Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 16 : รู้น้อยว่ามากรู้ เริงใจ กลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย ไป่เห็นชเลไกล กลางสมุทร ชมว่าน้ำบ่อน้อย มากล้ำลึกเหลือ (จบบริบูรณ์)

Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 16 : รู้น้อยว่ามากรู้ เริงใจ กลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย ไป่เห็นชเลไกล กลางสมุทร ชมว่าน้ำบ่อน้อย มากล้ำลึกเหลือ (จบบริบูรณ์)

โดย : ภีมรดา

Loading

เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

ทุกคน…เราไปทำหน้ามาเว้ย…นี่ก็คือหน้าเก่าเรา ส่วนนี่….หน้าสวยๆ นี่คือหน้าใหม่

แล้วรู้ปะ ว่าเกิดอะไรขึ้น...หลังจากเราได้หน้าใหม่

พ่อเราเว้ย จำหน้าเราไม่ได้…ฮ่าๆ เราเลยจะแกงพ่อเราว่าจะจำหน้าเราได้กี่โมง แกคอยดูกันนะ

…แล้วนี่ก็คือครั้งที่หนึ่ง แก๊…กริบยังไม่นึกไม่ออก

…แล้วนี่ที่โรงพยาบาล จุ๊ๆ พูดเบาๆ หลับอยู่ ยังไม่ฟื้น

…แกๆ ฟื้นแล้ว…พ่อนึกว่าเราเป็นคนอื่นมาเยี่ยมเว้ย…ยังๆ

…แล้วนี่ล่าสุด ในงานอีเวนต์ที่เราไปจัด แกๆๆ ขนาดเราฟอร์มเข้าไปคุยด้วย ตั้งนาน พ่อยังจำไม่ได้อยู่ดี…โอ้ยไม่อยากนึกถึงที่ตอมอ หน้ากูจะผ่านมั้ยว่ะ ฮ่าๆ

เอาละ เรามาดูกันต่อไป ว่าพ่อจะจำหน้าเราได้ตอนกี่โมง…แอดร้านหมอต้องเข้าแล้วปะ…

ฮ่าๆ แล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะ บาย

ภูเพชรงับหน้าจอคอมฯ ลง ส่ายหัวเป็นรอบที่ล้าน ยิ่งดูก็ยิ่งผิดหวังในตัวพี่สาวเหลือเกิน ขาดสติ บ้าโซเชียล หลงตัวเอง แล้วอะไรอีก สารพัดคำจะต่อว่า…แต่ก็นะ พี่สาวโดนชำระโทษอย่างหนักไปแล้ว ทั้งจากมารดาทั้งจากพี่เมืองสมุทร

ท่าทางหมาหงอยสำนึกผิดอยู่ตรงมุมห้อง ทำให้น้องชายอย่างเขาอดใจอ่อนไม่ได้ เขาไปนั่งเบียดแซะตัวข้างๆ

“ดูอยู่นั่นแหละ พี่ก็อายเป็นนะเพชร”

“เพชรว่าฟันกระต่ายยังดูดีกว่าอีก…”

“เออๆ มาพูดอะไรตอนนี้ ห๊าไอ้น้องชาย…”

“ชู่ว อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวพ่อตื่น”

“ตื่นก็ดีสิ…พ่อนะพ่อ จะนอนไปถึงไหน”

 

ครบสามสัปดาห์ที่เชิงชาญอยู่ในห้องดูอาการ ก่อนหมอจะอนุญาตให้ย้ายเข้าห้องคนไข้ปกติ เมื่อสองวันก่อนทั้งที่ยังไม่ฟื้น แต่เพราะอาการโดยรวมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว พ่อต้องรับอาหารเหลวทางสาย แม่ให้จ้างพยาบาลดูแลพิเศษคอยช่วยจัดการเรื่องยากๆ แทนเขาและพี่สาว ส่วนตัวเองก็มักจะวิดีโอคอลเข้ามาขอดูหน้าคนป่วย วันละครั้ง

“วันนี้แม่จะมาเยี่ยมพ่อมั้ยเพชร”

“อยากฟังเรื่องจริง หรืออยากฟังที่สบายใจ”

“เอาที่สบายใจ”

“แม่โคตรยังโกรธพี่เอมอยู่ ไม่อยากเห็นหน้า ถ้ามาที่นี่แล้วเจอพี่ แม่ฝากบอกว่าไม่มาดีกว่า”

