ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 13 : ฤดูร้อน

ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 13 : ฤดูร้อน

โดย : วิตต ตุลยธัญ

Loading

เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการแชร์ร่าง! ‘ณดา’ ต้องรับภารกิจเป็นร่างทรงไทม์แชร์ให้สองวิญญาณข้ามฤดูหนาวและฤดูร้อน ในนวนิยายแฟนตาซี-ฟีลกู๊ด ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ โดย วิตต ตุลยธัญ อ่านเลย

แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมาบนพื้นถนนลาดยางเข้ากันได้ดีกับเพลย์ลิสต์บทเพลงฤดูร้อนที่ดังกระหึ่มอยู่ภายในรถของณดา ทันทีที่เพลง ‘ฤดูร้อน’ ของวงพาราดอกซ์ดังขึ้น เจ้าของพวงมาลัยก็เร่งปุ่มวอลลุมให้ดังขึ้นแล้วร้องตามอย่างใส่อารมณ์เหมือนกำลังอยู่ในคอนเสิร์ต

“นี่นางถูกผีเร่ร่อนเข้าสิงหรือเปล่าเนี่ย ฉันเริ่มเป็นห่วงแล้วนะ” อวัศยากระซิบถามรวีที่เบาะหลัง

“แต่ผมว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ดูนั่นสิ” ดวงวิญญาณหนุ่มชี้ไปที่หน้าปัดรถยนต์

“โห หนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยเหรอ ตอนไปเชียงดาวยังขับแปดสิบอยู่เลย”

เสียงร้องเพลงของณดาปลุกให้ยมทูตที่นั่งหลับอยู่ที่เบาะหน้าตื่นขึ้น วันนี้เขาไม่ได้สวมชุดดำอย่างทุกครั้งแต่ใส่เสื้อฮาวายสีบานเย็นทับบนเสื้อยืดสีขาว เขามองไปที่หน้าปัดรถยนต์อย่างไม่เชื่อสายตา

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นที่เชียงดาวเนี่ย ทำไมจู่ๆ ถึงขับรถเร็วแบบนี้ได้”

“เขาเรียกว่า…ความรักมั้ง” อวัศยาหัวเราะ ในขณะที่รวีที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำหน้าไม่สบอารมณ์

เพิ่งจะจากเชียงดาวไปไม่ถึงวัน ณดาก็เริ่มคิดถึงคิรินอีกแล้ว ภาพเหตุการณ์ในงานเลี้ยงตอนที่อวัศยาใช้ร่างของณดาโผเข้ากอดคิรินยังเล่นวนอยู่ในหัวณดาซ้ำๆ เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ทุกครั้งที่คิด หัวใจของหญิงสาวก็เต้นโครมครามเหมือนได้ย้อนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง

“เออ แล้วเรื่องโรงแรมคุณเป็นยังไงบ้างล่ะ ตอนนี้หมดห่วงแล้วใช่มั้ย” ยมทูตเอ่ยถามอวัศยา

“ที่จริงฉันก็ยังห่วงอยู่เหมือนกันนะ” อวัศยาพูดยิ้มๆ “แต่ตอนนี้ฉันก็ทำใจได้แล้วละว่าคงดูแลน้องชายไปตลอดชีวิตไม่ได้ ที่เหลือจะเป็นยังไงก็อยู่ที่ตัวเขาเอง”

“แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าคุณศรุตไม่ได้เป็นคนทำ คุณว่าเป็นไปได้มั้ยที่ชัชชลจะเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” รวีตั้งข้อสังเกต

“ฉันก็สงสัยอย่างนั้นเหมือนกันนะ แต่ตอนนี้เราก็ยังหาข้อพิสูจน์อะไรไม่ได้” อวัศยาพูดพลางถอนหายใจ “แต่เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ ตอนนี้เรามาโฟกัสที่เรื่องของนายกันดีกว่า นายแน่ใจเหรอว่าจะให้ณดาไปสมัครเป็นแม่ครัวที่สวนมะพร้าวน่ะ นายยังจำครั้งสุดท้ายที่ณดาทำอาหารได้ใช่มั้ย”

