อมฤตาลัย ตอนที่ 36

อมฤตาลัย ตอนที่ 36

โดย : จินตวีร์ วิวัธน์

อมฤตาลัย นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของ จินตวีร์ วิวัธน์ นักเขียนสตรีที่เขียนนวนิยายแนววิทยาปาฏิหาริย์และมีผลงานโดดเด่นมากมาย วันนี้อ่านเอาได้นำอมฤตาลัยมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์เป็นครั้งแรกในโครงการปากกาทอง เพื่อให้นักอ่านรุ่นเก่าได้คลายคิดถึงและเป็นโอกาสดีที่นักอ่านรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัสความสนุกของงานเขียนอมตะเรื่องนี้

 

ดึกสงัดคืนนั้น จี๊ปสีกลืนกับความมืดคันหนึ่งแล่นไปจอดซุ่มอยู่ในซอยเปลี่ยวเล็กๆ แยกจากซอยใหญ่ของถนนสุขุมวิท-บางนา บุรุษฉกรรจ์สองคนแต่งกายทะมัดทะแมงด้วยสีกลมกลืนกับความมืดก้าวลงจากรถอย่างเงียบเชียบแล้วเดินเลาะลัดโดยปราศจากเสียงออกจากซอยเล็กนั้น เข้าสู่ซอยใหญ่กว่าซึ่งมีกำแพงคฤหาสน์หลังมหึมาขวางปิดก้นซอยอยู่

“ทางนี้แน่หรือวะเทพ” หนึ่งในสองบุรุษกระซิบเบาๆ ในมือของเขาถือไฟฉายขนาดเล็กเท่าปากกาหมึกซึม แต่แสงสว่างจ้าส่องกราดไปมาตามพื้นอันรกไปด้วยหญ้าคา

“แน่ซีวะ” อีกฝ่ายตอบห้วนๆ แล้วออกนำหน้าบุกย่ำเข้าไปตามทางเล็กๆ ที่คดเคี้ยวไปสู่สวนรกร้างด้านหลังคฤหาสน์ มีเถาวัลย์ทอดพันปกคลุมอยู่จนหนาทึบ เขาหันมาทางเพื่อนเกลอที่ตามมาติดๆ

“ฉายไฟไปที่เถาวัลย์ซิ ฑูรย์”

ฝ่ายนั้นทำตาม และด้วยความประหลาดใจ เขาเห็นสหายตรงเข้าไปเลิกซุ้มเถาวัลย์หนาแน่นนั้น ซึ่งมันก็แหวกออกจากกันอย่างง่ายดายเหมือนแหวกม่าน เผยให้เห็นช่องโพรงขนาดพอตัวคนลอดที่กำแพงด้านนั้น

“อื้อฮือ เด็ดจริงๆ ว่ะเทพ ใครทำทางไว้ให้เอ็งล่ะนี่”

ไวฑูรย์ลืมกระซิบ ร.ต.ท.ทัดเทพหันมาทำตาเขียว แต่นึกขึ้นได้ว่าเพื่อนคงไม่เห็นก็เปลี่ยนเป็นจุปากเบาๆ

“อย่าเอ็ดไปเว้ย คุณบัวรู้ทางเข้าออกทางนี้อยู่คนเดียว เมื่อข้ามาส่งคราวก่อน เธอก็แอบเข้าทางด้านนี้แหละ”

ผู้หมวดหนุ่มก้าวเข้าไปที่ช่องทะลุนั้น กราดไฟฉายเล็กๆ ในมือไปรอบๆ และส่องดูภายในช่องอย่างถี่ถ้วน แล้วจึงก้มลอดเข้าไปพร้อมกับทำสัญญาณให้ไวฑูรย์ตามไปด้วย เมื่อนักโบราณคดีลอดเข้าไปแล้วเขาก็ยื่นมือออกมาดึงเถาวัลย์ให้ปกคลุมช่องนั้นไว้ทางด้านนอกตามเดิม

สองหนุ่มเข้ามาหยุดยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นสารภีใหญ่ซึ่งออกดอกบานสะพรั่ง มองไปรอบๆ เห็นแต่ต้นไม้และพุ่มไม้มืดทะมึนทั่วบริเวณ ทัดเทพสะกิดชวนให้ออกเดินลัดเลาะไปตามหลังพุ่มไม้เหล่านั้น มุ่งหน้าสู่ตัวคฤหาสน์อย่างระมัดระวัง

“สิทธิ์มันว่าเห็นไอ้พรเดินเทิ่งๆ อยู่แถวนี้แหละ” ทัดเทพหันมากระซิบกระซาบ

“เราคงมาดึกเกินไปถึงไม่เห็นวี่แววใครเลย”

“อย่าเห็นแหละดี” ไวฑูรย์กระซิบตอบเสียงกระเส่า

“นอกจากไอ้พรแล้ว ขออย่าได้เจอะอะไรอีกเลยวะ”

นกแสกตัวหนึ่งบินถลาออกจากพุ่มไม้ใกล้ๆ นั้นอย่างฉับพลัน ส่งเสียงแซ้กยาวๆ ดังบาดลึกเข้าไปในหัวใจ ไวฑูรย์สะดุ้งโหยงทั้งตัว หันไปชูกำปั้นหราทางนกเจ้ากรรมตัวนั้น เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันออกมาด้วยเสียงกระซิบ

“ไอ้นกเปรต! ถ้าเป็นที่อื่นละก็พ่อยิงร่วงไปแล้ว”

