แก่นไม้หอม บทที่ 45 : เติบโต

แก่นไม้หอม บทที่ 45 : เติบโต

โดย : กิ่งฉัตร

แก่นไม้หอม นวนิยายออนไลน์ โดย กิ่งฉัตร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวที่จะทำให้คุณได้รู้ว่าผู้หญิงเป็นเมียและแม่ไม่ต่างจากแก่นไม้ที่แข็งแกร่ง มั่นคงและทรหดที่ยึดให้ใบได้แผ่กว้าง และหากโลกนี้เชื่อว่าผู้ชายเป็นใหญ่ แต่จริงๆ แล้วทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนเป็นหยินที่โอบหยางทั้งสิ้น

หลังจากเรียนจบมัธยมปลายฉื่อไช้หรือวิชัยก็ไปทำงานที่โรงแรมในเยาวราช  คนอื่นทดลองงานสองสามเดือน  แต่เด็กหนุ่มที่รู้ทั้งภาษาอังกฤษ  จีนแต้จิ๋วและจีนกลางได้เป็นพนักงานประจำตั้งแต่ทำงานได้เดือนเดียว  ฉื่อไช้บอกกับม้าของเขาว่า

“เตี่ยมองการณ์ไกลจริง ๆ นะม้าที่ให้ไช้กับเฮียไปเรียนภาษาจีนกลาง  ลูกค้าคนจีนส่วนใหญ่ของโรงแรมมาจากจีนจากฮ่องกง  พนักงานพูดจีนกลางได้นี่แขกชอบมาก  เสียดายเฮียกับไช้ดื้อพอเตี่ยไม่อยู่ก็คิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเรียนเลยเลิกเรียนไป  ไม่งั้นคงพูดได้ดีกว่านี้”

“นี่ไงล่ะผลของการไม่เชื่อเตี่ยลื้อ  เตี่ยอยากให้เรียนก็ควรรู้ว่าดีต้องเรียนให้มาก ๆ  รู้ไหมเถ้าแก่น่ะเก่งมากฉลาดมาก  คิดไว้หมดแหละว่าควรจะต้องเรียนอะไรเรียนที่ไหน…”  ซิ่วเฮียงเอ่ยถึงสามีอย่างชื่นชม  ส่วงเป็นคนมองการณ์ไกลจริง ๆ อย่างที่ลูกชายคนรองว่า  เขาบังคับให้ลูกชายไปเรียนภาษาจีนกลางหรือจีนแมนดารินเพราะมั่นใจว่าจะมีประโยชน์กับลูกในอนาคต  เรื่องโรงเรียนก็เหมือนกัน  ที่ส่วงเลือกโรงเรียนเอกชนที่เขามั่นใจว่าดีที่สุดให้พวกลูกชาย  สาเหตุไม่เพียงแค่เชื่อว่าเด็ก ๆ จะได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดเท่านั้น  แต่ยังคิดแล้วว่าลูก ๆ จะได้มีเพื่อนที่มาจากครอบครัวฐานะดี  มีอำนาจหรืออิทธิพลในวงสังคม  เถ้าแก่หนุ่มเคยบอกเมียทั้งสองคนว่า

‘เรียนที่นี่ไม่ใช่แค่ได้ความรู้ดีแต่จะได้เพื่อนดีด้วย  คนเราถ้าเก่งก็ก้าวหน้าได้ดี  แต่ถ้าทั้งเก่งและมีเพื่อนฝูงที่มีเส้นสายดี ๆ มีคนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ก็จะยิ่งก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด  คนเป็นพ่อเป็นแม่เขาถึงยอมเหนื่อยยากพยายามจะเอาลูกเข้าเรียนที่นี่ให้ได้ไงล่ะ  ให้จ่ายเท่าไหร่ก็ได้เพื่อซื้อสังคมให้ลูก  อาไท่กับอาไช้เข้าเรียนที่นี่ถือว่าดีที่สุดแล้ว’

