Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 13 : บางครั้งคนเราก็ไม่ต้องการรับรู้ความจริง  เพราะไม่อยากให้ภาพลวงตาของตัวเองถูกทำลาย

Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 13 : บางครั้งคนเราก็ไม่ต้องการรับรู้ความจริง เพราะไม่อยากให้ภาพลวงตาของตัวเองถูกทำลาย

โดย : ภีมรดา

Loading

เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

ดิจิตัล ดิสรัปชันเต็มรูปแบบก่อนโควิด 2019

มู่ลี่ไม้สักถูกร่นลงมาบังกระจกห้องประชุมใหญ่แห่งนั้นจนรอบด้าน เว้นไว้เพียงฝั่งที่ขึงจอรับภาพอันมีฉากหลังเป็นกระดานสำหรับขีดเขียนได้ ขนาดห้องกว้างขวางใหญ่โตสมกับชื่อห้องประชุมใหญ่ บัดนี้เกือบครบองค์ประชุมอันประกอบด้วยคนในคือฝ่ายการตลาดและฝ่ายบริหารราวสิบห้าที่นั่ง และคนนอกคือเอเจนซีโฆษณาราวสิบที่นั่ง และโดยตั้งใจคนนอกยึดที่นั่งฝั่งตรงข้ามประตูทั้งแถบ อีกฝั่งจึงกลายเป็นที่ของคนในโดยปริยาย มองเผินๆ บรรยากาศในห้องคล้ายสนามกีฬาย่อมๆ ที่นักกีฬาทั้งสองฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่ โดยสิทธิ์ขาดเป็นของกรรมการสูงสุด ที่ยังขาดองค์ประชุมซึ่งต้องนั่งหัวโต๊ะ

วันนี้เป็นวันชี้ชะตา!

หากสังเกตให้ดี ทั้งสองฝั่งดูเป็นมิตรกันมากกว่าคู่โรมรัน เนื่องจากล่มหัวจมท้ายปั้นโครงการมาด้วยกันตลอดหนึ่งไตรมาส ตื้นลึกหนาบางเพียงใดต่างรู้เขารู้เรากันอยู่แล้ว วันนี้ถึงปราการสุดท้ายให้ผู้บริหารสูงสุดเป็นผู้อนุมัติโปรเจกต์ก่อนนำเสนอออกสู่สายตาชาวโลก พวกเขาแอบยิ้มพยักพเยิดให้กำลังใจกันในฐานะทีมเวิร์ก

Good luck na krab

ใครคนหนึ่งเคาะตัวหนังสือเข้ากลุ่มสนทนาทางโทรศัพท์ เสียงตึ้งตึ่งดังเตือน บางเครื่องก็แค่สั่น คนที่ลืมปิดเสียงกุลีกุจอกดฟังก์ชันปิดเสียงทันที แล้วอีกหลายคนที่อ่านข้อความแล้วพลันยกมือไหว้ บ้างค้อมศีรษะขอบคุณ เป็นกำลังใจจากฝั่งนั่งตรงข้ามนั่นเอง

ใครคนนั้นขยิบตาให้ อีกทั้งยกนิ้วโป้งสำทับ

เสียงประตูบานเลื่อนดังขึ้น โดยไม่ต้องหันมองก็รู้ว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนนั่งหัวโต๊ะ ดูจากสง่าราศีและสูทเต็มยศที่สวมใส่ รวมทั้งผู้ช่วยสาวบนรองเท้าส้นเข็มสูงสี่นิ้วเป็นอย่างต่ำ

ทีมคนนอกสิบที่นั่งลุกพรึ่บพร้อมกัน ในขณะที่ทีมคนในแค่ไหวตัวต้อนรับ ขยับแฟ้มกระดาษปากกา บ้างก็วางแก้วเครื่องดื่มลงอย่างเบามือ

คนหัวโต๊ะวางก้นลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ผู้ช่วยนำแฟ้มกับแก้วน้ำวางตามหลัง เอกสารเบื้องหน้าเขาคือแผนงานต่างๆ ที่กำลังจะประชุม อีกสักครู่ก็คงจะเสนอเป็นภาพสไลด์ขึ้นจอโปรเจกเตอร์ แต่ก็ยังต้องเตรียมเป็นเอกสารแบบพรินต์สี่สีไว้ด้วย ท่านชอบจดย่อทำความเข้าใจส่วนตัว

“สวัสดีทุกคน โทษทีผมติดอีกงานนึง เอาละ ถ้าพร้อมก็เชิญเลยนะ” คนหัวโต๊ะที่เพิ่งมาพูดก่อนทั้งที่ยังไม่ทันก้มดูรายงานใดๆ “เอ่อ…เดี๋ยวนะ ลืมไป นี่แอพพรูฟแอดใช่มั้ย”

“ใช่ครับบอส”

