สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 7 : จีบกันงี้เลยหรือ

สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 7 : จีบกันงี้เลยหรือ

โดย : ตฤณภัทร

Loading

เมื่อสายตาของลูกน้อยเผยความจริงที่ศาลไม่รับฟัง สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า โดย ตฤณภัทร จะพาคุณย้อนสู่ พ.ศ. 2498 ร่วมสืบหาหลักฐานช่วยผู้บริสุทธิ์ไปกับแม่ค้ากาแฟ ม่ายทรงเสน่ห์ ทนายปากร้าย และตำรวจสายสืบสุดป่วน ในนิยายสืบสวนย้อนยุคซ่อนเงื่อน อบอุ่นหัวใจ และอุดมด้วยอารมณ์ขัน

หลังจากสอบปากคำเสร็จ ภามรั้งหล่อนไว้ก่อนพูดว่า

“ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ ได้บ้านพักหลังหนึ่งแถวสนามจันทร์ ยังขาดข้าวของเครื่องใช้ ไม่ทราบว่าคุณสะอิ้งพอจะทราบไหมครับว่าจะซื้อของที่ไหน เอาไว้เลิกงานผมจะไปซื้อ” ภามบอก

“อ้อ ไม่ต้องห่วงค่ะ ตลาดมีทุกอย่าง ทั้งตลาดล่างฝั่งร้านฉัน หรือตลาดบน มีทุกอย่างเทียวค่ะ” สะอิ้งทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี หล่อนเองก็เคยอยู่ไกลบ้านสมัยที่ต้องไปเรียนที่พระนคร จึงเข้าใจหัวอกคนมาอยู่ใหม่

“จะเป็นการรบกวนไหมครับหากผมจะให้คุณช่วยเลือกซื้อของ” ใบหูของเขาแดงขึ้นเมื่อเอ่ยต่อว่า “ตั้งแต่อยู่ที่วัง จนมาเรียนโรงเรียนนายร้อยข้าวของเครื่องใช้จะมีคนเตรียมให้ แต่ครั้งนี้ผมติดรถคนอื่นมาก็เลยมีของไม่มากนัก กะว่าจะมาหาซื้อที่นี่ เพียงแต่ผมไม่ทราบเลยว่าจะเลือกอย่างไร”

เดิมทีสะอิ้งคิดจะปฏิเสธ สถานะแม่ม่ายอย่างหล่อนมักถูกผู้คนจับจ้องและพร้อมนินทา แต่เมื่อนึกถึงการตั้งใจปฏิบัติงานไม่ละเว้นในเรื่องของละม้าย รวมถึงรอยยิ้มซื่อๆ ของเขาทำให้สะอิ้งปฏิเสธไม่ลง

…แค่เดินตลาดด้วยกันเอง ใครจะเอาไปพูดได้

“โธ่คุณชาย เรื่องเล็กแค่นี้ ออกเวรแล้วไปหาฉันที่ร้านได้เลยค่ะ ประเดี๋ยวจะพาสำรวจตลาด”

“จะเป็นไปได้ไหมครับถ้าจะให้เรียกแค่…ภาม” คุณชายขอร้อง

 

เมื่อถึงเวลาเลิกงานภามพบว่านอกจากสะอิ้งแล้วยังมีชายหนุ่มอีกคนรอเขาอยู่ที่ร้าน

“สวัสดีครับ ร้อยตำรวจตรีหม่อมราชวงศ์ภาม อาภาพัทธ์” วัลลภเรียกชื่อภามแบบเต็มยศ

…เขาละอยากปาป้ายชื่อนี้ทิ้งเสียจริง ภามคิดอย่างหงุดหงิด

“ฉันชวนคุณวัลลภมาด้วยค่ะ เขาเปิดสำนักงานกฎหมายแถวนี้ แล้วก็เป็นทนายให้ละม้ายด้วย” สะอิ้งแนะนำ

ภามรู้จักเขา ก่อนหน้านี้ได้คุยกันระหว่างที่เขาดำเนินการเรื่องคดีของละม้าย ได้ยินตำรวจหลายคนเล่าวีรกรรมของทนายหนุ่มที่ไม่เคยแพ้คดีคนนี้ ว่าล้วนรับแต่คดีที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง รู้จักใกล้ชิดผู้มีอิทธิพลหลายคน

การที่เขาเลือกรับคดีเพื่อช่วยเหลือหญิงบ้าคนหนึ่งจึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย

ภามอดเป็นห่วงสะอิ้งไม่ได้ หญิงสาวคนหนึ่งกลับต้องข้องเกี่ยวกับคนที่มีพื้นหลังที่ไม่ใคร่จะโปร่งใสนัก ทั้งเศกข์และวัลลภ

