Slow life in Scandinavia 8 : Train to Trondheim ตามหาความสุขฮุกกะแบบนอร์เวย์

Slow life in Scandinavia 8 : Train to Trondheim ตามหาความสุขฮุกกะแบบนอร์เวย์

โดย : พิมพ์อักษรา

Loading

เที่ยวเพลิน เดินทาง คอลัมน์ที่บอกเล่าเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ และเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์บ้าง ไม่ประวัติศาสตร์บ้าง วิถีชีวิตของผู้คนที่ได้ประสบพบเจอ เสมือนให้ผู้อ่านได้ท่องเที่ยวดื่มด่ำไปด้วยกัน ผ่อนคลายจากวันที่เหนื่อยล้า เปิดโลก เปิดตา และเปิดใจ และที่สำคัญคือเพลิดเพลิน เหมือนชื่อของผู้เขียนนั่นเอง

ฉันว่าการเดินทางเที่ยวสแกนดิเนเวียรอบนี้ครบรสดีเหมือนกัน ฉันได้ล่องเรือข้ามประเทศจากโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ไปออสโล นอร์เวย์ ได้สัมผัสวิวท้องทะเลและชายฝั่ง และขณะนี้กำลังนั่งรถไฟไปเมืองทรอนด์เฮม (Trondheim) เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศนอร์เวย์ ดื่มด่ำกับวิวเทือกเขา ทุ่งหญ้า ป่าเขาอันสมบูรณ์ตระการตา

พี่สาวเป็นคนเสนอตั้งแต่ตอนวางแผนทริปว่าให้นั่งรถไฟไปเมืองนี้แทนการนั่งรถบัสหรือเครื่องบิน จะได้ชมทิวทัศน์ระหว่างทาง พี่ยืนยันว่าหน้าร้อนเป็นฤดูเหมาะที่สุดในการชมวิว และอยากให้ฉันได้นั่งรถไฟเพื่อสัมผัสสิ่งนี้ด้วยตัวเอง

ทำไมถึงเป็นเมืองนี้….

รถไฟไปทรอนด์เฮม

ต้องเล่าก่อนว่าพี่สาวของฉันเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศนี้เมื่อนานมาแล้ว นางอาศัยอยู่บนเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของนอร์เวย์ เคยกินอยู่ ใช้ชีวิตกับครอบครัวชาวนอร์เวย์ ไปโรงเรียนประจำหมู่บ้านร่วมกับวัยรุ่นที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งปีโดยที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเลย เมื่อกลับประเทศมา พี่พูดภาษานอร์เวย์ได้แตกฉาน คุ้นเคยกับวัฒนธรรมนอร์ดิก และมีความรู้เกี่ยวกับสแกนดิเนเวียมากกว่าคนไทยทั่วไปในสมัยนั้น (เกินยี่สิบปีแล้ว) ครอบครัวอุปถัมภ์ของพี่หรือที่เรียกกันว่าโฮสต์แฟมิลี่ (Host Family) เคยมาเยี่ยมเยียนพี่ที่เมืองไทยครั้งหนึ่ง ส่วนพี่ฉันก็กลับไปเยี่ยมพวกเขาที่นอร์เวย์หลายต่อหลายครั้งตลอดสิบยี่สิบปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าตั้งแต่เป็นวัยรุ่นจนโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวนี่แหละ พี่สาวฉันเลยรู้จักเส้นทาง คุ้นเคยกับการเดินทาง อากาศ และวิถีชีวิตคนที่นี่ระดับหนึ่ง

พออายุมากขึ้นโฮสต์แฟมิลี่ของพี่สาวย้ายจากหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเกาะมาอยู่เมืองทรอนด์เฮม พี่ฉันก็เลยเคยมาเที่ยวเมืองนี้แล้ว พอมานอร์เวย์รอบนี้ ก็เลยวางแผนมาเยี่ยมครอบครัวนั้นด้วย