“ไม่เห็นสบายใจเลย พูดทำไม”

“…คุณค่าที่พี่คู่ควร อิอิ”

ภูเพชรเป็นคนเดียวที่มีเวลามากที่สุด เพราะอยู่ในช่วงปิดเทอม แม่จึงส่งตัวเขาขึ้นกรุงเทพฯ เพื่อมาเฝ้าพ่อ มีลางสังหรณ์อะไรบางอย่างบอกกับเธอว่า เชิงชาญต้องการกำลังใจจากลูกๆ เพื่อให้ฟื้นคืนสติได้ สองวันก่อน หมออนุญาตให้ย้ายพ่อเข้าห้องปกติได้ เวลานั้นมีภูเพชรเป็นญาติอยู่เฝ้าเพียงคนเดียว

เด็กหนุ่มยืนมองร่างพ่อถูกเข็นเข้าห้องพักฟื้น เฝ้ามองวิธีย้ายคนไข้ ต่อสายน้ำเกลือ เสียบสายอาหาร และแขวนถุงปัสสาวะ ห้องนี้สะดวกสำหรับการเยี่ยมมากกว่าห้องเดิมเยอะ

“ผมต้องทำยังไงบ้างฮะพี่พยาบาล”

เขาเลือกถามนางพยาบาลที่ดูเป็นมิตรที่สุด ซึ่งก็ได้คำตอบในทางที่น่าประทับใจ

“ก็ลองคุยกับคุณพ่อดูนะคะ ให้สมองพ่อได้ทำงาน”

“ทำอย่างนี้แล้วพ่อจะฟื้นเหรอฮะ”

“เคยมีเคสลักษณะนี้ค่ะ บางทีอาการที่คุณพ่อเป็น อาจจะส่งผลกระทบกระเทือนไปที่สมอง ซึ่งเป็นส่วนที่เรามองไม่เห็น แต่ไม่ต้องห่วงนะคะคุณหมอจัดการส่วนร่างกายให้จนปกติแล้ว เหลือแค่ข้างในนั้นค่ะ…”

พยาบาลชี้ไปที่ศีรษะเชิงชาญ​

“สมองเป็นอวัยวะที่ลี้ลับที่สุด รักษายากที่สุด…แต่นี่…” เธอชี้ไปที่หัวใจ “อาจจะช่วยรักษาสมองได้ ลองดูนะคะ พี่เอาใจช่วย”

พยาบาลท่าทางใจดีคนนั้นออกไปแล้ว และไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย คงอยู่คนละส่วนงานกัน ภูเพชรจำคำแนะนำได้ แต่ยังทำไม่ตัวไม่ถูก แต่สัญชาตญาณบางอย่างสอนให้เขาทำสิ่งหนึ่ง

เด็กหนุ่มเลื่อนเก้าอี้เข้ามาแนบเตียง แล้วนั่งลง เขามองใบหน้าหลับใหลของพ่อ แล้วชวนคุย

“พ่อฮะ นี่เพชรเอง เพชรโตขึ้นเยอะเลยนะฮะ คิดถึงพ่อทุกวันเลย แล้วเพชรก็รู้ว่าพ่อต้องคิดถึงเพชรด้วยแน่ๆ พ่อฮะ วันนี้หมอให้พ่อย้ายเข้ามาในห้องส่วนตัวแล้วนะฮะ เพชรจะนอนอยู่กับพ่อที่นี่เอง แต่เพชรไม่รู้ว่าต้องเฝ้าพ่อยังไง…พ่อจะเอาอะไรก็บอกนะฮะ…หรือว่า…พ่อฟังเพลงมั้ย แบบพ่อต้องฟังเพลงอะไร เดี๋ยวหาให้นะฮะ”

ภูเพชรหยิบหูฟังในกระเป๋าเสียบหูตัวเอง เปิดช่องฟังเพลง เลือกเพลย์ลิสต์ตรงกับยุคสมัยของเชิงชาญ

จะต้องถอนใจ อีกสักเท่าไหร่

โลกแห่งความเป็นจริงไม่เป็นอย่างใจ

วันและคืนเปลี่ยนหมุน

ให้เราวิ่งตามเรื่อยไป

โตแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไป

การเป็นผู้ใหญ่ มันไม่ง่ายเลย*

ขอพื้นที่เล็กๆ ที่ยังเป็นเด็กอยู่ได้มั้ย

เพลงเพราะดี เขาหยุดอยู่ที่เพลงนี้ เลื่อนกลับไปตั้งต้นใหม่ หยิบหูฟังบลูทูธอีกคู่ออกมาจากกระเป๋าเป้ เป็นคู่ใหม่และเสียงดีกว่า แล้วเสียบใส่หูเชิงชาญ

