
ย้อนรอยมรดกโลกพันปี : เมืองจีน 101 จากซีอานถึงลั่วหยาง
โดย : พิมพ์อักษรา
![]()
เที่ยวเพลิน เดินทาง คอลัมน์ที่บอกเล่าเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ และเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์บ้าง ไม่ประวัติศาสตร์บ้าง วิถีชีวิตของผู้คนที่ได้ประสบพบเจอ เสมือนให้ผู้อ่านได้ท่องเที่ยวดื่มด่ำไปด้วยกัน ผ่อนคลายจากวันที่เหนื่อยล้า เปิดโลก เปิดตา และเปิดใจ และที่สำคัญคือเพลิดเพลิน เหมือนชื่อของผู้เขียนนั่นเอง

ฉันมีปณิธานอย่างหนึ่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว… นั่นคือการเก็บสถานที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกโลกให้ได้มากที่สุด แต่ไม่เร่งรีบ ไม่กดดันตัวเอง เป็นการค่อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ ตามกำลังกาย (สังขารนั่นเอง) เวลา และกำลังทรัพย์จะเอื้ออำนวย ไม่ได้กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องไปให้ได้กี่ที่ เรียกว่าเป็น Life Long Journey หรือเป็นภารกิจที่คงทำตลอดชีวิตจนกว่าจะเดินทางไม่ไหว
ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงของปีที่ผ่านมา การเดินทางเพื่อเยือนมรดกโลกก็ได้เกิดขึ้นแบบไม่คาดหมาย จะเรียกว่าไม่คาดหมายก็ไม่เชิงเพราะก็วางแผนกันกับก๊วนคนรักประวัติศาสตร์ล่วงหน้าสามสี่เดือน แต่เป็นเพราะตอนแรกทริปนี้ไม่ได้อยู่ในแผนท่องเที่ยวของปีนี้เลยต่างหาก
มันคือทริปเมืองจีนที่เน้นประวัติศาสตร์ และเก็บแต่มรดกโลกโดยเฉพาะ ไม่ได้เที่ยวเมืองจีนแบบเมืองสมัยใหม่ เมื่อมีคนจุดประกายขึ้น ฉันจึงรีบตอบตกลง เพราะโอกาสที่จะเดินทางไปที่แบบนี้แบบมีเพื่อนร่วมทางที่มีความชอบเดียวกันหายากมาก
เดือนที่เราไปนั้นอากาศเย็นสบายราว 13-16 องศา พอให้แต่งตัวได้สวยและไม่ต้องพอกเสื้อกันหนาวหลายชั้น ด้วยความที่เรามีกันสิบคนหญิงล้วน ก็เลยจ้างทัวร์ให้จัดโปรแกรมตามที่เราต้องการ และมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นคอยบรรยายสถานที่ต่าง ๆ และอำนวยความสะดวกให้ด้วย
เอาเป็นว่าเราไม่ต้องห่วงเรื่องยานพาหนะ เรามีรถบัสพร้อมคนขับ
มัคคุเทศก์ของเราก็เป็นผู้หญิง ชื่อเว่ยเว่ย พูดภาษาไทยคล่องแคล่ว เธออธิบายวิถีชีวิตคนจีนในอดีตจนถึงปัจจุบันด้วยภาษาเข้าใจง่าย เล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรด้วยอารมณ์ขันแต่ก็สุภาพ ฉันรู้สึกว่าทริปนี้น่าจะเป็นทริปที่สนุกและสดใสดี
หนึ่งในกลุ่มพวกเราให้ความมั่นใจกับเว่ยเว่ยว่า
“พวกเราไม่แตกแถว ไม่เรื่องมากแน่นอน ที่สำคัญ เราตรงเวลากันมาก”
เว่ยเว่ยอมยิ้ม สีหน้านั้นบอกชัดว่ายังไม่เชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์… เดี๋ยวก็รู้กัน

