กระบือสื่อรัก บทที่ 5 : นั่นมันควายหรือช้างกันแน่ (1)

กระบือสื่อรัก บทที่ 5 : นั่นมันควายหรือช้างกันแน่ (1)

โดย : พรรณสิริ

กระบือสื่อรัก นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 4 โดย พรรณสิริ ที่อ่านได้ในเพจอ่านเอาและ anowl.co เรื่องราวของเอื้อมดาวที่ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เธอต้องทิ้งใบปริญญามาเป็นสาวโรงงาน ต้องขายควายเพื่อใช้หนี้ แล้วบททดสอบของชีวิตก็ทำให้รู้ว่าตัวเองแกร่งกว่าที่คิดและชีวิตไม่ต้องขึ้นอยู่กับใบปริญญาเสมอไป

รถกระบะบุโรทั่งส่งเสียงครางอย่างสิ้นหวังก่อนดับลง ทั้งที่บิดาตะโกนไล่หลังก่อนออกจากบ้านว่าหม้อน้ำรั่ว แต่ดินแดนก็ยังดันทุรังขับออกมา

เมื่อเช้าเขาโทร.หาเอื้อมดาวแต่ไม่ติด คาดว่าน่าจะเข้างานแล้ว จึงตัดสินใจโทร.หานางสะอิ้ง ถามไถ่ว่าเพื่อนกลับถึงบ้านแล้วหรือยัง แต่คำตอบที่ได้รับทำให้ต้องถ่อขับรถข้ามจังหวัดมาถึงที่นี่

ระหว่างทาง เขาติดต่อโอบบุญได้ จึงเทศนารัวๆ อีกชุดใหญ่

‘เจอตัวเมื่อไหร่ กูจะตบมึงสักป้าบ อุตส่าห์คุยกันดิบดีว่าจะกลับบ้าน อย่าให้แม่กับพี่ต้องเป็นห่วง’

‘กูยังกลับไม่ได้ หอมทองถูกควายในฝูงเหยียบ กูจะอยู่ดูให้แน่ใจก่อนว่าขาไม่หักแล้วค่อยกลับ’ ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ อย่างคนสำนึกผิด

‘แล้วทำไมมึงไม่โทรบอกที่บ้านอย่างที่คุยกับกูวะ คืนก่อนพี่มึงหน้าตาตื่นมาหากู จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปอุทัยอยู่รอมร่อ ไม่ห่วงเขาบ้างหรือไง’

‘ไม่ห่วงหรอก กูห่วงควายมากกว่า’ โอบบุญเอ่ยถึงพี่สาวด้วยน้ำเสียงมึนตึง

‘พี่มึงเขาไม่ห้าม ถ้ามึงอยากจะไปหาหอมเงินกับหอมทอง แต่ขอเป็นช่วงเสาร์อาทิตย์ได้ไหม มึงจะได้ไม่เสียการเรียน’ ดินแดนพยายามต่อรองด้วยการเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

‘มึงอย่าริออกหน้าให้พี่กู เอาเป็นว่ากูอยากกลับเมื่อไหร่ เดี๋ยวได้เห็นหน้าที่บ้านเอง’ พอถูกคาดคั้นเข้ามากๆ โอบบุญก็ปิดโทรศัพท์หนีดื้อๆ ตามเคย

‘ไอ้โอบ ไอ้ฉิบหาย!’

ภาพที่หญิงสาวนั่งกดโทรศัพท์มือสั่นยังติดตาไม่ลืม เขาจึงจำเป็นต้องมาตามลากตัวเพื่อนกลับบ้านให้ได้ อีกแค่ไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรก็จะถึงที่หมายแต่รถกระบะของบิดากลับหมดลมหายใจลงไปดื้อๆ

ดินแดนลงจากรถ เปิดฝากระโปรงหน้าขึ้น มองควันที่พวยพุ่งออกมา หันมองซ้ายมองขวาเหลือบไปเห็นป้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ใหญ่ริมถนน

“ไร่ลุงติ๊ก?”