ทัดเทพหัวเราะหึๆ ในลำคอแล้วสะกิดให้ออกเดินต่อไปโดยพยายามให้เบาที่สุด รองเท้าพื้นยางแบบพิเศษที่ทั้งคู่สวมมาช่วยให้การเดินเงียบกริบ และคล่องตัวเป็นพิเศษ

ในที่สุด คฤหาสน์แบบตะวันตกก็ทะมึนให้เห็นขวางอยู่เบื้องหน้า ความโอฬารของมันดูน่ากลัวยิ่งขึ้นในเวลากลางคืน ทั่วทั้งตัวบ้านมืดสนิทไม่มีแสงไฟจากที่ใดเลย หอคอยสูงเด่นดูเหมือนบรรจุความลี้ลับไว้ภายในเต็มเปี่ยม จั่วเล็กๆที่นั่นที่นี่เพื่อช่วยเสริมความงามของคฤหาสน์นั้นกลับทำให้ดูน่าหวาดกลัวในยามค่ำคืนอันมืดสนิทเช่นนี้

“บรื๋อ ดูๆ ไปแล้วนึกถึงบ้านเจ็ดจั่วของแนแธเนียล ฮอว์ธอร์นว่ะ เอ็งจำได้ไหม เดอะเฮาส์ออฟเดอะเซเว่นเกเบิลส์
ที่เคยเรียนน่ะ”

“อย่ามัวนึกอะไรไม่เป็นเรื่องอยู่เลยวะ” ผู้หมวดกระซิบดุ

“ช่วยกันคิดซิวะ จะหาทางขึ้นทางไหนดี”

ไวฑูรย์แยกเขี้ยวอยู่ในความมืด “บ๊ะ ดุจริงแฮะ…ก้อขึ้นทางกะไดอันเบ้อเร่อนั่นน่ะซี มีทางขึ้นอยู่แค่นั้นแหละ หรือเอ็งคิดจะปีนขึ้นไปทางหอคอยอย่างเจ้าช่วง”

ทัดเทพถอนใจเบาๆ เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวังตัวแจ ใช้สัญชาตญาณตำรวจเต็มที่จนแน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ใกล้กรายเข้ามาในแวดวงของเขาแล้ว จึงกระตุกแขนเพื่อนออกวิ่งเหย่าๆ ไปยังบันไดหินอ่อนขนาดใหญ่ที่เห็นอยู่ตรงหน้า

เขาหยุดดูลาดเลาที่เชิงบันไดอยู่ชั่วอึดใจ แล้วจึงปราดขึ้นไปบนนั้นด้วยความคล่องแคล่วปราดเปรียวที่ไวฑูรย์เองก็นึกชมในใจ ครั้นถึงเฉลียงกว้างใหญ่ซึ่งตั้งกระถางตะโกดัดและตุ๊กตาหินอ่อนเรียงรายเป็นระยะ ก็หลบเข้าบังหลังตุ๊กตาตัวหนึ่ง สอดส่ายสายตาไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว

“ประตูเล็กทางซ้าย”

เขากระซิบเบาๆ ไวฑูรย์มองตามก็เห็นบานประตูโค้งเล็กๆ ทางซ้ายสุดซึ่งสลัวอยู่ในความมืดแง้มอยู่เล็กน้อยพอสังเกตเห็น เป็นทางเข้าสู่ห้องมุขมุมสุดซึ่งยื่นออกไปจากตัวบ้าน ทัดเทพมีอาการลังเลเล็กน้อย เพราะใจจริงเขาประสงค์จะเข้าไปในห้องท้องพระโรงมากกว่า แต่ทว่าประตูเล็กที่แง้มอยู่นิดๆ นั้นก็ท้าทายความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรง

“เอ็งว่ามีทางลับอยู่ในห้องท้องพระโรงไม่ใช่หรือ”

เขากระซิบ นักโบราณคดีก็พยักหน้าอยู่ในความมืด

“ใช่ แต่ประตูเล็กนี่ท่าจะเป็นทางขึ้นชั้นบน ลองเข้าไปดูกันก่อนดีไหม”

ทัดเทพนิ่งคิดแล้วจึงพยักหน้า “ก็ลองดู”

ผู้หมวดหนุ่มขยับตัวจะก้าวออกเดินจากเบื้องหลังตุ๊กตาหินอ่อนตัวใหญ่ที่ยืนบังอยู่ แต่เสียงอะไรอย่างหนึ่งที่ดังแทรกขึ้นมาในท่ามกลางความเงียบหยุดเขาให้ชะงักนิ่งอยู่กับที่เหมือนถูกตรึง

เป็นเสียงฝีเท้าเบาๆ ก้าวขึ้นบันไดหินอ่อนมาอย่างแช่มช้า สองสหายยืนตัวลีบ พยายามเบียดบังหลังตุ๊กตาให้มากที่สุด โดยเฉพาะไวฑูรย์นั้นใจเต้นโครมครามเหมือนตีกลอง นึกวาดภาพมนุษย์ค้างคาวก้าวขึ้นบันไดมาเผชิญหน้า แล้วก็พยายามทำตัวให้แบนที่สุด แอบนิ่งอยู่หลังกระถางตะโกดัดใบใหญ่ข้างเสาหินอ่อน

เสียงก้าวขึ้นบันไดเป็นจังหวะสม่ำเสมอใกล้เข้ามา…และแล้วเจ้าของร่างก็ปรากฏตัวให้เห็นในความมืดสลัวของค่ำคืน สายตาที่ชินกับความมืดแล้วทำให้ชายหนุ่มทั้งสองจำร่างนั้นได้ดี ทัดเทพแทบจะหลุดปากอุทานออกมาด้วยความรู้สึกที่สะกดไว้ไม่อยู่ แต่แล้วก็บังคับใจยืนนิ่งขึง จ้องดูร่างนั้นนิ่งงันอยู่กับที่ด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก

เจ้าของร่างนั้นคือสโรชินี!