กำแพงเมืองซีอาน : ป้อมปราการแห่งเมืองหลวงโบราณ
เมื่อพูดถึงกำแพงเมือง เรามักจะนึกถึงกันแต่กำแพงเมืองจีน แต่ที่จริงยังมี “กำแพงเมืองซีอาน” ที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ทริปนี้เราจึงไม่ได้ไปกำแพงเมืองจีน แต่จะเริ่มต้นทริปที่เมืองซีอาน ซึ่งมีกำแพงเมืองซีอานและยังเป็นมรดกโลกอีกด้วย
ซีอานเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของจีน เคยเป็นเมืองหลวงของหลายราชวงศ์ และกำแพงเมืองซีอานที่เห็นในปัจจุบันถือเป็นกำแพงเมืองโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก กำแพงเมืองมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบเมืองเก่า ความยาวรอบเมืองประมาณ 13 กิโลเมตร สูงราว 12 เมตร และกว้างมากพอให้ทหารหรือรถม้าสัญจรได้ ด้านบนกำแพงในอดีตใช้เป็นจุดลาดตระเวนและป้องกันเมือง ปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปเดินหรือปั่นจักรยานบนกำแพง เพื่อชมวิวเมืองซีอานที่ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่และความทันสมัยได้อย่างลงตัว
การได้เดินอยู่บนกำแพงเมือง ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต และจินตนาการถึงเหล่าทหารในอดีตที่เคยเฝ้าปกป้องเมืองหลวงแห่งนี้อย่างไม่ย่อท้อ

เจดีย์ห่านป่าใหญ่ : สัญลักษณ์แห่งการเดินทางของพระถังซัมจั๋ง
ขอสารภาพว่าก่อนหน้านี้ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเจดีย์วัดห่านป่าใหญ่มาก่อน จนมาอ่านโปรแกรมทริปนี้ถึงได้รู้ว่าวัดนี้ก็เป็นมรดกโลกด้วยเช่นกัน และมีห่านป่าใหญ่แล้วก็ต้องมีห่านป่าเล็ก แต่ตามโปรแกรมแล้วเราจะไปเยือนเจดีย์ห่านป่าเล็กในวันท้าย ๆ โน่น
เว่ยเว่ยเล่าให้ฟังว่า เจดีย์ห่านป่าใหญ่ (Big Wild Goose Pagoda) ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ราวปี ค.ศ. 652 เดิมทีสร้างขึ้นภายในวัดต้าซือเอิน เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์และพระพุทธรูปที่พระถังซัมจั๋งอัญเชิญกลับมาจากอินเดียหลังจากการเดินทางอันยากลำบากบนเส้นทางสายไหม คัมภีร์และพระพุทธรูปเหล่านี้จึงถือเป็นสมบัติล้ำค่าทางศาสนาและปัญญา แต่ในยุคนั้นยังไม่มีสถานที่เหมาะสมสำหรับเก็บรักษาอย่างเป็นระบบ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเจดีย์ห่านป่าเพื่อเก็บรักษาไว้
นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นที่ที่ใช้แปลพระคัมภีร์จากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีน คำแปลเหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของพุทธศาสนานิกายมหายานในจีนและเอเชียตะวันออก เจดีย์แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางทางปัญญาและศรัทธาในยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ถัง
ในยุคนั้น ซีอานหรือฉางอาน เป็นเมืองหลวงที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เจดีย์แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมระหว่างจีนกับดินแดนตะวันตก เดิมเจดีย์มีความสูงเพียง 5 ชั้น ก่อนจะได้รับการต่อเติมและบูรณะหลายครั้ง จนกลายเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูง 7 ชั้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
การได้เดินเข้าไปใกล้เจดีย์ห่านป่าใหญ่ ทำให้รู้สึกถึงความสงบและความศักดิ์สิทธิ์ แม้รอบด้านจะเป็นย่านท่องเที่ยวที่คึกคัก แต่ตัวเจดีย์ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ราวกับเป็นพยานเงียบ ๆ ของเรื่องราวการเดินทางทางศาสนาและภูมิปัญญาที่ข้ามพรมแดนหลายพันกิโลเมตร

โปรแกรมเที่ยวของพวกเราไม่ซับซ้อน ไปแค่วันละที่สองที่ก็พอ เน้นดื่มด่ำกับสถานที่และ “กิน” ให้อร่อย พออากาศเย็น ๆ แล้วได้กินซุปร้อน ๆ ข้าวสวยเรียงเม็ดกับเป็ดย่าง หมูย่างอร่อย ๆ ก็ฟินแล้ว
ส่วนวันรุ่งขึ้นเราจะออกเดินทางไปเมืองลั่วหยางด้วยรถไฟ เพื่อไปชมมรดกโลกอีกแห่งที่อลังการไม่แพ้กัน และฉันก็ใจจดใจจ่อรอคอยมากทีเดียว

