สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 6 : คุณชายหมวด

สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 6 : คุณชายหมวด

โดย : ตฤณภัทร

Loading

เมื่อสายตาของลูกน้อยเผยความจริงที่ศาลไม่รับฟัง สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า โดย ตฤณภัทร จะพาคุณย้อนสู่ พ.ศ. 2498 ร่วมสืบหาหลักฐานช่วยผู้บริสุทธิ์ไปกับแม่ค้ากาแฟ ม่ายทรงเสน่ห์ ทนายปากร้าย และตำรวจสายสืบสุดป่วน ในนิยายสืบสวนย้อนยุคซ่อนเงื่อน อบอุ่นหัวใจ และอุดมด้วยอารมณ์ขัน

สะอิ้งนั่งพนมมืออยู่ในเก้าอี้ตำแหน่งเจ้าภาพฟังสวดอภิธรรมศพคนร้ายตัวจริงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ครอบครัวของนายฉิมตั้งใจตั้งศพสวดอภิธรรมเป็นเวลาเจ็ดวันก่อนจะเผาศพ คืนนี้เป็นคืนที่ห้า

หากนายฉิมเคยแสดงเป็นคนดีมีศีลธรรมได้ดี ยามนี้สะอิ้งคิดว่าตนเองก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน หล่อนเก็บกลืนความรังเกียจแล้วแสดงทีท่าขอบคุณในความเสียสละและให้เกียรติผู้ตายเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญ การมองอยู่เงียบๆ ทำให้หล่อนพบเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง

ครอบครัวนายฉิมมีบ้านหลักและบ้านรอง น่าแปลกเหลือเกินที่มัคนายกคนหนึ่งจะดูแลเมียสอง ลูกอีกห้าเป็นอย่างดี

สมาชิกในครอบครัวของเขาทุกคนมีทองประดับคอ หลายวันที่ผ่านมาจากการนั่งแฝงตัวในฐานะคนช่วยงานฟังการนินทาในวงล้างจานบ้าง วงแม่ครัวบ้าง หล่อนก็ได้ทราบว่านายฉิมมีบ้านสองหลังเป็นชื่อเมียแต่ละคน ยังมีรถอีกบ้านละคันไม่นับรถกระบะที่เขาขับเป็นประจำ ความอู้ฟู่นี้ช่างขัดกับอาชีพของเขาที่ดูจะเป็นการกุศล คนทำการงานประจำหลายคนคงไม่ได้มั่งมีเท่าเขาเป็นแน่

และจากการสืบสวนของวัลลภทำให้ได้ข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างกำนันเศกข์คนที่คอยจับตาดูหน้าร้านของสะอิ้ง และนายฉิมคนลักพาตัวลูกสาวหล่อน

‘กำนันเศกข์เป็นลูกชายคนเล็กของท่านสมภพ ผู้แทนของจังหวัดข้างๆ เรา’ วัลลภเรียกคำลำลองของตำแหน่งสมาชิกผู้แทนราษฎร

‘นายฉิมเป็นหัวคะแนนนะ’ สะอิ้งทวนข้อมูล ‘แต่ไม่สิมันคนละท้องที่กัน หรือนายฉิมก็กว้างขวางที่อื่นด้วย’

‘เห็นว่าครอบครัวกำนันเลื่อมใสเจ้าอาวาสวัดดอนงาม เคยมาเปิดโรงทานด้วย และนายฉิมเป็นคนจัดหาพระเครื่องเก่าแก่ให้บ้านนั้นเช่า’ วัลลภบอก

‘น่ากลัว’

‘ใช่ไหมล่ะ คนที่ดูอยู่ในศีลในธรรมกลับติดต่อคนระดับนี้’ วัลลภยิ้ม ชี้ข้อมูลที่บ่งชัดว่าครอบครัวของกำนันเศกข์นั้นมีอิทธิพลมากขนาดไหนในจังหวัดนั้น

‘ไม่ หมายถึงคุณ น่ากลัวมาก จบเรื่องนี้เราจะไม่รู้จักกันนะ’ สะอิ้งพูดด้วยน้ำเสียงขยาด

