อมฤตาลัย ตอนที่ 34

อมฤตาลัย ตอนที่ 34

โดย : จินตวีร์ วิวัธน์

อมฤตาลัย นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของ จินตวีร์ วิวัธน์ นักเขียนสตรีที่เขียนนวนิยายแนววิทยาปาฏิหาริย์และมีผลงานโดดเด่นมากมาย วันนี้อ่านเอาได้นำอมฤตาลัยมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์เป็นครั้งแรกในโครงการปากกาทอง เพื่อให้นักอ่านรุ่นเก่าได้คลายคิดถึงและเป็นโอกาสดีที่นักอ่านรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัสความสนุกของงานเขียนอมตะเรื่องนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวพาดหัวทำนองเดียวกันหมดว่า

“เกิดโจรกรรมเครื่องเพชรในงานแฟนซีลีลาศ”

 “สร้อยเพชรมูลค่านับล้านล่องหนลึกลับ”

“ควบคุมตัวนางแบบโชว์สร้อยสอบสวนเครียด”

“นางแบบสาวชื่อดังร่ำไห้หมดสติถูกกล่าวหาว่าโจรกรรมเพชร”

ฯลฯ ฯลฯ

ถัดจากข่าวมีรูปอลิศราขยายใหญ่ในท่าต่างๆ กัน ตามแต่หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะสรรหามาลงได้ ความรีบร้อนในการพิมพ์ทำให้รูปของนางแบบชื่อก้อง หน้าตาเหยเกอย่างน่าขันผิดความจริงมาก

พินทุวดี วงศ์ยโสธร เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์รายวัน รอยยิ้มอย่างเร้นลับผุดขึ้นที่ริมฝีปากในขณะที่ดวงตาเป็นประกายพราว สโรชินีซึ่งยกถาดอาหารเช้าเข้ามาวางให้เหลือบมองอย่างไม่สู้สบายใจ

“เขาทำยังไงกับคุณอลิศราบ้างคะ คุณผู้หญิง”

หล่อนถามเบาๆ ขณะที่มองปราดๆ ไปตามหัวข่าวหนังสือพิมพ์ที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะ

“จะทำไง้ ก็ไต่สวนกันหน้าดำหน้าแดงไปน่ะซิ…เขาทำยังไงกับผู้ร้ายกันบ้างล่ะถ้าไม่ไต่สวนและขังคุก”

“แต่บัวไม่อยากคิดว่าคุณอลิศราเป็นผู้ร้ายเลยค่ะ ถึงท่าทางเธอออกจะ เอ้อ แข็งไปหน่อย แต่ไม่น่าขโมยเครื่องเพชรชุดนั้นได้ลงคอ”

“เราคิดยังไงล่ะ” พินทุวดีเอนกายพิงพนักเก้าอี้ หรี่ตามองหญิงสาวซึ่งมีสภาพกึ่งคนรับใช้ส่วนตัวอย่างหยั่งความคิด

“บัวคิดว่าเธออาจถูกใส่ร้ายหรือไม่ก็ไม่รู้ไม่เห็นในการขโมยของจริงๆ เครื่องเพชรชุดนั้นเธอเป็นคนสวมเอง ใครจะโง่พอขโมยของที่ตัวเองใส่จริงไหมคะ คุณ”

“อืม เรานี่ก็ฉลาดเหมือนกัน อย่าลืมว่าเขาพบเพชรเม็ดหนึ่งหล่นอยู่ในกระเป๋าถือของอลิศราด้วยนะ ถ้าหล่อนไม่รู้ไม่เห็นเพชรเม็ดนั้นจะไปอยู่ในกระเป๋าได้ยังไง”

“นั่นแหละค่ะ บัวถึงได้นึกว่าเป็นแผนการใส่ร้ายละ ใครก็ได้แอบเอาเพชรไปใส่ไว้แล้วขโมยสร้อยเพชรไป จะพิสูจน์ได้ยังไงคะว่าเพชรเม็ดนั้นหลุดมาจากสร้อยเส้นที่คุณอลิศราสวมจริงๆ”

“เราลืมไปเสียแล้วละบัวว่าอีตาเจ้าของเครื่องเพชรยืนยันว่า เพชรเม็ดนั้นเป็นของแกจริงๆ แกจำตำหนิได้”

“โธ่ เพชรเม็ดอื่นก็มีตำหนิถมเถไปค่ะ บัวไม่เชื่อหรอกว่าแกจะจำเพชรทุกเม็ดของแกได้หมด”

“เราจะเป็นทนายแก้ต่างให้เขาหรือ บัว” เสียงพินทุวดีเข้มขึ้นนิดๆ แต่ดวงหน้ายังคงเป็นปกติ

