วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๘ : เสียงของหัวใจ

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๘ : เสียงของหัวใจ

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

สุพลวางกระเป๋าลงบนพื้น บัวเกี๋ยงบอกขอบคุณอ้อมแอ้ม เหลียวหาเพื่อนสาวตัวดีก็ไม่พบว่าอยู่ในห้อง เท่านี้ก็รู้แล้วว่ารู้เห็นเป็นใจกับพี่ชาย ในนาทีต่อมา ศุภางค์ก็ถือจานใส่จันอับเดินลอยหน้าพูดอย่างไม่รู้ไม่ชี้ว่า

“เราชอบถั่วตัดกับฟักเชื่อมมากกว่าอย่างอื่น ตัวชอบอะไร”

บัวเกี๋ยงไม่ตอบ แต่ตอบโต้ด้วยการไม่พูด เม้มปากแน่นราวกลัวว่าจะมีสักคำหลุดร่วงลงมา อันท่าทีเช่นนี้ศุภางค์รู้ว่าเอาเรื่อง อาจเลยไปถึงโกรธก็เป็นได้

เปิดกระเป๋าออกมาจึงพบว่าน้ำหนักที่มากจนต้องเกร็งข้อลำขณะยกลงมานั้น มาจากหนังสือและสมุดหลายเล่ม ล้วนตำราทางการแพทย์ภาษาอังกฤษ แต่ที่บัวเกี๋ยงสนใจมากกว่าอย่างอื่นคือสมุดจดบันทึก เปิดออกดูก็เห็นว่าเป็นลายมือของนายหมอทรัพย์ เขียนด้วยภาษาอังกฤษเอียงสวยได้ระดับแทบไม่มีรอยขีดฆ่า บางหน้ามีรูปวาดอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีเส้นลูกศรโยงออกไปเพื่อเขียนคำอธิบาย

“เป็นเลกเชอร์ที่อ่านง่ายแต่ครบถ้วนทีเดียว”

สุพลปรารภออกมาเมื่อเห็นภายในสมุดบันทึก บัวเกี๋ยงทำเป็นไม่สนใจที่สุพลทัก ยักคงพลิกหน้าต่อไป

“Aorta – มหาวารีรัตโลหิต” บัวเกี๋ยงพยายามอ่าน แค่คำศัพท์ก็ยากเหลือใจ

“คือ เส้นเลือดใหญ่” สุพลอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น ทว่าบัวเกี๋ยงยังเมินเฉย พลิกหน้าต่อไปเป็นรูปหัวใจและเส้นเลือด

“Coronary Arteries” บัวเกี๋ยงอ่านออกมา สุพลก็ว่า

“โคโรนารี อาร์เทอรี เส้นเลือดสำคัญที่สูบฉีดกระแสเลือดเข้าสู่หัวใจ ทำให้หัวใจยังเต้น ยังมีชีวิตอยู่”

สุพลอธิบายอย่างคล่องแคล่ว เพราะการจดจำกายวิภาคของมนุษย์ถือเป็นความรู้ชั้นปฐมที่คนเป็นหมอต้องรู้ บัวเกี๋ยงเหลือบตามอง อยากจะถาม แต่อีกใจก็ยังอยากไว้เชิงทำมึนตึงต่อ

สุพลจิ้มนิ้วเรียวลงมาที่ภาพหัวใจ

“นี่อย่างไรล่ะ ที่เขาว่าหัวใจของคนเรามีสี่ห้อง การสูบฉีดเลือดเข้าออกจึงทำให้หัวใจเต้น เมื่อเราตื่นเต้น ตกใจ หรือหวาดกลัว หัวใจก็จะเต้นเร็ว เพราะสูบฉีดเลือดเร็วนั่นเอง”

โดยไม่ทันตั้งตัว บัวเกี๋ยงก็ถูกมือของสุพลดึงมือของหล่อนไปทาบไว้กับอก

“เธอได้ยินเสียงหัวใจของฉันเต้นไหม สัมผัสได้หรือเปล่าว่าเร็วหรือช้า”

