พยับฟ้าโพยมดิน บทที่ 4.1 : ฝากไว้

พยับฟ้าโพยมดิน บทที่ 4.1 : ฝากไว้

โดย : พงศกร

Loading

พยับฟ้าพโยมดิน นวนิยายจากอ่านเอา โดย พงศกร เมื่อน้องชายฝาแฝดหายตัวไปอย่างลึกลับในหมู่บ้านกลางหุบเขาของภูฏาน เขาจำเป็นต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อตามหาก่อนที่จะสายเกินไป เขาต้องยอมรับความช่วยเหลือจากนารีญาหญิงสาวที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาตั้งแต่แรกเจอพ่วงไปด้วย เธอคนนี้อาจเป็นคนเดียวที่ไขปริศนาต่างๆ และพาเขาไปพบกับน้องชายได้

คอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์ครั้งนั้นชื่อว่า ‘ความสุข ความทรงจำ ไม่มีที่สิ้นสุด’ จัดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

เป็นคอนเสิร์ตที่นำความสุขและความทรงจำมาให้อัญญาวีร์…ไม่มีที่สิ้นสุดมาจนถึงทุกวันนี้

เชวังหัวเราะเสียงดัง ร้องเพลงตามพี่เบิร์ดได้ทุกเพลง อัญญาวีร์เองก็พลอยส่งเสียงกรี๊ด ตะโกนร้องเพลงจนคอแห้งไปด้วย

‘นี่คุณร้องได้ทุกเพลงเลยเหรอ’ อัญญาวีร์ถามเขาหลังจากคอนเสิร์ตจบลง

‘ใช่’ เขายังไม่หยุดหัวเราะ ดวงหน้าของเชวังดูอ่อนเยาว์ราวกับเป็นเด็กหนุ่ม ไม่ใช่หมอผู้คงแก่เรียน ลักยิ้มที่สองข้างแก้มทำให้เขามีเสน่ห์ชวนมอง ‘พอรู้ว่าจะมาดูคอนเสิร์ต ผมซ้อมร้องเพลงทุกวันเลย’

‘แล้วคุณเข้าใจความหมายเหรอ’ อัญญาวีร์เลิกคิ้ว

‘บางประโยคผมเข้าใจ บางประโยคผมก็ไม่เข้าใจนัก’ เขาตอบตามตรง

‘ฉันนึกออกแล้ว’ อัญญาวีร์ทำตาโต ‘ฉันจะสอนภาษาไทยคุณด้วยเพลงดีกว่า วิธีนี้คุณน่าจะเข้าใจง่ายขึ้น’

‘ดีสิ’ เขาพยักหน้า ‘เริ่มจากเพลงพี่เบิร์ดเลยนะ’

‘ได้’ อัญญาวีณ์ถามต่อ ‘คอนเสิร์ตวันนี้ คุณชอบเพลงไหนที่สุด’

‘ฝากไว้’ เขาพึมพำ

‘เพลงอะไรนะ’ อัญญาวีร์ฟังไม่ถนัด และแทนที่เชวังจะตอบคำถามของหญิงสาว เขากลับเอื้อมมือไปจับมือของเธอเอาไว้ แล้วร้องเพลงออกมาท่อนหนึ่ง

‘พรุ่งนี้ ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปเช่นไร พรุ่งนี้ ความรักของเราไม่เปลี่ยนไป’

เขาบีบมือเธอแน่นเข้า และอัญญาวีร์ก็ได้แต่นิ่งขึงไปด้วยความประหลาดใจ

อะไรของอีตาคนนี้กันนะ…

เขากำลังบอกรักเธออีกแล้วใช่ไหม…

ทั้งเชย ทั้งไม่เข้าท่า

แต่…

ทำไมเธอรู้สึกดีก็ไม่รู้…

 

ความทรงจำของมนุษย์มีทั้งสุขและทุกข์ สมหวังและผิดหวัง น่าจดจำและน่าลืมเลือน…หากเลือกได้ อัญญาวีร์ก็อยากเก็บเอาไว้แต่ความทรงจำที่งดงาม

หากในความเป็นจริง มนุษย์เลือกความทรงจำที่ร้าวรานทิ้งไปไม่ได้

ความทรงจำของอัญญาวีร์จึงมีทั้งหอมหวาน และขมขื่นคละเคล้ากันไป

เธอเล่าเรื่องราวของเธอกับเพื่อนชาวภูฏานให้นารีญาฟังเพียงเท่านั้น อันที่จริงยังมีเรื่องราวระหว่างเขาและเธออีกมาก ถ้าจะเล่าทั้งหมดคงจะใช้เวลาเป็นวันๆ

แต่ที่สำคัญ…เธออยากเก็บบางเรื่องเอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว

เข้านอนด้วยความรู้สึกว่างเปล่า

นารีญานอนหลับไปแล้วอย่างง่ายดาย ขณะที่อัญญาวีร์มีเรื่องให้ต้องครุ่นคิดมากมาย

นอนมองท้องฟ้าที่ดารดาษไปด้วยดาว เตียงของเธออยู่ติดหน้าต่าง คืนนี้ท้องฟ้าแจ่มกระจ่างจนมองเห็นดวงดาวรายเรียง จู่ๆ ความรู้สึกที่เธอคิดว่ามันไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ก็กลับพุ่งพรวดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