“ไม่ใช่ฉันเกลียดอลิศราหรอกนะ แต่ฉันเชื่อแน่ว่าตัวหล่อนนั่นแหละเป็นคนเอาสร้อยเพชรนั้นไว้ ไม่เชื่อคอยดูต่อไปเถอะ…แต่ถึงขโมยไปจริงก็จะไปกลัวอะไร้ แฟนเจ้าหล่อนออกเป็นตำรวจใหญ่โตทั้งที คงช่วยกันสุดความสามารถหรอกน่า”

กระแสเสียงของเจ้าของบ้านสาวต่ำลึก มีกังวานเสียดสีระคนเจ็บช้ำและสาใจแทรกอยู่ด้วยจนสโรชินีใจหาย เงยหน้าขึ้นถามอย่างลืมตัว

“หมายถึงคุณทัดเทพหรือคะ”

“ก็จะมีใครเสียอีกล่ะ เขาเอาอกเอาใจกันยังกะอะไรดี โทรศัพท์เช้าถึงเย็นถึง ฉันได้ยินกับหูที่ร้านเบญญา…อยากดูน้ำหน้านักว่า คู่รักเป็นหัวขโมยพ่อเจ้าประคุณตำรวจใหญ่จะทำหน้ายังไง!”

สโรชินีเม้มริมฝีปาก พยายามวางสีหน้าให้เป็นปกติทั้งๆ ที่ใจร้อนระอุ หล่อนถือโอกาสที่เห็นท่าทางนายสาวอารมณ์ไม่ค่อยดี เดินเลี่ยงออกไปจากห้องโดยเร็ว

หญิงสาวออกมาที่เฉลียงหน้าห้อง ลงบันไดหินอ่อนแล้วเดินเลาะลัดไปทางด้านหลังของคฤหาสน์อย่างใจลอย ซุ้มการเวกใหญ่อันร่มรื่นออกดอกหอมตลบเป็นที่ซึ่งสโรชินีโปรดปราน หล่อนทรุดตัวลงนั่งภายใต้ร่มเงานั้น ชันเข่าเข้ามาหาตัวแล้วโอบแขนกอดไว้ด้วยท่าทางคนมีทุกข์หนัก พลางนึกย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ในคืนที่ผ่านมา…

…หล่อนจำได้ว่า รู้สึกอายและเขินจนขาแทบขวิด ขณะที่เดินกางกลดทองให้พินทุดีเข้าไปในงาน สโรชินีเดินก้มหน้างุดไม่ยอมมองใคร จนกระทั่งหล่อนรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดอย่างแรงด้วยสายตาคู่หนึ่ง จึงค่อยๆ เหลือบขึ้นมองอย่างขลาดๆ ทันใดหัวใจที่สะท้านสะเทือนด้วยความอายของหล่อนก็เปลี่ยนเป็นพองโตคับอกด้วยความยินดี ดวงตาคู่ที่ดึงดูดหล่อนเหมือนแม่เหล็กแท่งมหึมานั้นมิใช่ของใคร นอกจาก ร.ต.ท.ทัดเทพ พิษณุเศรณี ผู้อยู่ในความคิดคำนึงของหญิงสาวทั้งหลับและตื่นนั่นเอง สโรชินีรู้สึกผิวหน้าร้อนซู่และใจเต้นแรงระทึก ในขณะที่ความสะเทิ้นเขินขวยหายไปหมดสิ้น หล่อนประสานตากับเขา ผู้อยู่ในชุดนักรบไทยโบราณอย่างชื่นชมยินดีจนเห็นได้ชัด และถ้าดวงตาของหล่อนไม่หลอกตัวเอง หญิงสาวก็สังเกตเห็นว่าในดวงตาคมฉาบของชายหนุ่มผู้นั้นจุดประกายประหลาดขึ้นทันทีที่หล่อนสบตาด้วย มันเต็มไปด้วยแววปีติ ทึ่ง ชื่นชม และพึงพอใจอย่างลึกซึ้ง…ในขณะที่จุดสนใจของชายหนุ่มและไม่หนุ่มอื่นๆ จับอยู่ที่ร่างนางพญาขอมของพินทุวดีเป็นจุดเดียว ทัดเทพเพียงแต่ชำเลืองดูนิดหนึ่ง แล้วเบือนมาพิศดูหล่อนอย่างซาบซึ้งตรึงใจ พินทุวดีไม่ได้สังเกตเห็นอาการของสองหนุ่มสาว เพราะหล่อนมัวแต่สนใจชายกลางคนคนหนึ่งในกลุ่มของทัดเทพจนถึงกับหยุดตรงหน้า และปราศรัยด้วยภาษาเขมรซึ่งหญิงสาวก็ฟังออก ทว่าไม่ตั้งใจจะฟัง เพราะความสนใจทั้งหมดของสโรชินี ทุ่มไปที่ชายหนุ่มร่างใหญ่สูงสง่าในชุดนักรบไทยอันเหมาะเจาะกับรูปทรงของเขานั้นจนหมดสิ้น…