‘อะไรกัน ตั้งแต่ย้ายมาที่นี่ผมมีเพื่อนน้อย อุตส่าห์เจอคนคุยถูกคอ’

‘อยากได้ส่วนแบ่งสมบัติสิไม่ว่า’ สะอิ้งกลอกตา

‘ไม่เคยได้ยินหรือไง มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ ครอบครัวผัวเก่าคุณน่ะมีทั้งเงินทั้งทอง ในฐานะภรรยาต้องใช้สิทธิ์ ต้องเอามา ทวงมาเป็นของเรา’ วัลลภยิ้มกริ่ม

‘อย่านับรวมฉันนะ ไม่มีเรา อี๋’ สะอิ้งโวยวายท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของทนายหน้าอ่อน

 

“คุณสะอิ้งคะ เรียนเชิญค่ะ” นางเง็กภรรยาหลวงของนายฉิมเอ่ยเรียกสะอิ้งในฐานะเจ้าภาพของการสวดอภิธรรมคืนนี้ เพื่อให้หล่อนจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนะตรัย

สะอิ้งปฏิบัติตามขั้นตอนทางศาสนาพุทธ หล่อนอธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจอย่างแน่วแน่

…หากท่านมีจริง ช่วยละม้ายให้พ้นเคราะห์ ขอให้สะอิ้งกระชากหน้ากากคนชั่วได้ด้วยเถิด

หลังจากจุดธูปเทียนสะอิ้งเดินกลับมา ณ ที่นั่งเจ้าภาพ หล่อนพบว่าตรงโต๊ะไม้มีชายหนุ่มคนหนึ่งจับจองที่นั่งอยู่

“พอดีมีเจ้าภาพร่วมค่ะ” ฉายลูกสาวคนโตจากภรรยาหลวงของนายฉิมบอกเมื่อเห็นสะอิ้งเลิกคิ้วขึ้นอย่างมีคำถาม

แต่สะอิ้งไม่ได้สงสัยว่าทำไมถึงมีเจ้าภาพร่วมแต่อย่างใด หากแต่หล่อนประหลาดใจที่ได้พบกับกำนันเศกข์ตัวจริงเสียงจริงต่างหาก

“สวัสดีค่ะ” สะอิ้งกระพุ่มมือไหว้ตามมารยาทของการเป็นผู้น้อย

กำนันหนุ่มรับไหว้ ดวงตาคมใต้คิ้วเข้มมองสำรวจหล่อนอย่างไม่คิดบิดบัง เขาคลี่ริมฝีปากออกเล็กน้อย นับเป็นคนที่มีรอยยิ้มทรงเสน่ห์คนหนึ่ง การแต่งตัวของเขานำสมัยไม่แพ้หนุ่มพระนคร แม้จะมาร่วมงานอวมงคลแต่ก็สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมเม็ดบน เผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เข้าคู่กับกางเกงสีเทา ดูดีเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์

…สมฐานะเสือผู้หญิงที่ทำสาวน้อยสาวใหญ่น้ำตาเช็ดหัวเข่ามาแล้วหลายนาง

จากข้อมูลของวัลลภ ชายหนุ่มคนนี้ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ใช้เส้นสายของตระกูลมารดาสืบทอดการเป็นกำนัน…ขึ้นชื่อว่าใหญ่พอตัว เรียกได้ว่าไม่มีใครกล้าแหยมในถิ่นกำนันเศกข์

…แล้วเขามาทำอะไรที่นี่ ต้องการอะไรกันแน่

…แล้วเขาใช่คนที่ต้องการตัวลูกสาวหล่อนไหม

“คุณสะอิ้ง บัณฑิตสาวคนสวย”

มือใหญ่ยื่นมาทำท่าจะกุมมือหล่อนอย่างเป็นธรรมชาติ เห็นทีว่าชายคนนี้คงถึงเนื้อถึงตัวผู้หญิงจนเป็นปกติ

