Slow life in Scandinavia 7 : Slow Boat to Oslo นอร์เวย์

Slow life in Scandinavia 7 : Slow Boat to Oslo นอร์เวย์

โดย : พิมพ์อักษรา

Loading

เที่ยวเพลิน เดินทาง คอลัมน์ที่บอกเล่าเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ และเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์บ้าง ไม่ประวัติศาสตร์บ้าง วิถีชีวิตของผู้คนที่ได้ประสบพบเจอ เสมือนให้ผู้อ่านได้ท่องเที่ยวดื่มด่ำไปด้วยกัน ผ่อนคลายจากวันที่เหนื่อยล้า เปิดโลก เปิดตา และเปิดใจ และที่สำคัญคือเพลิดเพลิน เหมือนชื่อของผู้เขียนนั่นเอง

หลังจากพายคายัคในโคเปนเฮเกนช่วงเช้า ก็ถึงเวลาที่ต้องอำลาเดนมาร์กไปสู่ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนอีกแห่งของสแกนดิเนเวียซึ่งก็คือประเทศนอร์เวย์นั่นเอง

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่าจุดประสงค์การท่องเที่ยวของฉันคือมาพักผ่อนชิล ๆ ไม่รีบร้อน ไม่เร่ง ไม่เน้นยัดโปรแกรมทุกอย่างให้ครบ ฉันก็เลยเลือกเดินทางสู่นอร์เวย์ด้วยเรือ ไปลงกรุงออสโล

ใช่แล้ว นั่งเรือข้ามประเทศนั่นเอง

เรือมาออสโล1

พี่สาวของฉันเป็นคนจองตั๋วตั้งแต่อยู่เมืองไทย ด้วยความที่ค่าครองชีพในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียแพงจับใจ เราก็เลยเลือกห้องพักในเรือแบบเตียงคู่สองชั้นสำหรับสามคน ขนาดห้องพักเล็กจนอย่าว่าแต่วางกระเป๋าเดินทางไม่ได้เลย ที่จะเดินยังไม่มีด้วยซ้ำ แต่พวกเราสามคนก็จัดการยัดตัวเองและกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สามใบเข้าไปกันจนได้ และใช้วิธีสลับกันเปิดปิดกระเป๋าเอาข้าวของออกมาใช้

ส่วนห้องน้ำไม่ต้องพูดถึง เล็กกระจิ๋วหลิวเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบินเลย

ที่เลือกนั่งเรือก็เพราะจะได้ชมวิวสองข้างทางไปเรื่อย ๆ และดื่มด่ำบรรยากาศสนุกสนานบนเรือ แต่สำหรับฉัน ไฮไลต์บนเรือคือบุฟเฟต์อาหารนานาชาติอลังการงานสร้างและอร่อยแทบทุกเมนูเลย

ตามหลัก ฉันควรจะไปเดินเล่นบนดาดฟ้า กินลม ชมวิวจนมืดค่ำแล้วค่อยนอน ตื่นมาก็จะถึงประเทศนอร์เวย์เลย แต่ด้วยความที่ฉันเพิ่งใช้แรงพายคายัคสองชั่วโมงครึ่งมาตอนเช้า ตอนนี้ท่อนแขนฉันไร้ความรู้สึก ล้าทั้งแขน ปวดทั้งตัว จนเมื่อทานมื้อเย็นเสร็จ ฉันรีบขอตัวอาบน้ำแล้วนอนหลับไปยาว ๆ จนถึงเช้า

ตัวเมืองออสโล

แต่ก็ยังสมความมุ่งหมายอยู่ดี เพราะเมื่อลืมตาตื่นมา ฉันก็พบแสงแรกของวันผ่านเวิ้งน้ำและขอบฟ้าของประเทศนอร์เวย์ บ้านเรือนเล็กกระจิ๋วหลิวตามเกาะแก่งชายฝั่งเริ่มปรากฏต่อสายตา เข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงต้องนั่งเรือข้ามคืนข้ามประเทศมา…

อรุณสวัสดิ์นอร์เวย์

เรือเทียบท่าตอนเจ็ดโมงเช้า ผู้โดยสารต้องรีบลงจากเรือให้ทันกำหนด เราหันไปหันมากัน ฉันรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยว่าตอนนี้ข้ามมาถึงอีกประเทศแล้ว พวกเราสามคนเรียกรถให้ไปส่งโรงแรมซึ่งอยู่ใจกลางเมือง เป็นโรงแรมที่พี่สาวของฉันเคยมาพักสมัยก่อน ราคาดี ห้องมีพื้นที่พอสมควรและเดินทางสะดวก

