จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 1 : พี่ชายตัวดีหนีไปมีผัว

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 1 : พี่ชายตัวดีหนีไปมีผัว

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

ฝนปลายเดือนกันยายนที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ช่วงเย็น ค่อยๆ โปรยปรายลงมา แม้จะไม่หนักหนา แต่ก็ทำให้ความอับทึบของอากาศเบาบางลง คนงานของโรงงานยากลับบ้านไปหมดแล้ว ไม่ต้องมีใครติดฝนอยู่ระหว่างทาง เรือนไม้หลังเล็กของคุณปู่ที่อยู่ด้านหลังมีแสงไฟวับแวมลอดออกมา ละอองฝนยังไม่ขาดสาย ผู้ที่อยู่ในบ้านหลังน้อยนั้น คงจะกำลังนั่งดูละครโทรทัศน์อย่างสบายใจ

เสียงเอะอะดังมาจากในบ้านใหญ่ ดังจนเสียงทะลุผ่านสตูดิโอที่เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว ซึ่งแยกตัวออกไปเป็นเอกเทศ ทำให้หญิงสาวที่กำลังทำงานอยู่ถึงกับต้องหยุดงานในมือลง แล้วหันไปมองที่มา

ของเสียงก่อนจะรวบรวมเกรียงที่ใช้ปาดสีน้ำมันไปกองรวมไว้ทางเดียวกัน ‘เดี๋ยวค่อยมาล้างก็คงได้น่า…ไปดูก่อน’ หญิงสาวคิด แล้วเดินแกมวิ่งฝ่าละอองฝนบางเบาไปที่บ้านใหญ่ สวนกับพี่ชายที่เดินจ้ำอ้าวไปที่รถคันเล็กของตัวเอง ก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวมองอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พลางเอามือเสยผมยุ่งๆ ที่เปียกละอองฝนไม่ให้มารกตา กระทั่งผลักประตูบ้านใหญ่เข้าไปจึงเห็นพ่อและแม่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์โดยเฉพาะผู้เป็นพ่อที่หน้ายังคงแดงก่ำ

“เกิดอะไรขึ้นคะพ่อ เสียงดังไปถึงสตู” หญิงสาวนั่งลงพลางถามผู้เป็นบิดาเบาๆ เหมือนกลัวว่าเสียงที่ดังเกินไปจะทำให้เกิดแรงระเบิดขึ้น

เสียงถอนหายใจหนักๆ จากผู้เป็นบิดา เหมือนสลัดความรุ่มร้อนในอกออกมา “ก็ไอ้ธาดา…” คุณโกมลพูดได้แค่นั้นก็พูดอะไรต่อไม่ออก จนผู้เป็นภรรยาต้องช่วยพูดให้

“พี่ชายเราน่ะ…เขาจะพาเอริคเข้าบ้าน” ผู้เป็นแม่หันไปสบตาสามีที่กำลังมองออกไปด้านหน้าประตู ซึ่งลูกชายเพิ่งเดินจากไปทางนั้น ก่อนจะพูดต่อว่า “คือ…แม่หมายความว่า…ธาดาเขาจะให้เอริคมาอยู่ด้วยทุกสุดสัปดาห์น่ะ ประมาณว่าจะได้ทำความรู้จักกันไว้…ทีนี้ พ่อเขาไม่เห็นด้วย” คุณธาริณีค่อยๆ เล่าช้าๆ “แล้วพี่เราเขาก็ไม่พอใจ บอกว่า ถ้าไม่ให้เอริคเข้ามา ก็จะเป็นฝ่ายไปอยู่กับเขา”

หญิงสาวได้ยินถึงตรงนี้ก็อดที่จะตกใจไม่ได้…ถึงแม้ว่าบ้านนี้จะ ‘เปิดกว้าง’ แต่การที่จะพาคนที่พ่อแม่ไม่เห็นด้วยมากินนอนที่บ้าน ก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่