คนตอบนั่งไม่ห่างจากหัวโต๊ะนัก เพราะรั้งตำแหน่งใหญ่กว่าคนอื่นๆ ในทีม เขาใช้น้ำเสียงกึ่งทางการกึ่งนอบน้อม นั่นเพราะอายุมากกว่าบอสนิดหน่อย

“แล้วมีใครบอกคุณ…เอวา…หรือยังครับ”

ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก โดยเฉพาะคนที่โต้ตอบกับบอสเมื่อสักครู่

“เอ่อ…ต้องบอกด้วยเหรอครับ”

คนหัวโต๊ะส่งเสียง ‘เอ๊ะ’ ผ่านทางแววตา จนฝ่ายลูกน้องแทบเด้งตัวจากเก้าอี้ ชี้มือพยักหน้าส่งไม้ต่อให้คนอื่นช่วยตามให้ที

“เมื่อกี้ดิฉันเชิญให้แล้วค่ะ”

ผู้ช่วยสาวเป็นคนเอ่ย และราวกับนัดกันมา คนที่บอสต้องการก็เลื่อนประตูเข้ามาพอดี ทุกคนมองไปยังประตู

“นั่นไงคะ คุณเอวา มาพอดีเลยค่ะ”

หญิงสาวร่างสูงโปร่ง ในชุดกระโปรงเข้าชุดดูเป็นทางการ แต่งหน้าแต่เพียงอ่อนๆ โชว์ผิวพรรณสะอาดหมดจด มัดผมรวบตึงอย่างสุภาพเข้ากับชุดสีครีมสะอาดตาเช่นกัน เธอผงะตกใจเล็กน้อยกับสายตาทุกคนที่เอาแต่จับจ้อง คงเป็นเพราะเธอสายที่สุดในห้อง

“เรายังไม่ได้เริ่มนะ เชิญนั่งสิคุณเอวา”

ชายหัวโต๊ะกล่าวอย่างกันเองกับคนมาใหม่ แต่ไม่ถึงกับลุกขึ้นยืนต้อนรับ ผู้ช่วยสาวเลื่อนเก้าอี้ตัวใหม่เข้าไปชิดกับบอสแล้วเชิญให้นั่ง ซึ่งก่อนนั่งลงหญิงสาวยกมือไหว้ทั้งบอส ผู้ช่วยของบอสและคนอื่นๆ ในห้องประชุมอย่างอ่อนน้อมเช่นกัน

“นี่คุณเอวา เธอจะเป็นคนช่วยฟันธงว่าโฆษณาชิ้นนี้จะผ่านหรือไม่ผ่าน”

คนนั่งหัวโต๊ะผายมือแนะนำด้วยตนเอง ทำเอาองค์ประชุมฝั่งคนนอกเริ่มนั่งไม่ติด เพราะเคยได้ยินมาเหมือนกันว่า ต้องฝ่าด่านห้องเย็นและสายตาคุณเอวาไปให้ได้ก่อน งานถึงจะผ่านฉลุย

 

เพียงแค่สิบนาทีผ่านไป…ประตูห้องประชุมเปิดออก ท่านประธานพุ่งออกจากห้องก่อน ตามติดด้วยผู้ช่วยสาว และเอวา ทุกคนล้วนอยู่ในอาการเร่งรีบเป็นปกติ

แต่ในห้องประชุมนี่สิกลับร้อนระอุ คนในห้องทั้งสองฝั่งต่างหัวเสีย แต่ฝ่ายคนนอกนั้นถูกฝึกมาให้รักษาอาการ จึงยังยิ้มได้อยู่

“งานนี้เลยต้องเหนื่อยซ้ำเหนื่อยซาก กะอีแค่คนคนเดียวยังไม่ยิ้มรับในไอเดีย…เฮ้อ เสียเวลา แล้วนี่เสียอะไรอีก ค่าแอร์ไทม์ใช่มั้ย เราผลิตหนังไม่ทันหรอกถ้าต้องเริ่มใหม่หมดแบบนี้ เราจะทำยังไงล่ะคุณเกรซ คุณมีแผนอะไรมั้ย”

“เกรซว่าจะเอาตัวโปรโมชันเดิมเล่นฆ่าเวลาไปก่อนค่ะ แล้วก็อาจจะสลับกับตัวคอร์ปอเรทเก่า จะเน้นงาน CSR ของบริษัทไปพลางๆ”

คนหงุดหงิดจัดค่อยมองเห็นแสงปลายอุโมงค์ขึ้นมาหน่อย

“ก็ดีนะ ผมว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นแหละ เอาเป็นว่าผมเชื่อมือคุณ ยังไงก็ฝากด้วยก็แล้วกัน ส่วนโฆษณาตัวใหม่คุณไปวางแผนมาก่อน คิดออกก็ค่อยกลับมาเสนอผม อันนี้ผมไม่เร่งคุณแล้ว เสร็จเมื่อไหร่ก็กลับมา สักอาทิตย์หน้าไหวมั้ย”