ออสโลต้อนรับพวกเราด้วยอากาศแจ่มใสเย็นสบาย เหมาะกับการเดินเล่นชมเมืองที่สุด

เนื่องจากเรามาเที่ยวช่วงฤดูร้อน ท้องฟ้าจึงเปิดออกเป็นสีน้ำเงินสดใส ชาวเมืองเดินขวักไขว่ตามถนนที่ล้อมรอบด้วยอาคารสีต่าง ๆ เนื่องจากเมืองสร้างบนเนินเขา เราจึงเห็นแม่น้ำและทะเลสาบอยู่ด้านล่าง ดูเรียบง่ายแต่มีชีวิตชีวา

ฉันเริ่มต้นวันด้วยการเดินเล่นในเมือง เห็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมยุคใหม่กับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่แทรกซึมอยู่ในถนนทุกสาย ความสนุกของการเดินเท้าแบบไม่เร่งรีบทำให้ฉันมีโอกาสสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในตรอกกลับด้าน หรือมุมถนนที่มีผลงานศิลปะบนผนังซึ่งสะท้อนความเป็นเมืองที่รักการสรรสร้าง

Royal Park

แต่ที่ฉันชอบเป็นพิเศษคือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เราเดินผ่านตั้งแต่ออกจากโรงแรมมาถึงใจกลางเมือง เป็นสวนที่ร่มรื่นเขียวขจีที่สุดสวนหนึ่งที่เคยเห็น ผู้คนก็ทั้งเดินเล่นชิล ๆ ขี่จักรยานกันสบาย ๆ ดูรื่นรมย์มาก สมกับที่เป็น “ปอดกลางเมือง” ของออสโล ชื่อว่า Royal Park หรือ Slottsparken เป็นสวนสาธารณะใจกลางออสโลที่โอบล้อมพระราชวังไว้อย่างอบอุ่นและงามสง่า สวนนี้ไม่ใช่พื้นที่สำหรับกิจกรรมกีฬาใหญ่เหมือนสวนสาธารณะทั่วไป แต่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจที่ผู้คนมักมาปิกนิก เดินเล่น และชมสวน อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ Royal Park มีความพิเศษคือความเชื่อมโยงกับ The Royal Palace หรือพระราชวังหลวง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ทั้งยังเปิดให้เข้าชมได้ฟรีตลอดปี มีต้นไม้นานาพันธุ์ตลอดทางเดินหินทำให้รายล้อมไปด้วยบรรยากาศร่มรื่น เหมาะเป็นสถานที่สำหรับพักสายตา พักขาจากการเดินเที่ยวในเมือง และเป็นจุดที่คนท้องถิ่นมักมาพบปะสังสรรค์ในวันหยุด

อีกมุมของ Royal Park

จาก Slottsparken เราสามคนนั่งรถเมล์และรถฮอปออนฮอปออฟ (Hop-On Hop Off) ซึ่งเป็นรถสำหรับพานักท่องเที่ยวแวะตามจุดท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ เพื่อไปยังพิพิธภัณฑ์ทางทะเลที่ตั้งอยู่ติดชายฝั่ง ถือว่าไกลพอสมควร เราจึงเลือกแวะเที่ยวหมู่บ้านโบราณระหว่างทางก่อน แล้วไปหยุดปลายทางที่พิพิธภัณฑ์ทางทะเลที่ว่า แต่กว่าพวกเราจะไปถึงก็เล่นเอาเหนื่อยเพราะหลงทาง ขึ้นรถผิดสายบ้าง เดินผิดทางบ้าง จากที่อากาศสบาย ๆ กลายเป็นร้อนเหงื่อท่วมขึ้นมาทันที

The Maritime Museum

พิพิธภัณฑ์ทางทะเลที่ว่าคือ The Maritime Museum (Norges Sjøfartsmuseum) ตั้งอยู่ในออสโลและเป็นศูนย์รวมประวัติศาสตร์การเดินเรือของนอร์เวย์ ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงสมัยใหม่ พิพิธภัณฑ์นี้จัดแสดงทั้งสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์ทางทะเล เครื่องบินลอยน้ำ และโมเดลเรือที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของผู้คนที่พึ่งพาทะเลเป็นเส้นทางชีวิต

The Maritime Museum

แต่ก่อนที่จะเข้าไปชมด้านใน พวกเราซึ่งหิวโซตาลายก็แวะหาของกินก่อน เลยสั่งอาหารที่นั่นมานั่งทานกันริมทะเลพลางชมวิวไป เห็นคนพายคายัคด้วย พอพายในท้องน้ำเปิดอย่างทะเลที่คลื่นลมแรงก็ดูยากกว่าที่ฉันพายในคลองที่โคเปนเฮเกนมาก…
แค่เห็นก็ปวดแขนแล้ว