แล้วเหตุการณ์ชุลมุนก็เกิดขึ้น เมื่อชายวัยกลางคนชาวเขมรซึ่งพินทุวดีหยุดทักทายส่งภาษาด้วย เป็นลมฟุบตกจากเก้าอี้ หล่อนเห็น ร.ต.ท.ทัดเทพสวมวิญญาณอันว่องไวของตำรวจในนาทีนั้นเอง เขาละสายตาจากหล่อนเผ่นผลุงเข้าประคองร่างชายผู้นั้นไว้ในวงแขนแลร้องเรียกนายแพทย์สโรชพันธุ์ให้ดูอาการ…แล้วต่อจากนั้นนายหญิงผู้ไร้เมตตาของสโรชินีก็เดินผ่านความฉุกละหุกนั้นไปอย่างหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สโรชินีอยากจะเรียกให้หล่อนหยุดเพื่อดูอาการชายกลางคนคนนั้นด้วยความเป็นห่วง เพราะถึงแม้หล่อนจะไม่สนใจฟังคำพูดโต้ตอบของคนทั้งสอง แต่ก็เชื่อว่าอาการป่วยของชายผู้นั้นสืบเนื่องมาจากการโต้ตอบกันแน่ๆ เพราะเมื่อพินทุวดีเบือนหน้ามาทางด้านหลังนิดหนึ่งนั้น สโรชินีสังเกตเห็นแววสะใจและสาสมใจระบายอยู่เต็มสีหน้าและดวงตาทั้งคู่

ต่อจากนั้น หล่อนก็ไม่ได้เห็นทัดเทพและพรรคพวกของเขาอีกเลย หญิงสาวจึงเข้าใจว่าเขาคงพากันปฐมพยาบาลชายผู้นั้นอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นแน่ จนกระทั่งเวลาผ่านไป…พินทุวดีออกเต้นรำกับหนุ่มมากหน้าหลายตาที่มาขอ ทิ้งให้หล่อนนั่งเหงาอยู่ท่ามกลางชายหนุ่มอื่นๆ ที่พยายามเอาอกเอาใจจนสโรชินีรำคาญ และปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้พบผู้หมวดหนุ่มของหล่อน ทว่าจนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่ปรากฏตัว จนกระทั่งแฟชั่นโชว์เริ่มขึ้นและพินทุวดีกลับมายังที่นั่ง หญิงสาวจึงค่อยโล่งอก เพราะบรรดาชายหนุ่มและไม่หนุ่มที่มารุม ‘จีบ’ หล่อนนั้น รีบหันความสนใจไปสู่สาวสวยรวยเสน่ห์ในชุดนางพญาขอมอย่างกุลีกุจอจนสโรชินีนึกขันและปลงสังเวช หล่อนรู้สึกเป็นตัวของตัวเองขึ้นและเริ่มตั้งตาชมแฟชั่นโชว์ด้วยความสนใจแกมทึ่งอย่างจริงจัง

แฟชั่นเหล่านั้นล้ำยุคจนสโรชินีไม่คิดว่าจะมีใครกล้าสวมใส่ได้ในชีวิตจริง หล่อนจึงเกิดความสงสัยในความคิดและสติของผู้ออกแบบเป็นกำลัง แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่นำมาแสดงก็ยังไม่สะดุดใจเท่าเครื่องเพชรนิลจินดาที่โชว์อยู่ตามลำคอ หู ข้อมือ และนิ้วของนางแบบเหล่านั้น เนื่องจากโต๊ะของหล่อนอยู่แถวหน้าสุด สโรชินีจึงมีโอกาสพิศดูเครื่องเพชรเหล่านั้นได้ถนัดถนี่

เมื่อแฟชั่น ๕-๖ ชุดผ่านไป นางแบบที่เยื้องกรายออกมาเป็นคนที่ ๗ ก็ทำให้หญิงสาวส่งยิ้มให้อย่างจำได้ ดวงหน้าที่ตกแต่งแบบใหม่ล่าสุดของนางแบบสาวเฉยเมย แต่ดวงตาที่มองมาสบตาหล่อนมีแววเป็นมิตรอยู่บ้าง ผิดกับเวลาที่เหลือบชำเลืองไปทางนายสาวของหล่อน สโรชินีได้ยินนางพญาขอมเอ่ยเบาๆ กับชายหนุ่มที่นั่งเคียงข้างว่า

‘นี่ไงคะ อลิศรา นางแบบมีชื่อที่สุดของเมืองไทยเวลานี้’