คนถูกถามแทบเบือนหน้าหนี ไหนว่าไม่เร่ง

“เอ่อ…ไหวค่ะ ยังไงก็ต้องไหว ทีมเราไม่รับงานเจ้าอื่นเลยค่ะ สแตนด์บายสำหรับดอนน์ กรุ๊ปเจ้าเดียวเลย”

“ขอบคุณมากครับ ขอบคุณสำหรับการทุ่มเท ขอบคุณน้องๆ ทุกคนด้วยนะครับ งานพวกคุณคิดมาดีแล้ว มาเสียเพราะ…หึ้ยยย นึกแล้วหงุดหงิด ใครก็ได้อธิบายหน่อย คุณเอวานี่มายังไง”

คนพูดกระฟัดกระเฟียด เหวี่ยงหน้าหาที่ระบาย

“ก็นั่นน่ะสิคะคุณบ็อบบี้ ตั้งแต่มีฝ่ายกลยุทธ์ของคุณริน ปกติทีมอื่นก็ไม่ต้องมีเอวาแล้วนี่คะ ทำไมวันนี้ท่านประธานถึงเรียกหาเธอก็ไม่รู้”

“ผมว่าคงเป็นเพราะโฆษณาตัวนี้มันแมสหรือเปล่าครับ ปกติคุณเธอจะเข้ามาเกี่ยวถ้าเป็นสินค้าตลาดๆ”

ฝ่ายการตลาดอีกคนหนึ่งซึ่งดูมีอายุที่สุดเป็นคนตั้งข้อสังเกต นั่นเลยทำให้คนอื่นๆ สงบลง จริงสิ เกือบลืมประเด็นนี้ คุณเอวาเป็นหน่วยงานพิเศษที่ผู้ก่อตั้งส่งตัวมาให้ดูแลภาพรวมทั้งหมด คล้ายเป็นหูเป็นตา จะว่าไปแทบจะเป็นร่างทรงของท่าน

“งั้นก็…ตามนั้นแหละ พวกเรามันแค่ลูกจ้าง จะไปพูดอะไรได้ นอกจากสวดอ้อนวอน”

หัวหน้าทีมพูด เงยหน้ามองบนทำมือตรีเอกานุภาพอีกต่างหาก

“จริงหรือเปล่าคะ ที่เขาลือกันว่าคุณเอวาเล่นของด้วย…อะไรเงี้ย”

“อึ้ย…อย่าเที่ยวพูดต่อกันไปอย่างนั้นสิ”

ทีมการตลาดคนหนึ่งจุปาก บุ้ยใบ้ให้มองทีมคนนอกที่ตะแคงหูฟัง พยายามจับประเด็น ฉับพลันเหมือนรู้ ตอนที่ทุกคนเงียบ หนึ่งในทีมเอเจนซีก็เลียบๆ เคียงถาม

“จริงด้วยค่ะ ประชุมคราวหน้าเราจะเชิญคุณเอวาเข้าร่วมด้วยตั้งแต่ต้น อย่างที่ท่านประธานบอกมั้ยคะ เกรซจะได้ขอคิวเธอด้วย ตอนเข้ามาพรีเซนต์ค่ะ”

หัวหน้าทีมการตลาดโบกมือห้าม

“ผมว่าไม่ต้องหรอก เดี๋ยวก็มาบล็อกไอเดียพวกคุณอีก เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจัดการทางนี้เอง ทางทีมคุณไปคิดใหม่ตามคอมเมนต์ของคุณเอวาก็แล้วกันครับ”

“ค่ะ / ครับ” ผู้ประสบภัยทั้งสิบร้องรับประสานเสียง

“งั้นอาทิตย์หน้าเจอกัน ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีมีประชุมอีกห้องนึงรออยู่”

“ขอบคุณค่ะคุณวินน์ สวัสดีค่ะ”

คล้อยหลังฝั่งคนใน ฝั่งคนนอกเริ่มมีความเคลื่อนไหว ทุกคนแสดงสีหน้าอารมณ์ไม่พอใจ เหมือนขับรถทางไกลอย่างสงบจวนถึงเส้นชัย จู่ๆ ก็มีสิบล้อมาจอดขวางเอาดื้อๆ ต้องเบรกตัวโก่ง ยังดีที่ไม่พุ่งชนเข้ากลางลำ แต่ว่าไม่ได้ รื้องานจนวินาทีสุดท้ายก่อนออกอากาศอย่างนี้ ดับเครื่องชนแล้วล้มโต๊ะไปเลยรู้แล้วรู้รอดยังดีกว่า แต่นั่นไม่ใช่วิสัยที่ลูกจ้างทั้งสิบจะกระทำได้ ดอนน์ กรุ๊ปเป็นลูกค้า MOU ที่มียอดอันดับหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ ลูกค้าชนิดที่ยอมควักหลักร้อยล้านจ่ายค่าจ้างบริษัทโฆษณาในขณะที่เจ้าอื่นหันไปผลิตง่ายๆ แบบสุกเอาเผากินตามรสนิยมของสื่อออนไลน์ สติ ต้องคุมสติ เห็นแก่เงินเดือนเข้าบัญชี หัวหน้าทีมมักกล่อมบรรดาเจ้าลูกน้องไว้เช่นนี้