 

“เพชรว่าพ่อจะตื่นมั้ย”​

เอมิกายืนมองจากปลายเตียง พ่อตัวหดเหลือนิดเดียว เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ หลับอย่างเอาเป็นเอาตาย สองพี่น้องสลับกันเฝ้าพ่อร่วมด้วยหลานชายคนพิเศษ​รวมเป็นสาม เมืองสมุทรอาสาเฝ้าช่วงตีหนึ่งถึงเที่ยง ภูเพชรมารับช่วงต่อ และเอมิกาเป็นไม้สุดท้าย ของเยี่ยมคนไข้เก่าคาตะกร้า เป็นผลไม้ปอกเปลือกเสียส่วนใหญ่

“อืม…ตื่นสิ เพชรว่าพ่อแค่แกล้งหลับยาว แกคงเหนื่อยแหละ แม่บอกว่าพ่อบ้างานเกินไป แล้วไม่ให้เพชรเอาอย่างด้วย…พี่เอมระวังเหอะ มีแววจะเป็นแบบพ่อนะพี่น่ะ”

เอมิกาเริ่มคุ้นเคยกับคำพูดทำนองนี้แล้ว ทั้งแม่ ทั้งเมืองสมุทร พูดกรอกหูทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าพ่อ

“ไม่ให้ทำงานแล้วจะให้ทำอะไรว้า…คนเราเกิดมาก็เพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่เหรอ ไม่งั้นจะมีบ้าน มีรถ เลี้ยงครอบครัวได้ยังไง โลกสวยก็พูดได้สิ พ่อไม่ใช่ลูกคนรวยมาเกิดซะหน่อย”

“พี่เมืองสมุทรก็ไม่ใช่ลูกคนรวยซะหน่อย เพชรไม่เห็นเขาทำงานเยอะเลย”

“พูดถึงเขาทำไม”

“พูดถึงคนโปรดเพชรไม่ได้หรือไง…เอาจริงๆ พี่เอม เพชรชอบพี่เมืองนะ อย่างเท่ แปลกดี ไม่เหมือนใครด้วย พี่เอมรู้ปะ พี่เค้าแม่งไม่มีแอ็กเคานต์ในโซเชียลมีเดียสักอย่าง…นี่เพชรจะไปลบทิ้งให้หมดเลย…แต่คิดดูใหม่ เก็บไว้ดีกว่า เอาไว้หลอกแม่”

คนขวางโลกละสิ…เอมิกาคิด ต่อต้านทุกอย่าง ออร์แกนิกทางความคิดอะไรขนาดนั้น

“พี่บอกว่าพี่เมืองจิ้นกับพ่อเหรอ โคตรบ้งเลยพี่อะ”

“เออ…ก็บรรยากาศมันพาไปนี่นา เห็นตัวติดกันแจตลอดเวลา ใครจะไม่คิดว่าจิ้นกัน”

“ดูซีรีส์วายเยอะไปรึป่าวพี่….พี่เมือง เค้าอย่างแมน เพชรเคยเห็นในหนังโฆษณาด้วยนะเคยดูมั้ย”

“จริงดิ…ไหนๆ เอามาดูสิ”

ภูเพชรค้นหาหนังโฆษณาตัวนั้นแต่ไม่เจอ บังเอิญว่าเคยหาประวัติการทำงานของพ่อ แล้วดันมีลิงก์งานชิ้นนี้ ที่เป็นตัวล่าสุด

“หาไม่เจอแล้ว ไม่รู้ใครอัปงานพ่อไว้…เดี๋ยวเจอทีหลังจะส่งให้นะ” น้องชายบอก

“ช่างเหอะ ไม่เห็นอยากดู หลอนตาย”

ก็ที่เห็นตัวจริงอยู่ทุกวันนั้น พอจะรู้แล้วว่า เมืองสมุทรไม่ใช่คู่จิ้นของบิดาแน่ๆ เพียงแต่แววตาที่ส่งความดุมาพิฆาตเธอนั้น บอกไม่ถูกว่าเป็นสายตาแบบไหน จะอบอุ่น หรือจะน่ากลัว