“ปกติคุณวัลลภซื้อของที่ไหน ลองแนะนำให้คุณภามบ้างนะคะ ฉันจดรายการมาแล้ว เดี๋ยวจะช่วยต่อราคา” สะอิ้งจัดแจง

“หลอกให้ผมมาช่วยขนของก็พูดมาเถอะ” วัลลภยียวน

“เดี๋ยวเถอะ”

ชายที่มีพื้นหลังไม่ใคร่จะโปร่งใสถูกสะอิ้งยกกระบวยตักน้ำฟาดดังเพียะ

…บางทีภามอาจจะเป็นกังวลมากไปเสียหน่อย

หลังจากซื้อของจนครบ ตำรวจหนุ่มก็อาสาเลี้ยงอาหารผู้ช่วยจำเป็นทั้งสองเป็นการตอบแทน

“เย็นขนาดนี้ร้านปิดหมดแล้วค่ะ ร้านอาหารที่นี่ก็ไม่มากและสะดวกอย่างที่พระนคร” สะอิ้งบอก “เอาแบบนี้ วันนี้คุณภามก็อยู่กินข้าวเย็นที่บ้านฉันก่อน ต่อไปถ้าไม่สะดวกทำอาหารเองจะแนะนำร้านที่รับทำปิ่นโตให้ แบบนั้นจะสะดวกแล้วก็ประหยัดด้วย”

เขาเป็นผู้ชายตัวคนเดียวอาจทำอาหารไม่เก่งนัก นี่จึงเป็นทางเลือกที่ดี

“เช่นนั้นรบกวนด้วยนะครับ” ภามรับคำ

สะอิ้งไม่รู้เลยว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นการผูกปิ่นโตแบบที่หล่อนเขวี้ยงงูไม่พ้นคอทีเดียว

 

ตั้งแต่ที่เลิกรากับพ่อของลูก สะอิ้งไม่เคยคิดเรื่องความรัก หล่อนเอาลูกสาวเป็นแรงใจในการใช้ชีวิตและตั้งใจทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวให้ฐานะมั่นคงพร้อมจะดูแลสอางค์ให้สุขสบาย มีชีวิตสงบสุข

หล่อนไม่เข้าใจสักนิด ว่าตำรวจหนุ่มตัวโตที่กำลังคนกาแฟอยู่มาสนใจอะไรในตัวหล่อนหนักหนา

ภามแวะมากินกาแฟทั้งตอนเช้า ตอนเที่ยงก็มากินข้าวที่ร้านของหล่อน ทั้งที่ร้านของสะอิ้งไม่ได้ขายข้าว

‘แค่ข้าวเอง ทำให้เขาไปเถอะลูก ผู้หมวดเขาดีนะ’ มารดาหล่อนส่งเสริมเขา

เริ่มต้นจากการที่เขาชื่นชมฝีมือการทำอาหารของนางฤทัยว่าแสนอร่อยถูกปาก ในช่วงแรกที่เพิ่งย้ายมาอยากจะผูกปิ่นโตชั่วคราว สะอิ้งจึงตกลงแบบงงๆ หล่อนก็ไม่ได้ลำบากในการทำกับข้าวอีกที่เสียหน่อย

แต่หลังจากวันนั้นคุณชายผู้หมวดก็ทำตัวเป็นลูกค้าประจำ ให้สะอิ้งเสิร์ฟทั้งข้าวและกาแฟ ทั้งยังมัดมือชกหล่อนโดยการจ่ายค่าอาหารแบบเหมาตลอดทั้งเดือน

แรกทีเดียวสะอิ้งคิดว่าเป็นเพราะเขาเพิ่งมาประจำการต่างบ้านคงยังไม่ค่อยคุ้นเคยสถานที่ หากแต่นอกเหนือจากเรื่องคดีแล้วเขาก็ยังมาที่ร้าน อยู่ทีละนานๆ นอกเวลาทำงานก็ไม่ไปไหน

“ตาภาม หลอดไฟในห้องน้ำดับน่ะ พอจะช่วยเปลี่ยนได้ไหมจ๊ะ” มารดาของสะอิ้งถาม

“ได้สิครับคุณแม่ ต้องให้ผมไปซื้อหลอดไฟไหมครับ”

“แม่ หนูก็เปลี่ยนได้นะหลอดไฟน่ะ” สะอิ้งปรามมารดา

แม้ว่าผู้หมวดหนุ่มจะดูยินดีเสียเหลือเกิน หากหล่อนก็ยังไม่ลืมว่าเขาเป็นใคร

“ตาภามตัวสูง น่าจะปลอดภัยกว่าหนูนะลูก รอบที่แล้วเปลี่ยนอยู่ตกลงมาหัวโนเชียวค่ะ” นางฤทัยบอก ประโยคหลังหันไปพูดกับคนตัวสูงที่ยิ้มกริ่มถือหลอดไฟอยู่