พิพิธภัณฑ์ที่นี่ทำดีมาก ใช้เวลาหลายชั่วโมงได้ไม่เบื่อเลย สมเป็นประเทศที่ออกแบบทุกอย่างแทรกการเรียนรู้เข้าไปอย่างแนบเนียน ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ทางทะเลที่สะท้อนประวัติศาสตร์การเดินเรือของนอร์เวย์ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล องค์ประกอบหลักของพิพิธภัณฑ์คือการถ่ายทอดเรื่องราวการสำรวจ การค้าทางทะเล และชีวิตของช่างฝีมือที่สร้างเรือโบราณพร้อมระบบการเดินเรืออันเป็นมรดกของชาวนอร์เวย์ สู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน เรียกว่าพิพิธภัณฑ์นี้ช่วยอธิบายให้เราเห็นภาพและเข้าใจบทบาทสำคัญของทะเลต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศได้เป็นอย่างดี

ร้านอาหารเย็น

ตกเย็นพวกเรากลับเข้าเมือง เดินเล่นกันอีกสักนิด กะว่ามื้อเย็นอยากทานอาหารท้องถิ่น เดิน ๆ ก็สุ่มเลือกร้านกลางเมืองร้านหนึ่งที่เห็นสวยสะดุดตาด้วยสีเหลือง ดูว่าเป็นร้านหรูแต่ก็อบอุ่น บางอย่างบอกฉันว่าร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่แน่ ๆ

พวกเราสั่งหอยแมลงภู่ต้มซอสไวน์ อกเป็ดรมควัน ซุปลอบสเตอร์ พายรูบาร์บ และสตรอว์เบอร์รี่กับไอศกรีมคาราเมลบราวน์ชีส ชีสเฉพาะของแถบนี้ อิ่มอร่อยจุใจมาก (ราคาก็น้ำตานองหน้าเช่นกัน)

ฉันชอบอาหารในประเทศแถบสแกนดิเนเวียนี้จังเลย โดยเฉพาะอาหารทะเล ทุกอย่างดูสด สะอาด และรสชาติคลีน สัมผัสได้ว่าไม่ใส่สารแต่งเติมใด ๆ เลย ไม่มีผงชูรส วัตถุดิบทุกอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่เดนมาร์กจนมาถึงนอร์เวย์ ฉันไม่มีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อยเหมือนเวลากินอาหารประเทศอื่นเลย

พอกลับถึงห้องพัก ฉันเสิร์ชหาข้อมูลท่องเที่ยวที่อื่น ๆ แต่กลับค้นพบโดยบังเอิญว่าร้านที่เราไปนั่งทานมื้อเย็นกันมานี้ เป็นร้านเก่าแก่และติดอันดับร้านอาหารชั้นนำของออสโลเลยทีเดียว ชื่อร้าน Stortorvets Gjaestgiveri (ชื่ออ่านยาก ฉันก็ยังอ่านไม่ออก) มิน่าล่ะอร่อยเชียว

Oslo Opera House

เราจะอยู่กันที่ออสโลอีกหนึ่งวัน ก่อนจะนั่งรถไฟไปเมืองทรอนด์เฮม (Trondheim) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศนอร์เวย์ ดังนั้นช่วงเช้าเราก็จะเดินเล่นในออสโลกันก่อนเล็กน้อย โดยต้องเลือกเก็บไฮไลต์สำคัญแห่งเดียวคือพิพิธภัณฑ์ Munch (Munch Museum) และคงไม่มีเวลาเข้าชม Oslo Opera House แน่

Oslo Opera House ที่ว่าเป็นทั้งโรงละครแห่งชาติและเป็นทั้ง Art Complex สำหรับจัดแสดงโอเปร่าและบัลเลต์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองออสโล เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กแห่งหนึ่งของเมือง ความพิเศษของที่นี่อยู่ที่โครงสร้างสถาปัตยกรรมและการออกแบบ อันแสดงให้เห็นว่าชาวนอร์เวย์ให้ความสำคัญด้านศิลปะและภูมิทัศน์เมือง ดังจะเห็นได้จากตัวอาคารได้รับแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมโดยรอบของพื้นที่ ถ้าเรามาในช่วงฤดูหนาว จะได้เห็นทะเลสาบด้านหน้าอาคารกลายเป็นน้ำแข็งผืนเดียวต่อเนื่องกับพื้นที่ของตึก ซึ่งทำให้ที่นี่ได้รับรางวัลทางสถาปัตยกรรม ทั้ง World Architecture Festival Cultural Awards 2008 และ Mies Van Der Rohe Award 2009

