนให้เชิงชาญฟังอย่างย่อๆ ทีมนักวิจัยนั้น เป็นฝ่าย Strategy ที่สำนักงานใหญ่จ้างมาดูแลรีเทลต่างๆ พวกเขาไม่ถึงกับยกเลิกพื้นที่ แต่อยากให้เราปรับปรุงบางอย่างจากผลสำรวจความต้องการของลูกค้า

“เหมือนจะดี”

“ครับ…ถ้าไม่ติดเรื่องเงินลงทุนเพื่อไปต่อ หลายคนก็เลยถอดใจคิดจะคืนพื้นที่”

พูดเรื่องทุน เชิงชาญก็ใจฝ่อทันที คนวัยเราถ้าสายป่านทุนไม่ยาวพอ คิดจะทำอะไรมันช่างติดขัดไปหมด พึ่งพาสถาบันการเงินก็ลำบาก นับความเสี่ยงอายุเหลือน้อย ผ่อนได้ไม่ยาวพอให้ใครอยากสนับสนุน

“แย่เหมือนกันนะ ไม่ต่างอะไรกับอาเลย จนก็จน แล้วยังง่อยรับประทานอีก”

เชิงชาญกลายเป็นลูกไก่ในการดูแลของผู้คนรอบข้าง ตั้งแต่เจ้าต๋อยที่ยึดบริษัทไปจัดการเองทุกอย่าง ซึ่งล่าสุดมีข้อเสนอให้หยุดกิจการไปเลยดีกว่า เชิงชาญยังทำใจไม่ได้แต่ก็รับฟัง เป็นหนี้ก้อนโตคราวก่อนเขายังเข็ดไม่หาย แล้วในสภาพสมองเบลอๆ แบบนี้ให้คิดอะไรคมๆ เฟี้ยวๆ ก็ไม่คิดไม่ออก แก่แล้วไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง

“งั้นเดินเล่นก่อน หาอะไรกินด้วย…คือในงานนี้อากินได้หมดใช่มั้ย”

“ครับอา ส่วนใหญ่อาหารที่มาออกร้านจะต้องผ่านคิวซีเรื่องคอนเซปต์ก่อน ต้องเน้นเป็นเฮลตี้ คลีน สมวัยซิลเวอร์ครับ”

นึกภาพกินแต่ผักแบบเต่า เชิงชาญถึงกับขนหัวลุก

“อืม…เหมือนอาหารเจหรือเปล่า ที่แปรรูปผักให้เป็นเนื้อ เป็นหมู ถ้าอย่างนั้นค่อยเจริญอาหารหน่อย ผักล้วนทื่อๆ ก็ไม่ไหวนะ”

“อะไรแบบนั้นก็มีครับ อาเดินไปชิมไปก็ได้ งั้นเราเดินไปเรื่อยๆ แล้วกันนะครับ”

ผ่านไปแค่สิบนาที คนอวดเก่งก็เริ่มบ่นผ่านเสียงหอบเบาๆ จนต้องหาที่นั่งพัก เชิงชาญออกจากโรงพยาบาลมาเกือบสัปดาห์แล้วแต่ร่างกายยังไม่ค่อยเข้าที่ เป็นเพราะใช้งานอย่างบอบช้ำมาทั้งชีวิต

“เหนื่อยเหรอครับ”

“อืม…นิดหน่อย”

“ไปนั่งตรงข้างเวทีมั้ยครับ ไม่ไกลจากตรงนี้ อาเดินไปไหวมั้ยครับ”

“สบ๊าย…”

ตอบเสียงสูงปรี๊ดคงสบายจริง เมืองสมุทรจึงขอตัวแวะไปหาแม่ที่บูธก่อน แล้วตั้งใจว่าจะหยิบเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่เตรียมไว้ให้อาชาญด้วย

ครั้นแยกจากกัน เชิงชาญเร่งฝีเท้าเดินกลับมาเป็นปกติ ชะเง้อมองหาเวทีที่หลานชายบอกจนเจอ จึงเดินปรี่เข้าไปจับจองที่นั่งสำหรับผู้ชม มีจำนวนแถวเรียงรายราว 50 ที่นั่ง เข้ากับเวทีที่ไม่ใหญ่มากนัก เหมือนเตรียมไว้จัดเสวนาเล็กๆ ขณะกำลังมองหาทำเลเหมาะๆ ซึ่งน่าจะเป็นแถวๆ ใกล้ทางเดิน สายตาช่างติของเชิงชาญก็ปะทะเข้ากับสแตนดี้หรือโปสเตอร์แนวตั้ง ข้อความเชิญชวนนั้นมีสองนัย คือเพื่อเชิญให้ร่วมชมงาน กับอีกอย่างคือประชาสัมพันธ์การแข่งขัน พิชชิ่งระดับซีเนียร์