เจ้าหนุ่มศีรษะล้านใส่ต่างหูห่วงห้อยตุ้งติ้ง แถเข้าหาหัวหน้าทีมซึ่งดูเป็นสาวใหญ่กว่าใคร ผมเผ้าฟูหยิกหยอย เป็นกระเซิงแต่ดูดีมีสไตล์ กำลังง่วนอยู่กับการถอดปลั๊กคอมฯ

“เจ๊ๆ ยัยป้านั่นใครอะ ทำไมมาทีหลังแต่แรงเวอร์ ขนาดประธานยังต้องเชื่อนาง ตกลงนางเป็นใครเจ๊”

“นั่นสิเจ๊ คุณเอวาอะไรเนี่ย นางเป็นใครกันแน่”

ทีมงานคนอื่นๆ เผยอปากถามสมทบ เมื่อกี้ตอนให้ถามเหตุผลที่รีเจกต์งาน ทุกคนกลับนั่งเงียบเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง

เจ๊ของพวกน้องๆ สีหน้าเรียบเฉย สอดคอมเครื่องบางเฉียบเข้ากระเป๋าสะพาย ตามด้วยเครื่องเขียนที่วางเกลื่อน เมื่อสักครู่นางวาดรูปเล่นด้านหลังรายงานประชุม และเห็นจุดจบตั้งแต่แรกที่เห็นเธอคนนั้นย่างกรายเข้ามาแต่ก่อนแล้วว่าจะขายงานไม่ผ่าน

“น้องๆ คะ อย่าเสียมารยาท นี่ห้องประชุมของลูกค้า มีอะไรไปคุยกันข้างนอก”

เจ๊ของน้องๆ รูดซิปปากตัวเอง แล้วเดินนำหน้าออกไปอย่างรู้ชะตากรรม

 

เชิงชาญในอยู่ในชุดกึ่งๆ ทางการ ท่อนบนเขาสวมเบลเซอร์สีดำสนิท ส่วนท่อนล่างเป็นกางเกงยีนส์กลางเก่ากลางใหม่ยี่ห้อลีวายส์ตัวโปรด วันนี้ตั้งใจงดสวมรองเท้าผ้าใบ เปลี่ยนเป็นคัตชูหนังหัวแหลมสีน้ำตาลไหม้

เป็นการเตรียมตัวเข้าพบ MD คนใหม่ที่เพิ่งมาจากอเมริกา แทนคนเก่าที่หมดวาระ หรืออันที่จริงถูกเชิญออกด้วยเงินชดเชยชนิดตั้งหลักปักฐานในบั้นปลายได้อย่างสบายๆ หากไม่ไปสร้างภาระในภายหลัง

ส่วนมากพวกตำแหน่งสูงๆ จะได้รับเงื่อนไขนี้ มองเผินๆ เหมือนโดนปลด แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นการสมยอมทั้งสองฝ่าย มีการทำแบบทดสอบด้านจิตวิทยาอะไรก่อนด้วยซ้ำว่าคุณพร้อมจะไปต่อกับหน้าที่อันหนักหน่วงและกระแสเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย หรือต้องการหยุดอยู่แค่นี้ ส่วนมากจะเกิดขึ้นกับกลุ่มอายุ 50 ขึ้นไป ซึ่งเพดานของบริษัทตั้งไว้ที่ 55 ถ้าใครคิดว่าไม่ไหวแล้ว จะหยุดก่อนนั้นก็ยื่นเจตจำนงได้

พี่กรณ์ MD (Managing Director) คนเก่า เป็นเจ้านายโดยตรงของเชิงชาญและอายุมากกว่าเขาแค่ปีเดียวหมายถึงเพิ่งแตะ 50 ได้เพียงเดือนเดียว จู่ๆ ก็ออกมาประกาศอำลาตำแหน่ง ซึ่งนั่นเป็นภาพที่บุคคลภายนอกเข้าใจ พี่กรณ์สารภาพกับน้องคนสนิทในตำแหน่งรองๆ จากตนเองว่าไม่ใช่ แต่ที่ต้องพูดแบบนั้นก็เพื่อรักษาภาพพจน์ขององค์กร อีกทั้งไม่อยากให้คนที่ยังอยู่รู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพ ‘ลูกจ้างประจำ’

“สำนักงานใหญ่จะส่งคนมาดูทางนี้เอง ไม่มีการเลื่อนตำแหน่งจากฝั่งไทย ทางโน้นเขาก็หนักอยู่ ปรับโครงสร้างรับมือโลกดิจิทัลแทบไม่ทัน มันมาเร็วเกินคาด ถ้าไม่เปลี่ยน ก็ต้องดับ”

“แม่งเฟก คือมันอยากปรับโครงสร้าง ตัดค่าใช้จ่ายด้วย ก็เลยเลือกคนแก่ๆ เงินเดือนสูงออกไปก่อน ก็พูดมาตรงๆ ดิวะ”