ไวฑูรย์สะกิดนายตำรวจอย่างแรงทำท่าบุ้ยใบ้ให้ดูด้วยความแปลกใจจนถึงที่สุด ในขณะที่ผู้หมวดหนุ่มยืนนิ่งเฉยเหมือนถูกมนตร์สะกด

ร่างนั้นเป็นร่างงามไม่มีที่ติของสโรชินีก็จริง แต่อากัปกิริยานั้นไม่ใช่…สโรชินีผู้มีท่าทางนุ่มนวลแช่มช้อยทุกอิริยาบถไม่ว่านั่งยืนหรือเดิน แม้ในยามเผลอตัวกิริยาของหล่อนก็เป็นธรรมชาติน่ารักหนักหนา…แต่ทว่าในยามนี้ อาการเคลื่อนไหวของหญิงสาวกลับเป็นลักษณะตรงข้ามกับเวลาปกติอย่างสิ้นเชิง สโรชินีในชุดนอนแพรประดับลูกไม้สีขาวยาวกรอมเท้าก้าวมาทางชายหนุ่มทั้งสองในระยะห่างกันเพียงวาเดียว แต่หล่อนไม่มีทีท่าจะสนใจต่อสิ่งที่อยู่รอบข้าง เท้าทั้งสองก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ และสม่ำเสมอเหมือนตุ๊กตาไขลาน เรือนกายตั้งตรงไม่ขยับซ้ายขวา ผู้ที่เฝ้าแอบมองพยายามเพ่งดูดวงหน้านั้นจนปวดนัยน์ตา ความมืดช่วยพรางสีหน้าไว้ได้อย่างมิดเม้น แต่ทัดเทพก็คิดว่าเขาเห็นใบหน้างามละมุนของหญิงสาวผู้นั้นตรงแน่วมีรอยเคลิ้มฝันเหมือนคนตกอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นไม่มีผิด

พอหล่อนก้าวผ่านหน้านายตำรวจหนุ่มก็หมดความอดทน เขาผละออกจากที่ซ่อนส่งเสียงเรียกเบาๆ

“คุณบัว!”

ร่างนั้นหยุดชะงักอยู่กับที่โดยไม่หันมามอง…ไวฑูรย์ใจหายวาบ เขากระชากแขนเพื่อนเต็มเหนี่ยว ทัดเทพก็เซกลับเข้าไปหลังรูปปั้นตามเดิม นักโบราณคดีหนุ่มขบฟันเน้นกระซิบที่ริมหูอย่างเดือดดาล

“จะบ้าหรือวะไอ้เทพ เสือกโผล่ออกไปได้ เราแอบย่องขึ้นบ้านเขานะโว้ย อย่าลืม!”

ทัดเทพนิ่งขึงจ้องดูร่างงามไม่วางตา สโรชินีนิ่งอยู่ชั่วอึดใจในอาการตัวตรงแน่วไม่เหลียวซ้ายแลขวาเหมือนตุ๊กตาเช่นเดิม แล้วจึงออกก้าวเดินช้าๆ…หน้าตรงมองแน่วไปข้างหน้า ไม่แสดงอาการรับรู้ต่อกิริยาของชายหนุ่มเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย…

หล่อนก้าวช้าๆ ตรงไปยังประตูรูปโค้งบานเล็กที่แง้มอยู่ ยกมือขึ้นจับลูกบิดด้วยอาการของหุ่นยนต์ ดึงเบาๆ ให้บานประตูเผยกว้างออกแล้วเคลื่อนกายเข้าไปข้างใน มีเสียงสลักลั่นดังคริ๊กเมื่อบานประตูปิดเข้าหากันสนิท แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดเช่นเดิม

ชายหนุ่มทั้งสองหันมามองหน้ากันอยู่ในความมืด สีหน้าของทัดเทพเต็มไปด้วยความแปลกใจระคนวิตกเป็นห่วงลึกซึ้ง ถึงไวฑูรย์ไม่เห็นถนัดก็พอเดาได้ออก เสียงที่นายตำรวจเอ่ยออกมากังวานเต็มไปด้วยความรู้สึก

“ละเมอเดิน…ใช่ไหมวะฑูรย์ Sleep Walk น่ะ”

“ก็น่าเป็นไปได้ ว่าแต่เธอคงไม่ไปฟ้องใครว่าเห็นเราเข้านะ”

ไวฑูรย์ตั้งกระทู้อย่างสงสัย ทัดเทพขบริมฝีปากคิดแล้วสั่นหน้า

“ถ้าเธอละเมอเดินจริงๆ คงไม่รู้ว่าเราอยู่ที่นี่”

“ขอให้เป็นยังงั้นจริงๆ เถอะ แต่เธอไปไหนมานะ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว”

ไวฑูรย์สงสัยอีก ทัดเทพขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดอีกครั้ง

“คงไปเรือนคนใช้ อ้อ ใช่แล้วละ แม่ของคุณบัวอยู่ที่เรือนคนใช้ แต่ตัวเธอนอนบนตึก”

ไวฑูรย์มองหน้า อดเคาะไม่ได้ทั้งๆ ที่เป็นเวลาเคร่งเครียดอย่างนั้น

“นี่แอบไปสืบสำมะโนครัวกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ หน็อย ดอดรู้หมดเลยว่าเขานอนที่ไหน”