สตาร์ตอัปรุ่นซิลเวอร์ แก่ป่านนี้ยังมีเรี่ยวแรงสตาร์ตอะไรได้ ไม่ได้ดูถูกพวกเดียวกันเองหรอกนะ เชิงชาญแสยะยิ้มใส่โปสเตอร์ ปากกับใจดูเหมือนไม่สามัคคีกัน แม้จะแอบแขวะ แต่สายตาก็อดอ่าน copy หรือคำโฆษณาบนโปสเตอร์นั้นไม่ได้

ไม่ควรใช้รูปฝูงชนหัวหงอกขนาดนั้น มันทำให้ภาพพจน์ชวนหดหู่ แล้วก็ชื่อโครงการด้วย ‘สูงวัยสอยทุน’ มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ ถ้าจะให้แก้ไขสื่อโฆษณาตัวนี้ เชิงชาญอยากแก้เป็น…นั่นสิ…แก้เป็นอะไรดี…เขาคิดไม่ออก

มีเสียงดังก้องอยู่ในหู เสียงคลื่นนั่นอีกแล้ว เสียงที่พาเขาล่องลอยออกสู่ท้องทะเล ซ่า ซู่ ซ่า ซู่

“สนใจเข้าพิชชิ่งด้วยมั้ยคะ”

เสียงหญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้โปสเตอร์ ดึงเขากลับจากห้วงสมุทร

“สนใจสอบถามอะไรเพิ่มเติมมั้ยคะ เห็นยืนอยู่หน้าโปสเตอร์ตั้งนานแล้ว”

เชิงชาญยกมือลูบหน้า บีบขมับตัวเองเบาๆ พอไม่ให้ดูเหมือนคนแก่ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันซะแล้ว

“ยาดมมั้ยคะ”

“อ่อ…ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ”

“มีที่นั่งหรือยังคะ แต่เอ…น่าจะยังไม่ลงทะเบียนแน่เลย ไม่เป็นไรค่ะ เชิญคุณอาไปนั่งก่อน เดี๋ยวหนูเอาคิวอาร์โคดไปให้ลงทะเบียนค่ะ”

เธอคนนั้นยิ้มให้ และป้องแขนขึ้นทำท่าเป็นไม้เท้ามนุษย์ ด้วยไม่แน่ใจว่าเชิงชาญจะตอบสนองอย่างไร เดินไปหาที่นั่ง หรือเดินตามเธอไปลงทะเบียนก่อน ที่สุดแล้วเชิงชาญเองเป็นฝ่ายทักขึ้นมาว่า

“ผมเคยเจอคุณมาก่อนนี่…จำได้นะ ที่คอนโด กองถ่ายหนังของผม”

“อ่า…ใช่ค่ะ นึกว่าจะจำไม่ได้เสียแล้ว”

“จำได้ๆ คุณนักวิจัย…คุณชื่ออะไรนะครับ ผมก็เสียมารยาทไม่ได้ถามเลย วันนั้นทำคุณเดือดร้อนด้วยใช่มั้ยครับ ต้องขอโทษด้วย คนของผมมันทำงานหละหลวมเกินไป ก็คนมันเหลืออยู่ไม่กี่คนน่ะครับ”

“เอมี่ค่ะ”

“เอมี่…จำง่ายดีครับ…”

เชิงชาญหายสงสัยในทันที เรื่องที่เขารู้สึกคุ้นเคยกับหญิงสาวคนนี้ เหมือนเคยรู้จักเจอะมากันมาก่อนแน่ๆ ที่แท้ก็เพราะโลกกลมทำให้โคจรมาเจอกันในสถานการณ์ต่างๆ แล้วที่บอกว่าเป็นนักวิจัย อยู่ในสถานที่แบบนี้ ก็ถูกที่ถูกทางแล้ว คงจะมาหาข้อมูลต่างๆ นานาเพื่อไปพัฒนาโครงการอะไรอีกนั่นแหละ

“เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบเลยนะคะ แต่ถ้าไม่ชอบเสียงดัง แนะนำให้นั่งเลยตรงกลางมาหน่อย แล้วก็ตรงนั้นใกล้ทางไปห้องน้ำด้วยค่ะ จะได้เดินสะดวก”

อ่า…สิทธิพิเศษสำหรับคนสูงวัย คือได้ที่นั่งใกล้ส้วม นี่นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหม่สำหรับเขา

“ขอบคุณนะครับคุณเอมี่”

“ค่ะ”

หันหลังกลับจากบิดา เอมิกาก็ยิ้มกริ่มเหมือนคนได้เปรียบในเกมการแข่งขัน ถ้าแม่มาเห็นเข้าว่าเธอแกล้งพ่อเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง คงโดนหยิกจนเนื้อเขียว หรือไม่ก็หักเงินค่าขนมอีกหลายเดือน แต่จะสนอะไรก็ในเมื่อเธอโตแล้ว และกำลังทำมาหากินด้วยตัวเองอยู่นี่ไง

 

“สนุกดีเหมือนกันนะ เหมือนตอนอาพิชชิ่งงานทุกอย่าง เออเข้าท่าๆ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ”

เชิงชาญออกปากชม หลังจากนั่งชมการนำเสนอพิชเด็ค (Pitch deck) ของวัยซีเนียร์เป็นชั่วโมง ไม่มีอาการเมื่อยล้าหรือเบื่อหน่ายเลย เว้นแต่บางช่วงที่คนพูดมีลีลายืดยาดไปหน่อย มันทำให้เขาอยากลุกขึ้นไปพรีเซนต์แทน

“ถ้าดูเวทีของคนรุ่นใหม่ก็จะอีกแบบนึงครับ ถ้าอาชอบ ผมพาไปดูได้นะครับ”

“เหอๆ ไม่เอาหรอก อาก็แค่ดูให้เกิดสีสันกับชีวิตเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดจริงจังอะไรขนาดนั้น”

“ผมก็ไม่ค่อยตั้งใจดูจริงจังหรอกครับ ที่ต้องไปก็เพราะโดนเพื่อนขอให้ไปช่วยวิจารณ์ลีลามันหน่อย เพราะอะไรอาน่าจะเดาออก”

“เราเป็นคนวิจารณ์ตรงๆ ไง”

“ถูกเป๊ะเลยครับ ก็ดีนะครับ เรียกไปให้ผมด่า แถมผมยังได้ค่าด่าเป็นรายชั่วโมงด้วย งานสบายเลยครับอา”

“ฮ่าๆ” เชิงชาญหัวเราะร่วน

“อาหิวหรือยังครับ เราไปหาแม่ที่บูธกันมั้ยครับ ป่านนี้แม่น่าจะรออยู่ อยากเอางานอวดให้อาดูน่ะครับ แม่บอกว่าต้องพาอาไปให้ได้ก่อนของจะขายหมดซะก่อน”

“ได้สิ ไปเยี่ยมมันหน่อย ตอนนี้อาวอร์มปากได้ที่ละ ไปลุยเลยแล้วกัน ฮ่าๆ”

 

“ใครเหรอเอม แกแอบถ่ายคลิปเค้าทำไม” หนึ่งในทีมจัดการเวทีเสวนาเมื่อสักครู่ กำลังเก็บข้าวของ รวมทั้งเอมิกา

“ทำคอนเทนต์…หวาน แกว่าสองคนนั้นเขาดูเหมือนคู่จิ้นมั้ย ค่อยๆ มองนะแกอย่าไปจ้องให้เขารู้ตัว”

หญิงสาวชื่อหวานเอียงหน้าไปทาง แต่สายตาไปอีกทาง เพื่อพิสูจน์

“ไม่รู้ดิ มันก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่ว่าเขาไม่ใช่พ่อลูกกันหรา มันดูคล้ายอย่างนั้นนะ แบบพ่อทรงแดดดี้อะไรแบบนี้”

“หึ ไม่เลย ลุงคนนั้นไม่ใช่พ่อของอีกคนหรอก”

“แกรู้ได้ไงเอม”

“รู้สิ…รู้ซะยิ่งกว่ารู้ แกอย่าเอ็ดไปนะ แดดดี้นั่นนะ พ่อชั้นเอง”