หล่อนขืนจะดึงมือออกมาแต่สุพลก็กดไว้ไม่ยอมให้ถอนสำเร็จ บัวเกี๋ยงจึงตอบไปส่ง ๆ

“ก็ยังเต้นดีอยู่ รู้สึกจะดังเป็นจังหวะว่า วัสสาน์ วัสสาน์”

“เออแน่ะ จริงรึ” สุพลผสมโรงรับสมอ้าง “ยายพัด มาฟังเสียงหัวใจพี่ดูทีรึ ว่าเต้นเป็นจังหวะอะไร”

ศุภางค์ขยับมาใกล้พี่ชาย แนบหูไปกับอกแล้วก็บอกว่า

“ถ้ามันมีเสียงร้องเหมือนคน หูน้องคงแตกแล้วค่ะ ค่าที่มันตะโกนดังเหลือเกินว่า บัวเกี๋ยง บัวเกี๋ยง”

ชายหนุ่มหัวเราะอย่างสบอารมณ์

“พี่ก็ว่าอย่างนั้น ใจของพี่ ทำไมพี่จะไม่รู้ว่าร้องว่าอะไร หรือมีใคร” คำสุดท้ายสุพลหันมามองบัวเกี๋ยงอย่างมีความหมาย

หล่อนอยากหลบสายตา แต่ฝีปากกล้าท้าทายให้ตอบโต้มากกว่า

“ก็มีตั้งสี่ห้องหัวใจ มีใครอีกสามคนล่ะ”

“มีบัวเกี๋ยงคนเดียว หัวใจจะมีกี่ห้อง ฉันก็มีบัวเกี๋ยงคนเดียว”

บัวเกี๋ยงหน้าแดงด้วยความอาย สุพลไม่ใช่คนเสงี่ยมหงิมอย่างที่ผู้ใหญ่มองสักนิด เขาช่างเป็นคนลดเลี้ยวได้อย่างมีชั้นเชิงภายใต้ความสุภาพนั้น หันไปหาเพื่อนเพื่อจะหาที่ลง ศุภางค์ก็ยื่นจานขนมที่ถืออยู่เป็นการป้องกันตัวเพราะรู้ว่าบัวเกี๋ยงจะมาไม้ไหน

“จันอับไหม เหลืออีกตั้งหลายชิ้น”

เจ้าของห้องเลยโมโหไม่ออก หยิบฟักเชื่อมชิ้นหนึ่งส่งเข้าปากแก้เขิน

สุพลพลิกดูสมุดบันทึกหลายเล่มแล้วก็บอกว่า

“เจ้าของสมุดเลกเชอร์พวกนี้สรุปย่อได้ดีทีเดียว ถ้าบัวเกี๋ยงไม่ว่าอะไร ฉันก็อยากจะขอหยิบยืมไปอ่าน”

“ไม่ได้” หล่อนตอบทันที รู้ตัวว่าเผลอเสียงแข็งออกไป จึงอธิบายด้วยเสียงอ่อนลง

“สมุดบันทึกของนายหมอทรัพย์ ผู้มีพระคุณของฉัน ข้าวของทุกชิ้นของนายหมอที่เหลืออยู่ ถือเป็นสมบัติล้ำค่า ฉันคงให้ใครยืมไม่ได้”

“ฉันเข้าใจ บัวเกี๋ยง” สุพลบอก ทั้งสีหน้า แววตา และน้ำเสียงเป็นเช่นคำที่เอ่ยออกไป ครั้นแล้วเขาก็เสนอขึ้นมาว่า “ถ้าเธออยากเรียนแพทย์ ก็อ่านบันทึกพวกนี้เป็นความรู้ไว้ก่อนสิ เรียนรู้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ตำราพวกนี้เป็นวิธีคิดอย่างฝรั่ง บัวเกี๋ยงอ่านภาษาอังกฤษได้ น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่าเรียนรู้จุดและเส้นประสาทต่าง ๆ ที่เรียกอย่างจีน”

หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเห็นทางสว่างในอนาคต แต่ความหวังฉายขึ้นมาเพียงวูบเดียว หน้าหล่อนก็กลับสลดลงไปอีก จนศุภางค์ต้องถามว่าเป็นอะไร

“เราอยากเป็นหมอก็จริง แต่ไม่เห็นมีหมอหญิงสักคน ตั้งแต่โตมาก็เห็นแต่หมอชาย แม้ว่าที่จุฬาฯ ตอนนี้จะมีนิสิตแพทย์ที่เป็นหญิงเรียนอยู่ แต่ก็เห็นอีกเหมือนกัน ว่าถอนตัวไปหลายคน”

สุพลเข้าใจความคิดและความรู้สึกของบัวเกี๋ยง หล่อนมิได้ปัญญาทึบถึงขั้นจะเข้าใจวิชาแพทย์ไม่ได้ อีกทั้งความอดทนพยายามและเป็นนักสู้ก็นับเป็นคุณลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของหล่อน ที่บั่นทอนจิตใจในตอนนี้ก็คือความน้อยเนื้อต่ำใจที่แทรกอยู่ในริ้วความคิดเล็ก ๆ กับไม่เคยเห็นตัวอย่างเท่านั้น ว่าอิสตรีจะมีอาชีพเป็นนางสาวแพทย์ได้อย่างบุรุษ

ดูนาฬิกาแล้วก็บอกกับสองสาวว่า

“ยังมีเวลาอีกถมเถสำหรับวันนี้ เธอแต่งตัวสิ ฉันจะพาไปที่แห่งหนึ่ง”

“ไปนะบัวเกี๋ยง ที่ไหนก็ไม่รู้ละ แต่แค่นั่งรถกินลมชมวิวพระนคร ก็น่าจะดีกว่าอุดอู้อยู่ในห้องนะ”

ไม่กี่นาทีต่อมา บัวเกี๋ยงก็อยู่ในชุดใหม่ บอกเตี่ยกับม้าว่าจะออกไปข้างนอกกับสุพลและศุภางค์ ผู้ปกครองทั้งสองก็ไม่ขัดข้อง เพราะรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวเป็นอย่างไร อีกไม่กี่วันชายหนุ่มจะต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนไกลถึงเมืองนอก ก็คงอยากบอกลากันเป็นการพิเศษ

กลับมาแล้วจะเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

สุพลขับรถยนต์มาแถวบางรัก ที่หมายอยู่ไม่ไกลข้างหน้า ชายหนุ่มเทียบรถเข้าจอดข้างทางใต้ร่มไม้ นำสองสาวเดินไปที่ห้องหนึ่งปลูกไว้ติดถนนสี่พระยา มีป้ายเหนือทางเข้าว่า ‘อุณากรรณ’ เป็นคลินิกของแพทย์ผู้หนึ่ง

เดินตามชายหนุ่มเข้าไป บัวเกี๋ยงก็เห็นคนไข้นั่งบนม้ายาวรอตรวจ ๒ คน และรอรับยา ๑ คน ทั้งหมดล้วนเป็นหญิง สองคนเป็นหญิงตั้งครรภ์หน้าท้องโป่งนูน

สุพลฉุดให้บัวเกี๋ยงและน้องสาวนั่งลงที่ม้านั่งมุมห้อง เมื่อคนไข้รายสุดท้ายรับยาและออกไปแล้ว แพทย์เจ้าของคลินิกในชุดเสื้อคลุมขาวก็เดินออกมา เห็นหน้าสุพลก็ดีใจ ทักทายอย่างคนรู้จักสนิทสนม

“คิดว่าเดินทางแล้วเสียอีก”

“เดินทางวันมะรืนครับ”

“อ้อ…นี่คงมาลาสินะ ขอให้เดินทางปลอดภัย ฉันคงไม่ได้ไปส่งสุพลที่ท่าเรือ” แพทย์หญิงยิ้ม “ฉันเชื่อว่าเมื่อสุพลกลับมา เราจะได้แพทย์ผ่าตัดฝีมือดีคนหนึ่ง”