‘นี่น่ะหรือครับ’ เพื่อนหนุ่มของหล่อนรีบสนองรับคำอย่างเอาใจ

“หุ่นยังกะทวิกกี้ แต่หน้าไม่เหมือน ทวิกกี้แกสวยบริสุทธิ์เหมือนเด็ก แต่คุณคนนี้หน้าเหมือนไก่แก่’

พินทุวดีหัวเราะกิ๊ก ใช้พัดด้ามทองแท้ที่ถืออยู่ตีแขนชายหนุ่มเบาๆ

‘ดูพูดเข้า ฉันว่าเธอเหมือนมีอา ฟาร์โรว์นะคะ’

‘เผอิญผมไม่ชอบมีอา ฟาร์โรว์เลยเสียด้วย แต่นั่นแหละครับ นางแบบทุกคนที่เดินออกมาโชว์อยู่นี่ เอามารวมกันปั้นเข้าแล้วยังไม่ถึงครึ่งของคุณพินทุวดีเลย’

‘มากไปค่ะ ตั้งแต่ฉันมานั่งตรงนี้ จำได้ว่าคุณชมฉันเป็นครั้งที่ร้อยแล้วนะ’

‘โธ่ ใจจริงน่ะผมว่าคำชมทุกคำในโลกนี้รวมกันแล้วยังไม่เหมาะที่จะนำมาชมคุณเลยจริงๆ นะครับ นี่พูดมาจากใจจริงแท้ทีเดียว’

‘ความจริงใจนั้นแพงกว่าทองนะคะ ศรัณ อย่านำออกมาแจกจ่ายบ่อยนักมันจะลดค่าเสียเปล่าๆ…จุ๊ จุ๊ ดูเครื่องเพชรที่เธอสวมดีกว่าค่ะ แหมสวยจริงๆ’

สร้อยเพชรสายนั้นสโรชินีก็กำลังจับตามองดูอย่างทึ่งระคนพึงพอใจตามประสาอิสตรีอยู่แล้ว มันประดิษฐ์เป็นรูปอุบะ ดอกไม้นับร้อยๆ ดอกซ้อนๆ ลดหลั่นจากมากไปหาน้อยตลอดสาย ดูราวกับพวงมาลัยระย้าที่ทำด้วยเพชรพลอยคล้องอยู่รอบลำคอเรียวระหงของนางแบบสาว กลางเกสรแต่ละดอกฝังด้วยพลอยสูงค่าเช่น บุษราคัม ไพลิน ทับทิมและมรกต บนกลีบทุกกลีบฝังเพชร น้ำงามบริสุทธิ์เป็นประกายรุ่งโรจน์ ดอกใหญ่ที่สุดตรงกึ่งกลางทรวงด้านหน้าฝังเพชรไม่ต่ำกว่า ๒ กะรัตไว้บนกลีบทั้งห้า ใจกลางดอกนั้นฝังบุษราคัมน้ำงามสุด ที่ทอแสงแพรวพราวล้อแสงไฟดึงดูดสายตาสตรีทุกคนให้จับจ้องอยู่ตรงนั้น จนลืมมองแบบเสื้อคอลึกชนิดเห็นใจน้องของอลิศรา สโรชินีถึงกับเผลอตัวเอนเข้าไปกระซิบ
กับนายสาวด้วยความตื่นเต้น

‘สวยเหลือเกินนะคะคุณผู้หญิง สร้อยเส้นนี้น่ะค่ะ สมกับที่เขาประกาศว่าราคาเป็นล้านทีเดียว’

‘อยากได้ไหมล่ะ’ พินทุวดีถามทีเล่นทีจริง นัยน์ตาจับอยู่ที่นางแบบมีแววประหลาดขึ้นแวบหนึ่ง

‘อุ๊ย ไม่เอาหรอกค่ะ บัวขี้เกียจรักษา’

นายสาวของหล่อนหัวเราะเบาๆ ไม่ตอบว่ากระไร นั่งดูแฟชั่นโชว์ต่อไปตามปกติ แต่จากหางตาของสโรชินี หล่อนสังเกตเห็นโดยบังเอิญว่ามือขวาของสตรีในชุดนางพญาขอมซึ่งวางนิ่งอยู่บนตักขยับโบกน้อยๆ เหมือนให้สัญญาณอะไรสักอย่าง ต่อจากนั้นอลิศราก็เดินเข้าฉากไป และนางแบบคนอื่นออกมาแทน แต่ทุกๆ คนที่ผ่านสายตาสโรชินีไม่เห็นอาภรณ์เพชรพลอยชิ้นใดงามเท่าสร้อยเพชรที่อลิศราสวมเลยสักชิ้นเดียว

