พยับฟ้าโพยมดิน บทที่ 36.1 : คำสารภาพ

พยับฟ้าโพยมดิน บทที่ 36.1 : คำสารภาพ

โดย : พงศกร

Loading

พยับฟ้าพโยมดิน นวนิยายจากอ่านเอา โดย พงศกร เมื่อน้องชายฝาแฝดหายตัวไปอย่างลึกลับในหมู่บ้านกลางหุบเขาของภูฏาน เขาจำเป็นต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อตามหาก่อนที่จะสายเกินไป เขาต้องยอมรับความช่วยเหลือจากนารีญาหญิงสาวที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาตั้งแต่แรกเจอพ่วงไปด้วย เธอคนนี้อาจเป็นคนเดียวที่ไขปริศนาต่างๆ และพาเขาไปพบกับน้องชายได้

“อะไรนะครับ” เสียงของล่องเมฆดังขึ้นจากทางด้านหลัง ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความตกใจ “นี่พวกคุณปล่อยคนแปลกหน้า รับตัวพี่ชายของผมออกจากโรงพยาบาลไปอย่างงั้นหรือครับ”

“เชวัง” โซเทน ทินเลย์มาด้วยกันกับล่องเมฆ เธอจ้องมองลูกชายด้วยสายตาแปลกใจว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่ที่แปลกใจกว่าคือหญิงสาววัยกลางคนที่ยืนอยู่กับเชวัง

“หนูอัญ”

มารดาของเชวังอ้าปากค้าง แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่าสิบปี ทว่าอัญญาวีร์ยังคงความสง่างามอันน่าประทับใจดุจเดิม

“คุณแม่” อัญญาวีร์เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน

“สองคนมาด้วยกันได้อย่างไร” โซเทนพึมพำ ทั้งตกใจ ทั้งดีใจระคนกัน

“เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟังครับ ตอนนี้เราต้องหาตัวลิ่วลมให้เจอก่อน” เชวังร้อนใจ เขาหันไปทางนางพยาบาลแล้วถามว่า “คนที่มารับตัวมิสเตอร์ลิ่วลมไป ได้บอกไหมครับว่าเขาชื่ออะไร”

“ไม่ได้บอกค่ะ” นางพยาบาลส่ายหน้า “แต่เขาฝากจดหมายนี้ไว้ให้น้องชายของคนไข้”

เธอส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับล่องเมฆ ในนั้นมีลายมือเขียนภาษาอังกฤษด้วยหมึกสีเข้ม ล่องเมฆรับมาและกวาดตาอ่านเร็วๆ ยังเชนสังเกตเห็นสีหน้าของชายหนุ่มผิดปกติไป จึงฉวยจดหมายจากมือของเขามาอ่านดูบ้าง

 

…ชีวิตของผู้ชายคนนี้อยู่ในมือของฉัน

มอบมังกรมา แล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยดี

พบกันที่หุบเขา…

 

“อาเชวัง” ยังเชนเสียงสั่น เธอส่งจดหมายให้เชวังอ่าน

“Linn Plant…พวกมันตามมาถึงที่นี่แล้ว”

เขาส่งจดหมายคืนไปให้ยังเชน และยังเชนก็ส่งมันกลับไปให้ล่องเมฆเก็บไว้

จดหมายฉบับนั้นดูแปลกประหลาด มันไม่ได้ลงชื่อผู้เขียน ไม่มีรายละเอียดอะไร หากข้อความที่ปรากฏนั้นชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด

เชวังพยักหน้าให้ทุกคนเดินออกไปที่ลานจอดรถหน้าโรงพยาบาล ด้วยไม่อยากให้พวกพยาบาลหรือคนไข้อื่นๆ ได้ยินเรื่องที่กำลังจะสนทนากัน

“พวกมันรู้เรื่องหุบเขาได้อย่างไรครับ” ล่องเมฆถาม หัวคิ้วของเขาขมวดมุ่น

นารีญาสังเกตว่าล่องเมฆมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับลิ่วลม แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ลิ่วลมผิวขาวและสูงโปร่ง ขณะที่ล่องเมฆมีผิวสีน้ำตาลอย่างคนกรำแดด และมีรูปร่างแข็งแรงล่ำสันกว่า ผมของแฝดคนน้องตัดสั้นคล้ายทหาร ส่วนลิ่วลมไว้ผมยาวกว่า

“พยับฟ้าโพยมดิน” เชวังพึมพำ “ผ้าอยู่กับลิ่วลม…พวกมันคงได้ไปเรียบร้อยแล้ว”

“แม่ไม่น่าฝ่ากองเพลิงเข้าไปเอาผ้าผืนนั้นออกมาเลย” โซเทนพึมพำ “แม่ควรปล่อยให้ผ้าไหม้ไปตั้งแต่คืนวันนั้น…”

“พวกคุณพูดถึงอะไรกันอยู่คะ” นารีญาไม่เข้าใจ

“พยับฟ้าโพยมดิน เป็นแผนที่บอกเส้นทางและสถานที่สำคัญทุกแห่งในซัมเซอย่างละเอียด” โซเทนหันมาเล่าให้หญิงสาวฟัง “มันเป็นสิ่งที่บริษัท Linn Plant ต้องการ เพราะพยับฟ้าโพยมดินจะนำพวกมันไปสู่หุบเขาที่มีดอกอุทุมพร”