“แล้ววันนี้จะมามั้ย”

พี่สาวถามขึ้นมาลอยๆ แล้วหยิบส้มเก่าๆ ปอกเปลือกแก้เขิน พอไม่ให้มีพิรุธ

“ใคร…แม่ไม่มาไงก็บอกไปแล้ว”

“ฮึ…อีกคนน่ะ…จะมามั้ย”

“อ๋อ…รู้แล้ว…บ้าผู้ชายนะพี่น่ะ”

“ไอ้น้องเวร”

“ฮ่าๆๆ”

พี่สาวปาเปลือกส้มในมือใส่ ภูเพชรเอียงตัวหลบพอเป็นพิธี มันมาไม่ถึงเขาหรอก แต่ตกลงบนผ้าห่มพ่อ

“พี่เอมๆ ดูดิ พ่อยิ้ม”

“ไหนๆ จริงอะ”

“อืม…นิดนึง เพชรเห็นจริงๆ นะ…เดี๋ยวก่อนนะนึกออกแล้ว เดี๋ยวเพชรทำอะไรให้ดู”

ภูเพชรคว้ากระเป๋าเป้ หยิบหูฟังบลูทูธคู่ประจำของพ่อออกมาเสียบหูเหมือนเคย

“ทำอะไรน่ะ” พี่สาวสงสัย

“เพชรจะให้พ่อฟังเพลง พ่อชอบฟังเพลงนะพี่เอม เดี๋ยวดูนะ”

ภูเพชรกดเลือกเพลงจากเพลย์ลิสต์ มีรายการขึ้นมาหลายช่อง เขาเลือกเพลง สำหรับคนยุค 90

เสียงเพลงแว่วออกนอกหูฟัง เอมิกาได้ยินไม่ถนัด

“คาราบาวเหรอ”

“ใช่ ชื่อเพลงทะเลใจ แล้วในเพลย์ลิสต์นี้นะ เค้าเอาเพลงเกี่ยวกับเรือๆ มารวมกันหมดเลย เพชรเปิดลิสต์นี้ให้ประจำแหละ เพชรว่าพ่อชอบ พี่คอยดูนะ”

เสียงเมโลดี้เล็ดลอดออกนอกหูฟังตัวจิ๋ว บางท่อนก็ว่า เรือลำหนึ่งลอย ล่องลอยตามกระแส ตามความผันแปร ลำน้ำนั่น…บางท่อนก็ว่า เราคงเป็นเพียงเรือน้อยลำหนึ่ง ในทะเลแห่งชีวิตกว้างใหญ่

“มีแต่เพลงเศร้าๆ นะเพชร พ่อน้ำตาไหลเลย”

“จริงด้วย…ทุกทีเพชรเห็นพ่อยิ้มนะ…งั้นเราเปลี่ยนเพลงมั้ยพี่”

“ไม่ต้องๆ ปล่อยไป พ่อคงอินกับเพลงอยู่แหละ ให้พ่อฟังต่อเหอะ”

เพชรเสียบหูฟังให้พ่อ แล้วปล่อยให้บทเพลงขับขานผ่านไปเพลงแล้วเพลงเล่า

 

เชิงชาญนอนอยู่ในผ้าห่มตามลำพัง ลูกๆ คงกลับกันไปหมดแล้วในช่วงที่เขาหลับ เสียงดังอีกแล้ว ซ่าๆ ซู่ๆ ดังอยู่รอบตัว เหมือนลอยเรือตัวเปล่าอยู่กลางมหาสมุทร

จนกว่าเรือจะลอยพ้นออกไปจากกระแสน้ำนี่ เป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะขึ้นฝั่ง ย้อนไปก่อนลงเรือ…แล้วมันตรงไหนกันที่ต้องกลับไป แม้แต่การลงเรือลำนี้ เขายังไม่รู้เลยว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไร

 

“มาหลับตรงนี้อีกแล้วนะ เราบอกแล้วไง ถ้าง่วงก็ไปงีบก่อนสักยี่สิบนาที”

เชิงชาญถูกปลุกเบาๆ เสียงอันคุ้นชินนั้น ดึงความอ่อนล้าออกจากหัวสมอง หัวใจเต้นแรงขึ้นๆ เขาเงยหน้าขึ้นจากท่อนแขนที่ฟุบลงไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

“แนน…”

