
ล่องลำนำกาล บทที่ ๗/๑ : พานพบจบจาก
โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ
![]()
เมื่อคาถาอาคมยื้อดวงวิญญาณให้อยู่เหนือกาลเวลา ออกขุนแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงยอมล่องลอยผ่านสามยุคสมัย จากอยุธยา สู่ธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่เพื่อหนีความตาย… แต่เพื่อตามหาหัวใจเดิมในร่างใหม่ของหญิงอันเป็นที่รัก พบเรื่องราวนี้ใน ล่องลำนำกาล โดยสีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนเจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 3

กระบวนทัพเรือของเจ้าตากและสำเภาจีนที่มาสวามิภักดิ์รวมได้ห้าพันนายแล่นออกจากจันทบุรีไปตามอ่าวไทยมุ่งหน้ากลับไปกู้บ้านเมืองด้วยใจฮึกเหิม
ค่ายธนบุรีถูกตีแตกก่อน ตามด้วยโพธิ์สามต้นที่พวกอังวะทิ้งนายกองมอญคอยเฝ้าไว้ เสียงโซ่ตรวนถูกตัดขาด ปลดปล่อยเหล่าเชลยจากพันธนาการ เป็นเสียงประกาศชัยชนะที่รอคอยมากว่าเจ็ดเดือน
พวกเชลยที่ถูกกักขังไว้พากันกรูออกมา หลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ บ้างก้มลงกราบแทบพื้น บ้างร่ำไห้ต่อหน้าทหารกล้า
ในหมู่คนที่โห่ร้องดีใจอยู่นั้น หญิงสาวคนหนึ่งแทรกฝูงชนตรงเข้ามา ยืนตะลึงมองหน้าขุนเทพคล้ายไม่เชื่อสายตาตัวเอง หล่อนทรุดตัวลงกอดขาเขาสะอึกสะอื้นร่ำไห้ฟังไม่ได้ศัพท์
“พี่เทพหรือ ใช่พี่เทพจริงๆ ด้วย”
สารภีนั่นเอง พี่สาวของสีนวลมิใช่หญิงสาวคนเดิมที่คุ้นตา ร่างอวบอัดอย่างคนมีอันจะกินกลายเป็นผอมเซียว ผิวพรรณที่เคยผุดผ่องกลับกร้านดำด้วยความยากลำบาก
“ฉันเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ได้พี่ฉุดฉันขึ้นจากขุมนรก หาได้คิดว่าจะมีโอกาสนั้นอีกเป็นคำรบสอง”
หัวใจชายหนุ่มพองโต การตามหากันท่ามกลางซากปรักหักพังไม่ต่างจากการร่อนดินทรายในแม่น้ำใหญ่ หวังได้เจอเศษเพชรพลอยยากยิ่ง แต่เขาไม่เคยหมดหวัง
“สารภี มาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร มิใช่ว่าหนีไปหัวเมืองตะวันออกแล้วหรือ” เขาถามด้วยใจระทึก
“พวกเราลงเรือหนีกันตั้งแต่พวกอังวะเผากำแพงเมือง แยกกันไปคนละลำ ลำของฉันกับพ่อเข้าฝั่งเสียก่อน ฉันหมายจะไปหาคนมาช่วยแต่…”
สารภีเล่าทั้งน้ำตา วันนั้นหล่อนกระโดดลงน้ำตามเรือของพี่ชายไม่ทัน ได้ยินเสียงเอะอะบนริมตลิ่งตามมาด้วยเสียงกรีดร้องขอชีวิต หนึ่งในนั้นจำได้แม่นว่าเป็นเสียงของพ่อ
หล่อนตกใจกลัวสุดขีดจนถูกกระแสน้ำพัดไป เคราะห์ดีที่ไม่จมแต่ก็โชคร้ายลอยไปติดเรือข้าศึก ดีที่ไม่ถูกฆ่าแต่ก็โดนกวาดต้อนมาขังไว้ ไม่ได้จับไปเมืองพม่าอย่างเจ้านายในวัง
“แล้วสีนวลล่ะ อยู่กับเจ้าด้วยหรือไม่” ขุนเทพถามอย่างร้อนรน ความหวังที่เคยดับไปแล้วถูกจุดขึ้น หรือคนรักของเขาจะยังมีชีวิตอยู่
