เสียงเรียกจากหลุม

เสียงเรียกจากหลุม

โดย : ทรรศิตา

Loading

อ่านเอาขอแบ่งปันเรื่องเล่าจากเงาสนธยา เรื่องลี้ลับจากประสบการณ์ตรงของ ภัทรภร มนุษย์ฟรีแลนซ์ ที่ตระเวนเดินทางทำงานไปทั่วทิศและมักได้ของแถมเป็นการพบปะทักทายจากเหล่าเพื่อนต่างมิติ และ ทรรศิตา มนุษย์ผู้ใช้ชีวิตเป็นจาริกชนคนเดินทางแสวงหาความหมายชีวิตระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และมักผูกพันกับเรื่องลี้ลับบางอย่างเกินคาดเดา

อันที่จริง พวกเราเกือบจะลืมเรื่องราวเหล่านี้ไปจนหมดแล้ว หากไม่เพราะเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา ให้ได้ยิน ฉันก็คงไม่ได้ขุดมันขึ้นมาจาก หลุม แห่งความทรงจำ หลุมนั่น! มันถูกกลบฝังไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ ในยุคสมัยที่พวกเรายังเรียนชั้นประถมอยู่ฉันจึงพยายามขุดค้นความทรงจำครั้งนั้นลงไปดูอีกครั้ง ภาพสีที่เคยสดใสมันกลับกลายเป็นสีเทาเก่าๆ และขาดวิ่นกระจัดกระจาย หากทว่าในภาพเหล่านั้นกลับมีบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนว่ายังชัดเจนอยู่ราวกับรอให้พวกเรากลับไปหามันอีกครั้ง เพื่อไปวิ่งรอบวนเวียนอยู่กับขอบรูปทรงกลมแล้วพลันหลุดร่วงลงไปในความลึกของมัน!

ก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา จำเรียง เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนประถมส่งข้อความมาหาฉันเพื่อขอเบอร์มือถือเมื่อได้แล้วเธอก็รีบโทรมาเล่าว่า

“…ที่โรงเรียนพวกเราจะทำบุญถวายผ้าป่าเพื่อสมทบทุนสร้างโดมอาคารอเนกประสงค์ในวันขึ้นปีใหม่ที่จะถึงนี้ ฉันได้เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ที่บ้านให้ติดต่อเพื่อนรุ่นเราทุกคนเข้ากลุ่มไลน์จะได้รวมกลุ่มประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะเอายังไงต่อไป”

“ได้กี่คนแล้ว” ฉันถาม หากก็ต้องอึ้งกับคำตอบของเรียง

“ที่พอรู้นะ…จาก ๔๓ คน ตายไปแล้ว ๑๓ เหลืออีกประมาณ ๓๐ คน และที่ติดต่อเข้ากลุ่มได้แล้ว ๑๖ คนรวมทั้งเธอด้วย นอกนั้นหายแซ่บ…คงต้องช่วยกันเสาะหาแล้วแหล่ะ เพื่อน!”

ฉันรีบสแกนคิวอาร์โค้ดเข้ากลุ่มไลน์ทันที แล้วก็พบกับคนจริงที่หลงเหลือมาจากความทรงจำในอดีต เป็นกลุ่มคนที่เราต่างเรียกกันและกันว่า “เพื่อนร่วมรุ่น” แม้ว่าจะผ่านมานานถึง ๔๒ ปีแล้ว เมื่อเราได้พบกันอีกครั้งความรู้สึกความสัมพันธ์ก็ยังต่อติดกันได้เหมือนเดิม รูปร่างหน้าตาอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ ความรัก มิตรภาพ ระหว่างเพื่อนก็ยังมั่นคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ในช่วงระหว่างที่ฉันและกลุ่มเพื่อนช่วยกันระดมทุนพร้อมกับพยายามติดต่อหาเพื่อนๆ ร่วมรุ่นที่เหลือค้างอยู่ ระหว่างนั้นพวกเราต่างก็ส่งภาพถ่ายเก่าๆ และใหม่ พร้อมทั้งข้อความเขียนบ้าง ข้อความเสียงบ้างหรือวีดีโอคอลบ้างเป็นบางครั้งเพื่อทักทายพูดคุยกัน ต่างสนุกสนานไปตามเรื่องตามราวของแต่ละคนจึงมีทั้งเสียงหัวเราะและมีน้ำตา ดูเหมือนว่าเรื่องราวที่ผ่านพบเจอด้วยกันมาในวัยเยาว์ไม่เคยหายไปไหนเลย