เพราะคำพูดแบบนี้ของสามี…ซิ่วเฮียงถึงไม่ยอมให้สามหนุ่มย้ายโรงเรียน  หัวเด็ดตีนขาดก็จะให้เด็กผู้ชายของทั้งสองบ้านเรียนโรงเรียนนี้จนจบมัธยมทุกคน

ส่วนเด็กผู้หญิงนั้นแม้จะเรียนโรงเรียนรัฐบาลแต่ก็เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง  มีความโดดเด่นทั้งเรื่องวิชาการและกีฬาฯไม่แพ้โรงเรียนเอกชนดัง ๆ  เรียกได้ว่าถึงลูกชายจะเป็นความหวังแต่ส่วงก็ยังใส่ใจลูกสาวเช่นกัน

“น่าเสียดายที่เตี่ยลื้อจากไปเร็ว  ไม่งั้นไช้กับน้อง ๆ คงไม่ลำบากขนาดนี้”

“ม้าไช้ไม่ได้ลำบากอะไรเลยนะ  ทำงานก็สนุกดี  แถมเข้างานเป็นกะเวลาแบบนี้  ไช้มีเวลาว่างเดินเล่นเยาวราชหาของอร่อย ๆ มาฝากม้าได้ด้วยไง”

ฉื่อไช้พูดจากใจจริงไม่ได้ปลอบให้ซิ่วเฮียงสบายใจ  เด็กหนุ่มเรียนหนังสือไม่เก่ง  อยู่ในห้องก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร  แต่พอมาทำงานแม้อายุน้อยสุดกลับมีผลงานเข้าตาเจ้านาย  ได้รับคำชมทำให้หัวใจพองโตเสมอ  ฉื่อไช้เข้างานกะดึก  สาย ๆ พอออกเวรก็มักไปหาอะไรอร่อยรอบ ๆ โรงแรมกิน  วันไหนเหนื่อยก็รีบซื้อขนมซื้ออาหารอร่อย ๆ กลับไปฝากม้าและน้อง ๆ  วันไหนไม่ค่อยเหนื่อยก็เดินเล่นสำรวจเยาวราชไปเรื่อย ๆ

เดินไปเดินมาก็พบคนคุ้นหน้าหลายคนเพราะเจ้าของร้านหลายร้านเป็นสมาชิกสมาคมจีนสัมพันธ์สมาคมเดียวกับที่บ้านลานมะเกลือสังกัดอยู่  บางคนเพิ่งพบหน้ากันในงานศพกุ้ยเตียงด้วยซ้ำ  ดังนั้นฉื่อไช้จึงเข้าไปทักทายพูดคุยและสานสัมพันธ์ขึ้นมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เด็กหนุ่มรู้สึกมีความสุขกว่าตอนนั่งเรียนหนังสืออยู่ในห้องทั้งวันจริง ๆ  แถมนอกจากมีความสุขแล้วยังมีเงินใช้เองไม่ต้องขอม้าหรือแบกหน้าไปขอจากเฮียไท่  ทำสองสามเดือนก็พอมีเงินเหลือให้ม้าเก็บไว้  จะไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านก็ได้หรือจะเก็บไว้สมทบเรื่องเรียนของอาแชก็ได้

ทำงานเข้าเดือนที่สี่ที่ห้าฉื่อไช้มีเงินค่าขนมให้เง็กซิมนิดหน่อย  อาม่าซิมถึงกับน้ำตาซึมชมว่า  อาไช้เด็กดี ๆ  เง็กซิมรับเงินไว้แต่ไม่ยอมใช้  ตั้งใจจะเก็บสะสมเป็นก้อนใหญ่แล้วคืนกลับให้ฉื่อไช้ไป