ถึงอย่างนั้น พี่สาวก็บอกฉันว่า ไหน ๆ เราก็มาออสโลแล้ว แค่แวะถ่ายรูปที่โอเปร่าเฮาส์เป็นที่ระลึกสักหน่อย เพราะเป็นทางผ่านไปมิวเซียมพอดี เราสามคนก็เลยแวะเก็บภาพหน้าอาคารสักหน่อย แล้วค่อยเดินกันต่อไปถึง Munch Museum ถึงแม้เรามาในช่วงฤดูร้อนไม่เห็นทะเลสาบน้ำแข็งเชื่อมกับตัวอาคารก็จริง แต่ก็ได้เห็นหงส์ว่ายน้ำเริงร่ากันก็เพลินไปอีกแบบ

The Scream

เราสามคนเดินชมวิวเก็บบรรยากาศเมืองจนมาถึงปลายทางคือ Munch Museum (Munch-museet) หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Munch ฉันจะขอเรียกสั้น ๆ ว่ามุงค์มิวเซียมแล้วกัน

The Scream

มุงค์มิวเซียมเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมผลงานของ เอดวาร์ด มุงค์ (Edvard Munch) ศิลปินชาวนอร์เวย์ที่สร้างสรรค์ผลงานในยุคปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 จำนวนมาก รวมถึงภาพ The Scream ซึ่งเป็นภาพดัง และภาพวาดอื่น ๆ ที่สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องจิตใจซับซ้อนอ่อนไหวของมนุษย์ และความตาย

ฉันชอบภาพวาดที่นี่มากพอ ๆ กับภาพใน SMK มิวเซียมในโคเปนเฮเกน หรืออาจจะมากกว่าสักหน่อย ไม่ได้จะโอ้อวด แต่ฉันรู้สึกว่าตัวเองเข้าถึงอารมณ์ภาพที่ศิลปินตั้งใจจะสื่อได้ หรือเรียกได้ว่าจิตรกรมีพรสวรรค์ในการถ่ายทอดสื่ออารมณ์ทางภาพได้เก่งมากจนผู้ชมรับรู้ได้ ทุกภาพดึงดูดฉันหมดเลย แต่เนื่องจากเรามีเวลาไม่มาก เลยต้องไปต่อคิวชมภาพ The Scream กันให้แล้วเสร็จเสียก่อน ถึงจะค่อยเก็บภาพวาดอื่น ๆ จนครบ

ภาพ The Scream ที่ว่าเป็นภาพที่น่าจะโด่งดังที่สุด ไม่แน่ใจนักว่าเพราะอะไร แต่เดาว่าเพราะภาพนี้แสดงสัญลักษณ์ของความวิตกกังวลและอารมณ์รุนแรงที่มนุษย์ในสังคมต้องเผชิญทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นภาพสะท้อนวิกฤตทางอารมณ์ที่คนในเมืองประสบพบเจอในยุคนั้นกระมัง

The Scream มีหลายเวอร์ชันในเทคนิคต่าง ๆ ทั้งสีน้ำมันและสีชอล์ก และถูกตีความหลายแบบ บ้างมองเป็นการแสดงสัญลักษณ์ความวิตกกังวลในสังคมสมัยใหม่ บ้างตีความเป็นความวิตกกังวลทางการเมือง หรือความหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงในช่วงศตวรรษนั้น แต่ทั้งนี้สะท้อนความล้มเหลวของมนุษย์ในการสื่อสาร

ฉันได้ชมภาพนี้แล้วก็ชอบนะ แต่ไม่ได้เข้าใจหรืออินขนาดนั้น ฉันกลับชอบภาพอื่น ๆ มากกว่าอีก มีอีกหลายภาพในแกลอรีนี้ที่ตรึงความสนใจฉันไว้ได้นาน

อย่างว่า… ศิลปะเป็นเรื่องรสนิยมส่วนบุคคล ไม่มีผิดไม่มีถูกนี่นะ

พวกเราใช้เวลาชมภาพวาดกันราวชั่วโมงนิด ๆ ก็จำใจต้องออกมาเสียก่อน เพราะต้องแวะไปทานอาหารเที่ยง กลับไปเก็บของเช็กเอาต์ที่โรงแรมและไปสถานีรถไฟกัน

เพราะสถานีต่อไปคือ… Trondheim

เชิงอรรถ :

  • คำศัพท์ในชื่อเรื่อง “Oslo” เล่นคำมาจาก ชื่อ Slow Boat to China หนังสือรวมเรื่องสั้นของฮารุกิ มุราคามิ ที่แปลว่า “เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน”
    และเล่นคำจากสำนวนภาษาอังกฤษ แปลว่า การเดินทางอันใช้เวลานาน
  • SMK หรือ Statens Museum for Kunst พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติ ของประเทศเดนมาร์ก

Don`t copy text!