
ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 7 : อ้อมกอดของ (ขุน) เขา
โดย : วิตต ตุลยธัญ
![]()
เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการแชร์ร่าง! ‘ณดา’ ต้องรับภารกิจเป็นร่างทรงไทม์แชร์ให้สองวิญญาณข้ามฤดูหนาวและฤดูร้อน ในนวนิยายแฟนตาซี-ฟีลกู๊ด ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ โดย วิตต ตุลยธัญ อ่านเลย

ลานหญ้าโล่งที่โอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งนี้คือที่ตั้งของ ‘ค่ายเยาวชนเชียงดาว’
ที่นี่คือจุดกางเต็นท์ของณดาในวันนี้ ณดารู้สึกได้ถึงความสงบในทันทีที่ย่างเท้าเข้ามา ทั่วทั้งบริเวณร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด บนพื้นหญ้ามีกองหินเล็กใหญ่วางเรียงรายคล้ายงานประติมากรรมจากธรรมชาติ เสียงน้ำไหลเอื่อยจากลำธารใสที่อยู่โดยรอบชวนให้รู้สึกสบายใจ
ตอนที่ณดามาถึง เริ่มมีคนกางเต็นท์กันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีพื้นที่ว่างอีกเหลือเฟือ
อวัศยาเล่าให้ฟังว่าค่ายเยาวชนแห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิงเพื่อเป็นพื้นที่ให้เด็กๆ ได้ใช้เป็นห้องเรียนธรรมชาติผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่นการเดินป่าและการพักแรม ถึงจะเรียกว่าค่ายเยาวชน แต่พื้นที่แห่งนี้ก็เปิดให้ทุกคนได้เข้ามาพักกางเต็นท์กันได้โดยไม่จำกัดอายุ
“สมัยก่อนเวลาที่ฉันเครียด ฉันมาที่นี่เป็นประจำเลยรู้มั้ย” อวัศยาระลึกถึงความหลัง “เวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าปัญหาทุกอย่างในโลกนี้มันก็เป็นแค่เรื่องสมมติเท่านั้น เดี๋ยวมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ธรรมชาติต่างหากที่เป็นของจริง พอคิดแบบนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้น”
ณดาพยักหน้าเห็นด้วย แค่ไม่กี่นาทีที่เธอได้เข้ามาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้ ก็ดูเหมือนว่าอาการวิตกกังวลที่เคยรบกวนเธอมาตลอดจะเบาบางลงไปไม่น้อย
“เดี๋ยวเรารีบไปจองที่กันดีกว่า ไปกางเต็นท์ตรงใกล้ๆ ลำธารดีมั้ย เวลานอนจะได้ฟังเสียงน้ำไหลไปด้วย แล้วเวลาทำอาหารก็ตักน้ำจากลำธารมาใช้ได้เลย”
ณดาหอบอุปกรณ์กางเต็นท์จากท้ายรถมากองเอาไว้ตรงที่ว่างริมลำธารในตำแหน่งที่อวัศยาบอก
“รออะไรล่ะ กางเต็นท์สิ” ดวงวิญญาณสาวหันมาถามณดาหลังจากที่เห็นเธอนิ่งไปนาน
“คือฉัน…กางเต็นท์ไม่เป็นน่ะ” ณดาหัวเราะแห้งๆ
“อ้าว แล้วก็ไม่บอก” อวัศยายิ้มให้ณดาอย่างเอ็นดู “นี่เธอไม่เคยนอนกางเต็นท์มาก่อนเลยเหรอ”
“ก็เคย…สมัยที่ยังเด็กมากๆ แต่ตอนนั้นพ่อฉันเป็นคนกางให้น่ะ”
“โอเค เดี๋ยวฉันจัดการเอง ขอยืมใช้ร่างเธอหน่อยนะ”
เมื่ออวัศยาเข้ามาอยู่ในร่างของณดา ดวงวิญญาณสาวก็คลี่ผ้าเต็นท์ออกแล้วกางไว้บนพื้นราบ ก่อนจะต่อเสาเต็นท์เข้าด้วยกันอย่างคล่องแคล่วแล้วสอดเข้ากับตัวเต็นท์ ไม่นานโครงเต็นท์ก็ปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง จากนั้นก็ดึงเชือกจากขอบเต็นท์ไปยึดไว้กับสมอบก เพียงไม่กี่นาที เต็นท์ก็พร้อมใช้งาน