นอกจากให้เงินม้าและอาม่าซิมแล้ว  ในครอบครัวยังมีน้องที่มีเรื่องใช้เงินตลอด  โดยเฉพาะฉื่อกกที่รู้อย่างรวดเร็วว่า ‘เฮียไช้มีเงิน’  และรู้ว่าเฮียไช้ใจดีกับน้อง ๆ มากกว่าเฮียไท่และย้งแจ้  ดังนั้นพอไม่มีค่าขนมหรืออยากได้อะไรพิเศษเด็กชายก็จะวิ่งเข้าหาเฮียไช้เป็นคนแรก

ฉื่อไช้ก็มักใจอ่อนยอมควักเงินห้าบาทสิบบาทให้น้องชายเสมอ

แต่คราวนี้ฉื่อกกเรียกร้องหนักมาก  ขนาดพี่ชายคนรองต้องเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

“จะเอาห้าร้อยเชียวหรือ  เอาไปทำไมตั้งห้าร้อย”

ฉื่อกกไม่ทันได้ตอบ  ฉื่อแชที่อยู่แถวนั้นก็พูดขึ้นทันทีว่า

“เอาไปซื้อเกมส์กดล่ะสิ”

“เกมส์กดอะไร”  พี่ชายที่วัน ๆ เอาแต่ทำงานในโรงแรมถาม

“เกมส์กดแบบนี้ไง”  ฉื่อกกควักตลับสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดฝ่ามือขึ้นอวด  ตัวตลับมีหน้าจอคล้าย ๆ จอเครื่องคิดเลขขนาดเท่ากับนามบัตร  กรอบที่ล้อมรอบจอเป็นสีทองมีปุ่มสีแดงเล็ก ๆ สี่ปุ่มอยู่ขนาบจอด้านล่าง  มุมขวามีปุ่มขาวเล็ก ๆ เรียงกันลงมาสามปุ่มเป็นปุ่มคุมเกมกับปุ่มตั้งเวลา  ส่วนด้านซ้ายมีตัวพิมพ์ชื่อภาษาอังกฤษในกรอบว่า GAME & WATCH ใต้อักษรใหญ่มีอักษรเล็กคำว่า Nintendo “นี่เกมรับไข่  เฮียกดปุ่มเริ่มเล่นไข่มันจะหล่นลงมาจากแม่ไก่ตรงนี้  เฮียต้องเลื่อนปุ่มตัวมิกกี้เมาส์เอาตะกร้าไปรับไข่อย่าให้ไข่หล่น  ถ้าไข่หล่นแตกสามฟองเกมจบ  เฮียตาย”

“รับไข่เนี่ยนะ  มันสนุกตรงไหน”

“สนุกสิเฮีบยิ่งแข่งกับเพื่อนยิ่งสนุก  แข่งว่าใครจะรับไข่ได้มากกว่ากัน  เครื่องมันบันทึกได้ด้วยนะว่าใครทำคะแนนได้เท่าไหร่  แล้วก็มีเกมปลาหมึก  เกมพ่อครัว  เกมตีบอลมีตั้งหลายเกม  สนุกทุกเกมเลย”  ฉื่อกกทำเสียงเลยเหมือนเล้ยยยยขึ้นฟ้า  ฉื่อแชที่สุขุมกว่าน้องชายยังพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

“เกมส์กดอันละห้าร้อยเนี่ยนะ”  ฉื่อไช้รับไปพลิก ๆ ดูแล้วส่งคืนให้น้องชาย  “กกก็มีแล้วนี่ยังจะขอเงินเฮียไปซื้ออีกทำไม”

“อันนี้ไม่ใช่ของกก  ของเพื่อน  แม่มันซื้อให้แล้วเพื่อนแอบเอามาโรงเรียน  เพื่อนให้ยืมกลับมาฝึกมือที่บ้าน  ผลัดกันยืมคนละวัน  พรุ่งนี้ก็ต้องให้คนอื่นยืมต่อแล้ว  แต่กกอยากได้มาเล่นเอง  อยากเล่นให้สะใจไปเลย”

ฉื่อไช้ทึ่งในความมีน้ำใจของเพื่อนน้องชาย  แต่เขาต้องส่ายหน้าบอกตรง ๆ ว่า

“ซื้อไม่ไหวหรอก  แพงเกิน”

