ข้ามมหาสาคร บทที่ 7 : รับรอง

ข้ามมหาสาคร บทที่ 7 : รับรอง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 7 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

จดหมายจากเจ้าเมืองมีข้อความไม่สั้นนักว่าคนของท่านเพิ่งมาจากเมืองตรัง จำเรือลำนี้ได้ จึงนำข่าวไปแจ้งให้ทราบ

‘มาขอเชิญท่านขึ้นฝั่ง ร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน…พร้อมชมการแสดงเล็กน้อยที่เราจัดเตรียมไว้ต้อนรับคณะชาวอังกฤษที่ว่าจะมาแวะเยี่ยม ซึ่งจะเป็นวันใดก็ยังมิอาจกำหนดแลเนื่องจากวันนี้เย็นแล้ว จึงขอเชิญท่านให้เกียรติค้างคืนที่บ้านพักของเรา’

คุณหลวงจึงส่งจดหมายให้ลูกชายคนโตอ่านดังๆ

“เจ้าจะว่าอย่างไร จะขอผัดไปพรุ่งนี้ก็คงเสียไมตรีเหมือนกัน ไหนๆเจ้าเมืองก็เชิญมาแล้ว…จะว่าอย่างไรไหมเหมือง” พลางก็หันไปทางผู้เพิ่งรู้จักใหม่

“ใต้เท้าก็ไปเถิดขอรับ สนองความต้องการ เพราะถึงอย่างไร พังงากับตะกั่วป่าก็เหมือนพี่น้องคลานตามกันมา” เหมืองกล่าววาจาชัดถ้อยขณะแลเลยไปยังสาวน้อยปลายเสื่อผู้กำลังจับจ้องมองเขามิวางตา

หากทีท่านางมิเกินเลยไปข้างชู้สาว เพียงแต่เขาเท่านั้นมิรู้ความในใจว่าเหตุไฉนนางจึงมองเขม็งถึงเช่นนั้น

ขณะที่คุณหลวงพยักหน้าคล้อยตาม แลเสริมความสืบไป

“แต่ข้าจะพาเจ้าไปด้วย กับผู้ติดตามเพียงสามคนนี้ เจ้ายินดีไปรือไม่”

“ยินดีสิขอรับ ในเมื่อกระผมก็รู้จักลูกชายเจ้าเมือง แต่ขอให้คนของกระผมไปจัดหาเสื้อผ้าสำหรับค้างคืนสักหน่อย”

“อ้อ…งั้นก็ดีน่ะสิ…ถ้างั้นเราก็ไปกัน ลงเรือของเขากับของเราคนละลำ” คุณหลวงว่าพลางลุกขึ้นกระฉับกระเฉง พลางบอกกล่าวลูกสาวลูกชาย “ไปกันดีกว่าลูก เรือเล็กอีกลำก็คงพอ ปันจังรีบเอาของที่จะให้เจ้าเมืองออกมา ดูรา ลูกช่วยหาเสื้อผ้าให้พ่อ”

เรือ ‘ดูรา’ มีเรือแคนนูหรือที่จริงก็คือเรือขุด หรือเรือชะล่าตามชื่อเรียกอย่างสยาม สำรองไว้บนดาดฟ้า 2 ลำ จึงหย่อนทั้งสองลำลงไปลอยเรียงกับแคนนูที่เจ้าเมืองส่งจากฝั่ง บรรทุกคนได้ทั้งคณะของคุณหลวงแลผู้ติดตามของเหมืองอีกสามนายพร้อมถังไม้ว่างเปล่า 6 ลูก

สิ้นเสียงคุณหลวง ต่างก็แยกย้ายกันไปจัดการกับเครื่องนุ่งห่มสำหรับผลัดเปลี่ยน ปล่อยให้คุณหลวงกับเหมืองสนทนากันตามลำพัง

“ชายที่อยู่ที่ห้องนายท้ายเมื่อกี้อยู่กับใต้เท้านานแล้วรือขอรับ” เหมืองเอ่ยขึ้นหลังจากดาบแลน้องๆลงบันไดสู่ท้องเรืออันเป็นที่เก็บหีบไม้หลายใบ บรรจุทั้งเสื้อผ้า อาวุธ แลของกินของใช้วางเรียงรายเป็นหีบๆ ของกินส่วนใหญ่เป็นของแห้งสำหรับปรุงอาหารในการออกทะเลนานวัน ของสด ดังเช่น ปูปลา  เป็ด ไก่ ไข่ ผัก ลูกเรือจะลงเรือเล็กไปหามา นำมาปรุงกับข้าวให้ทุกคนทั้งลำเรือ ห้องพักของลูกเรือมีประตูต่อออกไปทางท้ายเรือพร้อมบันไดขึ้นสู่ห้องบนเรือที่มีห้องนายท้ายต่อเลยไปถึงห้องครัว