“เฮ้ย…พ่อแก พ่อแกไม่ได้อยู่บ้านเหรอ เดี๋ยวนะ อะไรของแกเอมชั้นงง”

“ไม่ต้องงง ก็พ่อที่บ้านนั่นก็พ่อเลี้ยง ส่วนคนนี้น่ะพ่อจริง…จุ๊ๆ แต่แกอย่าให้ใครรู้นะ ฉันกำลังแกงพ่ออยู่ เขาดันจำชั้นไม่ได้เว้ย”

“ประสาท นังบ้า แล้วแม่แกรู้หรือเปล่าว่าแกทำบ้าอะไรอยู่”

เรื่องหน้าตาที่เปลี่ยนไปของเอมิกา บรรดาเพื่อนพ้องใครๆ ก็รู้ ผู้หญิงบางคนแค่งัดดั้งขึ้น ดัดฟันเฉเกให้เรียงตัวเป็นฝักข้าวโพด กรีดตาอีกหน่อย หน้าก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ก่อนเรียนจบมหาวิทยาลัยทุกคนต้องมีทุนสำหรับกรอหน้า เพื่อลดปัญหาภาพบีฟอร์อาฟเตอร์ วันจบหน้านึง ทำงานแล้วอีกหน้านึง เอมิกาเป็นหนึ่งในค่านิยมเช่นนั้น เพียงแต่ยายคนนี้หาเงินทุนด้วยตัวเอง ไม่ได้แบมือขอพ่อแม่เพียงอย่างเดียว

“ไม่หรอก…ถ้ารู้ก็โดนน่ะสิ แม่ยังสั่งให้ชั้นไปเฝ้าไข้พ่อเลย”

“อ๋อ…นึกออกแล้ว ที่แกหายไปสองวันติดนั่นน่ะเหรอ คือแกไปเฝ้าพ่อ แต่…แต่พ่อไม่รู้ว่าลูกไปเฝ้า”

เอมิกาไม่ได้หายหน้าไปแค่สองวัน ตลอดทั้งสัปดาห์นั้น เธอเฝ้ามองบิดาอยู่ห่างๆ ไม่มีวันไหนเลยที่ไร้เงาพ่อหนุ่มคู่จิ้น นายคอฟฟีปรินส์ภาคบ้านๆ

“เขาปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่ยอมตื่น แล้วฉันก็เฝ้าอยู่หน้าห้องนั่นแหละ ไม่ให้คลาดสายตาหรอก…แล้วตกลงแกคิดยังไง เขาเป็นคู่จิ้นกันมั้ย”

“อืม…จะว่าใช่ก็ใช่ แต่พ่อแกดูแมนดีนะ ไม่ค่อยเหมือนอย่างนั้นหรอก”

“ใช่มะๆ แต่อีตานั่น อาจจะชอบพ่อชั้นฝ่ายเดียว แกว่ามั้ย”

“ไม่อะ ไม่ออกความเห็นดีกว่า พ่อแก แกก็ไปหาคำตอบเองเถอะ แต่ตอนนี้แกช่วยรวบแบบสอบถามมาแล้วแยกให้ทีเหอะ ใครสั่งให้ทำแมนนวลกันน้า….เห้อ”

ก่อนกลับเอมิกาเตร็ดเตร่ไปแถวๆ บูธของกัลยา การที่ตามไปถูก เพราะเขาเห็นบิดานั่งหัวเราะเอิ๊กอ๊าก จากระยะไกล พ่อดูสุขภาพดีขึ้นเหมือนเป็นคนปกติ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะถูกดูแลโดยผู้คนที่พ่อรัก

แอบน้อยใจอยู่เหมือนกัน ที่ตนเองเหมือนเป็นคนอื่นในเวลานี้ แต่ก็ช่างปะไร อย่าดึงดรามาดีกว่าเอมิกา ใช้ชีวิตให้สนุกสมวัยดีกว่า เหมือนอย่างที่แม่สอน

“แม่จ๋า…วันนี้พ่อมาดูงานเอมด้วยนะ”

ที่สุดแล้วก็คิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ เอมิกาไม่ชอบส่งข้อความหาแม่ เพราะรู้ดีว่าแม่ไม่ชอบอ่านตัวหนังสือยึกยือพวกนั้น แม่ชอบฟังเสียงมากกว่า แล้วการสายตรงถึงแม่มันก็บ่งบอกได้ว่า เธอรู้สึกเช่นไร