การแสดงแฟชั่นโชว์สิ้นสุดลงแล้วเริ่มการเต้นรำที่สโรชินีเบื่อหน่ายอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้หล่อนคิดว่าถ้าพินทุวดีออกเต้นรำอีก หล่อนจะแอบเลี่ยงออกไปข้างนอก…แต่จนแล้วจนรอดนายสาวของหล่อนก็ยังไม่ยอมลุกออกไปเต้นกับชายใดๆ ทั้งๆ ที่ได้รับคำขออยู่ตลอดเวลา และแล้วในขณะที่การลีลาศดำเนินไปได้เพียง ๓-๔ เพลง ดนตรีก็หยุดกะทันหันโดยไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุ เสียงโฆษกประกาศให้ทุกคนกลับไปนั่งและห้ามออกจากห้อง แล้วบุคคลในชุดเสื้อม่อฮ่อมที่ปะปนอยู่ในกลุ่มคนก็ดากันออกมาจุกตามช่องทางทุกด้านอย่างรวดเร็ว

‘อะไรกันคะ คุณ’ สโรชินีเอียงหน้าเข้าไปถามนายสาวอย่างตกใจ

‘อย่าตกใจเลยบัว อาจจะมีของหายหรืออะไรทำนองนั้น’

‘อุ๊ย งั้นคงเป็นเครื่องเพชรที่โชว์ตะกี้ละมังคะ’

‘ไม่รู้ซี ฉันไม่ใช่ตำรวจนี่ ประเดี๋ยวก็รู้’

แล้วก็เป็นดังที่พินทุวดีทำนาย โฆษกประกาศว่า สร้อยเพชรล้ำค่าที่นางแบบสาวอลิศราสวมอยู่เมื่อครู่ก่อนอันตรธานไปอย่างลึกลับ ได้มีการประกาศขอความร่วมมือจากทุกคน และถ้าจำเป็นก็จะทำการตรวจค้นผู้มาร่วมงานด้วย พินทุวดีได้ยินก็หัวเราะเสียงต่ำๆ

‘โธ่ คนตั้งเกือบพัน จะค้นทั่วได้ยังไง้ ป่านนี้มิล่องหนไปไกลแล้วหรือ หรือม่ายก็ควรค้นที่พวกนางแบบนั่นแหละก่อนเพื่อน’

ต่อจากนั้น เหตุการณ์ก็ฉุกละหุกสับสนจนสโรชินีเวียนศีรษะจับต้นชนปลายไม่ถูก หล่อนได้ยินกรรมการจัดงานคนหนึ่งซึ่งสนิทสนมกับพินทุวดีเล่าให้ฟังว่า ขณะที่อลิศราเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเพื่อโชว์ชุดใหม่นั้นหล่อนถอดสร้อยเพชรล้ำค่าออกใส่ในกำปั่นใบเล็กซึ่งวางอยู่ต่อหน้าเจ้าของร้านและเจ้าหน้าที่ที่มาคอยอารักขาอยู่ในห้องแต่งตัว แล้วจึงออกไปโชว์ชุดใหม่บนเวที เมื่อเสร็จสิ้นการแสดงแฟชั่นแล้ว เจ้าหน้าที่ร้านเพชรและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้มาร่วมกันตรวจสอบเครื่องเพชรเพื่อนำกลับคืน จึงได้พบว่าสร้อยเพชรราคาแพงที่สุด ได้หายไปจากกำปั่นที่อยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียแล้ว

‘ผู้จัดการร้านเพชรเกือบเป็นลมเชียวครับ ตำรวจค้นห้องแต่งตัวทุกซอกทุกมุม แต่ไม่พบอะไร จึงขอค้นตัวนางแบบทุกคนอย่างละเอียด คราวนี้แหละจึงพบร่องรอยบางอย่าง’

‘อะไรคะ’

พินทุวดีถามอย่างสนใจ และสโรชินีคิดว่าได้เห็นแววบางอย่างในดวงตาดำงามทั้งคู่คล้ายๆ ยินดีปรีดาในข่าวนั้น

‘เขาพบเพชรขนาดสองกะรัตเม็ดหนึ่งหลุดร่วงอยู่ในซอกกระเป๋าถือของคุณอลิศรา ผู้จัดการร้านยืนยันว่าเป็นเพชรหลุดจากกลีบดอกไม้บนสร้อยเส้นนั้น คุณอลิศราเป็นลมพับไปเลย’

‘เธอรับสารภาพหรือคะ’ พินทุวดีถามด้วยแววตาประกาย

‘ไม่ครับ พอฟื้นขึ้นมาเธอก็ยืนกรานปฏิเสธอยู่ท่าเดียว ตำรวจคุมตัวไปสอบสวนเธอก็ร้องไห้โฮ เป็นลมไปอีก…’

เสียงชายหนุ่มที่ดังแว่วๆ อยู่นั้นฟังดูเหมือนห่างไกลออกไปทุกที ในขณะที่ภาพต่างๆ ตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนและแกว่งได้ สโรชินีรู้สึกเหมือนพื้นที่ยืนเหยียบอยู่กำลังเลื่อนหลุดห่างเท้าหล่อนออกไป!

