จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 14 : เกิด แก่ เจ็บ

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 14 : เกิด แก่ เจ็บ

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

เป็นเวลาเกือบสามสิบปี ที่คุณโกมลจะขับรถไปรับและไปส่งภรรยาที่ทำงาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักกับที่คุณโกมลทำงานอยู่ พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมที่มาเปิดในตัวจังหวัดเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้มีบริษัทใหญ่น้อยมาตั้งโรงงาน เกิดการจ้างงานในจังหวัด ตั้งแต่งานที่ต้องใช้แรงงาน งานด้านวิศวกรรม รวมถึงงานในสำนักงานของโรงงาน คุณโกมลเองก็ทำงานในนิคมแห่งนี้ตั้งแต่เรียนจบ จนเติบโตเป็นผู้บริหารในองค์กร

รถญี่ปุ่นขนาดค่อนข้างใหญ่ที่แม้จะเก่า แต่ได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าของ แล่นไปตามทางที่คุ้นเคยเพื่อที่จะไปรับภรรยาซึ่งทำงานที่บริษัทอื่น หากแต่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเดียวกัน ช่วงนี้คุณโกมลดูจะสดชื่นเป็นพิเศษ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะเกษียณอายุแล้ว บริษัทเอกชนจะถือเอาวันสิ้นปีเป็นวันสุดท้ายของการทำงาน

การที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำมาตั้งแต่ยังหนุ่ม พอรู้ตัวว่าจะได้พัก มันก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา ก่อนหน้านี้ก็เฝ้าแต่ฝันถึงวันที่ได้เดินทางท่องเที่ยวที่ต่างๆ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะติดประชุมหรือติดงาน ไม่ต้องแบกปัญหาในที่ทำงานจนปวดหัว ไหนจะเรื่องคน ไหนจะเรื่องงาน โลกหลังเกษียณจึงเป็นสิ่งที่เฝ้ารอมานานหลายปี

รถผ่านป้อมยามหน้าบริษัทที่คุณธาริณีทำงานอยู่ ถึงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแต่ก็ต้องแลกบัตรตามกฎระเบียบที่เคร่งครัด คุณโกมลขับรถเข้ามาจอดที่ด้านหน้าตึกสำนักงาน ซึ่งเชื่อมต่อกับส่วนที่เป็นโรงงานที่อยู่ด้านหลัง คุณธาริณีเห็นรถของสามีตั้งแต่ผ่านหน้าป้อมยามมาแล้ว จึงออกมายืนรอที่ประตูหน้าอาคาร แล้วเข้าไปนั่งในรถด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนสามีสังเกตเห็น

“มีอะไรหรือเปล่าคุณ” คนเห็นหน้ากันมาทุกวันเป็นเวลาเกือบสามสิบปี แค่หายใจผิดจังหวะนิดเดียว ทำไมจะไม่รู้

“วันก่อน ที่ตรวจสุขภาพน่ะ…คุณหมอเขาโทรศัพท์มาตามให้ไปตรวจละเอียดที่โรงพยาบาลอีกรอบค่ะ” คุณธาริณีหมายถึงการตรวจสุขภาพประจำปีของบริษัท ซึ่งหากมีข้อสงสัยอะไรในผลตรวจ คุณหมอก็จะให้ไปตรวจเพิ่มเติม เพราะโปรแกรมการตรวจสำหรับพนักงานอาจไม่ครอบคลุม

“คงไม่มีอะไรหรอกน่า อย่าเพิ่งคิดมากเลย เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อน” คุณโกมลเอื้อมมือมาบีบมือภรรยาเพื่อปลอบใจ เมื่อเห็นสีหน้าหม่นหมองของคนข้างกาย

ด้วยความเป็นห่วงภรรยา เย็นวันนั้น จึงพาคุณธาริณีไปทานอาหารในร้านที่ไม่ไกลจากที่ทำงานเท่าไรนัก แต่ด้วยบรรยากาศของต้นเดือนธันวาคม ลมหนาวพัดเย็นสบาย แสงไฟในร้านก็เริ่มตกแต่งให้มีสีสันสดใส ต้อนรับเทศกาลที่กำลังจะมาถึง