รถไฟออกตอนสี่โมงเย็น ใช้เวลาเดินทางหกชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเราจะไปถึงเมืองทรอนด์เฮมตอนสี่ทุ่ม แต่สี่ทุ่มฤดูร้อนของนอร์เวย์ ฟ้ายังสว่างจ้า ไม่รู้สึกว่าดึกแล้วสักนิด ระหว่างทางฉันก็เพลิดเพลินไปกับวิวทุ่งหญ้า ป่าเขา ลำธารสายเล็กสายน้อยคดเคี้ยวกับดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง จนอดไม่ได้ต้องหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปและวิดีโอไว้หลายคลิป ถึงอย่างนั้นสิ่งที่กล้องบันทึกก็สวยไม่สู้ของจริงที่เห็นตรงหน้าสักนิดเลย สมแล้วที่พี่ยืนยันให้พวกเรานั่งรถไฟมา

เรามาถึงทรอนด์เฮมตอนสี่ทุ่ม แวะซื้อของกินที่สถานีรถไฟและเรียกรถไปโรงแรมกัน แม้ว่าอันที่จริงเมืองนี้จะเล็กพอที่จะเดินได้ แต่เนื่องจากเรามีกันสามคนกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สามใบ ใบเล็กอีกสองใบ มันจะทุลักทุเลมากเกินไปถ้าเราต้องลากกระเป๋าไปด้วย ดูทางไปด้วย

ห้องพักของเราเนื้อที่ค่อนข้างกว้าง และที่สำคัญ… วิวดี ติดแม่น้ำ มองเห็นกลุ่มอาคารหลากสีเรียงรายสองฝั่งน้ำอันเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของทรอนด์เฮม

ตอนอยู่บนรถไฟฉันก็เลยทำการบ้านเกี่ยวกับเมืองนี้มาสักหน่อย นอกจากความรู้ที่ว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศแล้ว ทรอนด์เฮมตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ และได้ชื่อว่าเป็น “เมืองนักศึกษา” เพราะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ คือ Norwegian University of Science and Technology (NTNU) ตัวเมืองไม่ใหญ่เกิน เหมาะกับการเดินเที่ยว ระยะเดินกำลังดี

เดิมเมืองนี้ชื่อ Nidaros ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 997 โดยกษัตริย์ Olav Tryggvason เคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการเมืองในยุคกลาง และยังเคยเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของนอร์เวย์มาก่อนด้วย

แพลนเที่ยวที่นี่ต่างไปจากเมืองอื่นตรงที่พอเช้าวันรุ่งขึ้นฉันกับพี่จะแยกกันเที่ยว เนื่องจากพี่กับลูกชายจะไปค้างบ้านพักตากอากาศกลางป่ากับโฮสต์แฟมิลี่หนึ่งคืน ส่วนฉันจะอยู่เที่ยวในเมืองทรอนด์เฮมเอง เท่ากับฉันจะมีเวลาท่องสำรวจเมืองนี้ลำพังถึง 2 วัน

เนื่องจากโรงแรมอยู่กลางเมือง และเมืองออกแบบให้เดินเที่ยวทั่วถึงได้ง่าย ฉันจึงวางแผนว่าจะค่อย ๆ ใช้เวลาตื่น ละเลียดอาหารเช้า แล้วเดินสำรวจเมืองไปอย่างไม่รีบร้อน แม้จะใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เมื่อเห็นฟ้ามืดมัวซัว ลมพัดแรง และฝนทำท่าจะตกก็ตาม

พนักงานโรงแรมเห็นว่าฉันจะออกไปเดินเล่นในเมืองคนเดียวก็เลยหยิบปากกามาวงแผนที่ให้ ฉันบอกเขาว่าอยากจะไปโบสถ์นิดารอส (Nidaros) แต่ก็อยากเดินชมไฮไลต์อื่น ๆ ของเมืองด้วย พนักงานได้ยินก็หัวเราะ บอกว่าไม่ว่าจะเดินยังไงฉันก็จะได้ชมทุกอย่างที่ต้องการอยู่ดี ประมาณว่าทุกอย่างจะบรรจบกันเป็นวงกลมนั่นเอง