‘อุ๊ย ศรัณคะ บัวของฉันเป็นลมไปอีกคนแล้ว หน้าซีดเหลือเกิน ทำไงดีคะ’

เป็นเสียงของพินทุวดี แล้วต่อจากนั้นหล่อนก็รู้สึกเหมือนมียาดมชนิดกลิ่นฉุนแรงมารออยู่ที่จมูก และใครอีกคนโบกพัดให้อยู่ข้างๆ พร้อมกับเสียงพินทุวดีเรียกชื่อหล่อนซ้ำๆ สโรชินีพยายามเบิกตาขึ้นอย่างยากเย็น

‘บัว บัวเป็นอะไรจ๊ะ เป็นลมหรือน่ะ กลับบ้านกันเถอะ’

‘ไม่ต้องหรอกค่ะ เอ้อ บัวไม่เป็นอะไรแล้ว’

‘ไม่ได้ กลับดีกว่าจ้ะ ศรัณคะช่วยหน่อยเถอะ อ๋อ เขาไม่ให้คนออกนอกบริเวณงานไม่ใช่หรือ แต่คนของฉันไม่สบายนี่นะ ทำไงดีคะ’

‘มากับผมเถอะครับ ไม่ต้องห่วง ผมเป็นกรรมการจัดงาน’

‘บัวไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ คุณผู้หญิง นั่งพักสักครู่ก็หาย’

‘อย่าแข็งใจเลยบัว ฉันหมดสนุกแล้วละ กลับกันดีกว่า บัวจะได้ไปนอนพัก วันนี้เป็นยังไงนะมีแต่คนเป็นลมทั้งนั้น…ไปซีคะ ศรัณ’

ด้วยดวงตาที่พยายามเบิกให้ลืมขึ้นอย่างยากเย็น สโรชินีก้าวตามนายสาวไปด้วยท่าทางกะปลกกะเปลี้ยมาหยุดชะงักกันตรงทางออก หล่อนได้ยินเสียงบุรุษที่ชื่อศรัณโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแว่วๆ เหมือนดังมาไกลแสนไกล

‘เลขาคุณพินทุวดีป่วยครับ เธอเป็นลม จะขอกลับก่อน นี่คุณพินทุวดี วงศ์ยโสธร คุณก็คงรู้จักชื่อเธอดี ผมเป็นกรรมการกลางของงานนี้ ขอรับผิดชอบเธอทั้งสองคน คุณดูเครื่องเพชรพลอยที่สวมวันนี้ ก็น่าจะรู้ว่าควรนับเธอเป็นผู้ต้องสงสัยขโมยเพชรด้วยหรือไม่’

ด้วยเหตุนี้ สโรชินีจึงถูกนำมาสู่รถฟอร์ดลินคอล์นที่บิดาของหล่อนเป็นคนขับตามเคย นายชินมองดูบุตรสาวด้วยความฉงนระคนตกใจโดยไม่ปริปาก พินทุวดีจึงบอกเสียเอง

‘บัวเป็นลมไปน่ะ นายชินกลับบ้านเถอะ’

‘ให้ผมไปส่งถึงบ้านเถอะครับ คุณพินทุวดี คุณกลับกันตามลำพังผมเป็นห่วงครับ’

ศรัณบอกพลางทำท่าจะเปิดประตูรถด้านหน้า หากพินทุวดีชะโงกออกไปพูดเสียงหวาน และรอยยิ้มหวานยิ่งกว่าน้ำเสียงขึ้นไปอีกว่า

‘ไม่ต้องหรอกค่ะ ศรัณ เท่านี้ก็ขอบคุณมากแล้ว คุณเป็นกรรมการก็ต้องอยู่กับงานซิคะ ยิ่งมีเรื่องนี้ไม่ควรปลีกตัวไปไหน แล้วค่อยพบกันใหม่นะคะ คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ค่ะ’

พลางหล่อนก็ตบพนักหลังที่นั่งนายชินเบาๆ ฟอร์ดลินคอล์นคันนั้นจึงเคลื่อนออกไปอย่างรวดเร็วโดยชายหนุ่มไม่ทันโต้ตอบสักคำ…