“วันนี้เรากินข้าวนอกบ้านกันสักวันนะ ให้แทนกินข้าวของเจ้าหมายไปคนเดียว ลูกมันไม่ว่าหรอก” คุณโกมลพูดพลางหยิบเมนูมาเลือกอาหาร

“วันมะรืนนี้ไปโรงพยาบาลด้วยกัน ผมพาไปเอง เราไปวันธรรมดา คนจะได้ไม่เยอะด้วย” คุณโกมลพูดขึ้นมาขณะที่กำลังรออาหาร เพราะการที่ไปตรวจในโรงพยาบาลเอกชน วันธรรมดาจะมีปริมาณคนไข้ที่น้อยกว่า ทำให้ไม่ต้องเสียเวลารอนาน

อาหารที่คุณโกมลเลือกมาดูน่ากินไปเสียหมด นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ออกมากินข้าวกันสองคนก็ตั้งแต่มีลูก การจะไปไหนมาไหนก็ต้องพ่วงเด็กหญิงเด็กชายไปด้วยตลอด พอลูกเริ่มโต ก็ผลัดกันไปเรียนมหาวิทยาลัย ไกลอกแม่ ธาดาห่างจากน้องห้าปี พอธาดากลับมาอยู่รวมกันได้แค่ปีเดียว ธัญญาก็ต้องไปเรียนบ้าง แล้วพอลูกสาวเพิ่งจะเรียนจบกลับมาอยู่บ้าน ก็มีเหตุให้ลูกชายไม่อยู่อีก

วันนี้คุณธาริณีจึงเจริญอาหาร แม้จะมีความกังวลอยู่ในใจมากมาย บางทีความกังวลมักเกิดจากการไม่รู้ เกิดจากการคาดเดาไปเรื่อย เกิดจากการไม่มั่นใจว่าจะหัวหรือก้อย สั่นคลอนอยู่กับความไม่รู้ แต่เวลาอย่างนี้ คนตรงหน้าคือผู้ชายที่ซื่อสัตย์กับเธอมาตั้งแต่ยังหนุ่ม จนถึงวันนี้ก็แก่ตามกันไป แม้จะมีความทุกข์ แต่เขาก็ไม่เคยหนีไปไหน คุณธาริณียิ้มให้ผู้ชายที่นั่งมองด้วยความห่วงใย มีความสุขกับสิ่งตรงหน้าก่อนดีกว่ามัวไปกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

 

รถยนต์แล่นเข้ามาจอดที่โรงพยาบาลเอกชนที่มีอยู่ไม่กี่แห่งของจังหวัด แต่นี่ก็นับว่าเป็นโรงพยาบาลที่ทันสมัยและสะดวกสบายพอสมควรเลยทีเดียว คุณโกมลจับจูงมือภรรยาแน่น อีกมือช่วยถือกระเป๋าที่ใส่ของกระจุกกระจิกรวมไปถึงเสื้อกันหนาว จัดแจงลงทะเบียนอย่างเรียบร้อย แล้วพาไปรอพบแพทย์ที่หน้าห้องตรวจ

จนเมื่อได้ยินเสียงพยาบาลเรียกชื่อ คุณธาริณีหันมามองสามีเหมือนขอกำลังใจ คุณโกมลพยักหน้าแล้วจูงมือภรรยาเข้าไปด้านในด้วยกัน

คุณหมอดูผลจากการทำเมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์แล้ว ผลลัพธ์ไม่ค่อยสู้ดี จึงต้องมีการตรวจเพิ่มเติม ก็คือการเจาะชิ้นเนื้อไปส่งตรวจ หรือที่เรียกว่าไบออฟซี่

“คนไข้ต้องรอผลแล็บก่อนนะครับ ถึงจะตอบได้ว่าเป็นอย่างไร น่าจะสองสามวัน ระหว่างนี้ ผมอยากให้ทำใจสบายๆ เพราะโรคมะเร็ง รู้เร็ว รักษาได้ครับ” คุณหมออธิบายหลังจากที่กระบวนการเจาะตัวอย่างชิ้นเนื้อเรียบร้อยแล้ว