ช่วงหัวค่ำวันหนึ่ง “ปาน” เพื่อนสนิทอีกคนของฉันซึ่งมีบ้านอยู่ติดกันโทรมาหาและถามว่า

“พิม สังเกตเห็นอะไรไหม?” เสียงเพื่อนพูดเบาๆ เหมือนกระซิบคล้ายจะไม่ให้ใครอื่นได้ยินด้วย

“อะไรรึ?” ใจฉันตื่นขึ้นทันทีเหมือนมีลางสังหรณ์บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น

“สังเกตให้ดีนะ…ในรูปหมู่ ห้อง ป.๖ ข. ที่ครูอำไพพาพวกเราถ่ายไว้ตอนจบชั้น ป.๖ ตรงบันไดหน้าอาคารไม้…เห็นอะไรผิดปกติไหม?” คำว่า ผิดปกติ ทำให้ฉันรีบเปิดอัลบั้มเก่าเก็บและหยิบแผ่นภาพนั้นขึ้นมาพิจารณาทันทีพร้อมกับฟังเพื่อนสนิทพูดไปด้วย ภาพนั้นเป็นภาพของเด็กประถมจำนวนยี่สิบสามคนนั่งเรียงกันเป็นสองแถวตรงขั้นบันไดยาวของอาคารไม้ชั้นเดียวแบบอาคารเรียนสมัยเก่า แถวล่างเป็นเด็กผู้หญิงสวมชุดนักเรียนเสื้อสีขาวกระโปรงสีน้ำเงินจำนวนสิบเอ็ดคน แถวบนเป็นเด็กชายจำนวนสิบสองคนสวมชุดนักเรียนเสื้อสีขาวเกงสีกากีและบนสุดเป็นภาพครูผู้หญิงวัยกลางใส่ชุดข้าราชการครูนั่งบนเก้าอี้ ทุกคนหันหน้าตรงมองมาสบตาฉันผู้เพ่งดูอยู่

“ในแถวผู้ชายมี จง แดง สน เคน ไทย ป่อง น้อย สิทธิ์ แสง อุดม พิม แล้วก็ ทับ มีแค่ เธอ จง เคน สิทธิ์ แสง และไทย เท่านั้นนะ…ที่ยังมีชีวิตอยู่…นอกนั้น…ไปขายถ่านกันหมดแล้ว!”

“ก็ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา มันแปลกตรงไหนเล่า?” ฉันยังงง จนกระทั่ง…

“เรื่องนั่นไง เรื่องไอ้แก้วตกหลุม! เท่านั้นเอง เหตุการณ์เขย่าขวัญครั้งนั้นในอดีตก็ผุดขึ้นมาทันที ฉันเพ่งไปที่ภาพหมู่ตรงแถวเพื่อนชายโดยเฉพาะ แดง สน เคน และป่อง…เรื่องนี้มีเพียงหกชีวิต คือ ฉัน กับ ปาน และเพื่อนที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้วทั้งสี่ชื่อเท่านั้นที่รู้กันดี เพราะพวกเราเคยพูดถึงมันเมื่อนานมาแล้ว นานเสียจนเกือบลืมไปแล้วจริงๆ

 

ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๒๓ โรงเรียนเก่าของฉัน ได้ย้ายออกจากบริเวณหลังวัดท้ายหมู่บ้านมาอยู่อีกฟากถนนหลวงหน้าหมู่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณกว้างขวางติดเขตเนินที่เรียกว่าคูกำแพงเมืองเก่าชั้นแรก โดยย้ายอาคารเรียนไม้ชั้นเดียวทั้งหลังมาก่อน แล้วสร้างอาคารเป็นตึกปูนสองชั้นมีห้าห้องเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหลัง ซึ่งตอนนั้นยังไม่แล้วเสร็จดีนัก เพราะชั้นล่างยังใช้แผ่นสังกะสีตอกลงโครงไม้กั้นทำเป็นฝาห้องเรียนอยู่ ในนักเรียนรุ่นฉันมีมากกว่าทุกรุ่นจนครูใหญ่เรียกว่า “รุ่นไม่คุมกำเนิด” และได้แบ่งออกเป็นสองห้องเรียนคือ ห้อง ก และห้อง ข ฉันได้อยู่ห้อง ข พร้อมเพื่อนๆ อีก ๒๓ คน