หากสะอิ้งชักมือหนีก่อนเขาได้แตะตัว หากไม่ติดว่าหล่อนต้องอดทนเพื่อสืบเรื่องละก็ คงได้แสดงฝีไม้ลายมือของสมาชิกชมรมมวยสากลสมัครเล่นของมหาวิทยาลัยไปแล้ว

“สุภาพสตรีเชิญนั่งก่อนครับ” เศกข์ผายมือ

“ผมว่า ผมนั่งตรงนั้นดีกว่าครับ” เสียงทุ้มดังขึ้น ตามด้วยร่างสูงในชุดตำรวจสีกากีเต็มยศที่เดินเข้ามา ขายาวๆ ของตำรวจหนุ่มทำเอานางเง็กต้องเร่งสาวเท้าตาม

ตำรวจหนุ่มนั่งลงตรงกลางระหว่างสะอิ้งและเศกข์

…เหมือนเป็นพ่อพระมาโปรด

ไม่ว่าเขาจะมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใด แต่สะอิ้งก็นึกนิยมในตัวเขาขึ้นมาเลยทีเดียว

“สวัสดีครับคุณสะอิ้ง ผมมารับช่วงคดีฆาตกรรมนายฉิมต่อ อยากขอสอบปากคำคุณสะอิ้งเพิ่มเติม”

“อ่าคุณสะอิ้งคะ ท่านนี้เป็นเจ้า…ค่ะ…อ่า” นางเง็กเก้ๆ กังๆ เพราะทำตัวไม่ถูก ชีวิตนี้เกิดมาก็ไม่เคยเข้าใกล้คนเป็นราชนิกุลมาก่อน

ภามถอนหายใจ ต้องโทษธีระเพื่อนของเขาที่แนะนำตัวให้แบบหมดเปลือก เอาไว้กลับไปเขาจะต้องต่อยมันเสียที

“ร้อยตำรวจตรี หม่อมราชวงศ์ ภาม อาภาพัทธ์ แบบนี้ต้องเรียกคุณชายหมวดรึคะ” สะอิ้งอ่านป้ายชื่อของเขา กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะถาม

…ไอ้ป้ายชื่อบ้านี่อีก ใส่มาทำไมก็ไม่รู้

ภามรู้สึกขัดเขินเพราะเหมือนเขาพยายามอวดอ้างยศศักดิ์ ทั้งที่จริงเรื่องนี้เป็นความผิดพลาด ป้ายชื่ออันเก่าของเขาหาย พอได้อันใหม่คนทำก็ใส่ชื่อเสียเต็มยศ สั่งทำใหม่ไปก็ต้องใช้เวลานาน ดังนั้นเมื่อต้องรีบมารายงานตัวก็จำต้องใช้ไปก่อน

“เรียกชื่อเฉยๆ ก็ได้ครับ”

“เพิ่งรู้ว่าเจ้าพนักงานมาสอบปากคำถึงงานศพได้ด้วย ร้อยตำรวจตรี หม่อมราชวงศ์ ภาม อาภาพัทธ์” เศกข์ถาม ประโยคหลังจงใจย้ำชื่อเต็มของภามอย่างยียวน

ไอ้ยักษ์นี่ตัวเท่าตึก ร่างกายล่ำสันสมเป็นนายร้อยที่ต้องฝึกฝนร่างกายเป็นประจำ เมื่อสวมเครื่องแบบก็ดูผึ่งผาย หากแต่ดูเป็นคนสำอางผิดกับตำรวจทั่วไป ผิวพรรณขาวผ่อง ผมรองทรงสูงปาดน้ำมันใส่ผมเนี้ยบกริบไม่ทิ้งความเป็นราชนิกุล ไม่รู้คิดอะไรอยู่ถึงได้มาประจำการที่ต่างจังหวัดเช่นนี้

สะอิ้งเองก็คิดไม่ต่างจากเศกข์เท่าไหร่ ทั้งยังอดเป็นห่วงผู้หมวดหนุ่มคนใหม่ไม่ได้ บางทีเขาอาจยังไม่รู้ว่าเศกข์เป็นผู้มีอิทธิพล