ณดามองภาพตรงหน้าด้วยความประทับใจ ในตอนนั้นเองที่ท้องของหญิงสาวส่งเสียงดัง ‘จ๊อก’ ออกมา
อวัศยาหัวเราะ (เธอนี่หิวง่ายจังนะ งั้นเรามาเริ่มทำอาหารกันเลยดีกว่า)
นอกจากจะกางเต็นท์ไม่เป็นแล้ว ทักษะการทำอาหารของณดาก็อยู่ในระดับติดลบเช่นกัน โชคดีที่วันนี้เธอมีดวงวิญญาณหนุ่มผู้มีทักษะการทำอาหารอย่างรวีติดตามมาด้วย รวียังเข้าร่างณดาไม่ได้จึงรับหน้าที่เป็นครูสอนทำอาหารให้หญิงสาวไปพลางๆ ก่อนจะมาถึงที่นี่ ณดาได้จัดเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำอาหารตามที่รวีสั่งเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เมนูที่รวีภูมิใจนำเสนอในวันนี้คือ…ข้าวเหนียวหมูย่างจิ้มแจ่ว เสิร์ฟพร้อมสลัดผักออร์แกนิกที่เด็ดมาสดๆ จากสวนในโรงแรมบ้านชมดาว
ณดาทำอาหารตามขั้นตอนที่รวีบอกอย่างตั้งใจแต่ก็ไม่วายย่างหมูไหม้ไปหลายชิ้น สุดท้ายอวัศยาเลยต้องแปะมือเข้าร่างณดาเพื่อรับบทแม่ครัวจำเป็น กลิ่นหมูย่างหอมๆ เข้ากับบรรยากาศหนาวๆ ในตอนนี้ได้ดีเหลือเกิน ทันทีที่อวัศยาตักหมูเข้าปาก ความชุ่มฉ่ำของซอสในเนื้อหมูก็กระจายไปทั่วปากของณดา
“เฮ้ย อร่อยมาก นี่ฉันทำเองเหรอเนี่ย” ณดาสายตาลุกวาว
“เดี๋ยวๆ นี่มันฝีมือฉันต่างหาก ที่เธอทำน่ะคือไอ้ไหม้ๆ ที่อยู่ในถุงขยะโน่น” อวัศยารีบเทกเครดิต
“แต่ฉันเป็นคนหมักหมูเองนะ” ณดารีบแก้ตัว
“แต่สูตรหมักหมูน่ะมันเป็นสูตรของของผมนะ” รวีไม่ยอมแพ้
แล้วทั้งสามคนก็หัวเราะเสียงดังออกมาพร้อมกัน
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ณดาได้อยู่ใกล้ชิดกับดวงวิญญาณทั้งสองจนเริ่มสนิทสนมกัน ณดารู้ตัวว่าเธอไม่ใช่คนเฟรนด์ลี่เท่าไร แต่เธอกลับรู้สึกสบายใจเวลาที่ได้อยู่ใกล้กับเพื่อนใหม่ทั้งสอง ณดาเคยคิดเล่นๆ ว่ามันจะดีแค่ไหนถ้าพวกเขาได้มาเจอกันตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ บางทีทั้งสามคนอาจจะได้เป็นเพื่อนกันจริงๆ ก็ได้
“ที่นี่เงียบสงบดีนะ” รวีตั้งข้อสังเกต “ปกติที่ที่ผมเคยไปกางเต็นท์จะไม่เงียบขนาดนี้”
“ที่นี่เขาห้ามไม่ให้เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เข้ามาน่ะ” อวัศยาอธิบาย
“อ้อ มิน่า ถึงไม่เห็นพวกฝรั่งที่ชอบมาจัดปาร์ตี้กัน”
“การท่องเที่ยวถ้าคิดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์มากไปก็ส่งผลเสียได้เหมือนกันนะ ตอนที่คิรินออกแบบบ้านชมดาว มีแต่คนทักว่าเราน่าจะเพิ่มจำนวนห้องเข้าไปให้มากกว่านี้จะได้คืนทุนเร็วๆ แต่ฉันกับน้องชายอยากให้โรงแรมเรามีพื้นที่สวนเยอะๆ ให้แขกได้อยู่สบายๆ และได้สัมผัสกับธรรมชาติมากกว่า”
รวีพยักหน้าเห็นด้วย “ผมก็คิดคล้ายๆ คุณเหมือนกันนะ สวนมะพร้าวผมที่ชุมพรก็มีที่แค่สิบกว่าไร่เอง ผมก็ไม่เคยคิดจะขยายสวนเลย ทำเล็กๆ แบบที่เราพอใจนี่แหละดีที่สุดแล้ว”
“คุณรู้มั้ยว่าเคยมีคนมาขอซื้อที่ฉันด้วยนะ เขาให้ราคาดีเลยละ ถ้าขายคงสบายไปเลย แต่ฉันอยากลำบากมากกว่า” อวัศยาเล่าไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี
“แล้วเขาจะซื้อที่คุณไปทำอะไรล่ะ”