ทัดเทพถลึงตาอยู่ในความมืด แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าไวฑูรย์คงไม่เห็นก็พูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

“ข้าชักวิตกแล้วละวะ ฑูรย์ คุณบัวเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ ละเมอเดินหรืออย่างที่ไอ้หมอว่า…ถูกสะกดจิตน่ะ”

ไวฑูรย์ถอนใจยาวอย่างวิตกไม่น้อยเช่นกัน

“ข้าว่าคงเป็นอย่างแรกมากกว่า ใครจะมาสะกดจิตคุณบัว ในบ้านของเธอเอง และเพื่ออะไรกัน”

“เธอเคยเล่าให้ฟังว่าฝันแปลกๆ ถึงเรื่องเดียวกันอยู่ทุกคืน เอ๊ะ หรือว่า…”

ประโยคท้ายของทัดเทพดังขึ้นเล็กน้อยอย่างลืมตัวเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ หันมาเขย่าแขนเพื่อนเกลอด้วยท่าทาง
ร้อนรน

“เธอเล่าว่าในฝันนั้นเห็นสัตว์ประหลาดต่างๆ ผีดิบบ้าง คนแก่บ้าง ทุกคืน เอ…หรือว่าเธอจะเห็นจริงๆ ในเวลาครึ่งหลับครึ่งตื่นอย่างเมื่อตะกี้”

“ฮ้า” ไวฑูรย์เป็นฝ่ายลืมตัวอุทานดังขึ้นบ้าง พอรู้ตัวก็เอามือตะครุบปาก

“ชักจะยุ่งใหญ่แล้วโว้ย เอ็งลองหาทางชวนคุณบัวไปให้ไอ้หมอมันตรวจดูสักทีซีวะ เผื่อมันจะแคะไค้ได้ว่าเห็นอะไรจริงๆ หรือฝันไป”

ผู้หมวดหนุ่มยืนนิ่งอึ้งอย่างใช้ความคิดอย่างหนัก นักโบราณคดีหนุ่มเห็นเสียเวลาก็เตือนขึ้น

“เฮ้ย อย่าเพิ่งคิดตอนนี้เลยวะ เอ็งจะย่องเข้าห้องไหนก็รีบๆ ย่องเสีย เดี๋ยวเจ้าของบ้านท่าจะละเมอเดินลงมา
อีกคน”

คำพูดนั้นทำให้ทัดเทพนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงต่ำๆ อย่างตัดสินใจ

“ไปดูห้องท้องพระโรงก่อนเถอะ ห้องเล็กนี่ปิดเสียแล้ว”

สองคนเหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจแล้วจึงย่องหนับๆ ไปยังประตูโค้งใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า ไวฑูรย์ล้วงกระเป๋าหยิบกุญแจออกมาไขอย่างใจเย็น ไม่นานก็มีเสียงดังกริ๊กเบาๆ คนไขถอนหายใจโล่งอก

ร.ต.ท.ทัดเทพมองดูเพื่อนเกลออย่างทึ่งนิดๆ

“อือ เอ็งนี่ไปหากินทางตัดช่องย่องเบาแทนเจ้าช่วงได้นี่หว่า แอบสำรวจหมดแล้วซิว่าห้องไหนใช้กุญแจอะไร”

“ก็อีตอนมาแอบถ่ายรูปนั่นไงเล่า ข้าเลยขโมยปั๊มแบบไปให้ช่างทำกุญแจผี นี่ละจุดอ่อนอันเบ้อเร่อของพินทุวดี ถ้าใช้ลิ่มสลักแบบโบราณปิดจากข้างในก็ไม่มีทางไขได้”

“ห้องนี้ไม่มีใครนอนเฝ้านี่นาจะเปิดกลอนข้างในได้ยังไง แล้วก็อีกอย่าง พินทุวดีคงคิดว่าไม่มีใครกล้าล้วงคองูเห่าละมัง…ว่าก็ว่าเถอะ บ้านออกมโหฬารมีคนอยู่แค่สี่ห้าคน เหลือเชื่อจริงๆ พับผ่า”

“ก็แล้วไอ้ที่ไม่ใช่คนล่ะเว้ย มันมีอยู่เท่าไหร่เราจะไปรู้เรอะ นี่กำลังแอบจ้องดูเราอยู่ที่มุมไหนบ้างก็ไม่รู้ บรื๋อ์อ์อ์…เสียวไส้ว่ะ”

ทัดเทพผลักบานประตูออก แล้วก็เกือบสะดุ้งเมื่อมันมีเสียงแอ๊ดเบาๆ เขารีบหยุดทันที ยืนนิ่งจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติแล้วจึงแทรกตัวเข้าไปภายใน ไวฑูรย์ก้าวตามมาติดๆ แล้วงับประตูปิดดังเดิมโดยพยายามให้เสียงเบาที่สุด

ภายในห้องมืดสนิทราวเข้าถ้ำ คนทั้งสองต้องยืนอยู่กับที่ชั่วครู่จนตาชินกับความมืด จึงค่อยเปิดไฟฉายกวาดดูรอบๆ ห้อง ทุกสิ่งยังคงสงบนิ่งอยู่ในที่เดิมของมัน ไวฑูรย์ออกเดินไปยังม่านปักด้วยมือที่ขึงอยู่มุมห้อง มองซ้ายขวาอย่างระวังภัย แล้วจึงแหวกมันออกโดยแรงก้าวผ่านห้องหลังม่านนั้นไปยังฝาผนังเรียบด้านในสุด พลางพูดโดยไม่หันหน้ามา