ดวงตาคู่ฝ้าฟางของหญิงสูงวัยหันไปทางบุตรชาย ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา

“หลายปีก่อน ตอนพวก Linn Plant มาที่นี่ และสังหารสามีของฉัน” เธอถอนใจยาว “ท่านครุเจ้าอาวาสวัดซัมเซรู้เรื่องทั้งหมด…ท่านจำได้ว่าก่อนเกิดเหตุร้าย มีฝรั่งคนหนึ่งมาขอดูพยับฟ้าโพยมดิน และเดินทางตามเส้นทางบนผืนผ้าไปจนพบหุบเขาที่ว่า…แต่เพราะพ่อของเชวังขัดขวาง พวกมันจึงทำการไม่สำเร็จ ท่านครุเชื่อว่า ในอนาคต ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง…พวกมันจะต้องย้อนกลับมาอีกแน่ๆ  เพื่อไม่ให้มันเดินทางไปที่หุบเขานั้นได้อีก ท่านจึงตัดสินใจทำลายพยับฟ้าโพยมดินด้วยการเผาทิ้ง…ทำทีว่าเกิดเพลิงไหม้อารามเก่าแก่ และทังกาทุกผืนไหม้เสียหายไปจนหมด”

“แต่พยับฟ้าโพยมดินก็รอดมาได้” นารีญาพึมพำ

“ฉันปล่อยให้มันไหม้ไปกับกองเพลิงไม่ได้” มารดาของเชวังสารภาพ “ผ้าสวยงาม ล้ำค่า อายุกว่าร้อยปีผืนนี้ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และสังคมศาสตร์มากกว่าทังกาทุกผืนในอารามแห่งนั้น…เพราะอย่างนี้ ฉันจึงฝ่ากองเพลิงเข้าไปเอาผ้าผืนนี้ออกมา แต่ก็เกือบจะไม่ทัน ผ้าถูกไฟไหม้เสียหายไปหลายจุด ด้วยความที่เป็นผ้าโบราณ ทอและปักลวดลายด้วยเทคนิคโบราณ ฉันจึงไม่สามารถซ่อมแซมได้ด้วยตัวเอง จึงซ่อนพยับฟ้าโพยมดินไว้ที่บ้านนานหลายปี จนกระทั่งท่านครุองค์เก่ามรณภาพ ฉันจึงเอาผ้าออกมาอีกครั้ง…เพื่อหาคนซ่อมแซม…”

“ซึ่งสุดท้ายผมก็มีโอกาสได้คุยกับเคซัง” เชวังเล่าต่อจากมารดา “เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าทอภูฏานที่สุดแล้ว แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถซ่อมได้ เคซังบอกว่าเทคนิคการทอผ้าผืนนี้และวิธีการปักลวดลาย เป็นเทคนิคเก่า ที่ปัจจุบันไม่มีใครทำได้แล้ว เคซังพยายามเสาะหาช่างทอผ้ามาหลายปี แต่ยังไม่เจอใครที่สามารถจะทำได้”

“และเขาก็รู้เรื่องความสำคัญของผ้าพยับฟ้าโพยมดินด้วยใช่ไหมคะ” นารีญาแทรกขึ้น “เคซังถึงให้เราสัญญาตั้งหลายข้อ กว่าจะยอมให้ผ้ามา”

“ใช่” เชวังพยักหน้า “และอย่างที่บอกพวกคุณไปแล้ว…ผมเป็นบอกเขาเอง ให้อนุญาตให้พวกคุณเอาผ้ามาได้”

“ขอบคุณนะคะที่พยายามช่วยเราติดตามตัวล่องเมฆ” นารีญาถอนใจเบาๆ ทว่าประโยคต่อมาของเชวัง ทำให้เธอถึงกับอ้าปากค้าง

“อย่าขอบใจเลย เพราะนั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผม” เชวังว่า “ขอสารภาพว่าผมไม่ใช่คนดีอย่างที่พวกคุณคิดหรอกนะ…ที่ยอมให้พวกคุณเอาผ้าติดตัวมาด้วย วัตถุประสงค์หลักคือ ผมต้องการให้ผ้าปลอดภัยจากพวก Linn Plant ต่างหาก”

“คุณหลอกใช้เรางั้นหรือ” อัญญาวีร์นิ่วหน้า

“ใช่” เชวังเม้มริมฝีปากแน่น “ขอโทษนะครับที่ต้องทำแบบนี้ หลังจากที่ผมรู้ว่าวิหารฟ้าคะนองถูกคนบุก และชิงเอากล่องไม้โบราณเขียนลวดลายดอกอุทุมพรไป ผมคิดว่าเป้าหมายต่อไปของพวกมันคือพิพิธภัณฑ์ของเคซังแน่…ก็พอดีกับที่วันนั้นพวกคุณแวะมาโดยบังเอิญ ผมจึงคิดว่า ทางเดียวที่จะทำให้พยับฟ้าโพยมดินปลอดภัยจากพวกมัน ก็คือ…ส่งผ้ากลับมาที่ซัมเซ…มอบผ้าให้มากับพวกคุณ…”



Don`t copy text!