ถัดจากอาคารเรียนทั้งสองหลังมาทางทิศใต้ ใกล้กับรั้วโรงเรียนถูกทำเป็นแปลงเกษตรสำหรับให้นักเรียนปลูกพืชผักสวนครัวจำนวนหลายสิบแปลง และส่วนบนสุดตรงที่เป็นรั้วลวดหนามติดเนินดินคูกำแพงเมืองเก่ามีต้นไทรสูงใหญ่ยืนต้นตระหง่านและรกครึ้มไปด้วยเถาวัลย์ป่ามองดูน่ากลัวจนไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง สังเกตจากรั้วลวดหนามเมื่อปักเสาไม้ล้อมมาถึงตรงนั้นก็หยุดลงแล้วเว้นต้นไทรไว้ ก่อนจะข้ามไปปักเสาอีกต้นถัดไป บริเวณใต้ต้นไทรใหญ่ถูกขุดทำเป็นหลุมเพื่อทิ้งและเผาขยะ หลุมนั้นมีขนาดกว้างและลึกประมาณสองเมตรครึ่ง ลึกจนเด็กประถมสามารถลงไปเล่นก้นหลุมด้านล่างได้ถึงสามสี่คน เมื่อส่งเสียงตะโกนขึ้นมาก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงเลย เรื่องราวเหตุการณ์ที่จะเล่านี้เกิดขึ้นตรง หลุม นี่เอง!…ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนั้นเกิดขึ้น ในภาพถ่ายเพื่อนร่วมรุ่นจะมีเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันเพิ่มอีกหนึ่งคน คือ แก้ว!

แก้ว เป็นเด็กชายที่มีลักษณะสมชื่อ คือ รูปร่างผอมบอบบางแขนขาเล็ก ขี้โรคมาตั้งแต่กำเนิด สามวันดีสี่วันไข้ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นแก้วลาโรงเรียนบ่อยครั้ง แต่ด้วยนิสัยสุภาพเรียบร้อยไม่ชอบขัดใจใคร แก้วจึงเป็นที่รักของเพื่อนๆ ทุกคน ฉันได้ยิน ป้าสี แม่ของแก้วเคยพูดกับครูอำไพว่า “ป้ามีแก้วตอนอายุมากแล้วเป็นลูกคนสุดท้ายในจำนวนลูกเจ็ดคน แก้วเป็นลูกหลงมาเกิด…เกิดในช่วงที่ป้าไม่ค่อยสบาย แก้วจึงไม่ค่อยสมบูรณ์เหมือนใครเขา”

วันหนึ่งหลังเลิกโรงเรียน ปาน มาชวน ฉัน ไปเล่นที่แปลงเกษตรของโรงเรียนเหมือนทุกวันพร้อมกับชวน แก้วและกลุ่มเพื่อนที่สนิทคือ แดง สน เคน และป่อง ไปด้วย เพื่อไปดูรุ่นพี่ ป.๕ ป.๖ ปลูกผักสวนครัว หลังจากเดินดูได้ไม่นาน สน และแดงได้ชวนไปดูหลุมขยะที่ภารโรงขุดขึ้นใหม่ตรงรั้วโรงเรียนใต้ต้นไทรใหญ่ ทุกคนพยักหน้าจะไปดูตามนิสัยวัยซนของเด็กๆ ยกเว้น ฉันกับปานเท่านั้น ปาน ต้องช่วยรุ่นพี่รดน้ำผัก ส่วนฉัน ปฏิเสธเพราะต้องรีบกลับบ้านด้วยกลัวแม่จะบ่นว่าอีก ฉัน ยืนมองดูเพื่อนๆ ทั้งห้าคนวิ่งแข่งกันไปที่หลุมขยะอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินกลับบ้าน จนกระทั่งตอนค่ำ ปาน วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาที่บ้านพร้อมกับบอกว่า “ไอ้แก้ว มันตกหลุมขยะจนสลบไป ตอนนี้ครูและพวกผู้ใหญ่กำลังพาไปส่งที่โรงพยาบาลในอำเภอ!”