ถ้ำหน้าผาหลงเหมิน : ศิลปะศรัทธาแห่งพุทธศาสนา
เพื่อสะดวกต่อการเดินทางโดยรถไฟเช้านี้เราต้องแพคกระเป๋าเล็กสำหรับค้างคืนที่ลั่วหยางหนึ่งคืน แก๊งสาว ๆ อย่างพวกเราปฏิบัติตัวเป็นลูกทัวร์ที่ดีของเว่ยเว่ย ไม่ว่าจะนัดกี่โมง พวกเราไม่เคยสายเว่ยเว่ยเองก็ดูจะประทับใจพอสมควร นางบอกว่า
“เว่ยเว่ยบอกเวลาเผื่อสำหรับคนที่จะสาย แต่พวกพี่ ๆ ตรงเวลากันทุกคน ตอนนี้เวลาก็เลยเหลือ ต้องนั่งรอนานหน่อยนะคะ”
พวกเรามีเวลาเกือบชั่วโมงที่สถานีรถไฟ ที่นี่มีการตรวจความปลอดภัยเข้มงวดหลายขั้นตอน แต่ที่ฉันประหลาดใจก็คือตอนตรวจกระเป๋าและเอกซ์เรย์ค้นตัว พระวัยรุ่นกลุ่มใหญ่เกือบยี่สิบรูปมาต่อแถวเข้าคิวเอกซ์เรย์ด้วย ที่นี่เขาไม่แยกแถวฆราวาสกับพระหรือยังไงนะ และทุกรูปก็มาเบียดเสียดพวกเราอย่างกับปลากระป๋องชนิดไม่กลัวอาบัติใด ๆ
พอถามเว่ยเว่ย ก็ได้คำตอบว่า “ที่นี่ไม่เคร่งค่ะ”

อีกครั้งที่การเดินทางท่องเที่ยวต่างแดนเปิดโลก เปิดหูเปิดตาให้เรารับรู้อะไรใหม่ ๆ
พวกเราใช้เวลาเดือนทางชั่วโมงครึ่งมาถึงลั่วหยาง ทานอาหารเที่ยงกันเรียบร้อยก็มุ่งหน้าสู่ถ้ำหน้าผาหลงเหมิน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ เมืองลั่วหยาง ระหว่างทางเว่ยเว่ยก็เล่าความเป็นมาให้พวกเราฟังว่า

ถ้ำหน้าผาหลงเหมินเป็นหนึ่งในแหล่งศิลปกรรมพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดของจีน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ถ้ำเหล่านี้เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 และมีการแกะสลักต่อเนื่องยาวนานกว่าหลายร้อยปีในหลายราชวงศ์ ใช้แรงงานคนหลายแสนคน

พวกเราได้รับการบรีฟมาตั้งแต่ซีอานว่า ที่ถ้ำหน้าผาหลงเหมินนี้เราจะต้องเดินเยอะ ให้เตรียมตัวและเตรียมรองเท้าให้เหมาะกับการเดิน เพราะจะมีการขึ้นลงเนินบ้าง ไม่รู้เป็นเพราะได้เตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว หรือเพราะอากาศเย็นสบาย และความยิ่งใหญ่ตระการตาของสิ่งที่ได้พบ ระยะทางเกือบสองสามกิโลเมตรจึงดูไม่ได้ลำบากหรือทรหดอย่างที่คิด

ภายในหน้าผาหินปูนริมแม่น้ำอีสุ่ยมีพระพุทธรูปและรูปสลักต่าง ๆ มากกว่าหนึ่งแสนองค์ ตั้งแต่ขนาดเล็กเพียงไม่กี่เซนติเมตร ไปจนถึงพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูงหลายสิบเมตร หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในถ้ำเฟิงเซียน ซึ่งมีใบหน้าสงบนิ่ง อ่อนโยน และงดงามอย่างยิ่ง เชื่อกันว่าถูกแกะสลักโดยได้รับแรงบันดาลใจจากพระพักตร์ของจักรพรรดินีบูเช็กเทียน