“หนูพัด มาด้วยหรือจ๊ะ” หล่อนทักทายแล้วถามเมื่อเห็นอีกคนที่ไม่เคยเห็นหน้า “แล้วนั่นใครกัน”

“บัวเกี๋ยง เพื่อนยายพัดน่ะครับ เขาอยากเป็นหมอ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าผู้หญิงจะเป็นหมอได้ไหม…”

สุพลยังพูดไม่จบ ขณะทอดเสียงนั้น พลันแพทย์หญิงหน้าตาท่าทางใจดีก็เข้าใจถึงวัตถุประสงค์

“เลยพามาให้เห็นว่า ผู้หญิงก็เป็นแพทย์ได้จริง ๆ ใช่ไหมล่ะ”

“ครับ” ชายหนุ่มตอบรับแล้วแนะนำอย่างเป็นทางการ “บัวเกี๋ยง ท่านผู้นี้คือคุณหมอลิน เซเวียร์ (1) เป็นนางสาวแพทย์เจ้าของคลินิกอุณากรรณนี่อย่างไรละ คุณหมอช่วยงานที่สภากาชาดสยาม รู้จักกันดีกับคุณแม่ ฉันกับยายพัดก็เลยรู้จักด้วย”

บัวเกี๋ยงยกมือไหว้อย่างศรัทธา

“หนูไม่เคยทราบมาก่อนเลยค่ะ ว่ามีผู้หญิงเป็นหมอเปิดคลินิกอยู่ที่นี่ด้วย ส่วนใหญ่เห็นแต่พยาบาล”

แพทย์สาวใจดีหัวเราะแล้วบอกว่า

“ก็ยังมีน้อยไงจ๊ะ จุฬาฯ เพิ่งรับนิสิตหญิงให้เรียนแพทย์ไม่กี่ปีนี้เอง ส่วนฉันจบจากอังกฤษมาจ้ะ”

“หนูเห็นคนไข้มีแต่คนท้อง”

“ก็ที่นี่รับผดุงครรภ์และทำคลอดนี่จ๊ะ ฉันน่ะ ทำคลอดเด็กมาหลายคนแล้วนะ”

“หนูก็เคยทำคลอดค่ะ” บัวเกี๋ยงบอกอย่างตื่นเต้น “แถวบ้านหนูเวลาใครเจ็บท้องจะคลอด ไหว้วานให้หนูวิ่งไปหายายหมอตำแยทุกทีเพราะหนูวิ่งเร็ว หลายทีที่คนในบ้านเงอะงะไม่ทันใจ ยายหมอตำแยก็ให้หนูเป็นลูกมือคอยช่วยตลอด”

“ท่าจะมีประสบการณ์มามาก” หมอลินบอกยิ้ม ๆ “สนใจมาช่วยงานฉันที่คลินิกไหมล่ะจ๊ะ?”

บัวเกี๋ยงแทบจะอ้าปากค้าง ไม่เชื่อหูว่าจะได้ยินคำชวนเช่นนี้ ปากคอสั่นทีเดียว กลัวว่าจะตอบผิดตอบถูก จากยินดีเป็นไม่อยากทำ

“คุณหมอจะให้หนูช่วยทำคลอดหรือคะ?”

“ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แต่ถ้าหนูมาช่วยฉันทำบัญชีคนไข้ได้ก็จะดีมาก คนฝากท้องเริ่มเยอะขึ้น เราต้องจดรายละเอียดของคนไข้แต่ละคน เช็คสุขภาพของแม่กับอายุครรภ์ว่าแข็งแรงหรือส่ออาการดีร้ายอย่างไรบ้าง เรียนรู้การจัดการไปก่อน อ้อ…พี่สาวของฉัน คุณเฉิดเธอเป็นเภสัชกร หมอยาน่ะ จบมาจากอังกฤษเหมือนกัน ก็มาช่วยจ่ายยาที่คลินิกนี้”