อย่าว่าแต่ฉื่อกกเลย  ฉื่อแชคนวางท่าว่า ‘ข้าไม่สน’ ก็มีสีหน้าสลดลง

ฉื่อไช้มองแล้วสงสารน้องชายทั้งสองคนเหมือนกัน  สมัยเตี่ยยังมีชีวิตอยู่นั้นเด็ก ๆ บ้านลานมะเกลือมีของเล่นมากมาย  เขาจำได้ว่าเฮียไท่มีหุ่นยนต์โลหะตัวใหญ่  พอกดปุ่มฝาที่ท้องหุ่นยนต์ก็เปิดออกด้านในมีไฟวับ ๆ มีเสียงเหมือนปืนกลยิงออกมาจากตัวหุ่นยนต์  ย้งแจ้มีตุ๊กตาผมสีน้ำตาลตัวใหญ่  ตุ๊กตาลืมตาหลับตาได้  พอกดปุ่มที่สะดือจะมีเสียงพูดออกมา  ส่วนเขามีแม่ไก่ตัวหนึ่งกดปุ่มแล้วไก่จะเดินต๊อก ๆ ไปเรื่อย ๆ พร้อมปล่อยไข่สีขาวฟองเล็ก ๆ ออกมา

นอกจากนั้นไม่ว่าของเล่นอะไรที่นิยมกันในช่วงนั้น  เตี่ยผู้ไม่เคยตกยุคจะซื้อให้ลูก ๆ ตลอด  ของเล่นดี ๆ ราคาสูงเต็มบ้าน  ในลานบ้านก็มีรถจี๊ปถีบสีเขียวคันใหญ่  แต่ตอนนี้…รถจิ๊ปหายไปไหนแล้วไม่รู้  ของเล่นดีบุกใส่ถ่านพวกนั้นก็ไม่เหลือให้เห็น

ทว่าถึงจะไม่เหลือซากเขากับพี่ ๆ สองคนก็ยังได้เล่น  ฉื่อฮวงเองก็คงเคยได้สัมผัสของเล่นพวกนี้บ้าง  มีเพียงน้อง ๆ สามคนหลังเท่านั้นที่น้องผู้ชายเล่นตุ๊กตุ่นตุ๊กตายางตัวเล็ก ๆ ตัวละบาทหรือหกสลึง  ส่วนน้องสาวเล่นตุ๊กตากระดาษ  เทียบกับของที่เตี่ยเคยซื้อให้เล่นแล้วถือว่าห่างชั้นกันไกล  ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงลูบศีรษะน้องชายคนเล็กเบา ๆ บอกว่า

“เอางี้เดี๋ยวเฮียไปดูที่คลองถม  ถ้าเจอเขาลดราคาหรือที่เขาขายถูก ๆ เฮียจะซื้อมาให้พวกลื้อสองคนนะ”

แม้จะเป็นคำสัญญาที่มีข้อแม้  แต่สองหนุ่มน้อยก็หน้าชื่นขึ้น  ฉื่อกกร้องเย้ ๆ อย่างยินดีก่อนชวนพี่ชายที่อายุห่างกันไม่ถึงสองปีดีเล่นแข่งเกมส์ที่เขายืมมาจากเพื่อนอย่างสนุกสนาน

ฉื่อไช้ไม่คิดจะผิดสัญญากับน้อง ๆ แต่เพราะหลังจากรับปากแล้วงานเขายุ่งจนไม่ได้ไปเดินแถวคลองถมจึงยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับเกมส์แต่อย่างไร  ทว่าสองสามวันหลังจากนั้นฉื่อกกและฉื่อแชก็มาหาเขาอย่างตื่นเต้น  บอกว่า

“เฮียไม่ต้องไปคลองถมแล้ว  ไปท่าเรือคลองเตยเถอะ  เพื่อนกกบอกว่ามีเรือสินค้าจะเข้ามา  เขาเอาเกมส์จากโรงงานมาขายราคาถูกแค่อันละเก้าสิบเก้าบาทเอง  แต่ต้องไปซื้อที่คลองเตยนะ”