นี่กลางมหาสมุทรของจริง หรือเป็นเพียงฉากที่ถูกเซตในสตูดิโอ เชิงชาญสับสนกับภาพที่ปรากฏ หญิงสาวในชุดคลุมท้องยื่นมือมา ร่างของเธอยืนเท้าแตะพื้นอยู่นอกเรือ แปลกมากที่ตรงนั้นแห้งสนิท ทั่วทั้งบริเวณฉาบทาไปด้วยสีฟ้าน้ำทะเล แต่ไม่มีน้ำสักหยด

“เราฝันกันอยู่หรือเปล่าแนน”

“ก็ฝันน่ะสิ ตาเบื๊อกเอ๊ย”

“แล้ว…แนนมาอยู่ในฝันนี้ทำไม”

“อืม…ก็ทำตัวแบบนี้ไง ชอบหลอกตัวเอง…ถามจริงๆ เถอะ เมื่อไหร่จะโต”

“ไม่รู้สิ…เรามันห่วยจะตาย ทำตัวแบบไหนก็ไม่เวิร์กสักอย่าง แนน…พาเราออกไปจากตรงนี้ได้มั้ย”

“แล้วใครไปจับตัวไว้ล่ะ อยากออกไปก็ลุกขึ้นมาสิ หลอกตัวเองอยู่ได้…”

เชิงชาญก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทั้งตัวเขาเองที่ตัวขดงออยู่ในเรือลำนี้ แล้วก็อดีตภรรยาที่ยืนอยู่ข้างๆ เรือ เขาลำดับเวลาไม่ถูก

“แนนยังท้องป่องอยู่เลย มีลูกอีกคนหรือเปล่า”

“บ้าหรือเปล่า…นี่ลูกคนแรกของเรา ลูกสาวเราไง…จริงสิ ไม่รู้สินะว่าลูกผู้หญิงหรือผู้ชาย วันนั้นไม่ได้ไปตรวจด้วยกันนี่นา…”

เชิงชาญจำเรื่องนี้ได้ เขามีนัดฝากครรภ์ แต่ไปไม่ทันเวลา ลูกค้าเลื่อนเวลานัดจนยืดเยื้อ เขาต้องอยู่ตรงนั้นเพื่อทีม

“แนน…วันนั้นเราทำตัวไม่ถูกจริงๆ แต่เราขอให้ไอ้ภพไปเป็นเพื่อนแนนแล้ว มันบอกแล้วว่าเราได้ลูกสาว แนน…เราขอโทษ”

“ครั้งที่หนึ่ง”

“อะไรแนน”

“ก็ขอโทษครั้งที่หนึ่งไง เหลืออีกสอง”

“เหลืออะไร ให้เราขอโทษตอนนี้เลยก็ได้ ขอโทษๆ”

“ขอโทษเรื่องอะไร”

“ก็…ไม่รู้สิ เรื่องมันเยอะไปหมด เรามันก็แค่ไอ้คนที่ชอบผิดสัญญา เรารู้ตัวนะแนน แต่จะให้ทำยังไงได้ ไหนแนนบอกว่าเข้าใจเราทุกอย่างไง”

จู่ๆ สายน้ำก็เอ่อสูงขึ้นเรี่ยพื้น เสียงซู่ซ่าดังมาจากที่ไกลๆ

“แนน…น้ำมาแล้ว ขึ้นมาบนเรือเถอะ เร็วๆ แนน”

“ก็บอกมาสิ ขอโทษเรื่องอะไร แล้วเราค่อยไปจากตรงนี้กัน”

เชิงชาญหายใจหอบ ตื่นกลัวและสับสน

“ก็มันเยอะ…บอกใบ้มาสักเรื่องสิ”

“ฮึๆ สมกับเป็นเชิงชาญจริงๆ ครั้งแรกที่ขอโทษเรา…จำได้มั้ย”

เสียงความคิดแปลถ้อยคำนั้นอย่างรวดเร็ว ครั้งแรกที่เขาขอโทษอดีตภรรยา

“ใช่เรื่องที่แนนต้องหยุดทำตามฝัน…เพื่อ…เพื่อลูกสาวของเราใช่มั้ย…”

หญิงสาวในชุดคลุมท้องอยู่ในความเงียบ ริมฝีปากขยับแต่ไร้เสียงพูด เชิงชาญรู้สึกปวดร้าวลึกอยู่ข้างใน ใบหน้าในวันนั้นของเธอยังอยู่ในทรงจำของเขา เธอทั้งฟูมฟายและเอาแต่โทษตัวเอง