“เพิ่งมาขอขึ้นเรือเมื่อเช้า” คุณหลวงตอบพลางเล่ารายละเอียดให้ฟัง

“เช่นนั้นรือขอรับ” เหมืองเบิกตาคมกว้างทันใด “แล้วใต้เท้าแน่ใจได้อย่างไรว่า มันจะไม่พาเรื่องร้ายๆมาให้”

“เรื่องร้ายอย่างไร”

“มันเป็นคนมลายูมิใช่รือขอรับ”

“พ่อมลายู แม่สยาม มันว่ามันรับจ้างจับปลา” คุณหลวงตอบอย่างที่อีกฝ่ายนึกรู้ว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เป็นกัปตันเรือได้ เป็นช่างในเรือก็ได้…”

“คนมลายูส่วนใหญ่ไม่ชอบคนสยาม” เหมืองจึงเอ่ยเปรยขึ้นมา

หลวงประกาศฯก็เลยหัวเราะ

“แล้วเจ้าคิดว่าใครชอบใครบ้าง…ในย่านนี้…ไหน…ลองเล่าให้ข้าฟังสิว่าใครชอบใคร ใครเป็นเพื่อนแท้กับใคร”

เมื่ออีกฝ่ายย้อนถามเช่นนี้ ชายจีน-สยาม-มลายู ก็เลยอึ้งไป

“เจ้าเองก็มีตั้งสามเชื้อชาติอยู่ในตัว”

“คุณหลวงไม่กลัวถูกหักหลัง”

“ก็มิเชิงไม่กลัว” อีกฝ่ายตอบ “แต่ก็ไม่เอาความกลัวมานำหน้าจนไม่ต้องทำสิ่งใด”

เหมืองก็เลยต้องนิ่ง ด้วยหาคำตอบมิได้

คุณหลวงจึงตบท้าย

“เจ้าก็คงรู้แล้วใช่รือไม่…เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สุลต่านไทรบุรีก็ยังแข็งข้อขึ้นมาถึงขนาดล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 2 ต้องให้เจ้าพระยานครฯยกทัพไปปราบ” ครั้นนิ่งไปอึดใจ เห็นเหมืองมิตอบคำ จึงกล่าวต่อ “จริงอยู่ ไทรบุรี ปัตตานี กลันตัน ตรังกานู ขึ้นอยู่กับสยาม…ถ้าสยามทำดีก็ดีไป ก็รอดตัวไป…แต่เมื่อไรผิดใจขึ้นมา บางทีก็เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างพี่น้องของเขาเองแท้ๆ เรื่องราวก็เลยบานปลายไปใหญ่โต เห็นแล้วใช่รือไม่”

“ขอรับ” เหมืองตอบคำเมื่อคิดไปถึงสามปีที่ผ่านมาในรัชกาลนี้ เจ้าพระยาไทรบุรีกับน้องชายตกลงกันไม่ได้เรื่องส่วย ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 2 จึงส่งผู้เป็นน้องมาครองเมืองสตูล ได้มาใกล้ชิดกับเจ้าพระยานครศรีธรรมราช จนเป็นเหตุให้เจ้าพระยาไทรบุรีน้อยใจ เอาใจออกห่างจากสยาม หันไปฝักไฝ่กับพม่า แล้วเลยไปชวนญวนให้ยกมาตีสยาม

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็อย่าเอ่ยได้รือไม่ว่าใครไม่ชอบ ใครไม่ถูกกับใคร” หลวงประกาศบุรีก็เลยบอกเรียบๆอย่างผู้ใหญ่เตือนเด็ก “ข้าก็ไม่เคยเห็นใครชอบใครจริงจัง มิว่าสยาม จีน มลายู อังกฤษ วิลันดา ปอร์ตุเกส…ถ้านะ…ถ้าประโยชน์มันขัดกัน”

ทันใดนั้น เหมืองก็ยกมือขึ้นพนม

“คุณหลวงช่างใจเย็นจริงๆ”

“ข้าเป็นคนค้าขาย ทำเหมือง มีเรื่องร้อนๆให้ต้องตัดสินใจ ทำความเข้าใจทุกวัน” อีกฝ่ายก็เลยบอกกล่าว “ข้าไม่เอาเรื่องกับผู้ใด โดยเฉพาะกับเชื้อชาติชนชั้น”