บัวเกี๋ยงเห็นช่องทางที่จะได้เรียนรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับวิชาแพทย์ ก็ตอบรับทันทีไม่มีเงื่อนไข กลัวว่าถ้าทำอ้ำอึ้งลังเลใจ หมอลินจะเปลี่ยนใจไม่จ้างหล่อน

สุพลพาบัวเกี๋ยงและศุภางค์ไปหาขนมกินก่อนส่งบัวเกี๋ยงกลับบ้าน เป็นการพบครั้งสุดท้ายจริง ๆ ก่อนเขาเดินทาง เพราะบัวเกี๋ยงก็เป็นอีกคนหนึ่งที่บอกว่า

“ฉันไม่ไปส่งที่ท่าเรือนะ…คะ”

“แค่คิดว่าอยากไปส่งฉันก็ขอบใจ ไว้ฉันจะเขียนจดหมายมาถึงเธอมิให้ขาด”

“ฉันขอบคุณมากนะ ที่พาฉันไปแนะนำให้รู้จักกับหมอลิน” บัวเกี๋ยงบอกด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของเขา

“ฉันอยากให้บัวเกี๋ยงมีกำลังใจ ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็หวังว่าเราจะได้พบกันที่อเมริกา”

บัวเกี๋ยงไม่สัญญา หล่อนได้แต่ยิ้มละไมในหน้าแล้วมองเขาขับรถยนต์พาน้องสาวลับหายไปหลังจากส่งหล่อนกลับบ้านแล้ว เข้าไปในห้องนอน หยิบสมุดบันทึกของนายหมอทรัพย์มาพลิกดูอย่างพิจารณาอีกครั้ง ก็สามารถจัดเรียงลำดับก่อนหลังของการจดบันทึกไว้ได้ถูกต้อง

คืนนั้นบัวเกี๋ยงเข้านอนด้วยความสุข หลับฝันดี ยังคิดว่าก่อนจมดิ่งสู่นิทรารมณ์หล่อนรำพึงถึงผู้ที่หล่อนเทิดทูนหนักหนาว่า

“ขอบคุณจ๊าดนักเน่อเจ้า นายหมอ”

 

ท้องฟ้าในวันที่สุพลเดินทางกระจ่างใส เป็นนิมิตหมายอันดีว่าอนาคตของเขาจะต้องสดใส สำเร็จกลับมาเป็นนายแพทย์หนุ่ม สมความตั้งใจของเจ้าตัวและอีกหลยายคนที่แวดล้อมเขา พระยาบริรักษ์เวชการให้บริวารขนกระเป๋าของบุตรชายไปไว้บนเรือก่อน คุณหญิงพลับถือโอกาสขึ้นไปสำรวจตรวจตราว่าห้องหับเป็นอย่างไร จะลำบากหรือไม่ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา สุพลไม่เคยจากแม่ไกล ๆ ครั้นต้องไปจริงก็ใจหาย กว่าเจ้าคุณสามีจะแยกคุณหญิงออกจากลูกได้ก็ต้องทั้งหว่านล้อมและปลอบใจกันเสียเหนื่อย

ครอบครัวพระยารัชฎาสรรพกิจมาส่งกันพร้อมหน้า

วันวัสสาน์ส่งขนมที่หล่อนทำให้ บรรจุในขวดแก้วปิดฝาผูกริบบิ้นไว้สวยงาม สุพลรับมาแล้วก็ขอบใจตามมารยาท ผู้ใหญ่สนทนากันด้วยเรื่องทั่วไป แต่ก็ไม่วายเฉียดไปมาเรื่องแต่งงานของสุพลและวันวัสสาน์หลายหน สุพลก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน คอยแต่ชะแง้มองไปทางฝั่ง หวังใจว่าจะพบใครสักคนอยู่แถวนั้น