กฎหมายใหญ่ก็จริง แต่หล่อนก็เห็นข่าวผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ถูกสั่งอุ้มหายไปไร้ร่องรอยเพราะขัดผลประโยชน์มามาก ยิ่งพ่อยักษ์ปักหลั่นคนนี้ดูเป็นคนเถรตรงอยู่ด้วย

ดังนั้นแม่ม่ายสาวจึงบอก

“ยินดีค่ะ หมวดอยากทราบอะไรหรือเปล่าคะ ดิฉันยินดีค่ะ”

“เช่นนั้นหลังฟังสวดผมอาจรบกวนคุณสักหน่อย ผมปั่นจักรยานมา ขออนุญาตไปส่งที่ร้านนะครับ” ภามเอ่ยด้วยท่าทางสุภาพ

เศกข์มองแผ่นหลังของชายหญิงที่เดินออกจากศาลาไปด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก

“แม่สะอิ้งตัวน้อย น่าสนใจจริงๆ”

“ผู้หมวดคะ ดิฉันอยากบอกว่ากำนันเศกข์คนนั้นไม่ควรยุ่งถ้าไม่จำเป็นนะคะ” สะอิ้งบอก ถึงแม้ตำรวจตรงหน้าจะมียศศักดิ์ แต่ที่นี่ก็ไกลปืนเที่ยง เขาคงยากจะต่อกรกับนักเลงเจ้าถิ่น

“คุณพูดเหมือนผมเป็นเด็กไปได้” ภามฉีกยิ้ม ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงไปอีก แถมยังมีลักยิ้มทำให้ดูน่ารักไม่หยอก

มองแล้วหล่อนรู้สึกคุ้นตาเขาอย่างประหลาด ผู้หมวดคนนี้เขาคงอายุน้อยกว่าหล่อนสักปีสองปีได้ สะอิ้งรู้สึกเอ็นดูเขาขึ้นมาไม่ได้

“แม่ ทำไมถึงยอมให้อีแก่เอาซองไปหมด ไหนจะสมบัติพ่ออีก มันไม่ยอมคายแบ่งให้เราแน่ๆ” กมลลูกสาวคนโตของนายฉิมกับนางกัลยาเมียคนที่สองพูดกับมารดาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

เริ่มตั้งแต่ในงานศพ บ้านใหญ่ทำตัวเป็นเจ้าภาพใหญ่ แล้วทำเหมือนบ้านเล็กของหล่อนไม่มีตัวตน แม้แต่หนังสือสวดมนต์อนุสรณ์งานศพของพ่อหล่อน ในส่วนของประวัติก็ไม่ได้เอ่ยถึงพวกหล่อนเลย

…ถึงแม่หล่อนจะมาทีหลังและไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่พวกหล่อนก็เป็นครอบครัวของเขาเหมือนกัน

“ไม่เป็นไรหรอกมน เขาไม่ให้ก็ไม่ต้องเอา” กัลยาปรามลูกสาวที่กำลังอารมณ์ร้อน

“ได้ไงล่ะแม่ หนูเป็นลูกนะ แม่ก็เป็นเมียคนนึง แถมแม่ยังช่วยทำมาหากิน ไม่เหมือนอีแก่ที่นั่งเสวยสุขใช้เงินอย่างเดียว”

สะอิ้งดึงตัวผู้หมวดหนุ่มไปหลบหลังพุ่มไม้ เบาะแสดีๆ แบบนี้หล่อนจะพลาดได้อย่างไร นี่มันดีกว่าเรื่องนินทาที่ฟังมาตลอดหลายวันเสียอีก เพราะงั้นหล่อนจะไม่พลาดเด็ดขาด