“แล้วเป็นยังไงบ้างพ่อเรา หายดีแล้วหรือยัง ไปทำอะไร ไปทำงานหรือเปล่า ยังไม่เลิกซ่าอีกนะ”

แม่รัวคำถามโดยไม่เว้นช่องให้ตอบ เอมิกาได้ยินแค่ประโยคหลังคำว่า ‘ยังไม่เลิกซ่า’

“ดีขึ้นเยอะเลย พ่อเดินว่อนทั้งงานเลยแม่ ก็กระฉับกระเฉงดี แต่ไม่ได้มาทำงานนะ แค่มาเดินสำรวจโลก งานนี้มีแต่คนวัยเกษียณ”

“แล้วเขายอมรับแล้วเหรอว่าแก่แล้ว ถึงได้ไปงานนั้น”

“ฮ้า…อันนี้เอมไม่รู้สิ คงมีคนชวนมานั่นแหละ แม่จำได้มั้ยคนที่อยู่โรงพยาบาลกับพ่อตลอด”

“อ๋อ…”

เสียงแม่เงียบหายไป

“แม่…ยังอยู่มั้ย”

“อืม…ได้ยินอย่างนี้แม่ก็สบายใจแล้ว…เอมแม่ต้องวางสายนะ ทางนี้ยุ่งมาก ทัวร์กำลังเข้า”

เอมิกานึกภาพความชุลมุนของคำว่า ‘ทัวร์เข้า’ เป็นอย่างดี ฤดูท่องเที่ยวในโรงแรมระดับสามดาว ธุรกิจของพ่อเลี้ยงและแม่

เพราะไม่อยากวนเวียนอยู่ในสารบบรับช่วงต่อ เอมิกาจึงต้องหนีออกนอกลู่นอกทาง ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ธุรกิจบริการ

แต่คิดไม่ถึงเลย มันหนีพ้นเสียทีไหน

 

“อื้อๆ…อื้อ จุ๊ก จิ๊กๆ”

เหนือขื่อบนสุดใต้ขอบหลังคาบ้านของเชิงชาญ เป็นที่อาศัยอันสงบสุขของครอบครัวนกพิราบสี่ตัวพ่อแม่ลูกครอบครัวนี้ แต่เมื่อคืนเจ้าตัวพ่อบินกลับเข้ารังไม่ได้ ส่วนตัวแม่ที่กลับมาก่อนล่วงหน้าก็บินชนกระจกอย่างแรงจนสลบเหมือดยังไม่ฟื้น พ่อนกบินวนอยู่รอบๆ ด้วยความเป็นห่วง มันสุดจะงงที่จู่ๆ อากาศก็จับตัวกันเป็นก้อนแข็ง ขวางทางเข้าบ้าน มันร้องเรียกลูกๆ ด้วยความห่วงเหลือเกิน กลัวว่าจะหิวตาย ส่วนเมียมันนั้นดูทรงแล้วก็ไม่น่าจะรอด พ่อนกคิดทางหนีทีไล่ ถึงคราวต้องย้ายรังใหม่เสียแล้ว

ต้นเหตุเป็นเพราะเชิงชาญที่มีเวลาว่างมากขึ้น จึงทุ่มเทให้กับการนอน แล้วอีกอย่างในคู่มือปรับนิสัยการนอนก็ระบุไว้ว่าให้นอนในที่อากาศถ่ายเทสะดวก เขาจึงปิดเครื่องปรับอากาศ แล้วเปิดหน้าต่างกระจกทุกบานที่เคยปิดตายเพื่อรับลม

เมื่อคืนก็เลยหลับสนิทรวดเดียวจนถึงเช้า…แล้วมาตื่นเอาเมื่อได้ยินเสียงฝูงนกฝูงการ้องระงม…อ่า…ธรรมชาติมาก

คำว่าหลับเป็นตาย เพิ่งใช้ได้กับเชิงชาญในวัยใกล้หกสิบนี่เอง เป็นช่วงชีวิตที่รู้สึกมีความสุขกับการกินอิ่ม นอนหลับ การไม่ต้องตื่นขึ้นมาเพราะมีตารางชีวิตแน่นเปรียะ มันวิเศษเช่นนี้เอง