“พ่อกับสีนวล…” สารภีสะอื้นตัวโยน แค่ย้อนนึกถึงวันมหาวิปโยคนั่น หล่อนก็ตัวสั่นเทาราวกับเพิ่งประสบไม่นาน เป็นคำตอบแจ่มแจ้งที่ทำให้ทหารหนุ่มล้มทั้งยืน
อนิจจา…หากเขาอยู่ด้วยในนาทีที่ข้าศึกพรั่งพรูเข้ามาทุกทาง วิชาความรู้ที่มีติดตัวคงได้พากันหาทางหลบหนีได้บ้าง ไม่มืดแปดด้านจนนำสีนวลไปสู่ความตายเยี่ยงนี้
ขุนเทพร่ำลาสารภี หากมีวาสนาชาตินี้คงได้พบกันอีก เขาขอปลีกตัวออกจากคณะชั่วคราว พาตัวเองกลับเข้าเมืองเพื่อไปยังจุดที่สารภีบอกว่าแยกจากพ่อกับสีนวลเป็นครั้งสุดท้าย
ม้าคู่ใจเหยียบย่างไปบนแผ่นดินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้าน เสียงกีบม้ากระทบผืนดินร้าวรานไม่ต่างจากเสียงสะอื้น น้ำตาชายชาติทหารร่วงริน มิอาจกลั้นให้ไหลกลับคืน
ผู้คนที่รอดชีวิตผอมโซร่อนเร่ไร้ถิ่นฐาน กระดูกมนุษย์และสัตว์ใหญ่เกลื่อนสองข้างทาง ควันสีเทาปกคลุมทั่วเมือง เหนือขึ้นไปแร้งปีกใหญ่บินวนคอยจับจ้องเบื้องล่าง รอให้มีสักชีวิตดับสิ้นจากความอดอยาก จะได้โฉบลงมาแทะกินอย่างตะกละตะกลาม
ใต้ฐานเจดีย์หรือปล่องช่องของวัดที่น่าจะมีสมบัติซุกซ่อนอยู่ถูกรื้อค้นแทบพลิกแผ่นดิน ครั้นเมื่อมิได้สิ่งของตามต้องการ ก็ทุบทำลายระบายความโกรธแค้น เศษซากที่เหลือรอดจากน้ำมือพวกอังวะในวันเสียกรุง ต้องมาถูกปู้ยี่ปู้ยำซ้ำสองจากคนชาติเดียวกัน
ขุนเทพเป็นดั่งนกที่โบยบินจากรังไปนาน แม้บ้านที่จากไปจะเหลือเพียงเถ้าธุลี แต่ด้วยสัญชาตญาณของวิหค มันย่อมบินกลับไปยังถิ่นเดิมของมันได้อย่างแม่นยำเสมอ
ลานดินกว้างริมน้ำ สถานที่ที่เขาและสีนวลเคยให้คำสัญญาต่อกัน บัดนี้เงียบเหงาวังเวง ร่มไม้ใหญ่ยืนต้นลำพัง ศาลเจ้าพ่อที่เคยเป็นที่พึ่งทางใจถูกทำลายกลายเป็นเศษไม้ผุพังกองอยู่ใต้ร่มไม้
ชายหนุ่มเดือดดาลด้วยความคับแค้น ก่อนคำรามออกมาจากหัวใจที่แตกสลาย สองมือจ้วงดินบริเวณนั้นอย่างบ้าคลั่ง เพื่อหาร่องรอยสิ่งที่ถูกฝังอยู่จนทั้งมือถลอกปอกเปิก เล็บฉีกขาดจากกรวดหินแหลม
“แม่สีนวล” เสียงกรีดร้องก้อง นานเหลือเกินจนลืมไปแล้วว่าเขาอยู่ตรงนั้นถึงพลบค่ำ แล้วสิ่งที่ตามหาก็มาปรากฏตรงหน้า
ชายผ้าถุงสีหมากสุกโผล่พ้นดินเพียงข้อนิ้ว เนื้อผ้าแห้งกรอบไปตามกาลเวลา เมื่อขุดลึกลงอีก ใต้ริ้วผ้าขาดวิ่นคือร่างที่เหลือเพียงโครงกระดูกของสตรีที่รักยิ่ง
ขุนเทพใช้มือปัดฝุ่นดินทรายประหนึ่งกำลังปัดเป่าเหลือบไรมิให้มาตอมเนื้อกายน้อง สองมือพยายามกอบร่างที่ไม่มีเนื้อหนังมังสา และเริ่มหลุดจากกันเป็นชิ้นๆ ขึ้นมา
เขาจำได้ว่าเป็นหล่อนจากกระดูกท่อนแขนขาวซีดซึ่งสวมเครื่องประดับไว้ เป็นกำไลสีทองวงหนาฝังทับทิมล้อมรอบในสภาพสมบูรณ์
เคราะห์ดีที่พวกอังวะมิได้ปล้นไปจากตัว มิเช่นนั้นเขาคงไม่รู้ว่าได้กลับมาเจอน้องแล้ว ที่สู้ลำบากฝ่าฟันมาตั้งนาน อย่างน้อยวันนี้ก็ได้กลับบ้าน เพียงแต่ไม่ได้พบหน้ากันขณะยังมีลมหายใจ