“หมวดคะ ไม่ต้องค่ะ แล้วนี่ไม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านพักหรือคะ”

“ผมคุ้นเคยกับบ้านที่มีคนเยอะครับแม่” คุณชายหมวดเรียกมารดาสะอิ้งคล่องปาก

…อันที่จริงต้องเรียกว่า…วังที่มีคนเยอะ

“ปาม ปาม เย่น เย่น” สอางค์ที่เกาะเปลเด็กอยู่ส่งเสียงเรียก

…ยัยตัวเล็กของฉัน ใจง่ายจริงๆ

สะอิ้งส่ายหัวเมื่อดูเหมือนภามจะเป็นขวัญใจสาวเล็กและสาวใหญ่บ้านนี้

“โอ้โห ครึกครื้นจังเลยนะครับ” วัลลภตบมือ “อิ้งขอชาเย็นหวานมากแก้วนึง”

“คุณสะอิ้งผมบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่จำเป็นต้องเสียเงินจ้างทนายความ” ภามที่เปลี่ยนหลอดไปเรียบร้อยเดินออกมาบอกเสียงเรียบ หากดวงตาที่มองไปยังทนายหนุ่มนั้นห่างไกลจากความเป็นมิตร

ภามไม่อยากจะเชื่อว่าเพียงเวลาไม่กี่วันสะอิ้งจะเกี่ยวข้องกับผู้ชายที่ไม่น่าไว้ใจถึงสองคน

กำนันเศกข์กำลังติดตามสืบเรื่องของหล่อนอยู่

ส่วนวัลลภก็เป็นทนายที่ประกอบอาชีพเพื่อเงิน ไม่ได้สนเรื่องถูกผิดแต่อย่างใด

“แต่ข้อมูลของอัยการก็อาจไม่เพียงพอจะช่วยผู้ต้องหานะครับหมวด” วัลลภบอก มือรับแก้วชาเย็นมาจิบด้วยท่าทางสบายใจ

“เห็นอยู่ชัดๆ ว่านายมีจุดประสงค์แอบแฝง”

“แต่คุณสะอิ้งเป็นคนขอร้องให้ผมรับทำคดีให้นะ” วัลลภจีบปากจีบคอพูด “แต่ใครบางคนที่จู่ๆ ก็โผล่มาเนี่ย ดูมีจุดประสงค์แอบแฝงมากกว่า”

ภามถลึงตาใส่ ที่ผ่านมาเขาควบคุมอารมณ์ของตนได้ดีมาตลอด หากเมื่อมาเจอไอ้ทนายหน้าอ่อนนี่เขากลับรู้สึกคันยุบยิบฝ่าเท้า อยากจะยันมันสักที

วัลลภฉีกยิ้มหวาน

…บางทีก็อาจไม่ได้จู่ๆ โผล่มาหรอก

“มองเห็นดอกกระดังงา คนเขาว่า…ต้องลน…ไฟ จึงหอมซึ้งตรึงฤทัย” วัลลภร้องเพลงของวงดนตรีสุนทราภรณ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเสน่ห์ของผู้หญิงที่เคยแต่งงานแล้ว

ก่อนจะสะดุ้งเมื่อโดนกระป๋องนมเปล่าปาใส่หัว

“ปากให้มีหูรูดบ้างนะคุณทนาย” สะอิ้งดุด้วยน้ำเสียงจริงจัง

วัลลภยกมือสองข้างขึ้นมาปิดปากเป็นเชิงว่าเขาจะไม่พูดแล้ว

“ส่วนคุณ วันนี้เราต้องคุยกัน ตามฉันมา” สะอิ้งปิดร้านก่อนจะเดินนำตำรวจหนุ่มมายังลานหญ้าหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ แล้วนั่งลงบนม้านั่งใต้ต้นโพธิ์สูงใหญ่แผ่เงาร่มรื่น

ภามเดินตามหล่อนด้วยใบหน้าเจื่อน ตอนนี้เวลาเย็นย่ำ พระอาทิตย์จวนตกดินทำให้บรรยากาศรายรอบนั้นดูสงบงดงาม

…ต่างจากอารมณ์คุกรุ่นของสะอิ้งตอนนี้

“ฉันรู้ว่าหมวดคงไม่ได้คิดอะไร แต่การที่มาตามติดที่บ้านฉันแบบนี้ ใครมาเห็นเข้าก็คิดไม่ดีทั้งนั้น ตัวฉันไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้เป็นแม่คนแล้ว ถ้าคนด่าก็ลามมาถึงลูก ฉันยังต้องอยู่ที่นี่อีกนานนะ” สะอิ้งบอก

หล่อนไม่ได้ทะนงตัวว่ามีเสน่ห์อะไร รวมถึงไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองว่าผู้หมวดหนุ่มจะมารักจริงอะไรหนักหนา แต่หล่อนไม่ได้เป็นเด็กสาวไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออก ว่าภามคิดไม่ซื่อกับหล่อนแน่นอน