“ว่าไม่ได้ มันคือคำสั่งจากบริษัทแม่ เขาคิดแล้วว่ามันคือทางออกให้ทุกคนได้อยู่รอดต่อไป”

เหมือนไม้ใหญ่ถูกลิดกิ่งแก่ๆ ทิ้ง จะได้หลีกทางให้กิ่งใหม่ๆ ได้เกิด ได้แตกหน่อแตกใบใหม่พึ่บพั่บแข็งแรงพอที่จะสังเคราะห์แสงเลี้ยงดูต้นไม้ แล้วก็เข้าวัฏจักรเหี่ยวเฉาร่วงโรย ในขณะที่ต้นไม้ก็โตวันโตคืน หยั่งรากลึกแผ่ไปถึงโคตรเหง้าตัวเอง ใครคนหนึ่งเปรียบเปรย

เชิงชาญอยู่ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ด้วยอายุงาน ด้วยผลงาน และปรับตัวไวทันโลกทันเหตุการณ์ เรื่องดรามาการเมืองจุกจิกกวนใจไม่เคยปรากฏ อีกทั้งให้งานมาเป็นที่หนึ่งในชีวิตไม่เคยเอาครอบครัวมาอ้าง เขาเป็นคนเดียวที่ไม่เคยลากิจแม้สักครั้งเดียว ส่วนลาพักร้อนไม่ต้องพูดถึงไม่เคยอยู่ในหัว เชิงชาญเคยบอกกับเพื่อนรุ่นน้องๆ ว่า เขาเที่ยวในเวลางานจนคุ้มแล้ว หมายถึงการได้ออกกองถ่ายหนังโฆษณาตะลอนๆ ทั้งในและนอกประเทศ นั่นถือว่าได้ท่องเที่ยวไปในตัว

“กรีดเลือดเฮียดูดีกว่า สีอะไร สีส้มแจ๋แหงๆ” หมายถึงสีประจำบริษัท

“ไม่ขนาดนั้นหรอก อย่าใส่ร้ายเฮีย แกเป็นมนุษย์บ้างาน สมกับเจนแกนั่นแหละ เฮียเจนอะไรนะ X Y Z”

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อถึงคราวต้องเจรจากับบริษัทเรื่องผลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของพนักงาน เชิงชาญจึงมักถูกเลือกให้เป็นเอกอัครราชทูตเจรจาต้าอ้วย เพราะเกรดเฉลี่ยของเขาในสายตาผู้บริหารระดับสูงสุดนั้น คือ A บวกๆ

ซึ่งก็คือวันนี้เอง ที่เขามีนัดเข้าพบ MD คนใหม่ เห็นว่าเข้ามารับตำแหน่งได้ครึ่งเดือนแล้ว แต่ไม่ยอมรับนัดใคร ไม่ยอมให้จัดงานเลี้ยงต้อนรับ และยังไม่เคยเข้าประชุมกับกลุ่มพนักงานผู้น้อยเลยสักครั้ง คล้ายกับว่ากำลังดูเชิงหรือศึกษาพฤติกรรมบางอย่าง เรียกว่ากำลังสืบราชการลับอยู่ก็ว่าได้

จะต้องพูดฝรั่งกับเขาด้วยมั้ยนะ มาจากอเมริกาเชียว เชิงชาญไม่ค่อยถนัดเท่าไรเรื่องภาษา แต่หลายคนบอกว่า MD อาจจะเป็นคนไทยแท้ๆ ที่กินตำแหน่งอยู่สำนักงานใหญ่ และถูกส่งตัวมา อย่างไรก็แล้วแต่ เชิงชาญจึงหนีบต๋อยเข้าไปห้องประชุมด้วย เผื่อไว้ก่อน แต่สุดท้ายก็มีคำสั่งออกมา ขอให้เชิงชาญเข้าพบได้เพียงคนเดียว

เชิงชาญเตรียมบทพูดไว้ทั้ง 2 แบบ ไทยผสมอังกฤษ กับไทยล้วน ที่น้องๆ ช่วยลิสต์ศัพท์เฉพาะมาให้เช่นคำว่า เบิร์นนิ่งเอาต์ ซึ่งกำลังเป็นคำฮิตในสังคมมนุษย์เงินเดือน แปลง่ายๆ ว่าภาวะหมดไฟ คำว่า เวิร์กไลฟ์ บาลานซ์ หมายถึงสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต ซึ่งคำหลังนี้เชิงชาญแปลความหมายไม่ออกสำหรับเขาชีวิตกับงานมันคือเรื่องเดียวกัน แต่ก็ต้องจำความหมายเตรียมอธิบาย ในฐานะตัวแทนคนหมู่มาก

สองวันก่อนลูกน้องคนสนิท เพิ่งมาสารภาพว่านางประสบภาวะเต็มกลั้นกับทั้งสองคำ คือทั้งหมดไฟกับอาชีพ และต้องแบกเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ให้กับทีม