ฉันจึงเริ่มจากเดินเลียบไปทางซ้าย เจอบ้านเรือนร้านรวงเล็ก ๆ หลากสีสันเรียงรายตลอดสองทางถนนและริมน้ำ มองผ่าน ๆ คล้ายนูฮาวน์ที่โคเปนเฮเกนแต่เล็กกว่า และเงียบสงบกว่า… มาก มากจนรู้สึกว่าไม่เหมือนกันเลย

เมืองนี้ให้ความรู้สึกคนละแบบกับออสโลโดยสิ้นเชิง มีความเป็นเมืองเล็กแต่ไม่ได้เล็กขนาดนั้น ไม่หวือหวาแต่อบอุ่น มีทั้งธรรมชาติผสมผสานกับความเป็นเมืองเก่าและเมืองใหม่ไว้ได้ลงตัว พอได้รู้มาว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์นอร์เวย์สูงเมืองหนึ่งก็เลยไม่แปลกใจกับส่วนผสมนี้

ถนนเริ่มแคบลง บ้านไม้สีพาสเทลเรียงราย หน้าต่างมีผ้าม่านลายดอกไม้ดูอบอุ่นสมเป็นฤดูร้อน จักรยานจอดพิงกำแพงแบบไม่รีบ ฉันหยุดถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ เพราะสีพาสเทลของอาคารพวกนี้น่ารักจับใจ อบอุ่น เรียบง่าย รู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลง

แลนด์มาร์กทรอนด์เฮม

เดินไปสักพักฉันถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า… ฉันกำลังอยู่ในย่าน Bakklandet ซึ่งว่ากันว่าเป็นย่านที่น่ารักที่สุดของทรอนด์เฮม บรรยากาศเหมือนอยู่ในยุคเก่าหน่อย ๆ และก็เหมือนเป็นอย่างนั้นจริง ๆ โดยไม่ได้เสแสร้งหรือพยายาม สมัยก่อนย่านนี้เคยเป็นย่านของพ่อค้าและช่างฝีมือ และทางเมืองก็พยายามอนุรักษ์เอาไว้ไม่ให้ถูกกลืนหายไปกับการพัฒนาสมัยใหม่ Bakklandet จึงยังคงเสน่ห์แบบเดิมไว้ได้

เดินต่อไปอีกนิด เลี้ยวขวาก็จะถึงสะพานเมืองเก่า หรือ Gamle Bybro เป็นสะพานไม้สีแดงที่เชื่อมฝั่งเมืองเก่ากับย่าน Bakklandet อีกหนึ่งสถานที่แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองนี้ เมื่อยืนอยู่กลางสะพานจะเห็นวิวท้องน้ำ Nidelva และบ้านไม้ยกพื้นสูงสีสันสดใสอยู่ริมฝั่งน้ำ เป็นอีกหนึ่งภาพจำของเมืองทรอนด์เฮมเลยทีเดียว และเป็นวิวเดียวกับที่ฉันเห็นจากห้องพักโรงแรมยามเช้านั่นเอง

ตอนนี้ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทา ฝนโปรยเม็ดลงมาบางเบา ลมพัดแรง ฉันยังไม่พ้นสะพานดีเลย ก็ต้องรีบกางร่มก่อน จะล้มเลิกกลางคันตอนนี้ก็ไม่ได้ เพราะข้างหน้านั่นฉันเห็นยอดแหลมของโบสถ์อยู่ลิบ ๆ แล้ว เลยต้องรีบเดินผ่านซุ้มประตูไม้สีแดงที่มีชื่อเรียกว่า “ประตูแห่งความสุข” หรือ Lykkens Portal โดยที่ยังไม่ได้ดื่มด่ำหรือสังเกตรายละเอียดอะไรมากนัก