“เพื่อนเราเขาจะไม่มาส่งพี่จริง ๆ เหรอ” สุพลสะกิดถามน้องสาว แล้วบอกด้วยน้ำเสียงแง่งอนค้อนลมไปว่า “ใจดำ”

“คนมาส่งเต็มฝั่งอย่างนี้ บัวเกี๋ยงคงมาหรอก” ศุภางค์ว่า แต่ท่าทีของหล่อนมีพิรุธ

หวูดเรือดังขึ้น ลูกเรือถอนสมอแล้ว เป็นสัญญาณให้รู้ว่าจวนได้เวลาเดินทาง ศุภางค์จึงกระซิบบอกตรง ๆ ว่า

“พี่ชายลองไปที่โกดังสิ คงเจอใครสักคนแถวนั้นหรอก”

โดยไม่รอช้า สุพลส่งขนมในมือให้น้องสาวถือแทนอย่างไม่ไยดี รีบแจ้นออกไป กลัวว่าจะไม่ได้พบกันอีก ผู้ใหญ่ร้องเอะอะขึ้นมา ไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ สุพลก็วิ่งหน้าตั้งออกไป กลางวสันต์หันมาสบตาศุภางค์ก็เข้าใจทันที เลยเข้ามารับหน้าไว้

“พี่สุพลคงตื่นเต้นจนอยากเข้าห้องน้ำมังครับ”

 

“ฉันดีใจมากที่เธอมาส่งฉัน บัวเกี๋ยง”

น้ำเสียงของสุพลทั้งตื่นเต้นและดีใจที่ได้พบหน้า บัวเกี๋ยงยื่นของในมือส่งมา

“ข้าวแต๋น เอาไว้กินบนเรือเวลาหิว”

“ฉันอยากคุยกับเธอนานๆ” สุพลบอกความรู้สึกจากใจ ถือห่อขนมไว้อย่างทะนุถนอม “จนใจว่าฉันต้องไปแล้ว แต่ฉันสัญญาว่าจะเขียนจดหมายถึงเธอบ่อย ๆ แม้เธอไม่สัญญาว่าจะตอบฉันก็ตาม”

ชายหนุ่มยื่นของที่เขาถือมาตลอดทั้งวันให้หญิงสาว มันเป็นหนังสือสองสามเล่ม

“นี่เป็นตำราแพทย์ที่หมอยอร์ชเรียบเรียงไว้ มีศัพท์แพทย์หลายคำทั้งภาษาอังกฤษและบาลี ส่วนนี่” สุพลชูให้เห็นอีกเล่ม “เป็นสมุดเลกเชอร์ของฉันเมื่อเรียนเตรียมแพทย์ ฉันให้เธอ”

บัวเกี๋ยงอึ้ง บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร เพราะมันผสมปนเประหว่างประหลาดใจ ตกใจ ตื้นตันใจ และขอบใจ

“ฉันจะคอยฟังข่าวดีจากเธอ ว่าเธอได้เป็นนักเรียนแพทย์”

หญิงสาวยิ้มออกมา อวยพรเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง

“ขอให้เดินทางปลอดภัย และขอให้เราได้พบกันอีก”

เพียงเท่านี้ สุพลก็ไม่คาดคั้นสัญญาอะไรอีกแล้ว เขาส่งของทั้งหมดที่เตรียมไว้ให้บัวเกี๋ยงแล้ววิ่งกลับไปที่เรือ

จากระยะไกล บัวเกี๋ยงเห็นกลุ่มคนเคลื่อนไหวขึ้นไปบนเรือ หลังจากคนบางส่วนกลับลงมา เรือก็ออกจากท่า เคลื่อนช้า ๆ สู่กลางลำน้ำเจ้าพระยา มุ่งหน้าสู่สิงคโปร์ หญิงสาวก้มมองของที่สุพลรวบใส่มือหล่อนอย่างรีบร้อนก่อนจากไป จึงพบว่านอกจากตำราแพทย์แล้ว ยังมีกล่องกำมะหยี่เล็ก ๆ รวมอยู่ด้วย เปิดออกดูจึงรู้ว่ามันคือ ถ่วงหน้า อัญมณีประดับหน้าซอสามสายที่เขาเพียรมอบให้ไว้คราหนึ่ง แต่หล่อนไม่รับ

