ชาติกนก บทที่ 7 : ศพที่สาม

ชาติกนก บทที่ 7 : ศพที่สาม

โดย : พงศกร

Loading

ราสีแดงปริศนา… สู่คดีฆาตกรรมและหายนะจาก ‘เชื้อราปรสิต’! ร่วมลุ้นไปกับ ‘คุณชายชาติกนก’ และ ‘เอมมาลิน’ ในการไขความจริงจากงานวิจัยลับสุดอันตราย อ่านต่อได้ใน “ชาติกนก” นวนิยายเรื่องแรกจากซีรีส์ “สุภาพบุรุษนักสืบ” โดย พงศกร

 

หลายวันหลังจากนั้น ก็เกิดมีเรื่องใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ตอนที่ชาติกนกเห็นข่าวพาดหัวในหนังสือพิมพ์และวิ่งไปหาเอมมาลินนั้นหญิงสาวกำลังคุยกับดุรียาอยู่พอดี

เอมมาลินเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของดุรียา เด็กสาวกำลังมีปัญหาการเงิน เพราะพ่อที่เป็นเสาหลักของบ้านเกิดล้มป่วยลงกะทันหันและถูกให้ออกจากงาน แม่ของดุรียาเป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ประจำ นางมัลลิการับเย็บผ้าเล็กๆ น้อยๆ ได้เงินพอใช้จ่ายเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอาหาร แต่ไม่เหลือพอจะใช้ทำอะไรอย่างอื่น

ประกอบกับดุรียามีน้องที่ยังเรียนหนังสืออยู่อีกสองคน เด็กสาวเลยมาคุยกับเอมมาลิน เพื่อขอลาออกไปหางานทำ หาเงินส่งเสียน้อง

เอมมาลินเสียดายเพราะดุรียาเรียนใกล้จบแล้ว ประกอบกับเธอกำลังต้องการผู้ช่วยทำวิจัยพอดี เอมมาลินเห็นหน่วยก้านและความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบของดุรียา เลยชวนให้มาช่วยเก็บข้อมูลงานวิจัย ถึงแม้รายได้จะไม่มากมายนัก แต่วิธีนี้จะทำให้ดุรียาไม่ต้องลาออก และมีรายได้เสริมพอที่จะช่วยค่าเล่าเรียนน้อง

“อีกแค่สองเทอมเท่านั้น อดทนหน่อย อย่าเพิ่งลาออกเลยนะดุรียา อยู่ช่วยครูนี่ละ งานผู้ช่วยวิจัยอาจจะเงินไม่มากมายนัก แต่ก็น่าจะพอประทังไปจนกว่าเธอจะเรียนจบ” น้ำเสียงของเอมมาลินปลอบประโลม

“ตกลงค่ะ” ดุรียาพยักหน้า สีหน้าคลายเครียดลงไปได้บ้าง“ขอบคุณอาจารย์นะคะ”

“เริ่มงานวิจัยกันเมื่อไร และดุรียามีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง เอาไว้ครูจะนัดแนะอีกทีนะคะ” เอมมาลินว่า และพยักหน้าให้ดุรียาออกไปได้

“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณชาย” เอมมาลินรอจนดุรียาออกไปจากห้องพักแล้ว จึงหันมาทางชายหนุ่ม “ท่าทางคุณดูเร่งร้อนจัง”

“ศพที่สาม”

ม.ร.ว.ชาติกนกเสียงตื่นเต้น เขายื่นหนังสือพิมพ์ในมือให้เอมมาลิน

“ตายสยอง ศพแห้งเป็นมัมมี่”

เอมมาลินอ่านพาดหัวข่าว ก่อนจะกวาดสายตาลงมาอ่านรายละเอียด

ผู้ตายเป็นอาจารย์สอนวิชาเกษตรที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งดอกเตอร์วิภาสอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว เช่าบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน

ดอกเตอร์วัยกลางคนจะออกมาเดินออกกำลังกาย และแวะซื้อน้ำเต้าหู้ที่หน้ามหาวิทยาลัยเป็นประจำทุกเช้า แต่เขาหายไป ไม่มาออกกำลังกายสองวันแล้ว

นอกจากไม่มาออกกำลังกาย ดอกเตอร์ยังไม่มาทำงานที่คณะซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย เพื่อนอาจารย์เลยแวะไปหาที่บ้านเช่า และพบว่าดอกเตอร์วิภาสเสียชีวิตอยู่ในห้องนอน สภาพศพแห้งเหี่ยวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กลายเป็นมัมมี่

“เหมือนกับนายโชติและนายต่วนเลย” ชาติกนกถอนใจ

“ในข่าวไม่ได้พูดถึงเชื้อรา” เอมมาลินเหลือบสายตามองดูราสีแดงในตลับแก้ว

“ต้องลองถามตำรวจดูว่าพบราที่ศพหรือเปล่า” ชาติกนกพึมพำ “ถ้าพบมีเชื้อราแบบเดียวกัน ยิ่งจะช่วยยืนยันว่าคนตายทั้งสามต้องมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกัน”

“หรือว่า…” เอมมาลินทำตาโต เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้

“นั่นสิ หรือว่า…ดอกเตอร์วิภาส คือคนที่นายต่วนกับนายโชติแวะมาหาเพื่อทวงเงิน…” ชาติกนกเองก็คิดแบบเดียวกันกับหญิงสาว

และทางเดียวที่จะได้คำตอบก็คือ ไปพบตำรวจที่เป็นเจ้าของคดี…

 