“ส่วนแผลที่เจาะไปเมื่อสักครู่ ห้ามโดนน้ำ หมดฤทธิ์ยาชาแล้วก็จะมีระบมอยู่บ้าง ก็ให้ประคบด้วยความเย็นนะฮะ อย่าไปนวด มันจะช้ำ ไม่นานก็หาย” คุณหมอหนุ่มใหญ่ยิ้มอ่อนโยนให้คนไข้และสามี

คุณธาริณีพยักหน้าอย่างเข้าใจ และค่อนข้างทำใจได้มากขึ้นหากจะต้องทำการรักษา คงเป็นเพราะท่าทีของคุณหมอที่ไม่ได้มีความตระหนกแต่อย่างใด หากแต่ดูผ่อนคลาย เหมือนเป็นโรคภัยทั่วไปที่ใครๆ ก็เป็นกัน

“ผมว่า คงต้องบอกแทนด้วยนะ ว่าแม่กำลังจะเจอกับอะไร” คุณโกมลพูดในขณะที่กำลังขับรถกลับบ้าน “อย่ากลัวว่าลูกจะตกใจเลย แทนมันเก่งกว่าที่เราคิด”

“ฉันไม่ได้กลัวว่าแทนจะตกใจหรอกค่ะ แต่เห็นแทนทำงานหนัก เหนื่อยแรงแล้วก็ไม่อยากให้เหนื่อยใจ” คุณธาริณีอดสงสารไม่ได้ สองสามเดือนที่ผ่านมา ลูกสาวที่เพิ่งเรียนจบแท้ๆ เด็กน้อยของแม่ก็ต้องมารับภาระ โชคยังดีที่มีคีรีคอยช่วยเหลือ หรือบางทีแทนเป็นผู้ช่วยคีรีเสียก็ไม่รู้ อดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงชายหนุ่มที่เป็นหมือนลูกชายอีกคน

‘เด็ก’ ที่สองสามีภรรยากำลังคิดถึง กำลังง่วนอยู่กับงานที่กองบัญชาการ จังหวะที่เงยหน้าขึ้นมาพักสายตาที่อ่อนล้าจากจอคอมพิวเตอร์ ก็เห็นรถญี่ปุ่นคันใหญ่ของพ่อขับเข้ามาที่ประตูรั้วบ้านใหญ่ นึกแปลกใจที่วันนี้ทำไมถึงกลับมาเร็ว วันนี้คีรีอยู่ช่วยงานที่สวนป้าชมจันทร์ ป้าทั้งสองคนก็อยู่เรือนคุณปู่ หญิงสาวกำลังเหงา จึงตัดสินใจเดินกลับไปที่บ้านน่าจะดีกว่า จะได้พักสายตาไปในตัว

เมื่อหญิงสาวเปิดประตูเข้าไปในบ้านใหญ่ ถึงได้เห็นว่าพ่อกับแม่กำลังนั่งอยู่เงียบๆ ก็รู้สึกแปลกใจ จึงเดินเข้าไปนั่งบนโซฟาที่ยังว่างอยู่

“มีอะไรกันหรือเปล่าคะ” หญิงสาวทำลายความเงียบ คนเป็นแม่ถอนหายใจยาว แล้วหันมามองหน้าลูกสาว ที่ถึงจะโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ยังคงเด็กในสายตาแม่เสมอ

“วันนี้แม่ไปโรงพยาบาล เจาะชิ้นเนื้อไปตรวจมะเร็ง” คุณธาริณีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ก่อนจะพูดต่อ “หมอเขาสงสัยว่าแม่จะเป็นมะเร็งเต้านม”

ความเงียบปกคลุมห้องนั้นอีกครั้ง หญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมการเป็นผู้ใหญ่มันยากขนาดนี้ ตั้งแต่เรียนจบก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย พอโรงยาทำท่าจะเข้าที่ เรื่องพี่ชายทำท่าจะคลี่คลาย ก็มาเจอเรื่องแม่อีก

“แล้วแม่จะต้องทำยังไงต่อคะ” หญิงสาวถามไปทั้งที่ยังรู้สึกมึนงง

“ก็รอผล ถ้าใช่ ก็ค่อยว่ากันไปตามแผนการรักษา เดี๋ยวคุณหมอเขาก็จะบอกมาอีกทีจ้ะลูก”