เขาทำให้หล่อนต้องเก็บรักษามันเอาไว้จนได้

 

จดหมายฉบับแรกจากสุพลมาถึงหลังจากที่เขาเดินทางไปได้สี่เดือน

ชายหนุ่มเขียนจดหมายสองฉบับ เนื้อหาใจความเหมือนกันแต่ใช้สำนวนภาษาต่างกัน ฉบับที่เขียนถึงเจ้าคุณบิดาเป็นภาษาทางการ ไม่ผิดรายงานเสนอต่อผู้บังคับบัญชา เพียงแต่ใช้คำว่า ‘คุณพ่อ’ และ ‘คุณแม่’ อีกฉบับหนึ่งค่อยเห็นความสดใสของชายหนุ่มวัยยี่สิบ ที่เขียนเล่าประสบการณ์แปลกใหม่ให้หญิงคนรักรับรู้ และหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้พาหล่อนไปเยี่ยมชมสิ่งเหล่านั้นบ้าง

บัวเกี๋ยงอ่านจดหมายแล้วก็นึกภาพตาม ราวกับตัวเองได้เดินทางไปด้วย

“…นักเรียนทุนที่เดินทางเที่ยวนี้มี ๑๕ คน ได้ทุนจากกรมกองต่าง ๆ กัน เรือออกจากเจ้าพระยาแล้วก็มุ่งหน้าผ่านซัวเถาไปที่ฮ่องกงเพื่อเปลี่ยนเรือที่ใหญ่กว่า เสียเวลาคอยอยู่นาน แต่เรือลำใหญ่นี้ ภายในก็มีทุกอย่างเหมือนบ้าน คือมีห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร ห้องนอน ห้องอาบน้ำแยกเป็นสัดส่วน ห้องนอนของเราเรียกว่า เคบิน คงเป็นเพราะความใหญ่โตของเรือและแล่นนิ่งบนผืนน้ำกระมัง จึงไม่รู้สึกเลยว่ากำลังลอยล่องอยู่กลางทะเลท่ามกลางลมและคลื่น ไม่รู้สึกว่ามันโคลงเคลงเลย แต่ละวันของฉันหมดไปกับการอ่านหนังสือ อ่อนเพลียเหนื่อยล้า ฉันกออกมาสูดอากาศเสียทีหนึ่ง คิดถึงคนที่อยู่ห่างไกลสุดหล้าฟ้าเขียว อยากให้มาเห็นน้ำทะเลสีครามกว้างไกลสุดลูกหาลูกตาด้วยกัน

เปลี่ยนเรือใหญ่ที่ฮ่องกงแล้วก็มุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่น ฮาวาย และถึงอเมริกาที่เมืองซานฟรานซิสโก เราพักอยู่ที่นี่ ๒ วัน เจ้าคุณชนินทรภักดี ผู้ปกครองนักเรียนไทยที่นี่จึงมาพบพวกเรา เพื่อพาไปเฝ้า ‘ทูลกระหม่อม’ ที่บอสตัน

ตลอดการเดินทางบนเรือ เวลาอาหารคือเวลาที่พวกเราได้อยู่กันพร้อมหน้า เจ้าคุณธรรมกิจก็จะถือโอกาสนี้อบรมรมสั่งสอนแกมขู่ในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องความประพฤติ เรื่องการเรียน และเรื่องอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัด สำหรับการใช้ชีวิตในอเมริกา บางเรื่องพวกเราก็ถูกผู้ใหญ่อบรมมาก่อนหน้านี้แล้ว สิ่งที่เหมือนกันโดยมิได้ตั้งใจ คือเวลาท่านผู้ใหญ่เหล่านั้นจะอบรมสั่งสอนเราล้วนอ้าง ‘ทูลกระหม่อม’ หากพวกเราประพฤติตัวไม่ดี จะถูกทูลกระหม่อมกริ้ว