“จริงหรือ  ทำไมราคามันถูกลงขนาดนั้น”  เด็กหนุ่มไม่มั่นใจ  ทว่าน้องชายสองคนรับรองว่าได้ยินข่าวมาตรงกัน  ฉื่อแชบอกว่า

“เพื่อนแชก็บอกเหมือนกัน  เขาว่าของจากโรงงานเลยขายได้ถูก  มีคนนัดกันจะไปที่คลองเตยด้วย  กะจะไปแต่เช้าเพราะถ้าสายเดี๋ยวของหมด  ถ้าหมดแล้วต้องรอรอบหน้าไม่รู้อีกกี่อาทิตย์เรือถึงจะเข้าอีก”

ว่ากันตามตรงฉื่อไช้ไม่ค่อยเชื่อถือนัก  แต่น้องชายสองคนอยากได้เกมส์กดเหลือเกิน  อ้อนวอนเขาไม่หยุด  เด็กหนุ่มจึงใจอ่อน  อีกอย่างวันที่ฉื่อกกบอกว่าเรือจะเข้าเป็นวันอาทิตย์  เขาหยุดงานพอดีจึงสามารถพาน้องสองคนไปท่าเรือคลองเตยได้

ก่อนออกจากบ้าน…ม้าที่รู้ข่าวเอาเงินมาให้เขาสามร้อย  บอกว่า

“ถ้าได้ราคานี้ก็ซื้อมาสามอันแล้วกัน  ให้อาเพียว อาแช อากกคนละอัน  เลือกแบบไม่เหมือนกันนะ  น้อง ๆ จะได้ผลัดกันเล่นได้”

เกมส์กดแบบนี้เด็กผู้หญิงก็ชอบเล่นเหมือนกัน  เพียงแต่ไม่เอาจริงเอาจังมากเท่าพวกเด็กผู้ชาย

“ม้าเก็บเงินไว้เถอะ  ไช้มี  ถ้าเขามีขายจริงจะซื้อมาแจกน้องคนละอันเลย  ซื้อให้ฮวงด้วย”

“ไม่ต้องไม่ต้อง  อาฮวงต้องดูหนังสือสอบ  ไม่ให้เล่น  ถ้าสอบติดมหา’ลัยแล้วอยากจะเล่นเดี๋ยวม้าซื้อให้อาฮวงเอง  เอาสามอันพอ”

สามหนุ่มออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าอย่างคึกคัก  แต่กลับถึงบ้านก่อนเที่ยงเล็กน้อยอย่างหมดสภาพ  เสื้อผ้ายุ่งเหยิง  ผมลีบติดหนังศีรษะ  ร้อนจนเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว  เข้าบ้านถึงกับนอนแผ่หรากันบนพื้นเลยทีเดียว  ซิ่วเฮียงเห็นสภาพลูก ๆ แล้วได้แต่หัวเราะ  ขณะที่ฉื่อเพียววิ่งเข้ามาถามอย่างตื่นเต้นว่า

“ได้ของไหมเฮีย”

“ได้อะไรล่ะ  ข่าวลือทั้งนั้นแหละ”  ฉื่อไช้บอกแบบทั้งเหนื่อยและขำ  “ท่าเรือคลองเตยแทบแตกมีแต่เด็กเต็มไปหมด  เบียดกันอย่างกับปลากระป๋องกลัวจะไม่ได้ของ  เหมือนอยู่ในสนามรบไม่มีผิด  เจ้าหน้าที่เขาออกมาบอกว่าไม่มี  ไม่มีเกมส์กดขายราคาเก้าสิบเก้าบาท  แต่ไม่มีใครเชื่อดันกันไปดันกันมาอยู่นาน  พอเริ่มมีคนเป็นลมถึงได้ยอมถอยกัน”