“วันนั้นแนนไปที่ค่ายเพลง ไปสารภาพกับพี่ๆ ว่าแนนกำลังจะมีน้อง…เราขอเข้าไปคุยในห้องนั้นด้วย แต่แนนห้ามไว้ แล้วพอแนนกับพวกพี่ๆ ออกมา เขาก็ชี้หน้าด่าที่เราเป็นต้นเหตุทำพังทุกอย่าง เราเลยชกเขา แนนเลยร้องไห้ เราไม่เคยเห็น แนนนั่งลงร้องไห้ เราโคตรสงสารแนน…แล้วเราก็บอกว่า…ขอโทษที่ทำให้ชีวิตแนนพัง”

“ครั้งที่สอง เหลืออีกครั้งเดียวก็ครบแล้ว…”

“แนนมันเยอะมาก เรารู้ว่าขอโทษเป็นร้อยๆ ครั้งก็ไม่พอหรอก แต่เราก็อยากจะขอโทษแนนจริงๆ นะ เราขอโทษ”

กระแสน้ำไหลบ่ามาจากมุมสุดของเส้นขอบฟ้า เชิงชาญไม่รู้แล้วว่า นี่คือเวิ้งมหาสมุทรจริง หรือฝ่ายฉากปล่อยน้ำเข้ามาเพื่อให้สมจริง

“เรารู้แล้ว…ครั้งที่สาม..เราขอโทษเรื่องอะไร”

เขาคิดออกจนได้

“ก็รีบบอกมาสิ เห็นมั้ย มันกลับมาอีกแล้ว…”

ระดับน้ำเอ่อสูงขึ้น ขอบเรือลอยตัวห่างจากหญิงสาวในชุดคลุมท้อง ค่อยๆ สูงขึ้นมาจนถึงระดับคอแล้ว

“บ้าน…เรายึดบ้านตามใจชอบ ดัดแปลงเป็นโฮมออฟฟิศ ทำบันไดหลายๆ ขั้นไว้เป็นที่นั่งรับแขก แนน บอกว่าระวังเด็กๆ จะปีนตกลงมา…แล้วเอมก็หล่นลงไปจริงๆ เอมเลยมีแผลเป็นที่คาง แล้วเราก็บอกกับลูกสาวว่า พ่อขอโทษ”

ระดับน้ำสูงจนมิดศีรษะ หญิงสาวในชุดคลุมท้องที่เชิงชาญเข้าใจว่าเป็นอดีตภรรยา จมหายไปกับสายน้ำ เขาเอื้อมจนสุดแขนพยายามคว้าเธอไว้ แต่มันสุดเอื้อมจริงๆ เขาตะโกนร้องเรียกเธอสุดเสียง แล้วตัดสินใจกระโจนลงน้ำตามไปช่วยเธอ และรู้ในทันทีว่าที่นี่เป็นผืนน้ำจริงๆ มันลึกและกว้างใหญ่ไพศาลกว่าเมื่อครู่มากมายราวกับเป็นอีกที่หนึ่ง

เชิญชาญแหวกว่ายไปในสายน้ำ ขณะตะโกนเรียกหาร่างที่หายวับไปกับตานั้นอย่างสิ้นหวัง เรือน้อยลอยละล่อง ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ เขาลอยคออยู่อย่างนั้น

ในที่สุดก็อ่อนแรง ค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ก้นธารา

 

“เมื่อกี้พ่อตะโกนเรียกแม่ด้วยค่ะ”

เอมิการายงานทันทีที่เมืองสมุทรเดินพ้นประตูห้องคนไข้เข้ามา เมื่อครู่นี้ พ่อตะโกนโหวกเหวก แล้วยังเตะผ้าห่มออกจากตัว เธอจับแขนพ่อไว้ไม่ให้กระตุกสายน้ำเกลือหลุด

“ได้ยินเป็นคำๆ เลยเหรอ”

เขาถามขณะก้มวางกระเป๋าเสื้อผ้า และกล่องอาหารที่ซื้อให้ตัวเองและเธอด้วย แล้วรีบเดินเข้าไปสำรวจคนป่วยใกล้ๆ เอมิกาเดินวนไปวนมา รอบๆ ทั้งตื่นเต้นและตกใจ วันนี้พ่อเคลื่อนไหวมากที่สุดเท่าที่เคยเห็น