ขุนเทพประคองกระดูกสีนวลไว้แนบอก ดวงตาแดงก่ำพร่ามัวมองกำไลวงเดิมในมือ ก่อนเลื่อนมองใบหน้าของสีนวลที่ซ้อนทับเข้ามา และยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนยามที่เขาสวมกำไลวงนี้ให้
ลมยามค่ำพัดแรงขึ้นจนใบไม้สั่นไหวราวกับเสียงสะอื้นจากท้องฟ้า เขาหลับตาพริ้ม ก้มหน้าลงจนกำไลนั้นแตะหน้าผาก ในใจพร่ำรำพัน
แม้ร่างอันไร้ลมหายใจ มิอาจยินคำพี่แล้วแต่พี่จักขอเอ่ยวาจาสุดท้ายกับเจ้า จำได้หรือไม่ว่าน้องเคยให้คำมั่นกับพี่ว่า
“น้องจักขอสวมกำไลนี้ไว้ มิให้พรากจากกายจนสิ้นชีวิต”
บัดนี้น้องได้ทำตามคำของน้องแล้วจนพี่แจ้งแก่ใจ วันหนึ่งข้างหน้าจักเป็นหน้าที่ของพี่ที่ต้องตามหาน้องเพื่อสวมกำไลวงนี้คืนแก่ผู้เป็นเจ้าของ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ขึ้นสวรรค์ลงนรก หรือเหาะเหินข้ามมหานทีสีทันดรก็ตาม
กาลวินท์ไปถึงร้านขายของเก่าในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองก่อนเวลานัดหมาย เขาเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้วตั้งแต่ยังอยู่ในร่างก่อนๆ เจ้าของร้านคุณถนอมเป็นหญิงสูงวัยใจดีเพิ่งส่งไลน์แจ้งว่า
มีทับทิมหลายเม็ดสีสวยเลยค่ะ น่าจะเข้าเรือนกับกำไลของคุณวินได้
ประโยคนั้นทำให้เขาบินเข้ากรุงเทพฯ และตรงไปร้านเลยโดยไม่รอพุดจีบที่รบเร้าขอติดตาม
“คุณตาในร้านดุ๊ดุ ให้แกนอนก่อนไม่ได้หรือคะคุณพี่” เด็กหญิงหมายถึงวิญญาณชายชราร่างท้วมมีหนวดท่าทางเอาเรื่องผู้เฝ้าร้านขายของเก่า ที่คอยตามหล่อนทุกฝีก้าว
“พี่ไปไม่นาน ไม่ต้องตามไปหรอก” ชายหนุ่มตัดบท ปิดการรบเร้าได้ดีนัก
ขุนเทพนำกล่องกำมะหยี่สีแดงใส่กำไลของสีนวลมาด้วย นานมาแล้วในร่างที่เปลี่ยนผ่านก่อนหน้านี้ เขาเคยทำกำไลวงนี้หลุดมือไป ก็ได้คุณถนอมนี่แหละที่คร่ำหวอดในแวดวงของเก่าช่วยติดตามให้อย่างยากเย็น
‘ไม่รู้ว่าใช่วงเดียวกับที่คุณตามหาไหม แต่เทียบกับภาพวาดที่คุณให้มา วงนี้ถือว่าใกล้เคียงสุดค่ะ’
ตอนนั้นเขาอยู่ในร่างคุณสมัย ให้จิตรกรวาดและลงสีรูปกำไลตามที่จดจำได้เป็นต้นแบบ
‘เหมือนมากครับ เหมือนจนคล้ายกับเป็นวงเดียวกัน’ เขาพึมพำขณะหมุนสำรวจโดยรอบเพื่อดูรอยบิ่นและทับทิมที่หายไป
‘เป็นทองเก่าสมัยอยุธยาไม่ได้ขโมยขุดจากกรุไหนนะคะ มรดกตกทอดกันมา เจ้าของเป็นลูกหลานพระยาสักคนนี่แหละค่ะ ที่รู้เพราะบ้านนี้เขาขายสมบัติเก่ายกชุดเลย ใส่หีบมาหน้าตาคล้ายกันหมด กระจายไปตามร้านเยอะแยะเลย’
ในตอนนั้นขุนเทพรับฟังด้วยหัวใจแตกสลายเพราะถ้าเดาไม่ผิด เขารู้ว่าบ้านที่กล่าวถึงเป็นใคร การเปลี่ยนผ่านชีวิตของเขา บางครั้งก็เผลอสร้างความเจ็บปวดแก่ตัวเองและคนรอบข้างมากกว่าการจากลาธรรมดา