ในทางทฤษฎีการนอน ถ้าเราตื่นขึ้นมาแล้วจำความฝันได้ทั้งหมด แสดงว่าเรายังไม่เข้าสู่ช่วงหลับลึก การนอนที่ถูกต้องตามระยะเวลา เราต้องจำความฝันแทบไม่ได้เลย

เชิงชาญประสบกับสภาวะนั้น คือไม่มีทรงจำเกี่ยวกับความฝันใดๆ เว้นแต่การล่องลอยกลางทะเล เป็นความฝันซ้ำๆ ในสถานที่เดิมๆ ตัวเขาอยู่ในเรือพายลำเล็ก ไม่ไปไหนสักที มีเพียงกระแสลมแผ่วเบา ริ้วคลื่นและเสียงซู่ซ่าของทะเล เขาคาดว่ามันคงเกี่ยวกับอาการป่วยหรือไม่ก็เกิดอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน เขามีอาการแปลกๆ นี้หนนึงตอนอยู่ในงานก็เลยเล่าให้เพื่อนฟัง

“ตบบ้องหูสักบ้องก็หาย เอามั้ยล่ะ กูสงเคราะห์ให้ คิดบาทเดียวพอ” กัลยาผู้เชี่ยวชาญทุกศาสตร์อาสาจะรักษาให้ ในขณะที่เมืองสมุทรผู้เยาว์วัยกว่า ซื้อเครื่องตรวจวัดความดันมาให้

“มึงดูลูกบังเกิดเกล้าเป็นตัวอย่างซะบ้างไอ้ซ้ง ทำอะไรให้มันมีหลักการหน่อย อยู่ๆ มาตบบ้องหู แล้วถ้าโรคมันกลับมาจะทำยังไง แอดมิตจนสุดประกันแล้วนะเว้ย จะรับผิดชอบค่าหมอกูมั้ยล่ะ”

เมืองสมุทรแอบยิ้มขำๆ อาชาญเรียกแม่เขาว่าซ้งได้ แสดงว่าอาการดีขึ้นมาก

“ถ้าตายังอยู่ ทุกครั้งที่ได้ยินอาชาญเรียกแม่ว่าซ้ง ตาคงสะดุ้งนะครับ”

“ใช่ลูก…ไอ้นี่ก็ล้อชื่อพ่อไม่เคยเปลี่ยน ซ้งๆ เรียกเข้าไป ระวังพ่อจะมาหักคอมึง”

“มาสิ…จะได้หาย ให้ลูกตาซ้งตบบ้องหู กับให้พ่อซ้งหักคอ กูเลือกอย่างหลังดีกว่า”

“ปากเสียอย่างนี้ ไม่ต้องห่วงมันหรอกเมือง ทิ้งมันกลับบ้านไปเองคนเดียวเลย…แล้ว คืนนี้เข้านอนไวๆ ล่ะกินยาแล้วนอน ไม่เกินสามทุ่มแล้วจะโทรมาเช็ก ถ้าดันรับสายละก็ กูจะตามพ่อมาหักคอมึงจริงๆ ด้วย”

ถ้าอยู่ใกล้สองแม่ลูก เขากลับไม่มีอาการอะไรเลย หรือเพราะได้ปลดปล่อย ได้หัวเราะ ก็เป็นไปได้ เพราะวันนี้ที่มีเสียงอื้อซ่า ก็เพราะใช้ความคิดเรื่องออกแบบใหม่ให้โปสเตอร์

งั้นต้องไม่คิดอะไร อย่าเพิ่งเครียด เหมือนที่หมอบอก

เครียดเพราะใช้ความคิดอย่างนั้นหรือ นี่นับเป็นจุดจบของนักคิดเชียวนะ

 

บ่ายกว่าๆ เชิงชาญตื่นขึ้นหลังจากเผลองีบไปเมื่อกินยาหลังอาหาร ในตัวยาน่าจะมีอะไรทำให้เขาง่วงได้ตลอดเวลา รู้สึกร่างกายนั้นว่านอนสอนง่ายกว่าเมื่อหนุ่มๆ เยอะ สมัยนั้นกินยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วงแต่เขากลับดื้อด้านตาสว่างโร่ ยังทำงานได้อีกทั้งคืนทั้งที่ไอค่อกแค่ก เป็นเพราะแก่แล้วหรือเพราะใจยอมจำนน