ครู่ต่อมา ครอบครัวหลวงประกาศบุรีแลเหมืองกับคนของเขาก็ลงเรือแคนนูของคุณหลวงแลของเจ้าเมืองที่ส่งมารับ แล่นแหวกน้ำทะเลสีเขียวมะกอกตรงไปท่ามกลางแสงจากฟากฟ้ายามบ่าย ที่บัดนี้ฝนหยุดแล้ว แต่ดวงอาทิตย์กลมใหญ่ที่เคยสุกปลั่งยังคงถูกบังด้วยเมฆหมอก แม้กระนั้นอากาศหลังฝนก็สดสะอาด ธรรมชาติอันอุดมด้วยแมกไม้ป่าไผ่โกงกาง หุบผา ยอดเขาแหลมคมสองยอดเคียงคู่  ดูราวภาพเขียนอัศจรรย์ มีแม่น้ำไหลผ่านขอบคามคดเคี้ยว ยาวเหยียดอยู่เบื้องหน้า ช่วยให้คนในเรือเพลินตา หยุดสนทนากันชั่วคราว จนกระทั่งสิ้นสุดความยาวของฝั่งน้ำ

ครั้นแล้วก็ค่ำมืดลงพอดี

คนกรรเชียงหัวเรือของคุณหลวงเป็นผู้จุดเทียนขึ้นดวงหนึ่ง

จึงทุกคนก็เพิ่งแลเห็นเมื่อเขาเอี้ยวตัว

“กันตัง” คุณหลวงผู้นั่งกลางร้องเบาๆ “อ้าว…เจ้ามาด้วยรึนั่น”

“ขอรับ”

อากาศเริ่มหนาวเย็น ลมจากทะเลพัดแรงจนดาบถาม

“น้องหนาวมากรือไม่” เขานั่งหน้าติดกับคนกรรเชียงหัว ถัดมาคือน้องสาว ครั้นแล้วจึงถึงบิดา ด่าน ด้าว ตาปันจัง ส่วนกัปตันเซปาขอตัวไปนั่งลำหลังกับเหมืองแลผู้ติดตามสามคน

“ไม่หนาวดอกพี่ น้องมีเสื้อสองชั้น” ดูราตอบคำ

“ลูกไม่เคยมาพังงาทั้งๆใกล้แค่นี้” คุณหลวงเอ่ยเบาๆอยู่ข้างหลังขณะสูดอากาศสบายอันส่งขึ้นมากับสายน้ำ “พ่อก็ว่าจะพามาจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้มา”

“มิเป็นไรดอกเจ้าค่ะคุณพ่อ ลูกพายเรือเล่นหน้าบ้านกับไปดูเหมืองของคุณพ่อก็พอแล้ว”

“ปีนี้ตะกั่วราคาไม่สู้ดี” คุณหลวงบอกกล่าว “เจ้าเมืองก็คงเหงานิดหน่อย”

“เลยมาถึงคุณพ่อด้วย” ด่านส่งเสียงจากข้างหลัง

“ก็งั้นละซี…เจ้าเมืองกับพ่อก็เหมือนคอหอยกะลูกกระเดือก ไม่รู้รึ” คุณหลวงมักจะตอบทุกคำที่ลูกถาม ด้วยถือเป็นความรู้ที่อยากให้ลูกรู้ “ถึงยังไง พ่อก็ต้องอาศัยที่นี่เป็นที่ส่งออกตะกั่วกะข้าว จากเหมืองจากนาเราก่อนส่งไปตรังไงลูก”

บุตรชายทั้งสามของเขาทุกคนต่างก็ต้องเรียนรู้ถึงวิธีการทั้งทำเหมือง การจ้างงาน การส่งออก ควบคุมคนงานให้ทำงานในเหมืองครึ่งปี ครั้นแล้วจึงกลับมาทำนาอีกครึ่งปีอย่างต้องต่อสู้กับความยุ่งยากที่ไม่คาดฝัน

ระหว่างนั้น กันตังผู้กรรเชียงหัวก็ได้แต่เงี่ยหูฟัง

เสียงที่ใคร่ได้ยินที่สุดก็คือเสียงของนาง

น่าสรรเสริญคุณหลวงผู้ฟูมฟักดูแลนางอย่างเลิศเท่าลูกชายของเขา โดยมิเคยผลักใสให้ต้องทำนา ปลูกผัก หรือทอผ้า อย่างที่นางพร้อม นางสำริด นางบุญเลี่ยม แม่เลี้ยงต้องทำทุกวัน…ลูกเรือคนหนึ่งเล่าให้ฟังตอนกินข้าวด้วยกัน

‘คุณหลวงรักแม่นางยังกะลูก…ยิ่งกว่าลูก”

เขาก็เลยฉวยโอกาสถาม

‘แล้วนางเรียนหนังสือรือไม่’

‘เรียนสิ…คุณหลวงให้เรียนกับมิสเตอร์ฮาราลด์ นายคนนี้เป็นคนอังกฤษ มาจากปีนัง พูดสยามได้ เขียนอ่านภาษาเราได้ เพราะเคยข้ามมาเรียนที่ถลางพักใหญ่’

กำลังโยกตัวไปกับกรรเชียง…ก็พอดีแลเห็นแสงไฟรำไรอยู่เบื้องหน้า

 

Don`t copy text!