“ใช่ค่ะ ชัดแจ๋ว…ถ้ามีกล้องก็ดีน่ะสิ จะได้อัดไว้ให้ดู”

“ห้ามมีกล้องแถวนี้นะ เดี๋ยวมันจะมีเด็กบางคนถ่ายคอนเทนต์อีก”

เขาทำเป็นดุ

“โอ๊ยเลิกบุลลีได้แล้ว เลิกถ่ายแล้ว…เอาจริงๆ นะ โคตรจะเข็ด…ดูดิ เอมจะตกนรกมั้ย ทำพ่อเส้นเลือดปูดขนาดนี้”

เมืองสมุทรหัวเราะ เมื่อเดือนก่อนพูดกันไม่กี่คำก็อยากเดินหนีให้พ้นๆ ต่างกันลิบจากวันนี้

“ชัวร์…ไม่ต้องเดาเลย”

“โหย…พี่ไม่ให้กำลังใจกันบ้างเลย”

“ล้อเล่นน่า”

เมืองสมุทรลงมือจัดผ้าห่ม และหยิบหมอนมาตีๆ ให้ฟู แล้วรองไว้ใต้ขาให้อาชาญ ให้อาได้ขยับตัวบ้าง เขาเป็นคนเดียวที่คอยจัดท่าให้อาชาญได้ ถ้าไม่นับพยาบาล ส่วนอีกสองคนที่เฝ้าไข้เป็นฝ่ายสันทนาการ คอยกระตุ้นให้คนไข้รู้สึกตัว แม้แต่อยู่ในฝันก็ตาม

“แต่ก็พอมีหวังนะ วันก่อนอาชาญก็กระตุกตาเหมือนอยากลืมตาขึ้นมา” เขาบอกกับบุตรสาวอาชาญ

“โรคนี้มันน่ากลัวจังเลย จะเป็นเจ้าชายนิทราหรือเปล่านะ”

“ก็ทำเหมือนหมอแนะนำสิ…เรียกพ่อบ่อยๆ ให้เขาได้ยิน”

“เรียกทุกวันแหละ…แต่เงียบกริบ…” เอมิกาบอกสีหน้ากังวล ตอนนี้พ่อกลับไปนิ่งสนิทเหมือนเดิมอีกแล้ว

“เรียกใหม่สิ เรามาผลัดกัน…ถ้าอยากให้พ่อตื่น ก็ต้องขยันเรียกหน่อย…เอานะพี่เริ่มก่อน” เขาบอก แล้วก้มลงพูดใกล้ๆ หูคนไข้

“อาชาญ…ผมเอง เมืองสมุทร ไอ้ตูดของอา รีบตื่นมากินกาแฟได้แล้วนะครับ อาชาญ”

อีกคนนึงเอาอย่างบ้าง

“พ่อ…นี่เอมเองนะคะ เอมิกา ไม่ใช่เอมี่…เอมขอโทษที่แกล้งพ่อนะ…ขอโทษนะคะ พ่อตื่นขึ้นมายกโทษให้เอมด้วย…พ่อคะ เอมขอโทษ”

“เออ…”

เอมิกาหูฝาด เธอได้ยินเสียงตอบรับคำขอโทษ เออ แต่คงไม่ใช่ “…พี่แกล้งเอมหรอ” เธอถาม

“เปล่า…แกล้งอะไรแกล้งทำไม”

“ก็เอมได้ยินเสียง บอกว่าเออ ตอนที่เอมขอโทษพ่อ”

“จริงมั้ยเนี่ย”

“จริงสิ ได้ยินจริงๆ

“งั้น…พูดอีก ขอโทษพ่ออีกเร็วๆ ดังๆ เลย”

เมืองสมุทรกระโดดตื่นเต้นดีใจเหมือนตัวเองเป็นเด็กตัวน้อยๆ ที่ได้ยินเสียงรถพ่อเลี้ยวเข้ามาหน้าบ้าน ส่วนอีกคนก็พลอยตื่นตัวไปด้วย

แล้วเอมิกาก็ส่งเสียงขอโทษพ่อรัวๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ เธอหวังจะให้เสียงทะลุทะลวงไปถึงในฝันของพ่อ ไม่ว่าจะฝันอะไรอยู่ก็ตาม…

“พ่อ เอมขอโทษ ขอโทษ ขอโทษล้านครั้ง พ่อตื่นนะ พ่อตื่นเถอะ”

 

– จบบริบูรณ์ –

 

 



Don`t copy text!