เมื่อเจ้าคุณชนินทรภักดีมารับพวกเราที่ซานฟรานซิสโกนั้น เจ้าคุณรำไพที่มาด้วยกันก็กำชับพวกเราเรื่องการใช้จ่ายเป็นพิเศษ ให้ระมัดระวัง อย่าฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย เพราะทูลกระหม่อมไม่โปรด รับสั่งอยู่เสมอว่า ‘จงกินเพื่ออยู่ อย่าอยู่เพื่อกิน’ เพราะเงินทุนนี้เป็นเงินของแผ่นดิน ต้องรู้จักใช้ให้คุ้มค่า ฉันได้รับค่ากินอยู่เดือนละ ๑๐๐ เหรียญ เจ้าคุณรำไพท่านว่าเท่านี้ก็ดีมากแล้ว นักเรียนทุนของการรถไฟที่มาเมื่อหลายปีก่อน เกิดเหตุผิดพลาดอย่างไรไม่ทราบ เหลือค่าใช้จ่ายรายเดือนแค่ ๖๐ เหรียญเท่านั้นเอง แต่ก็เพียงพอผ่านไปได้ทุกเดือน แม้ใช้จ่ายค่อยข้างรัดกุมอยู่สักหน่อย

เราเดินทางจากซานฟรานซิสโกไปยังเมืองบอสตันด้วยรถไฟ ระยะทางกว่า ๕,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ๕ วัน ถึงบอสตันในกลางคืน เจ้าคุณชนินทรภักดีก็แบ่งพวกเราไปพักผ่อนในที่ต่าง ๆ มิได้อยู่รวมกัน ฉันโชคดีที่ได้ไปค้างที่ตำหนักของทูลกระหม่อม พักห้องเดียวกับพี่ประดิษฐ์ (2) เลยโชคดีเป็นสองเท่า เพราะพี่ประดิษฐ์มาอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่อายุ ๑๔ แม้จะอ่อนเพลียจากการเดินทางมา ๕ วัน แต่คืนนั้นพี่ประดิษฐ์ก็เล่าถึงทูลกระหม่อมให้ฉันฟังหลายอย่าง จนฉันอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้เฝ้าฯ ในวันรุ่งขึ้น…” 

 

ศุภางค์งอนพี่ชายที่ไม่เขียนจดหมายถึงหล่อน แต่ก็ทำงอนไปอย่างนั้นเอง เพราะทุกครั้งที่มีจดหมายจากอเมริกา หล่อนจะเป็นคนอ่านให้เจ้าคุณพ่อและคุณแม่ฟัง และนัดพบบัวเกี๋ยงเพื่ออ่านจดหมายอีกฉบับหนึ่ง อ่านจบแล้วก็แสดงความคิดเห็นบ้าง ตัดพ้อต่อว่าบ้าง แต่ทั้งหมดล้วนไม่จริงจัง ทำให้เห็นเป็นเรื่องสนุกเท่านั้น

เพราะหล่อนมีเรื่องที่ต้องจริงจังมากกว่าในช่วงนี้

นั่นก็คือการเตรียมตัวเป็นสะใภ้บ้านรัชฎาสรรพกิจ

 

เชิงอรรถ : 

(1) แพทย์หญิงมากาเร็ต ลิน เซเวียร์ (Magaret Lin Xavier) บุตรีของพระยาพิพัฒน์โกษา (เซเลสติโน ซาเวียร์) และนางกิมกี เมื่อสำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์จากอังกฤษแล้วกลับมาทำงานที่สภากาชาดสยาม และเปิดคลินิกชื่อ อุณากรรณ สมรมกับพระยาศรีวิศาลวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) มีบุตรธิดา ๓ คน

(2) หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ (ประดิษฐ์ สุขุม) ผู้ก่อตั้งสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และอดีตอธิบดีกรมโฆษณาการ

 



Don`t copy text!