ของจริงที่ปรากฏตรงหน้า เทียบไม่ได้กับรูปถ่ายสักนิด นี่ไม่ใช่การแกะสลักถ้ำธรรมดาแล้ว แต่เป็นการสลักทั้งหน้าผาของภูเขาออกมาเป็นพระพุทธรูปและรูปสลักต่าง ๆ ต่างหาก เพราะมันยิ่งกว่าคำว่าสูงท่วมหัว แต่เหมือนกับยักษ์ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นมานานนับพัน ๆ ปี
ดังนั้น สำหรับฉันแล้ว ถ้ำหน้าผาหลงเหมินจึงไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นหลักฐานของศรัทธา ความเชื่อ และฝีมือทางศิลปะของช่างจีนโบราณ ที่ถ่ายทอดพุทธศาสนาให้กลายเป็นงานศิลป์อันยิ่งใหญ่ และยืนหยัดผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน
แรงศรัทธาของมนุษย์นี่ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน

- READ ย้อนรอยมรดกโลกพันปี : เมืองจีน 101 จากซีอานถึงลั่วหยาง
- READ Slow life in Scandinavia 8 : Train to Trondheim ตามหาความสุขฮุกกะแบบนอร์เวย์
- READ Slow life in Scandinavia 7 : Slow Boat to Oslo นอร์เวย์
- READ Slow life in Scandinavia 6 : โคเปนเฮเกน เมืองเล็กๆ แต่คุณภาพชีวิตใหญ่โต
- READ Slow life in Scandinavia 5 : เมืองแห่ง Hygge และพระอาทิตย์ตกตอนสี่ทุ่ม
- READ Slow life in Scandinavia 4 : โคเปนเฮเกน เมืองแห่งความล้ำลึกทางอาหาร
- READ Slow life in Scandinavia 3 : โคเปนเฮเกน เมืองแห่งสายฝนและแสงแดด "ฟ้าหลังฝน – บนท่าเรือสีลูกกวาด"
- READ Slow life in Scandinavia 2 : โคเปนเฮเกน เมืองแห่งสายฝนและแสงแดด "ฝนตกก็เข้ามิวเซียม"
- READ Slow life in Scandinavia 1 : โคเปนเฮเกนเมืองแห่งความสุข
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 10 : วันแห่งพีระมิด (Step Pyramid of Saqqara and The Great Pyramid of Giza)
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 9 : Lost in Valley of The Kings หลงไปในหุบเขากษัตริย์
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 8 : อียิปต์แบบตะโกน "ฮัตเชปซุต ฟาโรห์หญิงผู้ยิ่งใหญ่"
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 7 : อียิปต์แบบตะโกนดังๆ ว่า ‘ทำถึง’
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 6 : อียิปต์แบบตะโกน
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 5 : วิหารแห่งการแก้แค้น
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 4 : วิหารแห่งเทพจระเข้
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 2 : ฟิเล วิหารที่รอดจากใต้น้ำ
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 3 : อาบูซิมเบล - อนุสรณ์แห่งรามเสสที่ 2
- READ น้ำไนล์ ทะเลทราย พีระมิด ตอนที่ 1 : โอเบลิสก์ที่โลกลืม
- READ เล่าเรื่องบอลข่าน "มอนเตเนโกร เมืองในปราการขุนเขาสีดำ"
- READ เล่าเรื่องบอลข่าน "จักรพรรดิดิโอคลิเชียนผู้โหดร้าย"
- READ แสงสุดท้ายที่ตาพรหม "ปราสาทรากไม้ลึกลับกลางพงไพร"
- READ "See Ankor Wat and Die" แก๊งนางอัปสรในนครวัด
- READ "Sbeitla" หลงทางยังหาเจอ หลงเธอสิเหลือทน
- READ Siberia – Frozen Baikal ความลับของทะเลสาบเยือกแข็ง
- READ ฤดูร้อนกลางทะเลทรายสีขาว : มุยเน่
- READ ดินแดนแห่งอามาริเทสึ เทพีแห่งแสงอาทิตย์ และ หุบเขาทาคาชิโฮะ อุทยานแห่งทวยเทพ [Amano Iwato & Takachiho Gorge]
- READ Peles Castle ปราสาทน้อยกลางป่าสน งดงามแบบไม่ตะโกน
- READ ปราสาทแดรกคูล่ากับวลาดจอมเสียบ
- READ Unseen Italy : Matera เมืองที่เหลืองเหมือนกระดาษเก่า
- READ เมืองลึกลับในเงื้อมเขา
- READ เพราะเชียงตุงไม่ใช่ดอยตุง
- READ เร้นลับหลังคาโลก