ป้ายไม้กับตัวอักษรสีซีดจางจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกันถูกเถาวัลย์ปกคลุมไว้ หากไม่สังเกตให้ดีก็แทบจะมองไม่เห็น ดินแดนตัดสินใจหยิบแกลลอนพลาสติกจากท้ายกระบะ ดุ่มเดินไปตามทางโรยกรวดกว้างพอให้รถวิ่งผ่านเข้าไปได้

เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ คนในเสื้อฮาวายถึงกับตาโต คอกควายแบบดั้งเดิม เสาไม้เอียงกระเท่เร่เหมือนจะล้มไม่ล้มแหล่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ห่างจากคอกไปไม่เท่าไร ควายตัวโตยืนสะบัดหางสบายอารมณ์อยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่ข้างบึงน้ำ

คนเลี้ยงกำลังปีนเก้าอี้ ขัดสีฉวีวรรณให้อย่างพิถีพิถัน จึงไม่เห็นอาคันตุกะที่พลัดหลงเข้ามา

ดินแดนยืนตะลึงราวกับต้องมนตร์สะกด ลืมไปเลยว่าจะมาขอน้ำไปเติมหม้อน้ำรถ

ควายเพศผู้ตัวสูงใหญ่ กะประมาณด้วยสายตาน่าจะสูงไล่เลี่ยกับเขา นั่นหมายความว่าไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร ผิวมัน ขนดำงามขลับ มีขนใต้คอสีขาวพาดเป็นรูปตัววีเหมือนรอยบั้งซ้อนกันถึงสองชั้น มองดีๆ อาจถึงสามชั้น ไม่ต่างจากขนข้อเท้าที่มีสีขาวชัดเจน

ดินแดนยืนมองสัตว์สี่เท้าตัวใหญ่ยักษ์อย่างทึ่งๆ จนกระทั่งคนที่กำลังอาบน้ำให้อยู่หันมาเห็น

ชายสูงวัยรูปร่างสันทัดลงจากเก้าอี้พลาสติก เดินไปปิดก๊อกน้ำ เช็ดไม้เช็ดมือกับเสื้อม่อฮ่อมที่ดูโกโรโกโสไปพร้อมๆ กับเดินเข้ามาหา

“ไอ้หนุ่ม มาทำอะไรแถวนี้” ผู้สูงวัยตะโกนถาม

คนสวมเสื้อฮาวายสีสดตัดกับสีผิวเข้มๆ บาดสายตาควายยกมือไหว้ “นึกว่าแถวนี้มีแต่โชคเจริญสุขฟาร์ม ไม่รู้ว่ามีฟาร์มอื่นด้วย”

“ฟาร์มกับผีน่ะสิ แค่ไร่ร้างๆ สีป้ายซีดขนาดนั้น ยังเสือกมองเห็น”

“ลุงติ๊กใช่ไหม ควายของลุงลักษณะดีมาก ขอฉันเข้าไปดูใกล้ๆ ให้เป็นบุญตาหน่อยเถอะ” พูดพลาง จ้องมองควายตัวโตอย่างไม่ยอมละสายตา

ชายชราหรี่ตาประเมินเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวลูก หน่วยก้านทะมัดทะแมง หนำซ้ำยังมีท่าทีว่าดูควายเป็น “เข้ามาสิ ข้ากำลังอาบน้ำให้มันอยู่พอดี”

“ให้ฉันช่วยไหม ฉันอาบน้ำควายเป็นนะ”

ดินแดนรู้สึกตื่นเต้น คนเลี้ยงต้องเป็นระดับปรมาจารย์หรือหมอควายแน่นอน ถึงปั้นควายให้ดูบึกบึนสมส่วนไปทั้งตัวได้

เมื่อเจ้าของพยักหน้าอนุญาต ชายหนุ่มค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ๆ พอเห็นควายตัวโตไม่มีท่าทีตื่นคนแปลกหน้า จึงคว้าสายยางขึ้นมา ฉีดน้ำลงไปบนแผ่นหลังหนาราวกับกำแพงเมืองจีน แล้วจึงใช้แปรงขัดเบาๆ ทดสอบน้ำหนักมือก่อนเพื่อสร้างความคุ้นเคยกัน