“อยากไปไหนก็ไป ให้มันไปเลย เอาตัวให้รอดก็แล้วกัน…ลูกมันเลี้ยงได้แต่ตัว” ผู้เป็นพ่ออดที่จะตัดพ้อไม่ได้ ทั้งรัก ทั้งห่วง ทั้งแค้นใจ ริมฝีปากยังคงเม้มแน่น เหมือนพยายามสะกดอารมณ์

“…แล้วมันหนีไปซะเฉยๆ แบบนี้ คิดบ้างมั้ยว่าอะไรมันจะเสียหายบ้าง…โรงยาที่มันทำอยู่…ที่พ่ออุตส่าห์ให้มันมีงานทำ ไม่ต้องไปเที่ยวหางานเหมือนคนอื่น…สบายขนาดนี้ ยังจะไม่พอใจ…ตามใจมันทุกอย่าง” ผู้เป็นพ่อหลับตานิ่ง ระงับโทสะที่กำลังพลุ่งพล่าน แต่ก็ดูจะเป็นไปอย่างยากลำบาก กระทั่งลืมตาขึ้นมา จึงเห็นขอบตาที่แดงก่ำบ่งบอกถึงความทุกข์ที่ท่วมท้นอยู่ภายใน

“…อยากได้อะไรไม่เคยห้าม ขนาดตอนมันบอกว่ามันเป็นเกย์…พ่อ…พ่อก็ยอมมัน…แต่นี่มันเกินไป…จะพาผู้ชายมาอยู่ด้วย…พ่อดูออก ว่าไอ้แฟนมันน่ะไว้ใจไม่ได้ มันก็ไม่เชื่อพ่อเลย พ่ออยู่มาจนป่านนี้ทำไมจะมองไม่ออก ว่าเอริคมันคบไม่ได้”

ความน้อยใจที่ลูกชายคนเดียวไม่สนใจฟัง…ความเป็นผู้ใหญ่ ที่ในบางครั้งคนสมัยใหม่จะชอบค่อนแคะว่า ‘อาบน้ำร้อนมาก่อน…แล้วยังไง…ไม่รู้จักเครื่องทำน้ำอุ่นเหรอลุง’ กว่าจะผ่านชีวิตมาจนแก่ป่านนี้ เจอคนมามากมายขนาดไหน ทำไมจะมองไม่ออกว่าคนนี้มันคบได้ หรือไม่ได้…

แม้ยามวัยรุ่นของธาดา ผู้เป็นพ่อได้แต่คลางแคลงใจกับพฤติกรรมที่เหมือนจะไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่อยากให้เป็น แต่ก็เพียรหลอกตัวเองซ้ำไปซ้ำมา …วันหนึ่ง คงจะเปลี่ยนแปลงได้ละน่า… แต่สุดท้าย ก็ต้องยอมจำนน …แม้คนเป็นพ่อจะเจ็บปวดสักเท่าไร แต่ลูกก็คือลูก จะเป็นเพศอะไรเขาก็รัก หากครั้งนี้มันเกินไป…

แล้วโรงยาที่พูดถึง ก็คือโรงงานยาบุษบัน ผลิตยาสมุนไพรซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว ที่คุณปู่ของธาดาสร้างขึ้น แต่นายโกมลผู้เป็นพ่อกลับไม่ชอบและไม่สนใจจะสานต่อ แต่โชคยังดีนักหนา ที่พี่สาวสองคน ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของ ‘โรงยา’ มาตลอด รับช่วงไปดูแลอย่างเอาจริงเอาจัง