วันนี้เขากลับมาที่ร้านอีกครั้ง ตั้งใจจะซ่อมกำไลให้มีสภาพใกล้เคียงของเดิมที่สุด เผื่อเจ้าของจะจำของเขาได้
“เป็นทับทิมเก่านะคะ เพราะเหมืองในพม่าหาสีแดงอย่างนี้ยากแล้ว” คุณถนอมอธิบายระหว่างเด็กในร้านนำทับทิมสีแดงเลือดนกออกจากกล่องมาส่องไฟให้ดู
“ผมเชื่อสายตาคุณน้าครับ ที่ต้องรบกวนหาช่างประกอบเข้าเรือนให้ด้วยก็เป็นพระคุณมากแล้ว”
ร้านคุณถนอมเป็นแค่คนกลางซื้อขายไม่ได้รับซ่อม ยิ่งเป็นทองเก่าเนื้อนิ่มค่อนข้างเปราะ ต้องหาช่างฝีมือที่ชำนาญและไว้ใจได้เท่านั้น
“น้องวินรู้ใช่ไหมคะ ว่าคุณสมัยตามหากำไลวงนี้เป็นสิบๆ ปีเลย น้ายังคิดว่าแกจำแบบจากพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา แล้วมาลองภูมิกับน้าเสียอีก”
ขุนเทพแสร้งยิ้มเจื่อนในความคิดคุณถนอม ความพยายามตามเก็บอดีตที่หลุดหายไปของเขา เข้าออกร้านขายของเก่าเป็นว่าเล่น ก็มีข้อดีที่ทำให้ชีวิตผ่านไปเร็วเหลือเกิน
“ถ้ามีใครปล่อยของจากบ้านนี้อีก คุณน้าแจ้งผมได้เลยนะครับ ผมรับไว้ทุกชิ้น”
“ได้สิคะ” คุณถนอมรีบรับปากก่อนเผยความในใจว่า “น้าชอบคนรุ่นใหม่ที่สนใจของโบราณบ้านเรา ถ้าคุณสมัยไม่แนะนำน้องวินเป็นมั่นเป็นเหมาะ พี่คงคิดว่าน้องเป็นนายหน้าฝรั่ง รับของไปปล่อยวางตามมิวเซียมเมืองนอก แบบนั้นพี่ไม่ขายเด็ดขาด”
คุณถนอมเป็นกัลยาณมิตรที่ดีและจริงใจกับเขาเรื่อยมา จนขุนเทพออกปากเชิญว่า
“ไว้มีโอกาส คุณน้าให้เกียรติไปเยี่ยมบ้านผมบ้าง ถือว่าเป็นการตอบแทนที่ผ่านมานะครับ”
จนแล้วจนรอด โอกาสที่ขุนเทพว่านั้นไม่เคยมาถึง
พุดจีบอยู่ในห้องเมื่อกาลวินท์กลับไป เด็กหญิงกึ่งนอนกึ่งนั่งบนเก้าอี้นวม แสงสว่างเดียวมาจากโทรทัศน์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้แต่ไม่มีเสียง
“แอบหนีไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามเป็นอย่างแรก แต่พุดจีบเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่น
“อากงดีแต่บ่น ดูทีวีก็เรื่องหนึ่งละ ออกนอกเรือนก็อีกเรื่อง”
“เราก็ไม่ควรเอาแต่ใจ ไปไหนมาไหนต้องคอยระวัง คนสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน” เมื่อก่อนที่ขุนเทพว่าย้อนไปไกลเป็นร้อยปีเลย
“คุณพี่กลัวว่าคนจะทำร้ายผีได้หรือเจ้าคะ” พุดจีบย้อน ไม่รู้เลยว่าความโหดร้ายของมนุษย์สามารถก้าวล่วงเข้ามาทำร้ายโลกหลังความตายได้
“มนุษย์เดี๋ยวนี้ไม่ได้รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของตัวเองแต่มีเครื่องมือช่วย เราอาจจะรอดจากสัมผัสทั้งห้าของพวกเขาได้ แต่ไม่พ้นเครื่องมือที่มาจับตัวตนหรือการมีอยู่ของพวกเรา”
คงพิลึกน่าดูหากกล้องวงจรปิดของเพื่อนบ้านบันทึกภาพชิงช้าไม้ถูกโล้ขึ้นลงได้กลางดึกโดยไม่มีลมพัดสักนิด หรือเสียงโทรทัศน์ดังลอดออกจากบ้านเรือนไทยที่ไม่มีคนอยู่กลางวันแสกๆ