ยิ่งอยู่ใกล้ๆ ก็ยิ่งตื่นเต้นจนเก็บอาการไว้ไม่ได้ ชายหนุ่มตะลอนไปงานประกวดควายสวยงามมาไม่ใช่น้อย ตัวที่อยู่ตรงหน้าไม่หนีจากระดับแชมป์เปียนเท่าไร

“อย่างนี้ใช่ไหมลุงที่เขาเรียกว่าตาแต้มแก้มจ้ำ” เจ้าตัวอวดภูมิรู้

“เออ เอ็งนี่ก็ดูควายเป็นเหมือนกัน” ผู้สูงวัยไล่ชี้ไปตามจุดสีขาวบนใบหน้า ทั้งที่อยู่เหนือหัวตา แก้ม กรามและใต้คางซึ่งเรียงตัวสวยงามอย่างหาได้ยากยิ่ง

“ควายของลุงชื่ออะไร เคยส่งเข้าประกวดไหม ถ้าได้ถ้วยพระราชทาน ราคาก็จะยิ่งแพง สวยขนาดนี้ ฉันเห็นเขาตั้งราคาขายกันหลักล้าน บางตัวเป็นสิบล้านก็มี”

ดินแดนค่อนข้างแน่ใจว่าไม่เคยผ่านตาควายของลุงติ๊กมาก่อน ทั้งในงานประกวดและกลุ่มคนเลี้ยงควายในโซเชียลมีเดีย

“โอ๊ย! กูไม่ไปหรอก รำคาญ เบื่อพวกล่ารางวัลปั่นราคาควาย ชนะครั้งสองครั้งก็โก่งราคาจากหลักแสนเป็นหลักล้าน แพงแบบไม่มีเหตุผล ใครโง่ทุ่มเงินซื้อ เห็นเจ็บตัวกันมานักต่อนักแล้ว”

ผู้สูงอายุโยนแปรงลงในตะกร้าพลาสติกที่แขวนอยู่กับเสาปูน ปลดเชือกที่คล้องไว้กับเสาออก เตรียมจูงควายที่ขัดสีฉวีวรรณจนเอี่ยมอ่องกลับเข้าคอก

“ช้าง ไปลูกไป” เพียงแค่ดึงเชือกเบาๆ ควายตัวใหญ่ก็ยอมเดินตามอย่างว่าง่าย

ดินแดนอมยิ้ม เสียงที่พูดกับควายนั้นนุ่มนวลกว่าที่คุยกับเขาเสียอีก

“ช้างเฉยๆ เหรอ ทำไมสั้นจัง ควายตัวใหญ่ๆ เขาฮิตตั้งชื่อว่าช้างแล้วตามด้วยชื่อจังหวัด เช่น ช้างอุดร ช้างขอนแก่น ของลุงก็น่าจะเป็นช้างอุทัย เท่ดีออก”

“เอ๊ะ ไอ้นี่ตั้งใจจะกวนตีนกูหรือไง”

“เปล่านะลุง” ชายหนุ่มโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ก็ควายของลุงตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม ชื่อช้างเฉยๆ ไม่สมตัวหรอก ถ้าไม่ต่อด้วยชื่อจังหวัดก็ต้องต่อด้วยคำมงคล เช่น ช้างพันล้าน ช้างเทพ ช้างนำชัยก็ยังได้ เพราะดีออก”

“เออ แต่ละชื่อ แม่งยังกับลิเก มึงเก็บไว้ตั้งชื่อควายของมึงก็แล้วกัน” ลุงติ๊กหัวเราะร่วน

“ได้ ฉันจะเก็บไว้ตั้งชื่อควายพ่อพันธุ์ของฉัน แต่คงต้องรออีกเป็นปีแหละกว่าตัวเมียจะโตพอผสมได้”