ไหนจะต้องดูแลกิจการ ไหนจะต้องคอยดูแลคุณปู่ที่ชรามากแล้ว โดยที่คุณโกมล ลูกชายคนเดียวของคุณปู่แทบจะไม่เคยช่วยงานในโรงยาเลย …เมื่อครั้งเป็นหนุ่ม ก็เลือกที่จะไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรมที่มีบริษัทข้ามชาติมาเพิ่มสายการผลิตเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ไม่ต้องเข้าไปหางานทำถึงในกรุงเทพฯ ให้เหนื่อย แล้วยังรายได้จากโรงงานใหญ่แบบนั้นก็ไม่ใช่น้อย ซ้ำยังหรูหราน่าทำกว่าโรงงานยาโบร่ำโบราณเป็นไหนๆ

ความรู้สึกติดค้างในใจของพ่อที่ขัดใจปู่ จึงส่งลูกชายไปทำงาน หวังจะให้ชดเชยความรู้สึกผิดนั้น…ทำได้แค่ไม่กี่ปี สุดท้าย ลูกชายตัวดีเลือกที่จะหนีไปอยู่กับแฟน กลับทำให้แย่ไปกว่าเดิมเสียอีก

หันไปมองลูกสาวคนเล็ก ที่ไม่รู้จะ ‘ได้เรื่อง’ ขนาดไหน เพิ่งเรียนจบมาไม่นานนี้เอง ถึงจะทำมาหากินด้วยการวาดรูปขาย แต่ในทรรศนะของผู้เป็นพ่อ มันก็ยังดู ‘ไม่เอาไหน’ อยู่ดี มันจะไปพอยาไส้อะไร แล้วท่าทางกะโปโลขนาดนั้น ต่อให้วิ่งเข้าวิ่งออกโรงยาตั้งแต่เล็ก แต่ก็เหมือนไปสร้างความวุ่นวายเสียมากกว่า แต่คงไม่มีทางเลือกแล้ว จึงถอนใจยาวเหยียดเหมือนตัดสินใจ

“แก…ไอ้แทน พรุ่งนี้ไปทำงานที่โรงยาแทนพี่แกด้วย” ผู้เป็นพ่อได้แต่ซ่อนความกังวลไว้ในใจ คงต้องลองดูสักตั้ง มันไม่มีทางเลือกแล้ว ตอนนี้พี่สาวสองคนก็เหนื่อยเหลือเกิน ไหนจะต้องดูแลคุณปู่ของหลานๆ ไหนจะต้องทำงานที่โรงยา ซ้ำร้าย หลานชายตัวดียังจะมาหนีไปอีก ส่งลูกสาวไปช่วยทำแทน…คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้ว

“แทนเนี่ยนะ!” หญิงสาวถึงกับโวยวายเสียงดัง…เรียนจบมาก็อยากจะพัก อยากจะนอนอืดให้หายเบื่อ พอหายเบื่อก็จะวาดรูปแล้วไปแสดงผลงานกับรุ่นพี่เหมือนที่เคยทำ ขายรูปได้ก็จะไปเที่ยว กลับมานอน นอนให้หายเบื่อแล้วก็วาดรูป แล้วก็วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ชีวิตนี้ก็อยากทำแค่นี้เอง

“พ่อก็ไม่รู้ว่าแกจะไหวมั้ย ก็ในเมื่อพี่ชายแกทำตัวไม่เข้าท่า พ่อก็ไม่มีทางเลือก ไอ้ครั้นจะทิ้งให้ป้าสองคนเหนื่อย พ่อก็เกรงใจเขา จะให้พ่อไปทำงานโรงยา…เอาไว้ให้พ่อเกษียณก่อนเถอะ อีกไม่กี่เดือนเองแกนั่นแหละ เจ้าแทน อย่างน้อยไปช่วยไม่ให้ป้าเขาด่าบ้านเราก็แล้วกัน”

หญิงสาวถึงกับทำหน้าเหวอ เข้าใจคำว่าพูดอะไรไม่ออกได้แต่กลอกตาก็คราวนี้ จะว่าพ่อเล็งเห็น