ฉื่อเพียวฟังแล้วเสียดาย  หล่อนอยากเล่นเกมเหมือนกัน  แต่ไม่ได้อยากมากเหมือนน้องชายอีกสองคนที่นอนหมดอาลัยตายอยาก  ฉื่อกกนั้นถึงขนาดยกมือก่ายหน้าผากแบบผู้ใหญ่เลยด้วยซ้ำ

ในกลุ่มสามหนุ่มที่ไปท่าเรือ  สองคนท้อแท้ด้วยความผิดหวัง  ส่วนอีกคนแม้จะเหนื่อยแต่ดวงตาเป็นประกายสดใส  ฉื่อไช้ไม่นึกเลยว่าเกมส์เด็กเล่นจะเป็นที่นิยมกันมากขนาดนี้  และเด็กที่วิ่งไปท่าเรือคลองเตยวันนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่เด็กยากจน  หลายคนมีพ่อแม่ขับรถพามา  หลายคนมีรถที่บ้านมาส่ง  หลายคนมีกำลังซื้อ  แต่ติดที่ว่าของขาดตลาดและราคาสูงเกินไปหน่อยเท่านั้น

วันรุ่งขึ้นสองหนุ่มรุ่นเล็กไปโรงเรียนอย่างห่อเหี่ยว  แต่เฮียไช้ของพวกเขาเข้าเวรดึกและออกเวรช่วงสายอย่างคึกคัก  เด็กหนุ่มไปเดินจากเยาวราชไปคลองถม  สำรวจร้านขายเกมส์นินเทนโด้เหล่านี้  เทียบดูราคา  วันรุ่งขึ้นออกจากงานเขาแวะไปหาเพื่อนเก่าที่สนิทกันดี  ขอความช่วยเหลือสองสามประโยค  เพื่อนก็ตบหลังตบไหล่รับปากรับคำว่าจะไปพูดกับพ่อให้

กลับถึงบ้านฉื่อไช้ก็บอกกับซิ่วเฮียงตรง ๆ

“ม้า  ไช้จะขายเกมส์กด  พ่อเพื่อนไช้คนหนึ่งเขาเป็นเจ้าของบริษัทที่นำเข้าเกมส์พวกนี้…”  วันนั้นที่คลองเตยฉื่อไช้เห็นพ่อเพื่อนไปดูสถานการณ์และเป็นคนให้เจ้าหน้าที่ประกาศเรื่องไม่มีการขายเกมส์ราคาถูกอย่างที่เป็นข่าวลือ  เด็กหนุ่มจำได้ว่าเพื่อนเคยบอกว่าบริษัทของพ่อเป็นคนนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น  ทำให้เด็กหนุ่มพอเดาได้ว่พ่อเพื่อนรายนี้ต้องมีส่วนในการนำเข้าเกมส์ที่กำลังเป็นที่ต้องการตอนนี้แน่นอน  “ไช้ขอให้เพื่อนไปขอพ่อเขาแบ่งมาให้ไช้ขายส่วนหนึ่ง  พ่อเขารู้จักเตี่ยบอกว่าเคยคุยกันหลายครั้ง  เพื่อนไช้เองก็เคยไปเล่าว่าบ้านเราเจออะไรมาบ้าง  เขาเห็นใจไช้เลยรับปากจะแบ่งของให้ส่วนหนึ่ง  ไม่เยอะหรอก  แต่ขายหมดคงได้กำไรมาพอสมควร”

“เอาสิ  ทำได้ก็ลองทำดู”  ซิ่วเฮียงสนับสนุน  แม้จะค้าขายไม่เก่งแต่ก็เคยขายของ  หล่อนรู้ดีว่าของน่ะ  ไม่เกี่ยงว่าดีหรือไม่ดีไม่เกี่ยงว่าถูกหรือแพง  เกี่ยงอย่างเดียวคือมีคนซื้อหรือไม่มีคนซื้อ  และคนซื้อที่ดีที่สุดคือกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