ต่อให้ไม่ได้พบกันนานกี่สิบปี เธอยังจำแผ่นหลังกว้าง และท่าทางทรงพลังเป็นผู้นำของเชวัง ทินเลย์ได้เสมอ…

ผู้ชายที่อนุสรณ์สถานคนนั้น

…อัญญาวีร์มั่นใจว่าต้องใช่เขาแน่ๆ…

นอนพลิกตัวกลับไปกลับมา ผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังไม่หลับ

ดาวตกดวงน้อยพุ่งผ่านฟ้าเป็นทางยาว ตัดสินใจมากับลิ่วลมครั้งนี้เพราะอยากช่วยลูกศิษย์…แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลัก…

อยากติดตามข่าวคราวของเชวังต่างหาก ซัมเซคือบ้านของเขา

ชายหนุ่มคนนั้นเคยสัญญาว่าจะพาเธอไปหมู่บ้านในหุบเขา…แต่มันไม่เคยเกิดขึ้น

ในเมื่อเขาไม่พาไป

เธอก็จะไปเอง…

ไปดูให้รู้ว่าเหตุใด…เชวัง ทินเลย์ถึงทำให้รัก แล้วทิ้งเธอไป…โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำร่ำลา…

 

คินซา ซังโม ไกด์สาวของพวกเขามารออยู่แล้วที่ล็อบบีตรงตามเวลานัด สีหน้าของเธอดูไม่ค่อยดีนัก ทางด้านหลังของคินซามีชายวัยกลางคนตามมาด้วยหนึ่งคน ชายคนนั้นสวมชุดประจำชาติของบุรุษที่เรียกว่า ‘โก’ – Gho

โก คือชุดคลุมตัดเย็บด้วยผ้าลายพื้นเมือง ยาวถึงเข่า บริเวณเอวผูกเข็มขัดผ้าที่เรียกว่า ‘เครา’

“ฉันพาเพื่อนมาแนะนำให้รู้จักค่ะ” คินซาผายมือไปยังชายท่าทางคงแก่เรียน ดวงตาหลังแว่นกลมของเขาจ้องมองลิ่วลมและนารีญาด้วยความสนใจ “เยชิ คินเซ เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตอนนี้ลาออกมาทำฟาร์มผึ้งอยู่กับครอบครัว”

“สวัสดีครับ” เขาเอ่ยเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ “ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะครับ”

“สวัสดีครับ” ลิ่วลมก้มศีรษะให้ ขณะที่นารีญาทำตาโตพึมพำว่า

“โอ้โห พูดภาษาไทยเก่งจังค่ะ”

“ผมเคยไปเรียนหนังสือที่ประเทศไทยครับ” เขายิ้ม “คนภูฏานไปเรียนหนังสือที่ประเทศไทยกันเยอะมาก”

“ที่พาเยชิมาด้วย เพราะฉันมีเรื่องอยากปรึกษาพวกคุณ” คินซาเข้าเรื่องที่ต้องการ “ฉันเช็กข่าวแล้ว…มีพายุนอกฤดูกาลเกิดขึ้น ทำให้หินถล่มลงมาปิดทาง ถนนที่ไปซัมเซเสียหาย ถ้าพวกคุณยังยืนยันจะไปซัมเซจริงๆ ฉันแนะนำว่าพวกเราต้องเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน…ต้องมาวางแผนกันใหม่ เพราะจำเป็นต้องใช้เส้นทางใหม่ และอย่างที่ฉันบอกพวกคุณไปเมื่อวาน การเดินทางครั้งนี้จะลำบากกว่าเดิม ต้องเป็นคนที่ชำนาญทางเท่านั้นถึงจะพาเราไปได้ และคนนั้นก็คือเยชิ”

มีฝรั่งสองสามคนและแขกชาวอินเดียนั่งคุยกันอยู่ในล็อบบี นารีญาจำได้ว่าหนึ่งในนั้น คือคนที่เดินบังวิวตอนที่เธอกำลังถ่ายภาพ พวกเขากำลังคุยอะไรกันบางอย่าง และเหลือบมองมาทางพวกเธอเป็นระยะ

คินซาขยับตัวอย่างอึดอัด เธอเดินนำแขกทั้งสามไปนั่งที่เก้าอี้ที่อยู่ไกลผู้คน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ถามตรงๆ นะคะ พวกคุณไปซัมเซเพราะจะไปเที่ยว หรือมีวัตถุประสงค์อื่นกันแน่”

ดวงตาคู่ใสกระจ่างของคินซาจ้องมองคณะจากเมืองไทยแน่วนิ่ง

ลิ่วลมถอนใจยาว เขาหันไปสบตากับอาจารย์อัญญาวีร์ ครั้นพออาจารย์พยักหน้าให้ ชายหนุ่มก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หากทว่าหนักแน่นว่า

“ผมมาตามหาน้องชายครับ” ลิ่วลมถอนใจยาว “เขาหายตัวไปที่ซัมเซ เราติดต่อเขาไม่ได้มาหลายสัปดาห์แล้ว…”



Don`t copy text!