“นี่! ฉันไม่ได้ทำอาหารแย่ขนาดนั้นซะหน่อย” คนถูกนินทารีบแก้ต่างให้ตัวเอง

ถึงจะทำเป็นพูดดีแต่จริงๆ แล้วณดาก็กังวลเรื่องนี้ไม่น้อยเหมือนกัน ครั้งสุดท้ายที่เธอพยายามทำอาหารกินเองตอนอยู่ที่เชียงดาว แค่ไข่เจียวง่ายๆ เธอยังทำไหม้ไปสามกระทะ แถมแกงจืดเต้าหู้หมูสับที่ทำก็ยังเค็มปี๋แบบที่ปลาเค็มยังต้องยกมือไหว้

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าผมได้เข้าร่างคุณเมื่อไหร่ คุณจะกลายเป็นสุดยอดแม่ครัวอย่างแน่นอน”

“เรื่องนั้นแหละที่ฉันห่วง” ณดาถอนหายใจ “นายอย่ามาทำอะไรทะลึ่งๆ กับร่างฉันนะ เข้าใจมั้ย”

จู่ๆ ดวงวิญญาณหนุ่มก็หน้าแดงขึ้นมา “จะบ้าเหรอ นี่เรารู้จักกันมาตั้งกี่เดือนแล้ว คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าผมไม่ใช่คนแบบนั้น”

“ใครจะไปรู้ล่ะ พวกผู้ชายน่ะไว้ใจได้ที่ไหนล่ะ”

 

รถของณดามาถึงสวนมะพร้าว โคโค่วิลล์ ในช่วงบ่ายของวันต่อมา เมื่อถึงจุดหมาย ยมทูตก็ขอลาไปทำภารกิจเช่นเคย เหลือไว้เพียงณดาและดวงวิญญาณทั้งสอง ตอนนี้หมดภารกิจของอวัศยาแล้ว การเดินทางมาชุมพรครั้งนี้จึงเป็นเหมือนทริปพักผ่อนครั้งสุดท้ายของดวงวิญญาณสาวไปโดยปริยาย

แม้ว่าอากาศภายนอกจะร้อนระอุ แต่ภายในสวนมะพร้าวกลับเย็นสบายอย่างน่าประหลาด สายลมแผ่วเบาหอบเอากลิ่นหอมของดอกไม้ที่ณดาไม่รู้จักมาแตะจมูกของหญิงสาว แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบมะพร้าวที่เอนไหวไปตามสายลมจนเกิดเป็นแสงรำไรบนพื้นดิน ณดาเดินผ่านแนวต้นมะพร้าวมาจนถึงศาลาไม้หลังหนึ่ง หญิงชราในชุดเสื้อคอกระเช้ากำลังหั่นผักอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ที่อีกมุมของศาลา หญิงสาวคนหนึ่งกำลังจัดดอกไม้ในแจกันอย่างตั้งอกตั้งใจ เธอแต่งกายเรียบง่ายแต่ดูดีในชุดเสื้อลูกไม้แขนสามส่วนสีครีมกับผ้านุ่งยาวสีฟ้า ผิวสีน้ำผึ้งและดวงตาคมๆ ของเธอดูมีเสน่ห์แปลกตา

เมื่อเห็นณดา หญิงชราก็ยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร “หนูณดาหรือเปล่าจ๊ะ ป้ากำลังรอหนูอยู่พอดีเลย”

“สวัสดีค่ะ ป้านวลใช่ไหมคะ” ณดายกมือไหว้หญิงชราอย่างนอบน้อม

“ขอเวลาป้าเตรียมวัตถุดิบหน่อยนะ” ป้านวลรับไหว้ก่อนจะหันไปหาหญิงสาวข้างกาย “โศภิตา เอ้ย ไม่ใช่สิ พิชชา เดี๋ยวหนูช่วยพาณดาไปพักผ่อนที่ห้องก่อนได้ไหมจ๊ะ”

“ได้ค่ะ หนูกำลังจะไปเก็บดอกไม้เพิ่มอยู่พอดี” หญิงสาวรับคำก่อนจะหันมายิ้มให้ณดา “ฉันพิชชานะจ๊ะ ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะ”