…แต่อีตาคุณชายหมวดคนนี้ตัวสูงเสียจริง แบบนี้ก็จะเด่นน่ะสิ

สะอิ้งคิดก่อนจะดึงเขาให้ย่อตัวลงมาอยู่ระดับเดียวกันกับหล่อน ชะงักไปครู่เมื่อคิดว่ารู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างบอกไม่ถูก ไม่ได้มีความรู้สึกเกร็งหรือห่างเหินทั้งที่ยศศักดิ์ของเขาก็น่ากริ่งเกรงอยู่ไม่น้อย

 

ภามมองคนที่สูงเท่าอกเขาอย่างทึ่งๆ หล่อนช่างคล่องแคล่วว่องไวเสียจริงเมื่อต้องการรู้เรื่องชาวบ้าน

“แม่พูดอะไรของแม่ ตอนพ่อยังอยู่แม่พูดเองว่าเราต้องเอาของพ่อมาให้มากที่สุด ดูสิทั้งที่ดิน ทั้งเงิน เสียดายจริง” กมลหยุดไปครู่ “เราฟ้องเอามาได้นะแม่”

“บอกว่าอย่ายุ่งไง” นางกัลยาเริ่มโมโห “ฟังแม่นะมน อย่าไปยุ่งกับพวกมัน พอแล้ว”

“ไม่พอ หนูก็เป็นลูก แม่ไม่เอาแต่หนูเอา”

…เพียะ

กมลที่โดนตบจนหน้าหันมองมารดาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

“ถ้ายังอยากเป็นแม่ลูกกัน ฟังกู อย่าไปยุ่งกับพวกบ้านใหญ่!”

สะอิ้งและภามมองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะเดินออกมาจากพุ่มไม้

“เป็นเรื่องธรรมดาละค่ะ สมบัติเยอะ คนเรื่องแยะ” สะอิ้งบอก “คนตายแกรวยมาก จนฉันอดสงสัยไม่ได้เลย”

“ผมเพิ่งมีโอกาสได้คุยกับท่านเจ้าอาวาส ท่านชมเปาะว่าคนตายเป็นคนซื่อสัตย์ เงินวัดมีบัญชีรับชัดเจน” ภามเล่า

“ช่างบริสุทธิ์ใสแจ๋วเสียจริง” สะอิ้งบอก

ภามรู้สึกถึงแววประชดประชันที่หญิงสาวมีต่อผู้ตาย ราวกับว่าหล่อนรู้อะไรบางอย่าง

“เหมือนคุณจะไม่เห็นด้วย?”

ทั้งคู่เดินมาหยุดหน้าจักรยานราเลย์สีดำคันใหม่เอี่ยมของภาม ชายหนุ่มผายมือให้เธอนั่งที่เบาะหลัง

สะอิ้งรวบกระโปรงก่อนขึ้นไปนั่งหันข้างซ้อนท้ายนายตำรวจหนุ่ม มือยึดท้ายที่นั่งเหล็กเพื่อให้มั่นคง ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ถือเรื่องที่ตนเป็นหม่อมราชวงศ์มาทำให้การใช้ชีวิตผิดแปลกไปจากชาวบ้านธรรมดา หล่อนมองขายาวที่ปั่นจักรยานอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะสะดุ้งเมื่อรถตกหลุมตื้นๆ จนหล่อนที่ซ้อนท้ายอยู่ตัวโยนจนต้องคว้าเอวเขาเอาไว้แน่น

“เจ็บหรือเปล่าครับ” เขาหยุดรถ

“ไม่เจ็บค่ะ” สะอิ้งเอ่ย ก่อนจะปล่อยมือจากเอวสอบ

“ขออภัยนะครับ” ภามเอ่ยก่อนจะดึงมือทั้งสองของเธอให้เกาะเอวเขาเอาไว้ “จับแบบนี้จะมั่นคงกว่า เดี๋ยวสักพักก็ถึงบ้านคุณแล้วครับ”

เพราะเขาแสดงออกอย่างสุภาพ สะอิ้งจึงทำตามอย่างสะดวกใจ หล่อนมองแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาที่ตั้งคำถาม

…แผ่นหลังก็คุ้นมาก เหมือนหล่อนเคยเห็นที่ไหน เพียงแต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก

ใช้เวลาไม่นานรถจักรยานก็พาทั้งสองผ่านเส้นทางที่มีไฟแสงนวลบนเสาไฟข้างทางส่องนำทางมาจนถึงร้านของสะอิ้ง

“พรุ่งนี้แปดโมงเช้า ขอเชิญคุณสะอิ้งไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจด้วยนะครับ” ตำรวจหนุ่มบอก

“อ้าว” เขาไม่ได้บอกว่าจะสอบปากคำหล่อนคืนนี้หรือ

“ในงานผมเห็นว่ากำนันเศกข์มองคุณอยู่ตลอด ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจ เลยอยากพามาส่งน่ะครับ” ภามสารภาพ

สะอิ้งหัวเราะออกมา พร้อมยอมรับว่า

“งั้นก็ต้องขอบคุณจริงๆ ค่ะ ฉันไม่ชอบขี้หน้าเขาจริงๆ” เธอบอก “คุณชายหมวดกลับดีๆ นะคะ”

“เรียกภามก็ได้นะครับ” เขาบอกก่อนที่หล่อนจะปิดบานประตูไม้ลง

“เด็กเพิ่งเริ่มงานใหม่นี่สดใสจริงนะ” สะอิ้งปรารภกับตนเอง

ด้านนอกร้านภามมองบานประตูด้วยรอยยิ้มกว้าง

…นี่ถือเป็นความประทับใจแรกเจอที่ดีจริงๆ

 

สะอิ้งไปพบภามเพื่อให้ปากคำตามเวลาที่นัดเอาไว้ หล่อนทำข้าวต้มมัดไส้เผือกสูตรเด็ดของมารดาติดไม้ติดมือไปพร้อมกาแฟที่ยังร้อนกรุ่นในกระป๋องนม

“คุณสะอิ้ง” ภามลุกจากโต๊ะทำงานหาหล่อน

“ของฝากค่ะ” หญิงสาวยื่นของให้

ชายหนุ่มรับไปด้วยท่าทางยินดี กดยิ้มจนแก้มบุ๋ม เป็นภาพที่น่ามองจนหญิงสาวที่มีทำธุระที่สถานีตำรวจต่างมองแล้วอดยิ้มไม่ได้

เพิ่งมาประจำได้ไม่กี่วันสะอิ้งเริ่มได้ยินกิตติศัพท์ของเขา ประการแรกคือใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงสง่า ประการต่อมาคือความเป็นสุภาพบุรุษ อีกไม่นานคงได้ตำแหน่งขวัญใจสาวๆ แน่นอน

ภามพาหล่อนไปที่ห้องประชุมเล็ก

“อย่างที่แจ้งไปเมื่อวานว่าผมจะรับผิดชอบคดีนี้ แล้วก็ทราบมาว่าคุณสะอิ้งต้องการช่วยผู้ต้องหาสู้คดี”

สะอิ้งลุ้นว่าเขาจะว่าหล่อนแปลกเหมือนตำรวจที่นี่หลายคนหรือเปล่า

“ผมจึงคิดว่าเราอาจจะคิดเห็นตรงกันเรื่องสภาพทางจิตของเธอที่ไม่ปกตินัก” ภามบอก

“ใช่ไหมล่ะค่ะ แต่ยังไงดี ในทางกฎหมายละม้ายก็ไม่โดนเว้นโทษเพราะวิกลจริต ไม่ยุติธรรมเลย”

สะอิ้งกอดอก

“ข้อนี้ผมเห็นด้วย ว่าอาจจะต้องใช้การสื่อสารที่เหมาะกับลักษณะของเธอ” ภามเปิดแฟ้มรายละเอียดคดีขึ้นดู

“ผมอ่านสำนวน ร้อยเวรถามว่าได้อุ้มเด็กไปไหม คุณละม้ายแกก็ตอบว่าอุ้ม ผมคิดว่ามันไม่ค่อยกระจ่างนักที่จะใช้คำให้การนี้ตัดสินว่าแกเป็นคนขโมยเด็ก เพราะแกเองก็สื่อสารไม่ค่อยเข้าใจด้วย”