เกมส์กดที่กำลังเป็นที่นิยมตอนนี้เข้าข่ายทั้งสองประเด็น  ขอให้มีสินค้าในมือไม่ต้องห่วงเลยว่าจะขายไม่ได้

“แต่…เงินเก็บไช้ไม่พอ”  ฉื่อไช้หัวเราะแห้ง ๆ

“เอาเงินม้าไปก่อน  ม้ายังพอมีเงินเก็บอยู่  เงินที่ไช้ให้มาทุกเดือนม้าก็ไม่ได้ใช้”  ซิ่วเฮียงยอมควักเงินเก็บทุกบาททุกสตางค์ในตัวให้ลูกชายคนกลาง

เง็กซิมเองพอรู้ก็ช่วยลงขันอีกคน

ฉื่อไช้จึงมีเงินไปซื้อเกมส์กดมาหลายสิบเครื่องในราคาทุน  เด็กหนุ่มไม่มีหน้าร้านจึงให้น้องชายสองคนนำไปขายให้เพื่อน ๆ ที่โรงเรียน  ราคาขายนั้นจะต่ำกว่าราคาในท้องตลาดที่ขึ้นไปสูงลิ่วนิดหน่อย  แต่ที่พิเศษคือถ้าคนซื้อรายไหนมีเงินไม่พอสามารถผ่อนจ่ายได้

ฉื่อแชเป็นเด็กขี้อาย  กิจการขายของเขาจึงไม่ค่อยดีนักขายได้ไม่กี่เครื่อง  ส่วนฉื่อกกเป็นหัวโจกใหญ่ประจำห้อง  ส่งเกมส์กดให้ไปกี่เครื่องก็ขายได้หมดแถมยังขายสดได้เงินมาเต็มจำนวนด้วย  ขายเพื่อนหมดห้องก็ไปขายรุ่นพี่รุ่นน้องต่อ  ได้เงินกลับบ้านทุกวัน

นอกจากขายในโรงเรียนแล้ว  ฉื่อไช้ยังนำไปขายเพื่อนร่วมงานที่มีลูกใน ‘ราคาพิเศษ’ เพื่อนของเพื่อนร่วมงานใครอยากได้มาสั่งไว้ได้  เขาขายให้ราคาพิเศษเหมือนกัน

เพียงไม่กี่วันเด็กหนุ่มก็มีเงินต้นบวกกำไรนิดหน่อยมาคืนม้าและอาม่าซิม  ฉื่อแชได้เงินเป็นค่าแรง  ส่วนยอดเซลล์แมนอย่างฉื่อกกนอกจากได้ค่าขนมแล้วยังได้เกมส์หนึ่งเครื่องเป็นรางวัลการขาย  ซึ่งเด็กชายก็ใจกว้างแบ่งเกมส์ให้พี่ชายพี่สาวได้เล่นด้วยกัน

ไม่นานพอมาสเซอร์เริ่มเตือนฉื่อกกว่าอย่าขายอะไรให้ประเจิดประเจ้อนัก  แถมความนิยมในเกมส์กดเริ่มลดลง  ฉื่อไช้ก็เริ่มมองหาลู่ทางทำเงินใหม่  เขาตาดีมองหาสินค้าที่กำลังนิยมในช่วงเวลานั้น ๆ มาขาย  ขายไม่แพงเอากำไรระยะสั้น  จากนั้นก็เอากำไรที่ขายได้จากงวดนี้ไปซื้อของงวดใหม่มาขาย  จากนั้นก็เริ่มเช่าแผงเล็ก ๆ ขายของเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย ๆ

ซิ่วเฮียงเฝ้ามองลูกชายคนกลางด้วยความรักความภาคภูมิใจและความเสียดาย  หล่อนว่า

“ถ้ารู้ว่าอาไช้ขายของเก่งอย่างนี้  ไม่ยอมให้อาไท่ขายร้านไปก็ดีหรอก…”