“หมวยไม่ไหวแล้วนะพี่…ชีวิตมันต้องยากเย็นอะไรขนาดนั้น หมวยจะห้าสิบแล้วพี่ แบกข้างบนที่มันทับลงมาไม่พอ ยังต้องรับแรงกระแทกจากข้างล่างอีก อยากเท”

อรอุมา เจ๊หมวยของน้องๆ เข้ามาสารภาพ พร้อมยื่นใบลาออก กำลังสำคัญของบริษัทผู้คร่ำหวอดเจนเวทีมาหลายสมัย ผลงานยอดเยี่ยม นิสัยดีเยี่ยม รักองค์กรเป็นเลิศ ไม่ควรมีชะตากรรมเช่นนี้ ‘เหนื่อย กดดันจนอยากลาออก’ หลังจากถูกคว่ำกระดานงานที่ปั้นขึ้นอย่างแสนยากเย็น ภายใต้งบประมาณจำกัด เวลาอันจำกัดจำเขี่ย และสุดท้ายงานถูกยกเลิกเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุผลที่ฟังเข้าใจยาก…เพราะใครคนหนึ่งไม่ยิ้มออกมาหลังจากดูตัวอย่างหนัง

“โคตรจะไม่เมกเซนส์เลยเฮีย…อยากจะเขวี้ยงรองเท้าใส่หน้าแม่ง” หมวยกล้าสบถ เฉพาะเมื่ออยู่ตามลำพังกับหัวหน้าอย่างเชิงชาญเท่านั้น

“เฮียเข้าใจหมวยนะ เอางี้ ลาพักร้อนมั้ย เรื่องลาออกอะไรเนี่ยเอาไว้พักร้อนจบค่อยมาคิดกันใหม่”

“พักร้อนให้เด็กมันตามด่าเหรอเฮีย… งานคาอกคาใจอยู่อย่างนั้น แล้วเนี่ยให้เวลาอีกอาทิตย์เดียวส่ง พ่อง”

เชิงชาญสะดุด อรอุมาถึงกับต้องยกมือไหว้ขอโทษ

“ช่างเหอะๆ เฮียก็เคยเป็นมาก่อน ไม่ใช่ไม่เคย…อารมณ์หมวยตอนนี้เหมือนเฮียตอนนั้นเลย อยากทิ้งตัว ทิ้งภาระไปเลย แต่ทำไม่ได้ มีเด็กๆ ที่รอความหวังจากพวกเราอยู่ พวกนั้นคงแย่ถ้าไม่มีหัวเรืออย่างเราคอยนำทาง คอยแก้ปัญหาให้…นี่คือสิ่งที่อัดอั้นในใจหมวยใช่มั้ย”

“เฮีย…แม่งโคตรใช่ จะเทก็ไม่ได้ จะให้อยู่ก็ขอตายดีกว่า แม่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

“งั้นทางแก้คืออะไร บอกเฮียหน่อย”

“ไม่รู้ดิ…”

“งั้นช่วยคิดมา หาทางออกกัน เอาแต่บ่น มันแก้อะไรไม่ได้นอกจากจะประสาทเสีย”

“ก็เลยต้องไปนี่ไง ตอนนี้ให้คิดหาทางออก ก็คือออก…จบนะเฮีย”

เจ้านายที่อาวุโสกว่าไม่มากนักอย่างเชิงชาญ กำลังเจอมรสุมทางอารมณ์ แบบนี้เข้าทำนองเดียวกับคำศัพท์อีกคำ HSP Highly Sensitive Person สมองของคนพวกนี้รับรู้สิ่งรอบตัวละเอียดอ่อนกว่าคนทั่วไป

“อยู่กับเฮียก่อนได้มั้ยหมวย…คือโลกข้างหน้าเฮียก็ไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่อย่างน้อยถ้าเฮียไม่ได้เดินตามลำพัง หันหลังมาเจอหมวย เจอกิต เจอใครต่อใครที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน หัวหกก้นขวิดร้องไห้ ดีใจ ชูมือด้วยกันบนเวทีรับรางวัล ตราบใดที่เรามีกันและกันแบบนี้ เฮียเชื่อว่าเราจะเผชิญทุกสิ่งได้ นะหมวยนะ เห็นแก่วันเก่าๆ ของพวกเรา อยู่กับเฮียก่อน”

อรชุมามีน้ำตาปริ่มๆ เม้มปากพูดเสียงสั่นเครือ

“ก็…ไม่รู้หรอกนะ…ว่าทางแก้คืออะไร แต่ว่า…พอได้บ่นแล้วมันก็รู้สึกโล่งขึ้นไปเปลาะนึงเหมือนกันน่ะเฮีย”

“งั้นบ่นมาได้เลย เฮียจะเป็นกระสอบทราย เป็นกระโถนให้หมวยทุกเวลา รับรอง จะไม่ปิดมือถือ จะตอบทุกข้อความที่หมวยส่งมา อยู่ไปด้วยกันนะน้องรัก”