ในความสามารถหรือก็ไม่! แต่เพราะพ่อไม่มีตัวเลือก!…เหมือนเหลือเลือกยังไงชอบกลในขณะที่คนตัดสินใจเสร็จสรรพก็เหมือนปัดภาระไปจากตัว ไปนั่งพิโอดพิโอยเรื่องลูกชายตัวดีอยู่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฝ่ายคุณธาริณีผู้เป็นภรรยาก็ได้แต่เออออ ปลอบใจกันไปมา หญิงสาวจึงค่อยๆ ปลีกตัวออกมา แล้วเดินมึนๆ ไปที่ห้องนอน

คืนนั้นก็เล่นเอานอนไม่หลับ ไหนจะห่วงพี่ชาย ไหนจะวุ่นวายใจเพราะต้องไปดูแลโรงยา กว่าจะหลับไปได้ก็ค่อนรุ่ง เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังอยู่นานสองนาน หญิงสาวงัวเงียตายังลืมไม่ขึ้น ได้แต่ควานมือสะเปะสะปะหาโทรศัพท์จากหัวเตียงเพื่อจะปิดเสียง แต่ก็หาไม่เจอ นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อคืนวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะทำงานที่อยู่ห่างออกไป จึงเลื้อยตัวลงมาจากเตียง แล้วไถตัวต่อไปที่โต๊ะ เพื่อจะไปปิดเสียงแล้วนอนต่อ

แต่ระยะจากเตียงไปที่โต๊ะ มันห่างมากพอที่จะทำให้สติเริ่มมา ทำให้ต้องหยุดกลางทาง เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน จึงกระเด้งตัวขึ้นมานั่งทอดอาลัย ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เอาวะ!!”

ปลุกใจตัวเองแล้วก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว หยิบกางเกงยีนส์ตัวหลวมที่ใส่เมื่อวาน ซึ่งจริงๆ แล้วก็จำไม่ได้ว่าเริ่มใส่ตั้งแต่วันไหน กับเสื้อยืดสีเทากระดำกระด่าง มีรอยสีเปื้อนเป็นหย่อมๆ แล้วพุ่งตัวไปที่โรงยาที่อยู่ในรั้วเดียวกันกับบ้านใหญ่ มีแนวต้นไม้ ทั้งไม้ใหญ่และไม้พุ่มทอดยาวไปตามแนวถนนแบ่งอาณาเขตระหว่างบ้านพักอาศัยกับโรงยาอย่างเป็นสัดเป็นส่วน

ชั้นบนของโรงยา หรือจะเรียกว่าชั้นลอยก็ได้ หญิงสาวชอบเรียกว่า ‘กองบัญชาการ’ เพราะมีคุณป้าสองคนนั่งทำงานที่นั่น แต่ทว่าตั้งแต่พี่ธาดาได้เข้ามาดูแลโรงยา ประกอบกับคุณปู่สุขภาพไม่ค่อยสู้ดีในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา คุณป้าทั้งสองจึงต้องแบ่งเวลาไปดูแลคุณปู่ที่อยู่เรือนหลังเล็กที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งเป็นบ้านดั้งเดิมของคุณปู่ตั้งแต่ครั้งเริ่มสร้างโรงยา แต่ก็ยังออกมาทำงานที่โรงยาอยู่บ้าง ไม่ได้หายไปเลยซะทีเดียว

ประตูกองบัญชาการถูกผลักเข้าไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเจ้าตัวคนผลักที่แทบจะถลาเข้ามานั่งที่เก้าอี้ที่ว่างอยู่

“คุณสองป้า! นี่กะว่าถ้าไม่เจอที่นี่ก็จะไปหาที่บ้านคุณปู่ แต่เจอที่นี่ก็ดีแล้วค่ะ ไม่อยากให้คุณปู่รู้เรื่อง” หญิงสาวพูดรัวจนป้าทั้งสองตามไม่ทัน

“ป้าแวะมาดูแป๊บเดียว ไม่ได้เข้าโรงยาหลายวันแล้ว เดี๋ยวก็กลับไปบ้านคุณปู่ละ มีอะไรรึเจ้าแทน” ป้าบงกชถามพลางมองสีหน้ายุ่งยากใจของหลานสาว