“นี่แหละ วันก่อนข้าเห็นมันเปิดเป็นช่องให้เดินผ่านเข้าไปได้ วันนี้ปิดสวิตช์เสียแล้ว ต้องมีที่เปิดอยู่ตรงไหนแน่ๆ เทพมาช่วยกันหน่อยซิ”

พูดพลางเขาก็ใช้มือหนึ่งลูบคลำไปตามผนังนั้นอีก มือหนึ่งส่องไฟพลางส่งเสียงเรียกเพื่อนเกลออีก

“มานี่ซิเทพ ส่องไฟให้หน่อย”

เงียบไม่มีคำตอบ หรือแม้แต่เงาของสหายกรายเข้ามาใกล้ ไวฑูรย์นึกเอะใจหันขวับไปมอง แล้วก็ต้องขมวดคิ้วย่นเมื่อเห็นว่า ร.ต.ท.ทัดเทพไม่ได้ตามเขาเข้ามาด้วย นักโบราณคดีหนุ่มจุปากเบาๆ พลางเดินย้อนกลับแหวกม่านออกไปยังห้องท้องพระโรงที่รับแขกอีกครั้ง คราวนี้ภาพที่เห็นทำให้เขาถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ

จากแสงไฟฉาย เขาเห็น ร.ต.ท.ทัดเทพยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนถูกตรึง ใบหน้าอันมีแววตกใจนั้นจ้องเขม็งดูอะไรอย่างหนึ่งตรงหน้า ไวฑูรย์เห็นถนัดถึงเหงื่อเม็ดใหญ่บนหน้าผากเพื่อนเกลอทั้งๆ ที่อากาศในห้องค่อนข้างเยือกเย็น

“เทพ”

ไวฑูรย์เรียก ขยับเท้าไปหาอย่างฉงนฉงาย ทัดเทพเหลือบตามาทางเขาแวบหนึ่ง ไวฑูรย์ใจหายที่เห็นแววตานั้นเต็มไปด้วยความหมายต่างๆ จนยากบรรยาย ทั้งหวาดหวั่นตระหนก และฉงนสนเท่ห์คละเคล้ากันจนแยกไม่ออก ซึ่งเจ้าตัวพยายามระงับไว้สุดความสามารถ ไวฑูรย์เพ่งตาจ้องมองดูสิ่งที่ร้อยตำรวจโทหนุ่มจ้องเขม็งอยู่นั้น ก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ

นอกจากว่าสิ่งที่ทัดเทพเขม็งมองอยู่นั้น คือศิลาสลักเป็นรูปพญานาค ๗ เศียรธรรมดาๆ รูปหนึ่งเท่านั้นเอง

“เทพ มองอะไรน่ะ”

ไวฑูรย์ถามซ้ำ ครั้นไม่ได้รับคำตอบก็เดินเข้าไปหาอย่างร้อนรน แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงจุปากเบาๆ จากผู้หมวดหนุ่มและเสียงพูดไม่ดังกว่ากระซิบ โดยที่ริมฝีปากแทบไม่เผยอจากกัน

“ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นแหละฑูรย์ มันกำลังจะเล่นงานข้า”

“อะไรวะ” ไวฑูรย์ถามด้วยอาการเช่นเดียวกัน

แทนคำตอบ นายตำรวจหนุ่มเหลือบดูเขาแล้วเบือนไปที่รูปเศียรนาคศิลานั้นอีกเป็นเชิงบอกใบ้

คราวนี้ไวฑูรย์เพ่งมองดูจนตาแทบปะทุก็ไม่เห็นอะไรผิดปกตินอกจากรูปศิลาแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น จึงตัดสินใจเข้าไปหาเพื่อนเกลอโดยเร็วไม่สนใจกับเสียงห้ามของเขา ถามอย่างร้อนรน

“เทพ เป็นอะไรไปวะ เอ็งเห็นอะไร บอกซิ”

ทัดเทพละสายตาจากภาพตรงหน้ามามองนักโบราณคดีหนุ่มอย่างช้าๆ แววตื่นตกใจค่อยจางลงมีความฉงนฉงายเข้ามาแทนจนเต็มเปี่ยม หากเสียงที่พูดยังเป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาอยู่

“ตรงหน้าข้านี่ไง เอ็งไม่เห็นหรือ”

“รูปเศียรนาคน่ะเรอะ ทำไม”

คราวนี้ ร.ต.ท.ทัดเทพจ้องหน้าเพื่อนเกลออย่างเอาจริงเอาจัง เสียงที่ถามเต็มไปด้วยความประหลาดใจล้นพ้น

“เอ็งไม่เห็นอะไรนอกจากนี้จริงๆ หรือวะ ฑูรย์ หัวนาคพวกนั้นมัน…มันเคลื่อนไหวได้ เอ็งไม่เห็นจริงๆ น่ะหรือ”

ไวฑูรย์มองหน้าเพื่อน แล้วหันไปมองรูปสลัก คราวนี้เขาเดินเข้าไปจนชิด เอื้อมมือออกไปจับเศียรตรงกลางซึ่งสูงใหญ่กว่าเพื่อน แล้วหันมาถามเสียงหนักๆ

“หัวนาคนี้น่ะหรือวะเคลื่อนที่ได้ ตอนนี้มันเคลื่อนอีกหรือเปล่าล่ะ”

ร.ต.ท.หนุ่มขยี้ตาเพ่งมองรูปสลักนั้น สะบัดหน้าอย่างพยายามขับไล่ความมึนงง แล้วจึงมองหน้าสหายกับรูปเศียรนาคสลับกันไปมา

“แปลกจริงๆ ให้ตายซิ! ตะกี้ข้าเห็นมันส่ายหัวได้ ตาไม่ฝาดหรอกฑูรย์ เห็นตั้งแต่เอ็งเดินไปที่ม่านนั่นแล้ว พอข้าฉายไฟไปพบเข้าก็เห็นมันกลอกตา ข้าชะงักมองดูมันก็ขยับหัวส่ายไปมาแล้วทำท่าเหมือนยืดคอออกมาจะฉกข้า เห็นจริงๆ นะฑูรย์ ให้ดิ้นตาย!”