ตามหลักฉันต้องเดินตรงไป แต่เมื่อดูแผนที่ฉันเข้าใจผิดว่าต้องเลี้ยวซ้าย ก็เลยเข้าผิดทาง ฉันไปโผล่อยู่กลางทุ่งหญ้าเขียวขจีแห่งหนึ่ง เป็นสีเขียวอ่อนสดสว่างเท่า ๆ กัน ฉันสังเกตว่าประเทศทางสแกนดิเนเวีย สีเขียวต้นหญ้าป่าเขาของเขาจะเป็นสีโทนนี้แทบทั้งนั้น ให้ความรู้สึกสดชื่นมาก ๆ

มองไปรอบ ๆ ฉันอยู่ในวงล้อมของดงต้นไม้ขนาดใหญ่ ใบแน่นหนาเป็นพุ่มและเขียวขจีทุกต้น ร่มรื่นแบบที่เรียกว่าหลังคาใบไม้อย่างแท้จริง แล้วฉันก็เริ่มงง ที่นี่ที่ไหน ราวเข้าไปอยู่ในสวนสวรรค์ มันเขียวแบบอุดมสมบูรณ์แม้ไม่มีดอกไม้เลยสักดอก และที่สำคัญ…

มันเงียบมาก เงียบเกินไป

สวนสวยร่มรื่นขนาดนี้มันต้องมีคนมาเดินกันขวักไขว่หรือปั่นจักรยานแล้วสิ ไม่เกี่ยวว่าฝนเริ่มตกหรอก มันเหมือนไม่ใช่สวนที่คนมาเดินกัน หรือฉันเข้ามาในพื้นที่คฤหาสน์ใครโดยบังเอิญหรือเปล่านะ

ฉันยังคงกางร่มเดินไปตามทางแคบ ๆ นี้ และสงสัยว่ามันจะพาฉันไปถึงไหน แล้วโบสถ์ของฉันล่ะ

แต่ฉันไม่ต้องสงสัยนาน เพราะทันใดนั้น คำตอบก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ป้ายหลุมศพเรียงราย….

สุสานนี่เอง… มิน่าล่ะ เงียบเชียว

แต่ก็ต้องชื่นชมที่นี่จริง ๆ เพราะแม้จะเป็นสุสาน แต่ไม่รู้สึกน่ากลัวหรือวังเวงสักนิด ตรงกันข้าม ฉันรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่สวย งดงาม และสงบเงียบ เป็นความสงบที่ไม่น่าสะพรึง

แล้วอาคารโบสถ์ก็ปรากฏตรงหน้า… ฉันเข้ามาทางด้านหลังโบสถ์นั่นเอง อาคารหน้าโบสถ์อยู่อีกฝั่ง

สุดท้ายก็ถึงจนได้… โบสถ์นิดารอส

โบสถ์นิดารอส (Nidaros)

Nidaros Cathedral (Nidarosdomen) หรือถ้าเรียกให้ถูกคือมหาวิหารนิดารอส มีหน้าตาเหมือนโบสถ์โกธิกยุคกลาง คือมียอดแหลมสูงและมีความทะมึน ๆ แข็ง ๆ เย็นชา ว่ากันว่าเป็นโบสถ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนอร์เวย์จนเคยเป็นจุดหมายของผู้แสวงบุญจากทั่วยุโรปมาแล้ว และในอดีตที่นี่ยังใช้เป็นที่ประกอบพิธีราชาภิเษกกษัตริย์นอร์เวย์อีกด้วย

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าที่นี่สร้างขึ้นบนหลุมศพของนักบุญโอลาฟ (St. Olav) ซึ่งก็เป็นกษัตริย์ด้วย และเป็นคนทำให้คนนอร์เวย์นับถือศาสนาคริสต์

อนุสาวรีย์โอลาฟ

เนื่องจากเขามีการทำพิธีด้านใน ฉันเลยไม่ได้เข้าไปชมด้านใน แต่แค่ยืนอยู่ด้านนอก ก็สัมผัสถึงความขรึมขลังอลังการของที่นี่มากแล้ว