“พี่ธาดาค่ะ…พี่ธาดาเขาทะเลาะกับพ่อเรื่องที่จะพาแฟนเข้ามาอยู่บ้านเราไง…พ่อไม่ยอม พี่ธาดาเลยออกจากบ้านไปอยู่กับแฟน” หญิงสาวอธิบายรัว แต่ยังดีที่ป้าทั้งสองคุ้นเสียแล้วกับความ ‘พึ่บพั่บ’ ของหลานสาว แม้จะนิ่งไปชั่วครู่ แต่ก็ตั้งสติได้ทัน

“อ้าว ไหงเป็นอย่างนั้นไปได้ล่ะ แล้วพ่อแม่เราเขาเป็นไงมั่งล่ะ ลูกชายคนโปรดไปซะละ” ป้าจงกลที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ถามขึ้น

“พ่อก็โมโหแหละค่ะ ส่วนแม่ก็น่าจะไม่สบอารมณ์ด้วยเหมือนกัน นี่ไปทำงานกันแต่เช้าทั้งสองคน แทนตื่นมาก็ไม่เจอแล้ว” พูดถึงตรงนี้แล้วหญิงสาวก็หงุดหงิดใจ พี่ชายที่เป็นความหวังของคนทั้งบ้าน เป็นหลานชายคนเดียวของคุณปู่ หุนหันพลันแล่นแบบนี้ อยากรู้เหมือนกัน เอริคมันมีดีอะไร พี่ธาดาถึงตัดสินใจแบบนั้น

ป้าทั้งสองได้ยินถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ พลางถอนหายใจยาวเหยียด แล้วพูดอย่างคนที่ผ่านโลกมานานว่า “ไม่เป็นไร เรื่องธาดา ก็ปล่อยให้เขาจัดการชีวิตของเขาเอง น้ำกำลังเชี่ยว ก็อย่าเอาเรือไปขวาง”

“แต่…สองป้าขา ฟังแทนก่อน ยังไม่จบแค่นั้นค่ะ พ่อเลยบอกให้แทนมานั่งทำงานแทนพี่ธาดา ถามแทนซักคำมั้ย”

“เอ๊า…ไอ้โกมล! ไอ้น้องตัวดี เห็นหลานชั้นเป็นอะไร หยิบคนนั้นมาใส่ตรงนี้ วุ่นวายหมด” ป้าบงกชทำท่าจะบ่นยืดยาว แต่นึกขึ้นได้ว่าบ่นพ่อให้ลูกฟังก็จะดูไม่ดี ยิ่งเห็นหลานสาวกำลังจ้องตาแป๋ว จึงเปลี่ยนเรื่องพูด

“เอ้า…ไม่เป็นไร บ่นไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ยังไงซะ ในอนาคต แทนก็ต้องมาดูมาทำโรงยาอยู่ดี ว่าแต่เราเถอะ โอเคมั้ย” ป้าบงกชถามหลานด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากจะบังคับใจใคร

“มันก็ต้องโอเคแหละค่ะป้า ทำยังไงได้ ตอนนี้แทนยังว่างๆ อยู่ แทนช่วยพอได้ แต่จะได้เรื่องแค่ไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน” หญิงสาวแบ่งรับแบ่งสู้ ป้าบงกชพอจะเข้าใจ แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อมันไม่ได้มีทางเลือกอะไรมาก

“งั้นก็…ทำงานกันดีกว่านะเจ้าแทน เดี๋ยวต้องมาดูกันละ ว่าต้องทำอะไรบ้าง…แต่จะว่าไปก็ดีอย่าง ว่าแทนน่ะ โตมากับโรงยา คงไม่ยากเท่าไหร่…เอาอย่างนี้ จงกลไปดูแลคุณปู่ เดี๋ยวพี่ตามไป ทางนี้พี่จะสอนงานหลาน” ป้าบงกชสั่งงานอย่างคล่องแคล่ว ประสาคนที่เชื่อเสมอว่าลงมือทำไปก่อน แล้วค่อยบ่นทีหลัง