รุ่งเช้าข่าวเรื่อง ตกหลุมขยะของแก้วก็รู้กันทั้งโรงเรียนและทั่วหมู่บ้าน ฉันรู้เรื่องราวเหตุการณ์จากปานและเพื่อนๆ ทั้งห้าคนที่ไปเล่นด้วยกันในวันนั้นจับใจความได้ว่า เด็กทั้งห้าคนได้ไปเล่นที่ปากหลุมขยะและแดงเป็นคนต้นคิดชวนเล่นกระโดดข้ามปากหลุมไปมา ใครสามารถกระโดดข้ามได้มากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ ขณะที่ต่างคนต่างสลับกันกระโดดข้ามหลุมไปมาอยู่นั้น แก้วก็กระโดดไปกับเพื่อนๆ ด้วยความสนุกสนานตามแรงยุของเพื่อน จนลืมตัวไปว่าร่างกายของตนไม่ค่อยสมประกอบจึงทำให้กระโดดพลาดร่างหล่นลงจนอกกระแทกเข้ากับขอบปากหลุมที่ค่อนข้างแข็งเสียงดัง ผลั้ก! แล้วร่วงตกลงไปที่ก้นหลุมนอนสลบนิ่งอยู่ แดงรีบปีนลงไปประคองแก้วพร้อมตะโกนร้องบอกเพื่อนที่เหลือให้รีบวิ่งไปบอกครูที่อาคารเรียน จนกระทั่งเหตุการณ์วันนั้นผ่านไปได้สามวันก็ครูอำไพก็เข้ามาบอกนักเรียนทุกคนในห้องว่า “แก้ว ได้จากพวกเราไปแล้วเมื่อเช้านี้เอง!”

ฉันถามแม่ในวันเผาศพว่า “แก้วทำไมถึงตายง่ายจัง แค่ตกหลุมเท่านั้น” แม่ตอบว่า “จะไม่ตายได้ยังไง้…ท้องไอ้แก้วมันถูกดินแข็งกระแทกจนตับแตก จนหมอก็ช่วยไว้ไม่ได้” ฉันได้แต่ยืนนิ่งตกตะลึงไปด้วยความตกใจและกลัว หากสิ่งที่น่าหวาดกลัวมากกว่านั้นกลับเกิดขึ้นในวันต่อมา ในวันเผาศพแก้ว เพื่อนที่ไปเล่นหลุมขยะกับแก้วในวันนั้นถูกผู้ใหญ่ห้ามไปดูพิธีเผาศพโดยเด็ดขาด! แม้กระทั่ง ฉัน ก็ถูกแม่ห้ามมิให้ไปด้วย เรา ทุกคนถูกผู้ใหญ่ใช้เขม่าควันดำก้นหม้อนึ่งแตะแต้มบนหน้าผากลากเป็นทางยาวเกือบคืบพร้อมกับบอกว่า “ทากันผีไม่ให้มันมาตามเอาไปเป็นเพื่อน!”

หลังจากวันเผาศพแก้วผ่านไปเกือบสัปดาห์ วันหนึ่ง แดง ก็หายไปจากห้องเรียนหลายวัน ฉันได้รู้ข่าวจากครูว่า…แดงป่วยหนักจนต้องเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในอำเภอ วันนั้นเอง ปาน ปีนข้ามรั้วบ้านซึ่งอยู่ติดกันเข้ามานอนเป็นเพื่อนฉันด้วยความกลัวและได้เล่าเรื่องราวบางอย่างให้ฟังว่า…

“วันก่อน…ก่อนที่ แดง จะป่วยเข้าโรงบาลมันนัดฉันกับเคน สนและป่องไปพบกันที่ต้นมะขามหน้าโรงเรียนพร้อมกับเล่าให้ฟังว่า…เมื่อคืนมันฝันว่า ไอ้แก้วมาชวนพวกเราไปเล่นที่หลุมขยะเหมือนเดิม ในฝันไอ้แก้วมันแข็งแรงมากกระโดดข้ามหลุมไปมาเหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ขณะที่เล่นอยู่นั้นก็มีผู้หญิงผมยาวมากคนหนึ่งใส่เสื้อแขนยาวสีขาวนุ่งโจงกระเบนสีดำยืนอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ออกมากวักมือเรียกให้ไปอยู่ด้วย แก้วหันมาบอกทุกคนว่า มันจะตามไปอยู่กับเขาพร้อมกับชวนเพื่อนๆ ที่อยู่ด้วยกันตรงนั้นว่า…ไปอยู่ด้วยกันนะ!…ขณะที่ทุกคนนิ่งอึ้งกันอยู่นั้นก็พอดีตกใจตื่นขึ้นมาเสียก่อน!” ฉันได้ฟังแล้วก็ขนลุกด้วยความกลัว ไม่ใช่กลัวแค่เรื่องที่ปานเล่าให้ฟัง หากกลัวเรื่องที่ได้ยินจากรุ่นพี่ ป.๖ คนหนึ่งได้เล่าให้ฟังก่อนหน้านั้นด้วยว่า ต้นไทรใหญ่ตันนั้นมีผีสิงอยู่! และได้ยินเพื่อนนักเรียนรุ่นพี่อีกหลายคนที่ไปรดน้ำผักในสวนเกษตรเล่าว่า มีคนเคยไปรดน้ำผักเพียงลำพังคนเดียวแล้วได้ยินเสียงคนเรียกดังออกมาจากปากหลุมขยะฟังดูคล้ายเสียงของแก้ว จึงทำให้ไม่มีนักเรียนคนใดกล้าไปที่สวนเกษตรนั้นเพียงลำพังอีก จึงเป็นเหตุให้ครูใหญ่ต้องสั่งภารโรงให้ไปถมหลุมขยะนั่นเสีย แล้วก่อท่อปูนทำเป็นที่เผาขยะแทนในเวลาต่อมา