ฝนยังโปรยปราย ไม่หนัก แต่ไม่หยุด ฉันเลยตัดสินใจจะหาอะไรอุ่น ๆ ทานก่อนกลับเข้าโรงแรม ดูท่าทางวันนี้คงไม่ได้ไปไหนมาก

ฉันเดินย้อนทางเดิม ข้ามสะพานไม้แดง Gamle Bybro กลับมาเขต Bakklandet ซึ่งน่าจะมีร้านเก๋ ๆ เยอะ แต่เอาเข้าจริง ร้านที่ขายอาหารด้วยกลับมีไม่มากเท่าร้านกาแฟ ฉันจึงเลือกแวะร้าน Bakklandet Skydsstation เพราะเห็นเป็นร้านเล็ก ๆ น่ารักมาก และดูมีอาหารขาย เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นร้านแนะนำของเมืองนี้ (อีกแล้ว… แสดงว่าเราก็ตาถึงอยู่นะ)

ร้านอาหาร Baklandet
ซุปทะเล

ฉันเลือกสั่งเป็นซุปทะเล ตอนแรกประมาทคิดว่าซุปถ้วยเดียวจะอิ่มหรือนี่ แต่ปรากฏว่าเป็นชามก้นลึก ดังนั้นปริมาณจุก ๆ ยิ่งเสิร์ฟพร้อมขนมปังอบร้อน ๆ กับเนยหอม ๆ บอกเลยว่าฟินมาก

ฝนไม่มีทีท่าจะหยุด ฉันเลยกางร่มเดินกลับโรงแรม กลับไปแช่น้ำอุ่น ๆ จิบช็อกโกแลตร้อน นั่งอ่านหนังสือ Norwegian Folk Tales (ฉบับภาษาอังกฤษ) ที่ได้มาจากพิพิธภัณฑ์ทางทะเลที่ออสโล ชมวิวบ้านไม้หลากสีริมแม่น้ำผ่านหน้าต่างห้องนอนที่ตอนนี้พราวไปด้วยหยาดน้ำฝน

เป็นความสุขสงบเรียบง่ายอย่างแท้จริง

ความสุขที่ทำซ้ำได้แม้วันฝนตก

วันถัดมา ฟ้าก็ยังมืดครึ้ม ฝนก็ตกปรอย ๆ ฉันก็ยังคงอยู่ในเมืองเดิม เส้นทางเดิม เพียงแต่วันนี้ลองอ้อมไปจัตุรัสกลางเมืองบ้าง แต่ด้วยความที่ไม่ใช่วันอากาศดี จัตุรัสกลางเมืองที่มีอนุสาวรีย์กษัตริย์โอลาฟก็เลยเงียบเหงา ฉันก็เลยเดินเหงา ๆ กลับ ชั่งใจว่าจะย้อนกลับทางเดิม หรือทดลองทางใหม่ซึ่งถ้าดูตามแผนที่แล้วก็จะนำไปสู่โบสถ์นิดารอสได้เหมือนกัน

สุดท้ายฉันก็ลองดู เพราะเส้นทางเมืองนี้เดินเป็นวงกลมนี่นะ

ฉันมาถึงโบสถ์เมื่อวานในระยะเวลาอันสั้น นึกถึงประวัติที่ได้ยินมา
พลัน เหมือนพล็อตนิยายจะก่อตัวขึ้นราง ๆ

“ที่นี่คือหัวใจของนอร์เวย์”
เมื่อพันปีก่อน โอลาฟกษัตริย์นักรบถูกสังหาร
ผู้คนเชื่อว่าเขาเป็นนักบุญ
หลุมศพของเขาอยู่ตรงนี้
และโบสถ์แห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นเหนือหลุมศพของเขา

ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เงียบ… จนได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเอง
แสงลอดผ่านกระจกสี ตกกระทบพื้นหินเย็น ๆ
ไม่ต้องเข้าใจศาสนา ก็รู้สึกได้ถึงความสงบ