“ก็น่าจะซื้อที่ฉันกับที่ข้างๆ รวมกันเป็นผืนเดียวจะได้ทำโรงแรมใหญ่ๆ ละมั้ง แต่ฉันไม่ยอมหรอก ทำแบบนั้นมันไม่ดีกับสิ่งแวดล้อมเลยนะ” อวัศยาอธิบายก่อนจะทำหน้าเศร้า “แต่ตอนนี้ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพอฉันไม่อยู่แล้ว คิรินจะยังอยากทำโรงแรมนี้ต่อไปอีกหรือเปล่า”
พอได้ยินว่าคิรินจะไม่ทำโรงแรมต่อ ณดาก็รู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
(นี่เธอไม่หนาวเหรอ ตอนกลางคืนที่นี่หนาวมากนะ ใส่เสื้อแค่นี้เอาไม่อยู่หรอก) อวัศยาเอ่ยถามณดาในขณะที่เอามือมากอดอกจนแน่น
ณดาก้มมองดูเสื้อสเวตเตอร์บางๆ ที่สวมอยู่ แล้วเธอก็รู้สึกหนาวขึ้นมาจริงๆ
(งั้นเดี๋ยวฉันไปเอาเสื้อหนาวในรถหน่อยนะ เธอออกจากร่างฉันก่อนได้มั้ย ฉันอยากไปเข้าห้องน้ำด้วย)
ณดาเดินไปที่ลานจอดรถ ขณะที่กำลังก้มหน้าค้นกุญแจในกระเป๋า หญิงสาวก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มมาจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งตรงมาหาเธอด้วยความเร็วสูง
“ระวัง!”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าณดาจะทำอะไรได้ หญิงสาวรู้สึกถึงกำลังแขนที่ฉวยร่างเธอเอาไว้ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่มอเตอร์ไซค์จะพุ่งชน หญิงสาวล้มกลิ้งลงไปกับพื้นหินกรวดของลานจอดรด อ้อมแขนแข็งแรงคู่นั้นปกป้องเธอเอาไว้อีกครั้งจากแรงกระแทกตอนที่ล้มลง ณดาได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์แฉลบไปอีกทาง คนขับมอเตอร์ไซค์ใส่หมวกกันน็อกมิดชิดจนมองไม่เห็นหน้าตา เขาหันหน้ามามองณดาแวบหนึ่ง ก่อนจะบึ่งรถออกไปโดยไม่มีแม้แต่คำขอโทษ
ณดาหันหน้าไปมองคนที่ช่วยชีวิตเธอไวั แล้วดวงตาของหญิงสาวก็สบเข้ากับดวงตาคมเข้มที่คุ้นเคย
“คุณคิริน”
“คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ” คิรินเอ่ยถามณดาด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“มะ…ไม่ค่ะ”
คิรินยิ้มบางๆ ให้ณดาก่อนจะยื่นมือมาช่วยพยุงร่างหญิงสาวให้ลุกขึ้น
“ขอบคุณนะคะ” ณดาจับมือคิรินแลัวยันตัวเองขึ้น “คุณคิรินมาที่นี่ได้ยังไงคะ”
“พอดีฝ้ายเพิ่งบอกผมเมื่อตอนเย็นว่าคืนนี้คุณจะมานอนที่นี่ ผมเป็นห่วงก็เลยแวะมาดูครับ”
คำว่า ‘เป็นห่วง’ จากปากคิรินทำให้ณดารู้สึกใจฟูอย่างบอกไม่ถูก
“พอดีเห็นคุณคิรินยุ่งอยู่เลยไม่อยากรบกวนค่ะ” ณดาพูดยิ้มๆ
“วันหลังไม่ต้องเกรงใจนะครับ เดี๋ยวผมขอไปหยิบเต็นท์ที่รถก่อนนะครับ”
เต็นท์เหรอ? ณดาคิดว่าตัวเองหูฝาดไป เธอมองหน้าชายหนุ่มเหมือนไม่แน่ใจ
“ผมปล่อยให้คุณนอนที่นี่คนเดียวไม่ได้หรอกครับ” ชายหนุ่มอธิบายพลางชี้นิ้วไปยังที่ว่างข้างๆ เต็นท์ของณดา “ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมขอกางเต็นท์ตรงนั้นได้มั้ยครับ”
“ดะ…ได้ค่ะ” ณดาตอบเสียงอึกอัก
สักพักคิรินก็เดินกลับมาพร้อมกับเต็นท์ของตัวเอง ท่าทางการกางเต็นท์ที่คล่องแคล่วของเขาดูเหมือนอวัศยาไม่มีผิด สมแล้วที่เป็นพี่น้องกัน ทันทีที่กางเต็นท์เสร็จ คิรินก็เดินมาดูเตาบาร์บีคิวของณดาด้วยท่าทีสนอกสนใจ
“ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณทำอาหารเก่งขนาดนี้ หมูย่างคุณหอมมากเลยครับ”
“พอดีมีคนให้สูตรมาน่ะค่ะ” ณดาพูดพลางเหลือบไปมองรวี “คุณคิรินทานด้วยกันมั้ยคะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมไม่เกรงใจนะครับ” พูดจบคิรินก็เดินผ่านทะลุตัวรวีไปนั่งที่เก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
“น้องคุณนี่น่ารำคาญชะมัด” รวีบ่นเสียงดังเหมือนอยากให้ณดาได้ยิน
“นั่นสิ ไอ้น้องคนนี้นี่มันอะไรของมันนะ เวลาฉันมานอนที่นี่คนเดียวไม่เห็นจะห่วงแบบนี้เลย” อวัศยาพูดอมยิ้ม “เราสองคนไปเดินเล่นตรงนั้นกันไหม ให้พวกเขาสองคนคุยกันสบายๆ ดีกว่า” พูดจบอวัศยาก็ดึงแขนรวีที่ทำหน้าบูดหน้าบึ้งก่อนจะเดินตามไปอย่างไม่เต็มใจนัก
ความมืดมิดค่อยๆ คืบคลานเข้ามาห่มคลุมพื้นที่ค่ายเยาวชนเชียงดาวไปทีละน้อยพร้อมกับประกายระยิบระยับนับหมื่นพันที่ทยอยปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าสีดำขลับราวกับจิตรกรฝีมือดีได้แต่งแต้มแสงสีมหัศจรรย์ลงบนผืนผ้าใบธรรมชาติ
ณดานั่งอยู่เคียงข้างคิรินหน้ากองไฟกองเล็กที่ชายหนุ่มเพิ่งจุดขึ้นเพื่อคลายหนาว สองหนุ่มสาวเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่หางตาของหญิงสาวแอบชำเลืองมองชายหนุ่มข้างกาย ดวงตาของเขาทอประกายสดใสไม่ต่างกับดวงดาวเบื้องบน
“ที่กรุงเทพไม่มีอะไรแบบนี้หรอกนะครับ แสงจากหลอดไฟมันกลบแสงดาวไปหมด คุณณดาเคยนั่งดูดาวแบบนี้มาก่อนหรือเปล่าครับ”
คำถามของชายหนุ่มดึงเอาความทรงจำเก่าๆ ที่รางเลือนของณดาให้กลับคืนมาอีกครั้ง
“ตอนเด็กๆ ฉันเคยดูดาวกับพ่อค่ะ แต่พอพ่อเสียไป ฉันก็ไม่เคยได้ไปดูดาวที่ไหนอีกเลย”
คิรินหันมามองณดาด้วยสีหน้าเศร้าๆ “ผมเข้าใจคุณนะครับ” แล้วสายตาของคิรินก็เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง “เวลาที่เราเสียคนที่เรารักไป โลกนี้ก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีก แต่เราก็ต้องพยายามใช้ชีวิตกันต่อไป ที่จริงตอนนี้ผมก็ยังทำใจเรื่องพี่สาวไม่ได้เลยครับ”
ณดามองเห็นความเศร้าหม่นลึกในดวงตาคู่นั้น
“พี่สาวคุณเขาภูมิใจในตัวคุณมากเลยนะคะ คุุณรู้มั้ย”
“อะไรนะครับ”
“เออ…ฉันหมายความว่า ถ้าพี่สาวคุณได้มาเห็นคุณตอนนี้ เขาคงภูมิใจในตัวคุณมากเลยค่ะ”
คิรินหันมามองหน้าณดาเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีอะไรครับ บางครั้งคุณก็ทำให้ผมนึกถึงพี่หมอกขึ้นมาน่ะครับ” ชายหนุ่มพูดไปยิ้มไปเหมือนกำลังระลึกถึงความหลัง “วันแรกที่ผมสัมภาษณ์คุณ วิธีพูดของคุณคล้ายพี่หมอกมาก แล้วอย่างวันนี้ ถ้าเป็นพี่หมอกก็คงตัดสินใจแบบเดียวกับคุณ”
“คุณหมายถึง…เรื่องที่ฉันยกห้องตัวเองให้ลูกค้านี่เหรอคะ”
“ใช่ครับ ก่อนจะออกมาที่นี่ ผมเพิ่งได้คุยกับคุณธนา คุณรู้มั้ยว่าพวกเขาดีใจมากเลยนะครับที่ได้พักที่บ้านชมดาวของเรา”
สิ่งที่คิรินเล่าทำให้ณดาใจฟูขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวเพิ่งจะรู้ในตอนนั้นเองว่าหลายครั้งความสุขของคนเราก็เกิดจากการทำให้คนอื่นมีความสุข บางทีการคิดถึงตัวเองให้น้อยลงก็กลับทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