ไวฑูรย์มองหน้าเพื่อนแล้วถามเสียงหนักๆ อีกครั้ง “เดี๋ยวนี้ล่ะวะ ยังเห็นอยู่อีกหรือเปล่า”

ทัดเทพขยี้ตาอีกพลางสั่นหน้าอย่างจนใจ “ไม่มีแล้วว่ะ พอเอ็งเดินเข้าไปใกล้มันก็หยุดนิ่งเป็นหินอย่างเดิม”

ดวงตาของไวฑูรย์ฉายแววครุ่นคิดนิดหนึ่ง แต่แล้วก็เอ่ยออกมาอย่างจะให้เห็นเป็นเรื่องขัน

“ออกจากนี่เอ็งไปให้จักษุแพทย์แหกตาตรวจเสียหน่อยนะ พ่อคุณ นัยน์ตาเอ็งแย่เต็มฟัดแล้วว่ะ เซอร์ปิโก้ตาถั่ว!”

“แต่…”

“เฮ้ย…ไม่แต่ไม่เต่อละ อย่าเพิ่งพูดอะไรอีกเลย ตอนนี้เอ็งเห็นหัวนาคเจ้ากรรมหยุดส่ายแล้วก็ใช้ได้ เลิกสนใจมันดีกว่า มาช่วยข้าทางนี้เถอะ”

พูดจบก็ฉุดแขนเพื่อนเต็มแรง ทัดเทพเดินตามเข้าไปหลังม่านอย่างเสียไม่ได้ สีหน้าเต็มไปด้วยแววฉงน ประหลาดใจและอัดอั้น แต่ไวฑูรย์ไม่ฟังเสียงลงมือลูบคลำผนังด้านที่อยู่ในสุดทุกตารางนิ้วอย่างว่องไว

“เอ้า เอ็งถือไฟฉายไว้ส่องให้ข้า นั่น ยางง้าน”

ผนังด้านนั้นเรียบเกลี้ยงในแสงไฟฉายอันสว่างจ้าเป็นดวงกลม ไม่มีวี่แววอันใดที่แสดงว่ามันจะมีช่องทางลับซ่อนอยู่เลย แต่ไวฑูรย์ไม่ละความพยายามเขาลูบคลำไปจนทั่วจากบนถึงล่าง จนถึงกับลงนั่งยองๆ ลูบคลำบริเวณที่อยู่ใกล้พื้นแล้ว ณ ที่ใดที่หนึ่งทางซ้ายมือสูงเหนือระดับพื้นขึ้นมาประมาณ ๑ ฟุต มือของเขาก็สัมผัสกับส่วนหนึ่งของผนัง ซึ่งไม่ใช้ความละเอียดลอออย่างยิ่งก็จะไม่รู้สึกเลยว่า ผนังส่วนนั้นนูนออกมาน้อยๆ เหมือนช่างปูนได้โบกปูนตรงนั้นหนักมือไปหน่อย…ไวฑูรย์อุทานเบาๆ อย่างดีใจพร้อมกับออกแรงกดลงไปตรงผนังส่วนนั้นเต็มเหนี่ยว

มีเสียงครืดยาวๆ ดังขึ้นจากภายใต้ผนัง แล้วส่วนนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนออกไปข้างๆ อย่างช้าๆ เผยให้เห็นช่องประตูลับมืดยิ่งกว่าถ้ำนรกอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง…

“สำเร็จแล้วโว้ยเทพ นี่ไงทางเข้าระเบียงคดของพินทุวดี ไหนส่องไฟเข้าไปทางนี้หน่อยซิ”

เงียบ! ไม่มีคำตอบจากนายร้อยตำรวจหนุ่มอีกตามเคย ไวฑูรย์หันขวับไปทันที…

ผู้หมวดหนุ่มยืนอยู่เบื้องหลังเขาก็จริง แต่ใบหน้าหันไปทางอื่นและกำลังจับจ้องมองอะไรอยู่อย่างตะลึงงัน

ไวฑูรย์มองตามแล้วก็ต้องส่ายหน้าอย่างปลงอนิจจัง…

“กุเลน-เมี้ยว! เมี้ยว! มานี่ซิกุเลน มาให้คุณผู้หมวดขวัญอ่อนดูให้เต็มตาหน่อยมะ”

ร่างดำๆ ที่ ร.ต.ท.ทัดเทพตะลึงมองอยู่นั้นแยกเขี้ยวขาวพร้อมกับส่งเสียงร้อง ‘ง้าว’ ออกมาดัง ทัดเทพสะดุ้ง กระซิบเบาๆ ด้วยเสียงซึ่งบังคับเต็มที่มิให้สั่น

“เสือดำน่ะ ฑูรย์ อย่าส่งเสียงไป มันกำลังจ้องเราอยู่นั่น”

ไวฑูรย์มองหน้าเพื่อนด้วยความฉงน ยื่นมือออกไปตรงหน้าโบกไปมา ทัดเทพปัดออกไปอย่างฉุนเฉียว ยกมือขวาขึ้นช้าๆ ไวฑูรย์ใจหายวาบเมื่อเห็นปากกระบอกดำมะเมื่อมของแม็กนั่ม .๓๕๗ ในมือนายตำรวจหนุ่ม