ที่ผ่านมา ป้าทั้งสอง ทั้งป้าบงกชและป้าจงกลดูแลโรงยามาตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่ช่วยตากสมุนไพรจนแห้ง บดยา ผสมยา เอายาใส่ซอง แปะฉลาก ติดหน้าตามหลังคุณปู่ไปส่งยาให้ลูกค้า ทำตั้งแต่ยังเป็นโรงงานขนาดเล็กที่แทบจะต้องใช้แรงงานคนทั้งหมด จนกระทั่งมีเครื่องจักรเข้ามาช่วยผ่อนแรง จนถึงทุกวันนี้

วัยหกสิบเศษของป้าทั้งสอง ก็ไม่ได้ทำให้กำลังวังชา และความฉับไวของสมองลดลงแต่อย่างใดเพราะทำงานมาทั้งชีวิต สมองก็ได้ถูกลับให้เฉียบคมอยู่ตลอด ไหนจะต้องเดินขึ้นลงระหว่างกองบัญชาการที่อยู่ชั้นลอย และส่วนที่ทำการผลิต รวมไปถึงสโตร์ และสำนักงานที่อยู่ด้านล่างวันละหลายๆ รอบ จึงยังดูกระฉับกระเฉงไม่แพ้สาวๆ

ก็ตั้งแต่ธาดาเรียนจบ แล้วเข้ามาช่วยทำงานได้สักห้าปีนี่แหละ ที่ป้าทั้งสองได้วางมือลงบ้าง จนกระทั่งในช่วงสามเดือนให้หลังมานี่ สุขภาพของคุณปู่ก็ไม่ค่อยจะดี ทั้งป้าบงกชและป้าจงกลจึงต้องแบ่งเวลาไปคอยดูแลอย่างใกล้ชิด จึงปล่อยให้ธาดาดูแลโรงยาเพียงลำพัง

เรือนคุณปู่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านหลัง เป็นบ้านหลังแรกของที่ดินแปลงใหญ่นี้ ส่วนที่เป็นโรงงานยาบุษบัน ติดกับถนนเล็กๆ ที่แยกตัวออกมาจากถนนสายหลักของอำเภอ อีกส่วนเป็นบ้านใหญ่สองชั้นสีครีมรูปทรงทันสมัย อันที่จริง ที่คนโรงยาเรียกกันว่าบ้านใหญ่ ก็เพียงแค่ใหญ่กว่าบ้านเรือนไม้หลังแรกเท่านั้นเอง คุณปู่ไม่ชอบความฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น เมื่อแรกสร้าง ก็ตั้งใจจะให้คุณปู่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย แต่สุดท้ายแล้ว คุณปู่สมัครใจจะอยู่บ้านไม้หลังเดิม ป้าทั้งสองจึงยังคงอยู่กับคุณปู่ที่บ้านไม้ที่ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ซึ่งอยู่ถัดไปทางด้านหลัง

โรงงานยาบุษบันผลิตยาแผนไทยเพียงแค่ไม่กี่ตำรับ ซึ่งก็เป็นที่นิยมมายาวนาน แม้จะไม่ได้ถึงกับส่งขายไปทั่วประเทศ แต่ก็ส่งไปหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่โรงยาตั้งอยู่ก็เป็นที่นิยมใช้กันรุ่นต่อรุ่น จนกระทั่งทุกวันนี้