“แม่กลัวมั้ย” หญิงสาวบีบมือผู้เป็นมารดาแน่น หญิงสาวไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วเธอเองต่างหาก ที่กลัว…กลัวแม่จะเจ็บ กลัวแม่จะทนไม่ไหว

“ตอบตรงๆ คือกลัว แม่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง” คุณโกมลยกมือโอบไหล่ภรรยา เหมือนจะบอกให้รู้ว่าจะไม่ไปไหน และแปลก ที่เมื่อคุณธาริณียอมรับว่าตัวเองกลัว ความกลัวก็ดูเหมือนจะเบาบางลง นี่สินะ ที่เขาเรียกว่าซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง

“วันที่ฟังผล แทนจะไปฟังเป็นเพื่อนแม่ค่ะ” มือของคุณธาริณีที่อยู่ในอุ้งมือลูกสาว แน่ใจแล้วว่าหากต้องสู้กับโรคร้าย ก็จะไม่เดินเพียงลำพัง

“เย็นวันนี้เราไปกินหมูกระทะบ้านป้าชมกันดีมั้ยคะ ปลุกใจให้ฮึกเหิม”

 

ระเบียงบ้านป้าชมวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ คุณโกมลจูงมือคุณธาริณีเดินลัดเลาะมาตามทางที่คุ้นเคยป้าชมจันทร์หันไปเห็นจึงกวักมือเรียกให้มานั่ง ธัญญาและคีรีกำลังย่างหมูและคอยคีบใส่จานส่งให้สองป้าคุณโกมลเล่าให้ภรรยาฟังถึงต้นไม้ในสวนที่เคยปีนเล่นเมื่อเยาว์วัยกับน้องชายของป้าชมจันทร์ ที่ตอนนี้ย้ายไปตั้งรกรากในกรุงเทพฯ

“แทนมันเล่าให้ฟังแล้ว อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด วันนี้เรามีความสุขกับหมูกระทะกันดีกว่า กินตุนไว้ เผื่อต้องรักษาตัว เราก็มีร่างกายที่พร้อมไง” ป้าชมจันทร์พูดพลางคีบหมูที่ย่างอยู่บนกระทะส่งให้

“คนเรามันก็ต้องเจอทั้งนั้น ใครมั่งไม่เจ็บไม่ป่วย จะมากจะน้อยก็แค่นั้น” ป้าจงกลพูดบ้าง

คุณธาริณียิ้มอย่างเห็นด้วย แล้วยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นมาชู “งั้นชนแก้ว ฉลองให้ว่าที่มะเร็งกันหน่อย” เล่นเอาทุกคนอ้าปากค้าง

“อย่าเงียบสิ โช้น…” คุณธาริณีย้ำ ทุกคนจึงยกแก้วน้ำอัดลมมาชนกลางอากาศเป็นที่สนุกสนาน

“ชั้นรู้แล้ว ไอ้แทนมันได้แม่มันนี่เอง” ป้าชมจันทร์พูดเสียงดังเหมือนเมาน้ำแดง พลางคีบกุ้ง ปลาหมึกแล้วมาย่างอย่างไม่ยอมให้ขาดตอน

“นี่วันนี้สองป้าเขาเป็นสปอนเซอร์นะ เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ” ป้าชมจันทร์ช่วยโฆษณาให้สปอนเซอร์

“เดี๋ยวก่อน ป้าชม ไอ้คำว่า เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจเนี่ย เราต้องเป็นคนพูดนะ” ป้าบงกชรีบแย้ง เมื่อได้ยินป้าชมโฆษณา จนทุกคนต้องหัวเราะกับแก๊งสาว สาว สาว ที่คบกันตั้งแต่เด็กจนแก่

“เออ คีเอ๊ย ไหนว่าจะเอาอะไรมาอวดป้าล่ะ” ป้าจงกลเปลี่ยนเรื่อง เพราะนึกขึ้นมาได้ พอเห็นชายหนุ่มทำหน้าเหวอ จึงย้ำไปอีกที