“สวัสดีค่ะ ฉันณดาค่ะ” ณดารู้สึกโล่งใจที่หญิงสาวแนะนำตัวเองออกมาก่อนเพราะเธอเริ่มไม่แน่ใจว่าตกลงแล้ว เธอชื่อโศภิตาหรือพิชชากันแน่

“คนนี้ใครน่ะ นายไม่เคยเล่าให้ฟังเลย” ณดาแอบกระซิบถามรวี

“พิชชาเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของผมน่ะ แล้วไว้ผมค่อยเล่าให้คุณฟังทีหลังก็แล้วกัน”

ณดาเดินตามพิชชาไปจนถึงบริเวณด้านหลังของสวนมะพร้าวอันเป็นที่ตั้งของกลุ่มอาคารบ้านดินทรงกลมหลังคามุงจากหลากสีสันนับสิบหลัง อาคารแต่ละหลังผุดขึ้นจากผืนดินราวกับดอกเห็ดที่ขึ้นอย่างไร้ระเบียบ แต่เมื่อมาอยู่รวมกันก็กลับดูสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ

“อันนี้เป็นห้องพักของเธอนะจ๊ะ” พิชชาหยุดยืนหน้าบ้านหลังหนึ่งพร้อมกับยื่นกุญแจให้ณดา “เธอพักผ่อนตามสบายได้เลยนะ พร้อมเมื่อไหร่ก็เดินกลับไปที่ศาลาด้านหน้าได้เลย ป้านวลน่าจะเตรียมวัตถุดิบใกล้เสร็จแล้วละ เดี๋ยวฉันขอตัวไปช่วยป้าเตรียมอุปกรณ์ก่อนนะ”

“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ณดารับกุญแจจากมือของพิชชา

“บ้านดินพวกนี้น่ะผมสร้างเองกับมือเลยนะ” รวีเริ่มคุยทันทีที่เดินเข้ามาในห้อง “บ้านดินน่ะเขามีระบบระบายอากาศแบบธรรมชาติ เรียกว่าผนังหายใจได้ ข้างในก็เลยเย็นสบายแบบนี้”

ถึงรวีจะไม่ได้เป็นสถาปนิกเหมือนคิริน แต่เขาก็เป็นคนที่รสนิยมดีทีเดียว ณดามองสำรวจรอบห้องด้วยความประทับใจ ภายในห้องอากาศเย็นสบายอย่างที่รวีว่าไว้จริงๆ ผิวสัมผัสหยาบๆ อย่างเป็นธรรมชาติของบ้านดินทำให้ภายในห้องดูมีเสน่ห์ แสงแดดรำไรที่ส่องผ่านม่านโปร่งแต่พองามทำให้ห้องรู้สึกเบาสบาย

“ถ้าคุณพร้อมเมื่อไหร่ บอกผมได้เลยนะ”

เมื่อคิดถึงการทำอาหาร ณดาก็เริ่มกังวลขึ้นมาอีกครั้ง ถึงจะมีวิญญาณพ่อครัวอยู่ในร่างแต่ณดาก็ยังไม่ไว้ใจฝีมือการทำอาหารของตัวเองอยู่ดี

เอาน่า อย่างน้อยการทดสอบทำอาหารก็คงสนุกกว่าการสัมภาษณ์งาน ณดาพยายามปลอบใจตัวเอง

“ฉันพร้อมแล้วละ นายเข้ามาในร่างฉันได้เลย” ณดาพูดกับรวีก่อนจะหลับตาลงแล้วสูดหายใจลึก

การเข้าสิงร่างของรวีให้ความรู้สึกแตกต่างจากตอนที่อวัศยาเข้ามาในร่าง ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายกระแสความเย็นที่แล่นผ่านเข้ามา แต่คราวนี้ณดากลับรู้สึกคล้ายกับว่ามีกระแสไฟอุ่นๆ ไหลผ่านไปทั่วร่าง ณดาเดาว่าดวงวิญญาณแต่ละดวงอาจจะมีพื้นฐานของดวงจิตที่แตกต่างกัน

(นายเข้ามาอยู่ในร่างฉันแล้วใช่มั้ย) ณดาพูดกับเสียงในหัวตัวเอง

 (ใช่ ถ้าคุณพร้อมแล้ว เราไปที่ศาลากันเลยนะ)

 



Don`t copy text!