น้ำตาเจ้ากรรมไหลพรากอาบใบหน้า อรชุมาได้ร้องไห้เสียบ้างต่อหน้าคนแก่กว่า รู้สึกตัวเบาๆ โล่งหัว เหมือนได้วางภาระลงแม้เพียงชั่วครู่

“เห็นว่าเฮียจะเข้าไปพูดแทนพวกเราใช่มั้ย งั้นหมวยฝากเรื่องนึงดิ…”

เชิงชาญขยับตัวเตรียมรับฟัง

“เฮียช่วยคุยเรื่องลูกค้าให้หน่อยสิ หมวยว่าเราต้องมีกติกาการทำงานที่ชัดเจนรัดกุมหน่อยแล้วละ หมวยว่าเราสปอยล์เขาจนได้ใจ เงินมันสำคัญก็จริง แต่สุขภาพจิตคนทำงานก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน ถ้าเฮียเคลียร์แอ็กเคานต์นี้ได้ บรรยากาศมันคงน่าอยู่ขึ้นได้หน่อยนึงแหละ”

ไม่ต้องเอ่ยนามก็รู้ได้ว่าหมายถึงลูกค้ารายใด เชิงชาญจึงรีบตกปากรับคำ เรื่องจัดระเบียบวิสัยการทำงานของแอ็กเคานต์อาการหนัก งอกขึ้นมาอีกหัวข้อนึง ไม่รู้ว่าเขาจะนำเสนอได้หรือไม่

“ถ้าลูกค้ามันงี่เง่านัก ก็เปลี่ยนมันเลย หมดยุคลูกค้าคือพระเจ้าแล้วเฮีย”

เสียงอรชุมายังดังก้องอยู่ในหัว พร้อมกับความกลัวในรูปแบบใหม่ หมดยุคลูกค้าคือพระเจ้า

เชิงชาญตั้งเข็มทิศในหัว ให้บรรจุเรื่องนี้ไว้ด้วย ทางออกคือ ต้องปรับรายละเอียดสัญญาเข้าไปเสนอใหม่ ต้องมีการเกลี่ยระหว่างเสถียรภาพของบริษัทกับประสิทธิภาพของคนทำงาน มันควรต้องจัดสมดุลกัน เนื่องด้วยเราเป็นบริษัทผลิตงานสร้างสรรค์ จะว่าเป็นศิลปะก็ไม่ใช่ เป็นบันเทิงก็ไม่เชิง มันคือธุรกิจที่ขับเคลื่อนได้ด้วยคน

สิบเอ็ดนาฬิกาตรงเผง ถึงเวลานัดหมายเข้าพบ MD ใหม่ชื่ออะไรยังไม่รู้เลย แถมเลขาฯ ยังจะย้ำว่ามีเวลาให้ 20 นาที

“คุณชาญใช่มั้ยครับ…มิสเตอร์เล้งเชิญให้เข้าพบได้แล้วครับ”

ชื่อเล้ง สงสัยจะเป็นคนจีน เอเชียด้วยกันน่าจะคุยกันง่ายหน่อย แถมเลขาฯ ยังเป็นผู้ชาย ผิดวิสัยไปเสียทุกอย่าง

“ครับ ขอบคุณนะน้อง”

เชิงชาญตบไหล่เลขาฯ หนุ่มเบาๆ พ่อคนนี้รูปร่างแบบบาง ใบหน้าสะอาดสะอ้าน และมีลุกอินเตอร์ น่าจะเป็นเลขาฯ ประจำตัวที่หนีบมาไทยด้วย เชิงชาญไม่เคยพบเขามาก่อน บ๊ะ…มิติใหม่ของฝ่ายบริหาร

ก๊อกๆ

“เชิญครับ”

เสียงไทยชัดแจ๋วดังจากในห้อง สบายแล้วเชิงชาญ เขาพูดไทยได้ อย่างนี้ก็ง่ายขึ้นเยอะ ถ้าเป็นภาษาแม่แล้วละก็ เข้าทาง เดี๋ยวจะกล่อมให้อยู่หมัด ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้เลยคอยดู

เชิงชายผลักประตูเพียงเบาๆ มันก็เปิดออกอย่างลื่นไหล ชายหนุ่มเจ้าของเสียงยืนอยู่หลังประตูรอท่าอยู่แล้ว

“ไม่เจอกันซะนานเลยนะ คุณชาญ…”

เขาทักก่อน เชิงชาญยังไม่แน่ใจว่าตนเองเคยพบเจอกันที่ไหนเมื่อไร

“ผมเอง มังกร”

“มังกร”

“ใช่…มังกร…แผนกไอทีของคุณไง”