สะอิ้งผงกหัวรัวเร็วเป็นเชิงเห็นด้วยอย่างที่สุด

ในความเข้าใจของละม้าย อุ้มก็คืออุ้มนั่นแหละ หล่อนคงแยกไม่ออกระหว่างการอุ้มเพื่อขโมย หรืออุ้มหนีโจร

“ผมจึงอยากสอบปากคำคุณ เพราะได้ข้อมูลมาว่าคุณให้ข้าวให้น้ำผู้ต้องหาบ่อยๆ ก่อนหน้านั้นเธอมีท่าทีก้าวร้าวบ้างไหม” ภามถาม

“ไม่เลยค่ะ เธอมักจะมายืนมองลูกสาวดิฉัน มองห่างๆ ไม่ทำให้ยายแต๋วกลัว” และจากในนิมิตลูกสาวเธอก็ดูจะชอบละม้ายอยู่บ้าง

“ดิฉันเชื่อว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าคน” สะอิ้งพยายามเรียบเรียงข้อความ “เธอมีโอกาสอุ้มลูกสาวดิฉันไปหลายครั้ง แต่ไม่เคยทำ ดิฉันกับแม่ทบทวนเหตุการณ์ มีครั้งหนึ่งตะขาบจะวิ่งเข้าร้าน แต่ละม้ายก็รีบตีมันไม่ให้ถึงตัวสอางค์ สติสตังอาจไม่เหมือนคนทั่วไป แต่ย่อมไม่วิกลจริตจนเป็นภัยแน่นอน”

“อาจเป็นเช่นนั้นครับ แต่ผมเห็นว่ามีเรื่องแปลกอีกอย่าง” นายตำรวจหนุ่มอ่านบันทึกรายการการชันสูตรศพผู้ตายที่จดไว้ “แผลที่บริเวณหน้าท้องเขามีเป็นสิบแผล แต่รอยเลือดบนเสื้อผู้ต้องหากระเซ็นน้อยมาก และเธอตอบผมเมื่อวันก่อนว่าเธอแทงนายฉิมไปครั้งเดียวเท่านั้น’

‘ใช่ค่ะ ทีเดียวจริงๆ’ สะอิ้งโพล่งขึ้นเมื่อนึกถึงภาพนิมิตที่ตนเห็น ช่วงเวลาที่นายฉิมและละม้ายต่อสู้เยื้อยุดกินเวลาช่วงสั้นๆ แล้วละม้ายก็รีบตรงมาหาสอางค์ ไม่สามารถแทงได้ถึงสิบแผลแน่นอน

หญิงสาวกระแอมเมื่อนึกขึ้นได้ว่าภามไม่ได้รู้เห็นเรื่องนิมิต จึงพูดเรื่องที่เป็นเหตุผล

“ดิฉันหมายถึงละม้ายไม่น่าจะโกหกน่ะค่ะ เธอยอมไปมอบตัวง่ายๆ จริงไหมคะ”

“เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อาจจะมีมือที่สามก็ได้”

สะอิ้งอึ้งไป

“คุณหมายความว่าไงคะ”

ภามยื่นสมุดบันทึกไปข้างหน้าสะอิ้ง

“ข้อความนี้ผมจดจากกระดาษหนึ่งในสองใบที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของผู้ตาย ผมเห็นข้อมูลของน้องแต๋วอยู่ในรายละเอียดคดี แต่อยากให้คุณสะอิ้งยืนยันข้อมูลว่าผมเข้าใจผิดไหม”

สะอิ้งเบิกตากว้าง

…เป็นวัน เดือน ปีเกิด และเวลาตกฟากของสอางค์

“เป็นวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฝากของลูกสาวดิฉันเองค่ะ” หล่อนเอ่ยเสียงสั่น

…เช่นนั้นหมายความว่าการลักพาตัวสอางค์เป็นไปอย่างเจาะจงใช่หรือไม่

 

 



Don`t copy text!