“ต้องบอกคุณณดาตรงๆ ว่าที่จริงผมเคยคิดอยู่เหมือนกันว่าอยากจะขายโรงแรมนี้ แต่พอผมเห็นว่าโรงแรมของเรามีความหมายกับลูกค้ามากแค่ไหน ผมก็เริ่มอยากทำโรงแรมนี้ต่อขึ้นมาแล้วละครับ” คิรินสบตาณดาแล้วยิ้มกว้าง
“ฉันเชื่อว่าคุณคิรินต้องดูแลโรงแรมนี้ต่อไปได้อย่างแน่นอนค่ะ”
คิรินหันมามองหน้าณดา ทั้งสองสบตากันอยู่นานจนณดาต้องรีบหลบสายตาไปก่อน
“เดี๋ยวเราแยกย้ายไปนอนกันดีมั้ยคะ นี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ฉันต้องรีบกลับไปทำงานแต่เช้าด้วยค่ะ”
“นั่นสิครับ ผมเองก็ต้องตื่นเช้าเหมือนกัน”
แต่คืนนั้นณดานอนไม่หลับแทบทั้งคืน
ณดาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ก่อนหน้านี้ทุกอย่างในโลกของนักคณิตศาสตร์สาวเคยเต็มไปด้วยตรรกะและเหตุผล แต่แล้วตอนนี้ สิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่าอารมณ์ความรู้สึกกลับรบกวนระบบการคิดของเธอจนปั่นป่วนไปหมด หัวสมองของหญิงสาวเอาแต่วนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ในช่วงหัวค่ำที่คิรินช่วยชีวิตเธอเอาไว้ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ลมหายใจแผ่วเบาที่ไหลผ่านมากระทบแก้ม และอ้อมแขนแข็งแรงที่ปกป้องเธอเอาไว้ ทุกภาพ ทุกความรู้สึกยังคงชัดเจนในความทรงจำของณดาราวกับภาพสามมิติ
หญิงสาวคิดไปก็อมยิ้มไปเหมือนกำลังอยู่ในโลกส่วนตัว
‘อ้อมกอดของคิริน’ ช่างอบอุ่นไม่ต่างกับ ‘อ้อมกอดของขุนเขา’ ที่โอบรับค่ายเยาวชนเชียงดาวในเวลานี้
ณดาแอบชำเลืองมองลอดช่องว่างในเต็นท์เพื่อดูว่าคิรินทำอะไรอยู่แต่กลับมองเห็นเพียงความมืดมิด ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะหลับไปเสียแล้ว จะหันไปหาดวงวิญญาณทั้งสองก็ไม่รู้ว่าไปเดินเล่นที่ไหน พอมองไปข้างนอกก็เห็นแต่แสงไฟจากหลอด LED ตามเต็นท์ต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาในความมืดมิด
แล้วจู่ๆ ณดาก็รู้สึกเหงาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
แม้ว่าเต็นท์ของณดากับเต็นท์ของคิรินจะอยู่ห่างกันแค่นิดเดียว แต่มันกลับเป็นระยะทางที่ห่างไกลเหลือเกินในความรู้สึกของณดา หญิงสาวใช้มือสัมผัสเต็นท์เบาๆ แอบภาวนาในใจให้ลมหนาวหอบเอาความคิดถึงของเธอไปให้คนที่นอนอยู่เต็นท์ข้างๆ ได้รับรู้
- READ ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 7 : อ้อมกอดของ (ขุน) เขา
- READ ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 6 : ลูกค้าวีไอพี
- READ ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 5 : สัมภาษณ์งานแถมอาหารเช้า
- READ ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 4 : บ้านชมดาว
- READ ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 3 : ร่างทรงไทม์แชร์
- READ ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 2 : หญิงสาวผู้โชคดี
- READ ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 1 : คอนเน็กชันกับผี