ฉื่อไช้ส่ายหน้าตอบกลับมารดาว่า

“ถึงไม่ขายไช้ก็ไม่ได้ไปทำที่ร้านหรอกม้า  ต่อให้เฮียไท่ยอมซ้อคงไม่ยอม  อีกอย่างร้านนั้นก็ของม้าเตียง  เราอย่าไปยุ่งเลยดีที่สุดนะม้า”

ซิ่วเฮียงยอมรับว่าลูกชายพูดมีเหตุผล  แต่หล่อนก็ยังอดเสียดายไม่ได้อยู่ดี…

ฉื่อไช้ทำงานโรงแรมอยู่สองปีก่อนออกมาค้าขายหยิบโน่นจับนั่นแล้วแต่ว่าช่วงนั้นอะไรเป็นที่นิยม   ในปีที่ฉื่อไช้เริ่ม ‘ธุรกิจส่วนตัว’  หาญก็เรียนจบมหาวิทยาลัย  ซิ่วเฮียงหน้าตาชื่นบานยกครอบครัวทั้งที่บ้านสุพรรณและบ้านต้นชมพู่ขึ้นไปงานรับปริญญาลูกชายคนโต

มาลัยที่ยังติดต่อกับซิ่วเฮียงอยู่เป็นระยะเดินทางมาแสดงความยินดีกับหลานชายคนโตด้วย     หญิงสาวหอบดอกไม้ช่อโตมามอบให้  พูดคุยอย่างสุภาพกับอากงอาม่าของหลาน  และฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยถึงพี่ชายกับมารดาแม้แต่คำเดียว  บรรยากาศการรวมญาติครั้งนี้จึงผ่านไปอย่างราบรื่น

เมื่อมาลัยกลับไปแล้ว  ซิ่วเฮียงเองเสียอีกที่เลียบเคียงถามลูกชายคนโตว่า

“หั่งเรียนจบแล้วอายุยี่สิบเอ็ดแล้ว  เคยคิดจะบวชบ้างไหมลูก”

“หั่งอยากทำงานก่อนม้า  เรื่องบวชไว้พร้อมเมื่อไหร่ค่อยบวช”  หาญตอบตรง ๆ  เขาชอบอามาลัย  แต่รังเกียจอาวาสนา  ย่าพิกุลทำให้เขาอึดอัดไม่อยากเข้าใกล้  ส่วนผู้ป่วยนอนติดเตียงคนนั้น…เขาไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรจริง ๆ  การนิ่งเฉยอาจจะดูเป็นทางออกที่ขี้ขลาด  แต่มันเป็นหนทางที่เขาเลือกแล้ว

ซิ่วเฮียงฟังแล้วก็ไม่เซ้าซี้อะไรลูกชายอีก  แม้จะสงสารพิกุลอยู่บ้างที่ไม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกหลานขึ้นสวรรค์สักที  แต่หล่อนก็จะไม่บังคับลูกชายให้เขาทำในสิ่งที่ไม่พอใจ

หลังเรียนจบหาญส่งใบสมัครงานไปหลายที่  สุดท้ายเขาได้งานที่บริษัทส่งออกผลไม้และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของไทยไปต่างประเทศ  บริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ  แต่มีสาขาย่อยและโรงงานอยู่สุพรรณบุรี  ซิ่วเฮียงอยากให้ลูกชายมาทำงานที่สำนักงานใหญ่เพราะทำงานใกล้นาย  หนทางก้าวหน้ามีมากกว่า   ทว่าชายหนุ่มกลับเลือกไปประจำอยู่สุพรรณโดยอ้างว่าจะได้คอยช่วยอี้เซียงดูแลอากงอาม่า

ซิ่วเฮียงที่เตรียมห้องพักให้ลูกชายคนโตเผื่อเขาจะมาทำงานกรุงเทพฯกลายเป็นแม่สายบัวรอเก้ออีกครั้ง  หญิงสาวได้แต่ถอนใจยาวและยอมรับว่า  หล่อนคงไม่มีวาสนาได้ดูแลลูกชายคนโตแล้วจริง ๆ 



Don`t copy text!