ตอนที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ดอกเตอร์วิภาสตายได้สองวันแล้ว ศพของเขาถูกส่งไปยังโรงพยาบาลใกล้กับมหาวิทยาลัยเพื่อรอชันสูตร

การที่อยู่ๆ คุณชายชาติกนกจะไปขอดูรายละเอียดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขากับคนตายไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ทั้งสองจึงบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้กองศักราช สุดท้ายคุณชายชาติกนกและ

เอมมาลินจึงมีโอกาสได้เข้าไปพบกับนายตำรวจเจ้าของคดี โดยมีผู้กองศักราชร่วมเดินทางไปด้วย

ทั้งหมดเดินทางไปยังสถานีตำรวจบางเขนซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ นั่งรออยู่พักใหญ่จึงได้เข้าพบนายตำรวจเจ้าของคดี

“ศพที่เจอในท้องที่ของผมก็มีสภาพเหมือนศพนี้ละครับ เพียงแต่ไม่ได้ออกข่าวใหญ่โต” ผู้กองศักราชพูดกับร้อยตำรวจเอกรัฐวุฒิซึ่งเป็นรุ่นพี่ของเขา

“ศพมัมมี่เหมือนกันเลยหรือ” ผู้กองรัฐวุฒินิ่วหน้า

“ใช่พี่” ผู้กองศักราชพยักหน้า “นี่เป็นศพที่สามแล้ว”

“การที่ศพจะแห้งจนกลายเป็นมัมมี่ หรือ Mummification Corpse ปกติต้องตายนานเป็นสัปดาห์ และต้องอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด” ผู้กองรัฐวุฒิท่องทฤษฎีที่เคยร่ำเรียนมา เคยได้ยินแต่ในตำรา นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นศพแบบนี้ของจริง

“ทฤษฎีเป็นแบบนั้น” ผู้กองศักราชว่า “แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดผู้ตายทั้งสามต่างยืนยันตรงกันว่า พวกเขาเพิ่งหายตัวไปหนึ่งถึงสองวันเท่านั้น”

“เท่าที่ตรวจดูด้วยตาเปล่า ไม่เห็นมีบาดแผลอะไรเลย” ผู้กองรัฐวุฒิถอนใจ “อาจจะต้องรอผลการชันสูตรอีกที”

“ถ้าจะขอให้ส่งศพไปตรวจที่…” คุณชายชาติกนกเอ่ยชื่อโรงพยาบาลที่นายแพทย์พีริยพงศ์ น้าเขยของเขาทำงานอยู่ “จะได้ไหมครับ…เพราะสองศพแรกก็อยู่ที่นั่น”

“ไม่น่ายาก คดีอยู่ในความดูแลของผมอยู่แล้ว ผมสั่งการได้” ผู้กองเจ้าของคดีว่า “เพราะหมอที่นี่เห็นสภาพศพแล้ว ก็ยังหนักใจอยู่เหมือนกัน”

“สุดท้ายแล้ว…สามศพนี้ มีอะไรเกี่ยวข้องกันหรือเปล่านะ” ผู้กองศักราชนิ่วหน้า ชาติกนกเลยเล่าเรื่องที่นายต่วนและนายโชติชวนกันเข้ามาทวงเงินอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งให้เขาฟัง

“หรือว่าอาจารย์คนนั้นก็คือดอกเตอร์วิภาส” ดวงตาของผู้กองหนุ่มเบิกกว้าง

“มีความเป็นไปได้” ผู้กองรัฐวุฒิพยักหน้า “ผมจะลองสืบดูว่าทั้งสามเกี่ยวข้องกันอย่างที่คุณชายสงสัยหรือเปล่า ถ้าสามคนนี้มีความเกี่ยวข้องกัน…อาจจะทำให้เราไขคดีง่ายขึ้น”

“ผู้กองคะ” เอมมาลินอดรนทนไม่ไหว “ตอนพบศพ ผู้กองเห็นมีอะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่าคะ”

“เห็นครับ” ผู้กองรัฐวุฒิพยักหน้า “ในปากของศพมีอะไรบางอย่างสีแดงๆ แล้วก็มีเต่าทองมาตายอยู่แถวนั้นหลายตัว”

“ราสีแดง” เอมมาลินตื่นเต้น เธอหันไปทางคุณชายชาติกนกก็พบว่าเขาเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน

“เต่าทอง” ม.ร.ว.ชาติกนกพึมพำ

“แล้วรายังอยู่ไหมคะ มีใครแตะต้องอะไรหรือเปล่า” เอมมาลินหันกลับไปทางนายตำรวจเจ้าของคดี

“เอ้อ…” ร้อยตำรวจเอกรัฐวุฒิมีท่าทางอึกอัก และเอมมาลินก็พอจะเดาได้ว่าเขาจะพูดอะไร “ตอนตรวจศพผมมาขูดดูว่าเป็นอะไรพอเห็นว่าไม่สำคัญ เลยโยนทิ้งไปแล้ว”

“ทิ้งอยู่แถวไหนคะ” เอมมาลินถามต่อ

“โยนทิ้งอยู่ที่สวนหน้าบ้านพักของดอกเตอร์วิภาสครับ” ผู้กองเจ้าของคดีว่า

“ผู้กองช่วยพาเราไปที่นั่นได้ไหมคะ” เอมมาลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

“มันสำคัญใช่ไหม” ผู้กองรัฐวุฒิทำตาโต

“มากค่ะ” เอมมาลินพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “สำคัญมาก”

 



Don`t copy text!