“เฮ้ย! อย่านะเทพ”

พร้อมกับคำพูด เขาตะครุบมืออย่างว่องไวพยายามจะแย่งเอาปืนมา แต่ทัดเทพมือเหนียวราวตุ๊กแก ไวฑูรย์จึงเปลี่ยนเสียงเป็นปลอบ

“เทพ ข้าไม่รู้ว่าเอ็งเห็นอะไรกันแน่ แต่ไอ้ที่เอ็งกำลังจะเอาปืนเป่านี่น่ะมันคือกุเลน แมวน้อยธรรมดาของคุณพินทุวดีเท่านั้น ไม่ใช่เสือสางที่ไหนหรอก เก็บปืนเสียเถอะ เอ็งอยากยิงแมวเล่นในบ้านเขากลางดึกหรือวะ”

ทัดเทพขมวดคิ้วย่น หันมามองเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ ไวฑูรย์พยักหน้า เขาก็หันกลับไปมองเจ้ากุเลนอีกอย่างพินิจพิเคราะห์

“เอ้า มองดูเสียให้เต็มตา เห็นไหมเจ้ากุเลนตัวเท่าลูกหมา ไม่ใช่เสือดำที่ไหนหรอกโว้ย ไม่เชื่อข้าจะอุ้มมาให้ดูก็ได้ วันนี้ตาเอ็งเป็นอะไรไปวะ”

ไวฑูรย์ว่าแล้วก็เดินปราดไปยังแมวดำตัวใหญ่ถนัดใจนั้น คว้าตัวมันขึ้นอุ้ม มิไยที่เจ้ากุเลนจะแยกเขี้ยวขู่คำรามและดิ้นรน เขาพามันกลับมาหาผู้หมวดหนุ่ม

“ดูเสีย แมวหรือเสือกันแน่วะ”

ร.ต.ท.ทัดเทพเม้มริมฝีปาก จ้องเขม็งดูร่างที่เขาเห็นว่าเป็นเสือดำตัวใหญ่เมื่อครู่ก่อน บัดนี้มันก็คือแมวดำธรรมดาที่ขนาดใหญ่กว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น เขายกมือขยี้ตาในขณะที่ไวฑูรย์ปล่อยเจ้ากุเลนลงพื้นดังเดิม

“เออ แมวจริงๆ น่ะแหละ ทำไมข้าเห็นเป็นเสือไปได้วะ สาบานให้ก็ได้ ฑูรย์ ข้าเห็นถนัดชัดเจนว่ามันเป็นเสือดำชัดๆ ยืนอยู่ตรงเจ้ากุเลนตะกี้นี้น่ะแหละ พอเอ็งเดินเข้าไปใกล้ ถึงได้เห็นว่าเป็นแมว แต่ว่า เอ๊ะ…”

นายตำรวจหนุ่มหันขวับมา สีหน้าบอกความตื่นเต้นประหลาดใจอีกครั้ง

“เอ็งจำกรณีอลิศราได้ไหมวะฑูรย์ ข้านึกออกแล้ว เธอบอกว่าเห็นเสือดำและเห็นพญานาคเคลื่อนไหวได้ในห้องนี้ ก็เป็นอย่างเดียวกับที่ข้าเห็นนี่แหละ อลิศราไม่ได้ตาฝาดหรอกวะ ฑูรย์”

ไวฑูรย์ยกมือขึ้นลูบคางอย่างใช้ความคิด

“อืม จริงของเอ็ง ไอ้หมอบอกว่าคุณอลิศราถูกสะกดจิต ข้าพอจะเข้าใจละเว้ยเทพ สิ่งของบางอย่างในห้องนี้ถูก ‘สั่ง’ ไว้ให้รักษาห้อง เวลาคนแปลกหน้าล่วงล้ำเข้ามาจึงถูกสะกดให้เห็นอะไรประหลาดๆ เพื่อให้ขวัญหนีดีฝ่อรีบหนีไปยังไงล่ะ เออข้านึกออกแล้ว…!”

ประโยคสุดท้ายไวฑูรย์อุทานดังขึ้นอย่างนึกได้ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ควักกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิด หยิบวัตถุเล็กยาวขนาดคืบออกมา นิ่งอยู่ครู่หนึ่งเหมือนตั้งจิตอธิษฐาน แล้วจึงหักออกเป็นสองท่อน ส่งให้ ร.ต.ท.ทัดเทพท่อนหนึ่ง

“เอ้า เอานี่ไว้ป้องกันตัว จะได้ไม่เห็นอะไรบ้าๆ อีก เอ็งก็เป็นคนดีพอใช้นี่หว่า ว่านครุฑพลคงคุ้มครองเอ็งจากภัยต่างๆ ได้”

ทัดเทพรับว่านครึ่งท่อนมาอย่างงงๆ “ว่านนี่น่ะหรือวะ ป้องกันภัยได้”

“เออ” ไวฑูรย์พูดเสียงหนักๆ

“ไม่ใช่ว่านนี้ดอกหรือที่ช่วยข้ารอดจากมือไอ้มนุษย์ค้างคาวมาแล้ว อย่าทำหน้าเหมือนกินขี้มายังงั้นหน่อยเลย

เอ็งจะเอาหรือไม่เอา หา ถ้าไม่เอาไว้ก็ช่วยไม่ได้ เชิญคุณพ่อผจญกับเสือสางอะไรๆ ต่อไปตามลำพังเถอะ”