เชิงชาญผุดลุกจะเข้าห้องน้ำ อาการโคลงเคลงก็กลับมาอีก

หมอก็บอก ใครก็บอก อย่าลุกเร็ว ให้ทำอะไรช้าลง ร่างกายนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ต้องฝึกควบคุมใหม่ ให้ใจกับกายมันเข้ากันให้ได้ก่อน ใจอย่าเร็วนัก ตัวตามไม่ทัน

เขาจึงนั่งลงก่อนครู่นึง หายใจออกเข้าลึกๆ อีกสองหน แล้วยันกายลุกขึ้นใหม่

ขึ้นฝั่งแล้ว อาการโคลงเคลงเหมือนอยู่ในเรือ หายไปแล้ว

เห็นมั้ยล่ะ ฝึกหน่อยเดียวก็ทำได้แล้ว ทีนี้ก็ใช้ร่างกายนี้ใหม่ ในอัตราความเร็วที่ช้าลงเหมือนเมื่อกี้นะ เขาบอกกับตัวเอง

 

“สวัสดีครับ ผมตัวท็อปครับ ที่เราแลกนามบัตรกัน จำได้มั้ยครับ พี่เชิงชาญ”

เชิงชาญรับสายที่เรียกเข้าหลายหนช่วงที่เขาหลับสนิท ปลายสายแนะนำตัวราวกับสนิทสนม ชวนให้นึกย้อนว่า เมื่อวานนี้เขาเผลอนิสัยแจกนามบัตรให้คนแปลกหน้าไปหลายใบจนแทบหมดกระเป๋า ทั้งที่สมัยนี้ไม่มีใครอยากได้นามบัตร พอๆ กับที่ไม่มีใครอยากใช้โทรศัพท์โทร.เข้าออกหากัน เว้นแต่มิจฉาชีพ

เพราะเงียบอยู่นาน ทางปลายสายจึงพูดย้ำอีกครั้ง

“ผมตัวท็อปครับ ที่ทำสตาร์ตอัปชื่อแซนด์อาวเออร์ แต่ผมไม่ได้ขึ้นเวทีนะครับ อายุไม่ถึง เราคุยกันสั้นๆ เรื่อง HR แล้วพี่ก็แนะนำอะไรผมบางอย่าง จำได้หรือยังครับ”

“อ๋อ…นึกออกแล้ว ที่ผมแนะนำไปว่า ซีเนียร์เก่งๆ ไม่ควรหมดอายุงานไปพร้อมอายุขัย ใช่มั้ย”

“ใช่เลยครับ ผมแซนด์อาวเออร์ อยากขอเวลาคุยกับพี่หน่อย”

เชิงชาญเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวจนชัดขึ้น เมื่อวานมีคนมากหน้าหลายตา ทั้งคนหน้าคุ้นเคยที่อาจจะเคยร่วมงานกันมาก่อน มีหลายคนรู้จักผ่านเมืองสมุทร รวมทั้งเด็กหนุ่มที่ชื่อประหลาดๆ ‘ตัวท็อป’ ทีแรกเขาเกือบจะเมินใส่ เพราะเกลียดพวกหลงตัวเองที่ชอบสมญานามให้เวอร์ๆ แต่ครั้นเด็กมันแก้ลำบอกว่า ตัวท็อป คือคนที่เข้ามาหามัน…อืม ค่อยน่าคุยด้วยหน่อย

“คุยอะไร…ถ้าให้ไปลงทุนร่วม ผมไม่ไหวหรอกนะ ผมไม่ใช่นายทุน”

เมื่อวานได้ความรู้เยอะขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ตามทันขึ้นนิดหน่อยเรื่องเทรนด์โลก

“เปล่าครับ ผมมองพี่อีกแบบมากกว่า ผมแอบส่องโปรไฟล์พี่มาแล้ว เข้าใจเลยว่าทำไมพี่ถึงมีคำแนะนำที่สุดโคตรแบบนั้น …พี่แม่งประสบการณ์อย่างโชก…พี่ครับ สนใจอยากเป็นทีมเดียวกับพวกเรามั้ยครับ….พี่จะมีชื่อในหน้าแรกของไฟล์พรีเซนต์ มีชื่อในทีมพิชชิ่ง มันเก๋ากว่าเป็นนายทุนอีกนะพี่”