“มนุษย์ก็เหลือทน จะเก่งกว่าธรรมชาติไปเพื่อการใดกัน” เด็กหญิงบ่น
“เราจะเปลี่ยนเอง หรือรอให้ถูกบังคับว่าจะต้องเปลี่ยนล่ะ” ชายหนุ่มว่า แม้วิญญาณก็ยังอยู่ยากในยุคสมัยนี้ที่ความเชื่อของคนอ่อนไหวง่าย แต่เกิดศรัทธาได้ยากขึ้นกว่าเดิม
“คุณพี่ดุน้องเพราะกังวลเรื่องสีนวลโกรธคุณพี่” เด็กหญิงโพล่งออกมาอย่างคนที่รู้ความในใจ
กาลวินท์อยากจะเถียงว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก แต่พุดจีบมิใช่เด็กแล้ว หล่อนอธิบายว่า
“เขาโกรธชายในร่างนี้เจ้าค่ะ ไม่เกี่ยวกับพี่เทพ แต่เอาเถิด ไม่นานหรอกเขาจะเข้าใจ”
พอจะพูดจาอย่างผู้ใหญ่ขึ้นมา พุดจีบก็เข้าใจโลกได้ดีอย่างผู้ใหญ่ที่เห็นความเป็นไปมานาน
“คงเป็นผลกรรมจากชาติก่อนที่พี่ทำไว้” ชายหนุ่มรำพัน เป็นข้อสรุปเดียวที่นึกปลอบใจตัวเองได้
“พี่เทพ…” น้ำเสียงพุดจีบอ่อนลง “พี่จำไม่ได้หรือว่าก่อนหน้านี้ แม่สีนวลดีกับพี่อย่างไร”
“จำได้แต่พี่เหนื่อย หากเป็นไปอย่างครั้งก่อนที่พบกับแม่สีนวลเล่า…” เสียงแผ่วเบาก่อนขาดหายไปด้วยเหนื่อยเกินกว่าจะพูดถึง
ที่รอคอยมานานแสนนาน วันนี้เขาเข้าใกล้เส้นชัยแล้ว ถ้าเป็นขุนเทพคนเดิมเมื่อร้อยปีก่อนคงกระโดดเข้าใส่อย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาเตือนให้เขานิ่งและรอ…
หล่อนมีชีวิต มีเลือดเนื้อและหัวใจรอเขาอยู่ตรงหน้า เพียงแค่เอื้อมมือคว้าในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ขออย่างเดียวประวัติศาสตร์ต้องไม่ซ้ำรอยเดิมอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเท่านั้นเอง
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๗/๑ : พานพบจบจาก
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๖/๒ : จากจบเพื่อพบใหม่
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๖/๑ : จากจบเพื่อพบใหม่
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๕/๒ : พบกันอีกครา
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๕/๑ : พบกันอีกครา
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๔/๒ : ของกำนัล
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๔/๑ : ของกำนัล
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๓/๒ : จุดกำเนิด
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๓/๑ : จุดกำเนิด
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๒/๒ : แรกรัก
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๒/๑ : แรกรัก
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๑/๒ : การกลับมา
- READ ล่องลำนำกาล บทที่ ๑/๑ : การกลับมา
- READ ล่องลำนำกาล : บทนำ