ทัดเทพทำหน้าปั้นยาก แล้วจึงเก็บว่านไว้ในกระเป๋าเสื้อ นักโบราณคดีหนุ่มมองดูอย่างพอใจแล้วพูดสำทับขึ้น

“ข้ารู้แล้วว่าทำไมเอ็งตาฝาดไปได้ยังงี้ ก็เพราะไม่มีของคุ้มกันตัวนี่แหละ ดูข้าซิ มาด้วยกันแท้ๆ ข้าไม่เห็นอะไรผิดปกติเลยซักอย่าง”

ทัดเทพขมวดคิ้วย่น แต่แล้วก็พยายามปัดความคิดต่างๆ ออกไปโดยเร็ว หันไปทางช่องลับที่เห็นดำมืดอยู่ในโพรงผนังพลางพยักหน้ากับเพื่อนเกลอ

“เอาละ อย่าเพิ่งคิดอะไรเลย เข้าไปดูข้างในกันเถอะ”

เขาฉายไฟกราดเข้าไปในช่องประตูนั้น ระเบียงคดที่ทอดยาวลึกเข้าไปปรากฏอยู่ในแสงไฟฉาย เทวรูปต่างๆ เรียงรายตามฝาผนังดูดำทะมึนอย่างลึกลับ และราวกับกระบอกตาหินอันว่างเปล่าทุกคู่กำลังจับจ้องดูเขาทั้งสองอยู่อย่างเงียบๆ แต่มาดร้าย!

หนุ่มนักโบราณคดีใช้แขนฟาดกันเพื่อนไว้ ตัวเองออกก้าวเดินนำหน้าเข้าไปในช่องนั้น โดยที่เคยเดินผ่านเข้ามาแล้วในครั้งก่อน เขาจึงจำได้ว่าอะไรเป็นอะไร ไวฑูรย์ไม่สนใจกับเทวรูปที่เรียงรายท้าความเป็นนักโบราณคดีของเขาอยู่ริมผนัง แต่ก้าวสวบๆ ตรงไปยังปลายสุดของระเบียงคด ใช้ไฟฉายกราดดูที่ผนังด้านนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน

“อื้อฮือ รูปอะไรวะนั่น”

ทัดเทพอุทานเบาๆ นัยน์ตาจ้องจับดูรูปนั้นเขม็ง ผนังส่วนบนเป็นภาพเขียนระบายสีสดฉูดฉาด ส่วนด้านล่างสูงจากพื้นราว ๓ ฟุตขึ้นมาเป็นแผ่นหินใหญ่สลักภาพนูนต่ำอย่างละเอียดประณีต

“รูปเขียนตอนบนเรื่องราวของพระนารายณ์อวตาร ส่วนภาพสลักนูนต่ำตอนล่างเป็นตอนนรสิงหาวตาร คือพระนารายณ์อวตารเป็นคนครึ่งสิงห์มาปราบยักษ์ เอ็งเคยเห็นในรูปมาแล้วนี่วะ อย่ามัวตะลึงดูอยู่เลย ข้าว่าต้องมีช่องทางลับอยู่แถวนี้แน่ ผนังคงไม่ตันอยู่แค่นี้หรอก”

“เอ็งรู้ได้ยังไงวะว่ามีทางลับซ่อนอยู่อีก ห้องนี้อาจเป็นที่เก็บเทวรูปของพินทุวดีเท่านั้น คงไม่มีอะไรอื่นอีกหรอกน่า บ้านคนนะเว้ยฑูรย์ ไม่ใช่ปราสาทเคานต์แดร็กคิวลา”

ไวฑูรย์หัวเราะหึๆ “เอ็งรู้จักพินทุวดีน้อยไปเสียแล้วมั้ง เทพ ข้าว่าแดร็กคิวลาเองก็ยังน่ากลัวน้อยกว่าเจ้าของบ้านนี้นะ ความน่ากลัวที่ซ่อนมาในรูปของความสวยน่ะมันหนักข้อยิ่งกว่าความน่าเกลียดน่ากลัวธรรมดามากนัก…เอาเถอะน่า ข้าสังหรณ์ชอบกลว่าต้องมีอะไรมากกว่าช่องลับนี้แน่ๆ สังหรณ์ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาแล้วละ เอ็งลองดูให้ทั่วๆ ผนังซิเทพอาจมีปุ่มลับซ่อนอยู่ที่ตรงไหนสักแห่งก็ได้”

ไวฑูรย์ลงมือคลำตามฝาผนังอย่างรวดเร็ว ส่วนทัดเทพใช้สายตาพิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วจึงสะกิดเพื่อน

“เฮ้ย ฑูรย์ ตานรสิงห์นี่มันโปนผิดปกติ ลองกดดูซิวะ”

ขาดคำ เขาก็ใช้มือกดลงไปที่ดวงตาอันโปนถลนผิดปกติของรูปสลักนั้นทันที แต่ปราศจากผลใดๆ ทั้งสิ้น ทัดเทพลองออกแรงเต็มเหนี่ยวอีกครั้งก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นเดิม ขณะที่เขาทำท่าจะผละออกมานั่นเองไวฑูรย์ก็ยกมือห้ามพลางเขยิบเข้ามาจนชิด

“ลองช่วยกันออกแรงทั้งสองคนดูซิเทพ เอ้าหนึ่งสองซ่ำ…”

สองสหายออกแรงกดพร้อมๆ กันอย่างสุดแรงเกิด คราวนี้ทัดเทพแทบจะอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อได้ยินอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นที่นั่น!

 



Don`t copy text!