สโรชินีนั่งนึกถึงเหตุการณ์ที่ล่วงมาอย่างใจลอย รู้สึกแห้งๆ ในหัวใจโดยเจ้าตัวบอกไม่ถูกว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น หล่อนไม่ยอมรับว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพราะตลอดงานซึ่งหวังจะได้พบ ‘เขา’ ผู้นั้น สโรชินีกลับเห็นหน้าเขาเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นเหตุการณ์ยุ่งๆ เกี่ยวกับเครื่องเพชรหายก็ตามติดมาจนหล่อนแทบตั้งตัวไม่ติด สโรชินีไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า อะไรเป็นเหตุให้หล่อนเกิดเป็นลมไปได้ง่ายดายนักทั้งๆ ที่ร่างกายก็แข็งแรงเป็นปกติทุกอย่าง จู่ๆ หล่อนก็รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนขึ้นมาจนควบคุมสติไม่อยู่ และพินทุวดีก็แสดงความกระตือรือร้นรีบร้อนที่จะพาหล่อนกลับจนผิดสังเกต…หญิงสาวฉุกคิดด้วยความฉงนฉงาย แต่เมื่อไตร่ตรองแล้ว มองไม่เห็นความกระจ่างใดๆ ในเรื่องนี้ หล่อนก็โยนความผิดไปให้แก่สุขภาพของตัวเองที่ทรยศขึ้นอย่างฉุกละหุกผิดปกติในคืนนั้น…

ในขณะที่สโรชินีนั่งรำพึงอยู่นั้นเอง บนหอคอยสูงลิ่วของคฤหาสน์ซึ่งปิดสนิทแน่นมิดชิด เจ้าของคฤหาสน์สาวสวยยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้องซึ่งมืดสลัว เพราะรอบห้องได้รูดม่านกำมะหยี่สีดำหนักหนาทึบปิดหมด ยกเว้นตรงด้านหน้าต่าง ซึ่งปล่อยให้ม่านเผยอเปิดเล็กน้อยเพื่อให้แสงสว่างสาดเข้ามาได้สลัวๆ ตรงหน้าของหล่อนมีโลงศพซึ่งเปิดอ้าอยู่และร่างมนุษย์ประหลาดครึ่งคนครึ่งค้างคาวนอนลืมตาปริบๆ อยู่ในนั้น

“เจ้าทำดีมาก เวตาล”

เสียงกังวานทรงอำนาจดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ แววตาของสัตว์ร้ายเป็นประกายขึ้นด้วยความยินดี ขยับตัวจะลุกขึ้น แต่หญิงสาวยกมือห้ามไว้

“ไม่ต้องลุกดอก เวตาล นอนอยู่นั่นแหละ…ข้าอยากถามนิดเดียวเท่านั้นแหละว่า ตอนที่เจ้ากลายร่างเป็นค้างคาวเข้าไปในห้องแต่งตัวในงานเมื่อคืนนี้น่ะ มีใครเห็นบ้างหรือเปล่า”

อาการสั่นศีรษะอย่างรวดเร็วแสดงความมั่นใจเต็มที่

“ดี แล้วตอนที่เอาสร้อยไปซ่อนในห้องอลิศราล่ะ มีใครเห็นอีกไหม”

อาการสั่นศีรษะเป็นไปตามเดิม พินทุวดียิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจ

“เอาละ ข้าจะให้รางวัลเจ้า คืนนี้จะปล่อยให้ออกไปหาเหยื่อตามใจแต่ต้องรายเดียวนะอย่าโลภมาก เดี๋ยวคนจะสงสัย กินแล้วซ่อนศพให้ดีๆ เจ้าเป็นข่าวมามากแล้ว ระวังตัวเสียบ้าง อย่าลืมว่าเจ้าไวฑูรย์ตัวร้ายมันเคยเห็นเจ้ามาแล้ว และเจ้าก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ เอ้า นอนให้สบาย ออมแรงไว้สำหรับคืนนี้”

สีหน้าสัตว์กึ่งมนุษย์ในโลงแช่มชื่นขึ้นทันที พินทุวดีลงเลื่อนฝาโลงปิดดังปัง แล้วจึงเดินออกไปจากห้อง

ที่หน้าประตู ร่างคุ้มงอของหญิงชราผมขาวโพลนยืนอยู่ที่นั่น แกสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นร่างหญิงสาวก้าวออกมาจากห้อง ทำท่าจะเดินหนีแต่พินทุวดีเรียกไว้ด้วยเสียงทรงอำนาจ

“อุษาสวรรค์! จะรีบไปไหน มาแอบฟังอะไรอยู่ที่นี่”

“เปล่า…ไม่ได้ฟัง ไม่ได้ยินอะไรเลย”

เจ้าอุษาสวรรค์ตอบตะกุกตะกัก เหลือบมองหน้าสตรีสาวซึ่งใครๆ คิดว่าเป็นบุตรสาวของนางด้วยแววตาหวาดหวั่น