คุณปู่ของธัญญาเป็นผู้ก่อตั้งโรงงานยาบุษบัน ซึ่งมาจากชื่อของคุณย่า ด้วยความที่เคยทำงานในร้านขายยาในเมืองหลวง จึงพอจะมีความรู้ด้านปรุงยาติดตัวมาบ้าง จนกระทั่งแต่งงานและเลือกที่จะมาอยู่อาศัยในที่ดินของครอบครัวคุณย่าในจังหวัดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก คุณปู่จึงนำเอาความรู้ที่พอจะมีมาผลิตยาเพื่อจำหน่ายเลี้ยงดูครอบครัว

ในขั้นแรกก็ทดลองทำ และแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านได้ลองใช้ จนผู้คนเริ่มติดใจ จึงค่อยๆ ทำขายในที่สุด ในช่วงเวลานั้น คุณปู่ขึ้นล่องไปหาซื้อวัตถุดิบในกรุงเทพฯ มาผลิตยาขมที่เป็นผงบรรจุซอง แก้ร้อนใน ยาหอมอินทรจักรใช้บรรเทาอาการจุกเสียด ส่วนยาหอมทิพโอสถ แก้วิงเวียน ล้วนเป็นที่รู้จักกันปากต่อปาก ทำให้กิจการโรงยาค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น พอจะเลี้ยงดูครอบครัว และคนงานได้เป็นอย่างดี

ขณะที่กำลังเปิดตู้หยิบแฟ้มเอกสารต่างๆ มาเพื่อเตรียมสอนงานหลานสาว ป้าบงกชก็อดที่จะบ่นน้องชายตัวเองไม่ได้ ห้ามปากไม่ไหวจริงๆ

“พ่อเรานี่ยังไงกัน ช่วยทำงานในโรงยารึก็ไม่เคย พอลูกเรียนจบก็ส่งลูกชายมา แล้วพอไม่ได้เรื่อง ก็ส่งลูกสาวมา นี่ป้าไม่ได้ว่าอะไรเจ้านะแทน แต่ป้าอดโมโหพ่อเราไม่ได้ ดูมันเถอะ คิดจะทำอะไรก็ทำ เห็นโรงยาเป็นของเด็กเล่นรึไง…พูดแล้วหงุดหงิด” ป้าบงกชถึงกับหันรีหันขวาง วางแฟ้มที่หยิบมาลงกับโต๊ะ แล้วเดินไปที่มุมห้องที่วางน้ำร้อนและขวดยากระจุกกระจิก ตักยาหอมทิพโอสถใส่แก้ว แล้วกดน้ำร้อนตามลงไป กลิ่นยาโชยมาถึงโต๊ะที่หญิงสาวนั่งอยู่ เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยตั้งแต่เล็ก แค่ดมก็ยังสบายจมูก ป้าบงกชยกแก้วขึ้นจิบช้าๆ ทั้งกลิ่นและรส ช่วยทำให้ใจเย็นลงได้จริงๆ

“เอ้า เจ้าแทน มาดูกัน เคยเห็นแต่ในโรงยา แต่ถ้าจะทำงานก็ต้องเห็นพวกเอกสารต่างๆ ด้วย มันจำเป็นต้องรู้” ป้าบงกชเริ่มต้นสอน แล้วก็เปิดจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า หญิงสาวจึงลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ จะได้มองถนัด

“แทนรู้ใช่มั้ย ว่าเราขายยาขมกับยาหอม ซึ่งก็มีหลายสูตรแยกย่อยกันไป อันนี้เป็นรายงานการขาย… ปกติแผนกบัญชีเขาจะสรุปตัวเลขให้ ทั้งขาย ทั้งสต๊อก อะไรต่อมิอะไร…เอ๊ะ!” ผู้สูงวัยชะงัก เมื่อเห็นตัวเลขในรายงาน ก่อนจะเปิดดูข้อมูลอื่นๆ เพื่อดูให้แน่ใจ แล้วจึงเดินไปผลักประตูกองบัญชาการโรงยาเดินอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อว่าคนในวัย 63 ปี จะแข็งแรงขนาดนี้ ธัญญาเดินตามไปอย่างงงๆ

 



Don`t copy text!