วันเวลาผ่านไปจนฉันและเพื่อนๆ ทุกคนเรียนจบชั้นประถมเมื่อกิจกรรมการถ่ายรูปหมู่เสร็จสิ้นลง ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตหน้าที่ของใครของมัน แต่ฉันกับปานและจำเรียง ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอแม้ว่าจะนานๆ ครั้งก็ตาม อาจจะเป็นเพราะว่ามีบ้านอยู่ติดกันและเป็นญาติกันด้วยนั่นเอง ฉัน ย้ายมาเรียนต่อและพักกับบ้านญาติในต่างจังหวัดนานๆ ทีจึงจะได้กลับบ้านสักครั้ง ส่วนปานและจำเรียงช่วยพ่อแม่ทำงานที่บ้าน หากก็ส่งข่าวทางบ้านมาให้รับรู้เสมอด้วยการเขียนจดหมายมาหา จนกระทั่งหลายปีต่อมามีวันหนึ่ง ปาน ก็ส่งข่าวมาบอกว่า…

“แดง ตายแล้วนะด้วยอุบัติเหตุที่หน้าโรงเรียนเรา” ฉันนึกถึงความฝันของแดงที่ปานเคยเล่าให้ฟังทันที และก็ได้รู้ต่อมาจากนั้นอีกว่า หลังจาก แดง ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นอยู่บ้าน พ่อแม่และคนเฒ่าคนแก่ก็ทำพิธีลงทรงแม่มดทันทีเพื่อขอไถ่ชีวิตไว้ แต่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไรบ้าง คำพูดวันนั้นของปาน ยังติดหูฉันอยู่ว่า “ดีนะที่วันนั้นฉันไม่ได้ตามไปเล่นที่หลุมขยะด้วย ไม่งั้นก็คงไม่มายืนอยู่อย่างนี้แน่!”

ฉันและปาน อีกทั้งเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ ขาดการติดต่อกันอีกไปนานหลายปี หลังเรียนจบมัธยมปลาย ฉัน ก็เดินทางมาศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนจบและประกอบวิชาชีพครูต่อที่เชียงใหม่อีกหลายสิบปี จนกระทั่ง เรียง และ ปาน ติดต่อมาเพื่อให้เข้าร่วมกลุ่มไลน์นี้เอง

“เพื่อนคนอื่นๆ ที่ไปหลุมขยะในวันนั้นล่ะ เป็นมาเป็นไปยังไงบ้าง?” ปาน เงียบไปสักครู่ก่อนตอบเบาๆ ว่า

“ไม่มีใครตายดีเลยสักคน ไม่อุบัติเหตุก็ป่วยตายด้วยโรคร้ายแรงก่อนวัยอันควร! แต่ละคนอายุยังไม่ถึงสามสิบปีเลยด้วยซ้ำ!”

พอวางมือถือหลังจากโทรคุยกับ ปาน จบลงแล้ว ฉันหันมาหยิบดูภาพถ่ายอีกครั้ง หากตาไม่ฝาดจนเกินไปนัก ฉันเหมือนมองเห็นภาพเงาจางๆ คล้ายมีหมอกควันมาบดบังไว้ เป็นภาพเงาลางๆ ของเด็กชายร่างผอมบอบบางเงาหนึ่งปรากฏอยู่ตรงมุมซ้ายสุดของภาพ!

 

Don`t copy text!