หลังโบสถ์

เมื่อได้ย้อนเส้นทางเดิม สำรวจเมืองเดิมอีกครั้ง ด้วยความไม่เร่งไม่รีบยิ่งกว่าเดิม อารมณ์สุนทรี คิดอะไรเป็นพล็อต เป็นเรื่องราวก็ผุดขึ้นมาเองดื้อ ๆ ตราบใดที่ฝนไม่ตกหนัก ตราบใดที่ยังมีร่มแข็งแรงในมือ ฉันก็พร้อมเดินไปเรื่อย ๆ ได้ปล่อยตัวเองไปกับความสงบเงียบและน่ารักแบบไม่ตะโกนนี้ ก็ทำให้จินตนาการได้เป็นคุ้งเป็นแคว

สะพานไม้สีแดงปรากฏตรงหน้า
ซุ้มนั้นเขียนไว้ว่า Lykkens Portal ประตูแห่งความสุข
คนที่นี่บอกว่า ถ้าเดินผ่านตรงนี้แล้วคิดถึงสิ่งดี ๆ
ความสุขจะเดินตามเราไป
สองเท้าก้าวข้ามสะพาน มองลงไปเห็น Nidelva ไหลเอื่อย
บ้านไม้หลากสีสะท้อนบนผิวน้ำ
เหมือนภาพวาดที่มีชีวิต
สายฝนยังคงโปรยปราย
เสียงน้ำกระทบฝั่งเบา ๆ
นี่แหละ ทรอนด์เฮมที่ฉันตกหลุมรัก

ฉันติดใจซุปทะเลจานเดิม จึงมุ่งหน้าไปที่ร้านเดิมด้วยความตั้งใจ แต่ปรากฏว่าวันนี้คนแน่นร้านน้อย ๆ นั้นจนต้องรอสักพัก แต่ฉันไม่รีบ จึงรอได้ ไม่หงุดหงิด อารมณ์สุนทรีของฉันยังพรั่งพรู

ซุปทะเลเข้มข้นกลมกล่อม กับขนมปังทาเนยหอม ๆ และช็อกโกแลตร้อนสักแก้ว
นั่งริมหน้าต่าง มองคนเดินผ่าน
ไม่มีใครเร่ง ไม่มีเสียงรถ
มีแต่เสียงช้อนกระทบจานเบา ๆ
ถ้าได้อยู่ที่นี่นานกว่านี้อีกนิดก็คงไม่เลวเลย

ฝนยังไม่หยุด แต่เริ่มซา
เสียงน้ำฝนกระทบหลังคาไม้เปาะแปะ อากาศเย็นลงมาก
ฉันหันกลับไปมองทางเดิม
โบสถ์นิดารอส สะพานไม้แดงแห่งความสุข บ้านไม้พาสเทลสดใส
ทุกอย่างเชื่อมต่อกันพอดิบพอดี

ทรอนด์เฮมไม่ได้ตะโกนว่า “ฉันสวย” แต่กระซิบเบา ๆ ว่า
“ถ้าเธอช้าลงหน่อย เธอจะเห็นฉัน”

ฉันว่า ฉันได้พบ Hygge หรือ ฮุกกะแบบนอร์เวย์เข้าให้แล้วละ

เชิงอรรถ :

  • คำศัพท์ในชื่อเรื่อง “Trondheim” เล่นคำจากภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Train to Busan
  • Hygge (ฮุกกะ) คือ ศิลปะการใช้ชีวิตที่อบอุ่นและมีความสุขจากสิ่งเรียบง่ายรอบตัว โดยเน้นการสร้างบรรยากาศที่สบายๆ อบอุ่นและปลอดภัย รู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจ ผ่านการทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น การใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนสนิท การนั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ หรือการตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ด้วยแสงเทียนและผ้าห่มนุ่มๆ เพื่อค้นหาความสุขในทุกวัน

Don`t copy text!