“ก็ที่ป้าเคยถามไง ว่ามาทำงานโรงยา ไม่ค่อยจะได้ช่วยแม่ แล้วแม่ไม่เดือดร้อนเหรอ” เสียงหัวเราะลั่นชอบอกชอบใจดังมาจากป้าชมจันทร์

“คีรีลูกแม่ ได้เวลาโฆษณาบ้างแล้ว” ป้าชมจันทร์ได้โอกาสอวดอ้างสรรพคุณของลูกชาย

คีรีจึงเปิดโทรศัพท์มือถือให้ทุกคนดู พลางอธิบายว่า นี่คือแอปพลิเคชันสำหรับการทำเกษตร ซึ่งจะมีการแสดงผลในจอโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นความชื้นในดิน ความชื้นในโรงเรือน ซึ่งจะมีอุปกรณ์วัดค่าความชื้นติดตั้งไว้ มีการวัดอุณหภูมิ แสงสว่าง รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ในโรงเรือน

“พอผมมีข้อมูลมากพอ ก็จะสามารถคำนวณได้ว่า พืชผักต้องการน้ำอีกเท่าไร น้ำก็จะถูกรดผ่านท่อ แล้วหยดลงไปตามที่ต้องการ ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป” ตอนนี้ทุกคนฟังอย่างตั้งใจ

“และนอกจากนี้ยังมีการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวัดความสมบูรณ์ ค่าความเป็นกรดด่าง เพื่อจะได้ให้สารอาหารที่เหมาะสมกับดิน เราให้สารอาหารแบบที่รู้ว่าพืชต้องการอะไรครับ”

“ส่วนโรงเรือนทุกโรง ผมทำเป็นระบบปิดทั้งหมด ป้องกันศัตรูพืช ซึ่งก็ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรมากัดกินให้เสียหาย” คีรียิ้ม แล้วอธิบายต่ออย่างภูมิใจ

“ทุกอย่างควบคุมผ่านระบบอินเทอร์เน็ตฮะ ดังนั้น อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ สวนของแม่ใช้คนงานไม่กี่คนเอง เพราะทุกอย่างทำงานได้อัตโนมัติ”

“แล้วถ้าเน็ตล่มล่ะ” ป้าจงกลถามด้วยความรอบคอบ

“เราก็กดสวิตช์เปิดการทำงานโดยไม่ต้องผ่านอินเทอร์เน็ตได้ฮะ ซึ่งเราก็มีเครื่องปั่นไฟ ถ้าไฟไม่ดับก็ไม่มีอะไรยาก”

“แต่ถ้าไม่มีไฟฟ้า เราก็กลับไปรดน้ำให้ปุ๋ยแบบเดิม ก็คือใช้คน เพียงแต่ว่าเรามีฐานข้อมูลที่มากพอว่าเราจะรดน้ำแค่ไหน และให้ปุ๋ยอะไรบ้าง เราจะทำงานอย่างไม่สะเปะสะปะไงฮะ” คีรีอธิบายให้ทุกคนที่กำลังฟังอย่างสนใจ

“ผมวางระบบไว้ทั้งหมด แม่จะได้ไม่เหนื่อย ลงทุนครั้งแรกเยอะหน่อย แต่คุ้ม เพราะผมมีฐานข้อมูลที่จะมาใช้วิเคราะห์ แล้วก็ไม่ต้องใช้คนงานมากด้วย เหมาะกับสวนเล็กๆ ของเราฮะ”

“ส่วนเรื่องการขาย ก็มีทั้งเอาไปขายเองที่ตลาดนัด แม่ได้เจอคนก็จะไม่เหงา บางส่วนก็ขายผ่านออนไลน์”

“ส่วนไอ้ที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องแล็บน่ะ ตอนแรกว่าจะทำขำๆ ทีนี้มันเกิดสนุกไง ขายตั้งแต่กล้วย ยันกล้วยไม้แพงๆ เลย” ป้าชมจันทร์อวดบ้าง

“งั้นมื้อนี้เราควรมีเจ้ามือเพิ่มแล้วนะ ว่ามั้ยทุกคน เอ้า โช้น…” ป้าบงกชชูแก้วก่อนใคร

 



Don`t copy text!