มังกรยื่นมือออกมาก่อน เชิงชาญยื่นตาม ก่อนจะเขย่าทักทายกันตามแบบฝรั่งมารยาทงามทั่วไป การที่มังกรพูดถึงอดีตว่า ‘แผนกไอทีของคุณ’ ทำเอาเชิงชาญเขินปากตัวเองอยู่ไม่น้อย เป็นเรื่องสำคัญผิดเกี่ยวกับหน้าที่ของมังกรในวันนั้น เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว แม้จะจดจำใบหน้าท่าทางไม่ได้ แต่เชิงชาญไม่เคยลืมความเป๋อของตัวเองต่อเพื่อนร่วมงานนายนี้

“มังกร…คุณจริงด้วย โลกโคตรกลม ในที่สุดคุณก็กลับมา มาเป็นเจ้านายผมจริงๆ ด้วย เอ้ย ยินดีด้วยๆ”

เชิงชาญโผเข้าโอบไหล่เขาเต็มแรง แสดงความยินดีจากใจจริง บังเอิญมากที่เขาต้องคุยเรื่องยากๆ กับเพื่อนร่วมงานเก่าแก่ แบบนี้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว

“ขอบคุณมาก คุณไม่เปลี่ยนเลยเชิงชาญ ติสต์ เท่ หล่อ คุมธีมหัวจรดเท้า เหมือนเดิม”

“วันนี้เบาๆ น่ะ ต้องเล่นบทผู้บริหารสายติสต์ เราดีใจนะที่ MD ของเราคือนาย โคตรจะโคตรของความดีใจ เฮ้อ…แบบนี้ค่อยโล่งอกหน่อย”

“ฮึๆ”

มังกรหัวเราะเบาๆ ก่อนจะผายมือให้แขกรับเชิญนั่งตรงโซฟารับแขก แน่นอนว่าเขาเลือกตัวหัวโต๊ะที่เป็นเก้าอี้เดี่ยว

การเจรจาเป็นไปตามกำหนดไม่ขาดไม่เกิน ครบ 20 นาที เลขาฯ หนุ่มหน้ามนเป็นคนเคาะประตูจากข้างนอก มังกรมองเวลาจากนาฬิกาข้อมือมูลค่าหลายล้านบาท ใช่แน่ เชิงชาญมองไม่ผิดหรอก เขาเคยเห็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นน้อยแบบนี้บนข้อมูลลูกค้าคนสำคัญจนคุ้นตา แล้วอีกอย่างเบื้องหลังของมังกร เขาเป็นถึงลูกชายเจ้าของกิจการสินค้าเพอร์เซอนัลแคร์ยี่ห้อดังของประเทศ คือหมายถึงมีสารตั้งต้นระดับเศรษฐีอยู่ในตัวอยู่แล้ว นาฬิกาข้อมือเรือนไหนจะแพงในสายตาเขาได้อีก

“เสียดายนะ มีเวลาคุยกันน้อยไป ผมมีนัดกินข้าวกับลูกค้า เลยต้องรีบไป หวังว่าจะมีโอกาสคุยกันยาวๆ คราวหน้านะครับ”

มังกรลุกขึ้นยืนไปด้วย ร่ำลาไปด้วย เชิงชาญดีใจจนออกนอกหน้า การรู้จักคนใหญ่คนโตตั้งแต่สมัยเขายังเป็นวุ้น มันทำให้รู้สึกตัวใหญ่ไปด้วยแฮะ

“รอเลย…ห้องทำงานเราอยู่ชั้น 11 กดเรียกปั๊บก็มาได้ปุ๊บ…ชั้นเดิมของแผนกไอทีนั่นแหละจำได้มั้ย”

“ฮ่าๆ จำได้ครับ…จำได้ทุกอย่าง ร้านแฮงเอาต์ของแผนกผมก็จำได้…ผมต้องรีบไปแล้ว”

เชิงชาญเหลือบเห็นเลขาฯ ส่งสายตาให้เจ้านาย เป็นการเร่งเร้า

“อะครับ…เชิญๆ เดี๋ยวผมก็มีประชุมต่อเหมือนกัน”

เขาพูดไปอย่างนั้นเอง พักหลังๆ ชั่วโมงประชุมของเขาลดลงไปเยอะ ถัดจากนี้ก็ว่างยาวไปถึงบ่าย 3 โมง

มังกรเดินกลับไปที่โต๊ะ หยิบของเล็กๆ สิ่งหนึ่งติดมือ ก่อนจากไปเขาพูดทิ้งท้ายไว้

“เรื่องที่คุยกันวันนี้ ผมรับเรื่องไว้นะครับ อันที่จริงปัญหาบางอย่างผมก็พอมีข้อมูลอยู่บ้างแล้ว เอาไว้รอการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้เลยครับ ไม่ต้องห่วง”

“ในทางที่ดีใช่มั้ยครับ…” เชิงชาญดักคอติดตลก

“ครับ…ต้องดีสิครับ”

MD มังกรรับปากแข็งขัน แล้วนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายมรณะสำหรับมนุษย์เงินเดือน หลายร้อยชีวิตในเวลาต่อมา

 

 



Don`t copy text!