…หากสะอิ้งไม่ใช่คนที่จะให้เขามาแวะหยอกแล้วจากไป หล่อนเองก็มีคติในการดำรงชีวิตเช่นเดียวกัน

“ถ้าพูดเช่นนั้น ผมคิดว่าคุณไม่ได้รู้จริง” ภามก้าวเข้าใกล้หล่อน

สะอิ้งยกมือขึ้นกอดอก

“แล้วความจริงคืออะไร ก็เห็นอยู่ว่าคุณกำลังทำให้คนนินทาฉัน ทั้งที่มันไม่ได้มีมูล”

“มีสิ ผมคิดว่าตัวเองแสดงออกชัดเจน อีกทั้งเข้าตามตรอกออกตามประตู” ภามว่า “ถ้าจะมีใครพูดอะไร คงเป็นเรื่องที่ผมตามจีบคุณแบบเช้าถึงเย็นถึงล่ะไม่ว่า”

“จีบหรือ นี่คุณเห็นฉันเป็นอะไรนะคุณตำรวจ” สะอิ้งไม่เชื่อว่าเขาจะจริงใจ หล่อนไม่ได้ดูถูกว่าตนเองไม่คู่ควรกับคนดีๆ แต่ว่าคนตรงหน้าที่เป็นแบบนี้ เป็นชายหนุ่มสมบูรณ์แบบอันเป็นที่หมายปองของสาวๆ ในจังหวัด “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่คุณจะแวะมาหยอกเย้าเล่นดอกนะ”

“แล้วอะไรที่ทำให้คุณสะอิ้งคิดว่าผมหยอกคุณ” ภามกอดอกบ้าง นึกเคืองขึ้นมาหน่อยที่หล่อนตีความจริงใจของตนเป็นด้านลบ

หากแต่เขาก็เข้าใจท่าทีปกป้องตนเองของหล่อนเช่นกัน น้ำเสียงที่เอ่ยต่อไปจึงอ่อนโยนลงหลายส่วน

“ตั้งแต่ผมเกิดมา ไม่เคยจีบผู้หญิงคนไหน มีคุณเป็นคนแรก สาบานกับองค์พระร่วงเลย ผมรักจริงหวังแต่งนะสะอิ้ง”

“พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย ฉันเป็นแม่ม่ายนะคะ รู้จักไหมแม่ม่าย” สะอิ้งบอก

เห็นเขาพูดด้วยท่าทางจริงจังเช่นนี้หล่อนก็ไม่อาจดูแคลนเขา หากภามอาจยังไม่รู้ว่าความรักนั้นไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตคู่

หล่อนเคยแต่งงานกับลูกชายคหบดีก็ถูกดูแคลนว่าไม่เหมาะสมกัน ไม่นานก็ต้องยอมแพ้ แล้วเขาคนนี้เป็นทั้งตำรวจหนุ่มอนาคตไกล แถมยังเป็นราชนิกุล เชื่อขนมกินได้ว่าการเลือกเขาย่อมไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน

ในเมื่อตอนนี้สะอิ้งมีชีวิตที่หล่อนเลือกเอง ยืนอยู่บนลำแข้งตัวเอง สามารถดูแลครอบครัวได้แล้วทำไมหล่อนจะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงด้วยเล่า

“รู้จัก แม่ม่าย แปลว่าโสด” ภามบอกหน้าตาย “อีกอย่างคุณไม่เคยจดทะเบียนสมรส ผมเห็นข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของคุณ ถ้าจดทะเบียนสมรสกับผม ผมก็คือสามีตามกฎหมายคนเดียวของคุณ”

“นี่มันใช้อำนาจในทางมิชอบ” สะอิ้งชี้หน้าเขา

“ผิด เรียกว่าใช้อำนาจในทางที่ชอบต่างหาก” ภามเถียง “ผมเองก็อยากจะเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป คุณต่างหากที่เป็นคนเค้นสอบผมน่ะ”

“บ้านคุณ…วังคุณเรียกสิ่งที่คุณทำว่าค่อยเป็นค่อยไปหรือ เหลือแค่ขนของเข้ามาอยู่แล้วนะ” สะอิ้งประชดคนหัวหมอ

“อันที่จริงผมว่าเป็นความคิดที่ดี แต่งงานอยู่กินกันก่อนค่อยศึกษานิสัยใจคอ จะว่าไปคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ไม่ได้รู้จักกันด้วยซ้ำ ยังอยู่จนรักกันได้เลย” ภามรับลูกเล่นมุกหน้าตาย

“คุณนี่นะ ฉันไม่รู้จะพูดยังไงกับคุณดีแล้ว!”

 

 



Don`t copy text!