“เอ็งเลี้ยงไว้กี่ตัวล่ะ” ลุงติ๊กหยั่งเชิง

“ฉันมีควายตัวเมียอยู่สี่ตัว แต่ตัวที่ตั้งใจจะปั้นให้เป็นแม่พันธุ์ตอนนี้เพิ่งได้ขวบครึ่ง เลยต้องรออีกสักพักเฟ้นหาพ่อพันธุ์ดีๆ ไปพลางๆ ก่อน”​

“เอ็งจะซื้อพ่อพันธุ์ก็ดูดีๆ ล่ะ ไม่ต้องไปเลือกไอ้พวกเทพๆ ทั้งหลาย มันแพงเกินเหตุ ควายดีๆ ราคาสมเหตุสมผลมีเยอะแยะ ขึ้นอยู่ว่าตาถึงหรือเปล่า” ผู้อาวุโสชูสองนิ้วจิ้มไปที่ลูกนัยน์ตาของตัวเอง

“โอ๊ย ฉันยังไม่มีปัญญาซื้อพ่อพันธุ์เป็นของตัวเองหรอก กะว่าจะหาซื้อน้ำเชื้อแล้วรอลุ้นรุ่นลูกเอา”

ลุงติ๊กจูงควายตัวใหญ่กลับเข้าคอก เกี่ยวหญ้าใส่รางไว้จนเต็ม

“ลุงเลี้ยงไว้ตัวเดียวเองเหรอ” ชายหนุ่มชะเง้อมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นวี่แววควายตัวอื่นแม้เงา

ผู้อาวุโสพยักหน้า “เมื่อก่อนมีหลายตัว แต่คนมาขอซื้อเลยทยอยขายไปจนหมด เลี้ยงพ่อช้างตัวเดียวให้พอมีอะไรทำ ชีวิตจะได้ไม่น่าเบื่อ”

ลุงติ๊กเลี้ยงควายไว้คลายเหงามากกว่าจะเอาจริงเอาจังเป็นอาชีพ

ดินแดนยังติดใจควายตัวใหญ่ไม่วางตา แต่นึกขึ้นได้ว่าต้องไปตามหาเพื่อนสนิทยังฟาร์มซึ่งอยู่ติดกัน

“ผมจะขอน้ำไปเติมหม้อน้ำรถหน่อย”

“อ้อมไปเอาน้ำประปาที่หลังครัว เปิดก๊อกต่อสายยางเอาเองแล้วกัน” ผู้สูงวัยชี้ไปยังตัวบ้านพักใต้ถุนสูง มีครัวอยู่ชั้นล่าง

เนื่องจากคุยกันค่อนข้างถูกคอ ชายชราจึงยอมให้คนแปลกหน้าเหยียบเข้าเขตบ้านได้

ระหว่างรองน้ำ ดินแดนมองสำรวจไปรอบๆ บริเวณ เครื่องไม้เครื่องมือในครัวน้อยชิ้น หม้อหุงข้าวใบเล็กกับข้าวง่ายๆ เย็นชืดวางอยู่บนโต๊ะ ท่าทางชายรุ่นพ่อคงอยู่ลำพังตัวคนเดียว ไม่มีแม่บ้าน

บนฝาผนังแขวนรูปรับปริญญาซึ่งน่าจะเป็นคนในครอบครัว ปีการศึกษาแทบจะไล่เรียงกันไปอยู่สามรูป

ยืนรอไม่นาน เจ้าตัวก็หิ้วแกลลอนที่เติมน้ำจนเต็มออกจากครัว

“แกลลอนเดียวจะพอเหรอ”

“ลองดูก่อน ถ้าไม่พอ ผมค่อยเดินเข้ามาใหม่อีกรอบ”

“เอาไปอีกแกลลอนกันเหนียว เดี๋ยวข้าช่วยหิ้วไปให้”

ชายต่างวัยกลับเข้าไปในครัวอีกรอบ ดินแดนจึงหาเรื่องชวนคุยระหว่างรองน้ำ

“ลูกลุงใช่ไหม เก่งจังเลยนะ เรียนจบปริญญากันทุกคน”