“แล้วมาทำอะไรอยู่ที่นี่”

“มาทำแผลให้เวตาล”

“อะไรกัน ก็มันหายดีแล้ว ยังจะทาอยู่อีกหรือ มันเล่าอะไรให้ฟังด้วยหรือเปล่า”

เสียงตอนท้ายบอกความร้อนใจนิดๆ หญิงชราส่ายหน้าอย่างแข็งขัน

“เปล่า มันพูดไม่ได้นี่จ๊ะ จะเล่าได้อย่างไร”

“อย่านึกว่าฉันไม่รู้นะ ถึงมันพูดภาษาคนไม่ได้ มันก็ทำท่าทำทางบอกเล่าได้สารพัดแหละ บอกมานะมันเล่าอะไรให้ฟัง บอกเดี๋ยวนี้!”

กระแสเสียงนั้นเต็มไปด้วยความข่มขู่ระคนขัดเคือง มันดังลึกออกมาจากลำคอเหมือนอาการขู่ฟ่อของนางพญางูไม่มีผิด เจ้าอุษาสวรรค์หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจกลัว

“เล่า…เล่าว่ามันไปงานใหญ่ มันกลายเป็นค้างคาวเข้าไปในห้องผู้หญิงสวยๆ มีเครื่องเพชรอยู่ในหีบ มันสะกดทุกคนให้หมดสติแล้วขโมยสร้อยเพชรไป มันว่าคุณให้มันเอาสร้อยเพชรไปซ่อนในโต๊ะผู้หญิงคนหนึ่งในบ้านอีกแห่ง มันทำได้เรียบร้อยตามคำสั่งทุกอย่าง…”

พินทุวดีขบกรามแน่น นัยน์ตาที่เขม้นมองผู้เล่าราวกับจะเผาให้เป็นจุณไปด้วยความโกรธ

“ไอ้เจ้าเวตาลปากเปราะนัก! แต่ถ้าแกไม่ซักถาม มันจะเล่าได้ยังไง แกสาระแนไปถามมันละซิอุษาสวรรค์”

“เปล่า…เพียงแต่คุยกันเฉยๆ ไม่ได้ถาม”

“เอาละ” หญิงสาวผู้ทรงอำนาจโบกมือด้วยท่าทางระงับอารมณ์เต็มที่

“แกรู้แล้วก็แล้วไป ฉันไม่แคร์หรอก…แต่จำไว้นะ อย่าปากสว่างเที่ยวไปพูดให้ใครต่อใครฟัง ไม่ว่าจะเป็นบัวหรือพ่อแม่ของมันก็ไม่ได้ทั้งนั้น เข้าใจไหม…แกไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นหรอก อยากรู้ใช่ไหมว่าฉันทำกับผู้หญิงคนนั้นทำไม เชอะบอกให้ก็ได้…แกไม่รู้หรอกว่ามันอวดดีเล่นตามมาหึงคนรักของมันถึงที่นี่…ช่างไม่รู้จักฉันเสียเลยนะอุษาสวรรค์ ถ้ามันรู้ละก็ สงสัยนักว่าจะกล้าสบตาฉันหรือเปล่า…สั่งสอนไปเบาะๆ แล้วยังไม่พอ มันออเซาะคนรักจนเขาต้องคอยเอาใจมัน ฉันทนไม่ได้ คนที่มันคิดว่าเป็นคู่รักของมันน่ะ ที่แท้เขาเป็น…ฮื้อ อย่ารู้เลย แกไม่มีวันเข้าใจหรอก”

“คุณ…คุณให้เอาสร้อยไปใส่ในโต๊ะผู้หญิงคนนั้น?”

เจ้าอุษาสวรรค์ถามตะกุกตะกักกึ่งกลัวกึ่งอยากรู้ พินทุวดีเงยหน้าขึ้นหัวเราะก้องอย่างสาสมใจ

“งั้นซิ ฉันให้เวตาลเอาไปซ่อนในโต๊ะของมันที่ร้านเบญญา คราวนี้ดิ้นไม่หลุดละ ฉันจะทำให้มันตกนรกทั้งเป็นให้ได้คอยดู แกรู้แล้วก็จำใส่ใจไว้นะ อย่าปริปากพูดกับใคร จำไว้ แกรู้ดีนี่นะว่าเวลาฉันลงโทษใครน่ะมันสาหัสแค่ไหน จำไว้!”

หญิงชรารับคำอย่างลนลาน สตรีสาวผู้ทรงเสน่ห์โบกมือเป็นเชิงไล่แกจึงรีบหันหลังกลับ เดินงกเงิ่นหลบไปทางอื่นทันที

 



Don`t copy text!