ฮึ…เชิงชาญแค่นหัวเราะ..เลือกใช้คำว่าเก๋าให้เหมาะกับคู่สนทนาซะด้วย หมอนี่จิตวิทยาสูงใช้ได้ ฟังมันไปก่อน ไอ้นี่มันเวอร์ แต่อย่างน้อย ไอ้เด็กคนนี้มันก็ใช้วิธีโทรหาเบอร์ตรง ไม่ใช่ทิ้งข้อความให้โทร.กลับ แถมโทร.มาหลายมิสคอลเสียด้วย

“ฟังดูก็น่าสนนะ…แต่พี่จะต้องไปเหนื่อยด้วยทำไม แค่มีชื่ออยู่เฉยๆ พี่ก็มีของพี่อยู่แล้วพี่เป็น CEO ของบริษัทตัวเองอยู่แล้ว”

“ครับพี่ ฉายเอเจนซี่ ผมรู้แล้วพี่…แต่พี่ไม่ต้องทิ้งตรงนั้นเลย แค่เอาศักยภาพของพี่มาแบ่งปันกันเหมือนที่พี่บอกเลย พี่กำลังจะช่วยคนที่หลุดกระแสตามอายุขัย ได้กลับมาในลูปของโปรเฟสชันแนล แอดแวลูให้ประสบการณ์ครับพี่”

คนปลายสายยังคงพูดโน้มน้าว เชิงชาญยังไม่อยากเชื่อใจคนผ่านการโทรศัพท์ นี่อาจเข้าข่ายสแกมเมอร์ก็เป็นได้

“พี่ฟังผมเล่าเรื่องแพลตฟอร์มก่อนก็ได้ ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจครับ แต่ผมบอกตรงๆ พวกผมไม่มีประสบการณ์จริงในโลกการทำงานเลย แต่พี่สิครับ โชก นี่ผมอยู่ตรงนี้ครบเลยพี่ ผมเปิดสปีกเกอร์นะ”

“หวัดดีคร้า / หวัดดีคร้าบ”

เสียงหญิงชายประสานพร้อมเพรียง แล้วคนต้นสายก็แนะนำตัวคนพวกนั้นกลางอากาศแบบไม่เห็นตัว แต่ชวนให้นึกภาพตามได้ไม่ยาก

“อยู่กันครบเลย มีเอเจ ไอ้นี่เก่งเทค มีปูเล่ เก่งคอนเทนส์ มีผมตัวท็อป เก่งทุกอย่างกับตัวเลข พี่เห็นป่าว ขาดคนเก่งงานพี่ พวกผมมีไอเดียแต่ไม่มีคอนเน็กชันคนทำงานเก่งๆ แบบพี่เลยสักคน”

ที่พูดมาก็จริงของเด็กมัน ทุกคนเก่งกันคนละด้าน แต่ถ้าหากขาดประสบการณ์มันก็เหมือนคนเก่งที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไอสไตน์ยังบอกให้เราทดเวลาเริ่มต้นโดยการหาที่ยืนบนไหล่ยักษ์

เขาคงเป็นยักษ์สำหรับเด็กพวกนี้!

“ที่ไหน เมื่อไรดี พี่บอกก่อนนะ ช่วงนี้พี่ป่วยๆ เพิ่งออกจากโรงบาลน่ะ”

เขาชิงปิดจุดอ่อนเรื่องวัยไว้ก่อน

“เยส…พี่สนใจให้เราไปหา เล่าแฟลตฟอร์มให้ฟังก่อนใช่มั้ยฮะ”

“อืม”

“แล้วพี่จะไม่ผิดหวังกับพวกเรา แซนด์อาวเออร์ พี่ฮะเรามีอีกหลายโปรเจกต์ในมือ แต่โพโพสแล้ว เราต้องรันตัวนี้ให้สำเร็จก่อน เป็นเดอะเฟิร์ส ไพออริตี้ นี่มันคือโลกใหม่ คือมิชชันสำหรับโลกคนทำงานเก่งๆ ที่เราไม่อาจลืมฮะพี่”

บ๊ะ…ไอ้หมอนี่ ทำงานเก่งหรือเปล่าไม่รู้ แต่มันขายของเก่งชะมัดยาด เปลี่ยนสรรพนามไวเสียด้วย เริ่มที่ครับ จบที่ฮะ

หมายความว่าอะไร เราซี้กันแล้วอะไรงิ งุงิ…

เชิงชาญรู้สึกย้อนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง

 

 



Don`t copy text!