“เออ ไม่รู้พวกมันไปได้สติปัญญามาจากไหน คนโตทำร้านอาหารอยู่อเมริกา คนรองเป็นพยาบาลอยู่แถวๆ นนท์ ส่วนคนเล็ก…” ชายชราเว้นช่วงนานผิดปกติ “จบเกษตรมา แต่เสียไปหลายปีแล้ว อุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์คว่ำ ถนนใหญ่หน้าปากทางนี่เอง”

“ผมเสียใจด้วยนะลุง”

“ถ้ายังอยู่ ก็คงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสานต่อไร่และคอกควายนั่นแหละ แต่ชีวิตก็แบบนี้ ไม่มีอะไรแน่นอนแทนที่ลูกจะได้จัดงานศพพ่อ กลายเป็นพ่อต้องมาจัดงานศพลูกก่อน”

ดินแดนสัมผัสได้ถึงความหมดอาลัยตายอยาก เข้าใจรางๆ แล้วว่าทำไมเจ้าของจึงปล่อยให้ไร่รกร้างและควายที่สมควรเข้าสู่สนามประกวดระดับประเทศ กลับถูกซุกซ่อนไว้ในคอกใกล้พังมิพังแหล่

น้ำเต็มแกลลอน ชายต่างวัยดุ่มเดินไปบนถนนโรยกรวดเงียบๆ ฟังเสียงลมที่พัดต้นยูคาลิปตัสไหวเป็นระยะ ไม่กี่ชั่วอึดใจก็เห็นรถกระบะที่จอดตายอยู่

“รถเอ็งพอๆ กับรถข้าเลย เอาไปปลูกสะระแหน่ได้”

“ฉันยืมรถพ่อมา เขาบอกแล้วว่าหม้อน้ำรั่ว แต่ฉันรีบ ยังไงก็ดีกว่านั่งรถบอขอสอ”

ดินแดนทดลองเทน้ำลงไป ไม่มีเสียงฟู่ขึ้นมา ทำให้รู้ว่าหม้อน้ำเย็นแล้ว เขาจึงค่อยๆ เติมน้ำลงไปจนเต็มก่อนหมุนปิดฝา

“เอ็งมีธุระอะไรแถวนี้”

“ฉันมาตามหาเพื่อน มันมาเฝ้าควายอยู่ที่โชคเจริญสุขฟาร์ม”

“เฝ้าควาย? หูข้าฝาดหรือเปล่า เฝ้าควายหรือเฝ้าสาว เอาให้แน่” ลุงติ๊กถามย้ำ

“หูลุงยังดีอยู่ มันมาเฝ้าควาย แต่จริงๆ จะเรียกว่าเฝ้าสาวก็ได้ เพราะเป็นควายตัวเมีย” เจ้าตัวหัวเราะร่วนเห็นฟันขาวกระจ่างตัดกับใบหน้าเข้มคร้ามแดด

ดินแดนกลับไปสตาร์ตรถ เสียงเครื่องครางแผ่วๆ ก่อนจะดับลงอีกครั้ง ลองอีกหลายรอบก็ยังเหมือนเดิม

“ฉันทิ้งรถไว้ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวค่อยตามคนจากโชคเจริญสุขฟาร์มมาช่วย” ดินแดนกำลังคิดว่าจะต้องขอความช่วยเหลือจากขวัญชัย

“ปากทางที่เข้ามามีอู่อยู่ เดี๋ยวข้าโทรตามช่างให้ เอ็งขี่มอเตอร์ไซค์เป็นใช่ไหม เอามอเตอร์ไซค์ข้าขี่ไปแทนแล้วกัน ฟาร์มเสี่ยอั๋นอยู่ใกล้แค่นี้เอง” ชายชราโยนกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ให้

“ขอบคุณลุงมาก ฉันจะรีบไปรีบมานะ” ดินแดนยกมือไหว้ผู้สูงวัย รีบเดินย้อนกลับไปเอาจักรยานยนต์ที่จอดไว้หน้าคอกควาย

 



Don`t copy text!