ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 23 : หาดทราย สายลม สามเรา

ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 23 : หาดทราย สายลม สามเรา

โดย : วิตต ตุลยธัญ

Loading

เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการแชร์ร่าง! ‘ณดา’ ต้องรับภารกิจเป็นร่างทรงไทม์แชร์ให้สองวิญญาณข้ามฤดูหนาวและฤดูร้อน ในนวนิยายแฟนตาซี-ฟีลกู๊ด ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ โดย วิตต ตุลยธัญ อ่านเลย

ปกติแล้วเดือนเมษายนควรจะเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด แต่ฤดูร้อนที่ชุมพรกลับมีฝนตกอยู่ประปราย

ณดายืนอยู่หน้าเตาถ่านในห้องครัว กลิ่นควันอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นแกงที่กำลังเดือดอยู่ในหม้อลอยขึ้นมาแตะจมูก มือของณดายังง่วนอยู่กับการคนแกงให้คลุกเคล้ากันแต่ใจของเธอกลับลอยไปไกล ความรู้สึกของหญิงสาวเองก็ขมุกขมัวไม่ต่างอะไรกับบรรยากาศครึ้มฝนของชุมพรในตอนนี้

ณดามองไปรอบตัว โต๊ะเตรียมอาหารที่เธอเช็ดอยู่ทุกวันจนขึ้นเงา เขียงที่เต็มไปด้วยรอยมีดจากการซอยเครื่องแกง แจกันแก้วใสที่เธอเก็บดอกไม้จากในสวนมาเปลี่ยนในทุกเช้า ทุกอย่างล้วนมีความทรงจำมากมายอยู่ในนั้น และอีกไม่นานเธอคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้อีกแล้ว

วันที่ณดาต้องจากชุมพรไป เธอคงจะคิดถึงทุกคนมากๆ จากนี้ไปเธอคงไม่มีโอกาสได้ยินคำสั่งสอนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาของป้านวล เรื่องเล่าตลกๆ ของเย็น เสียงหัวเราะสดใสของเจณิสตา หรือแม้แต่เสียงบ่นของรวีที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชสอนเธอทำอาหารอยู่ทุกวันอีกแล้ว

“เดี๋ยวนี้ไม่ต้องให้ผมช่วยแล้วใช่มั้ย” เสียงทักทายของรวีดึงณดาจากห้วงความคิดของตัวเอง

“นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย จะมาจับผิดกันหรือไง” ณดาหันไปยิ้มให้ แอบนึกดีใจที่ได้เจอรวีอีกครั้ง

หลังจากเหตุการณ์ที่สะพานกวาง ก็เหมือนมีม่านบางๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง การรู้ว่ารวีมีใจให้เธอเป็นเรื่องที่ชวนสับสนไม่น้อย หลังจากที่ล้ำเส้นไปในวันนั้น ดวงวิญญาณหนุ่มก็ไม่เคยเข้าสิงร่างณดาอีกเลย ซึ่งที่จริงมันก็ทำให้ณดารู้สึกโล่งใจนิดๆ หญิงสาวไม่ได้รังเกียจดวงวิญญาณหนุ่มแต่อย่างใด สิ่งที่เธอกลัวจริงๆ คือความรู้สึกของตัวเองต่างหาก ถึงจะรู้ว่าคนกับผีรักกันไม่ได้ แต่ณดาก็ไม่อาจหาคำอธิบายที่มีเหตุผลให้กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเธอได้ หญิงสาวได้แต่หวังว่าการเว้นระยะห่างจากกันบ้างจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

“นายอยากลองชิมมั้ยล่ะ เข้ามาในร่างฉันสิ”

“คุณแน่ใจเหรอ งั้นผมไม่เกรงใจนะ” พูดจบรวีก็เข้ามาในร่างของณดา

(อ่อนเค็มไปนิดนะ แต่รสชาติโดยรวมใช้ได้เลย) ดวงวิญญาณหนุ่มให้คำแนะนำ

(ขอบคุณค่ะ อาจารย์) ณดาเน้นที่คำสุดท้ายเหมือนแกล้งประชด

(เดี๋ยวนะ ปกติแล้วตอนนี้คุณต้องน้ำหูน้ำตาไหลแล้วไม่ใช่เหรอ)

(เดี๋ยวนี้ฉันกินเผ็ดเก่งขึ้นแล้วย่ะ ฉันเป็นณดาเวอร์ชันใหม่แล้ว)

พูดจบทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ณดารู้สึกโล่งใจที่ความรู้สึกอึดอึดในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาเริ่มคลายลง อย่างน้อยเธอกับรวีก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และณดาคงทำใจไม่ได้ถ้าจะต้องสูญเสียมิตรภาพนี้ไป

ในตอนนั้นเองที่ณดาได้ยินเสียงฝีเท้าดังก้องมาแต่ไกล เมื่อหันไปมองที่มาของเสียง ณดาก็เห็นเย็นวิ่งหน้าตาตื่นมาที่ครัว

“คุณณดาแย่แล้วค่ะ หนูเจนหายตัวไปค่ะ” เย็นพูดเสียงหอบ

“หา อะไรนะ ใจเย็นๆ ก่อนเย็น ค่อยๆ เล่าให้ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น”

“คุณพิชชาบอกว่าเมื่อคืนหนูเจนทะเลาะกับคุณศศิธรค่ะ พอตื่นเช้ามา หนูเจนก็หายไปแล้ว ตอนแรกคุณศศิธรคิดว่าหนูเจนคงเดินเล่นอยู่ในสวน แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเลยค่ะ”

ณดารู้สึกใจหายวาบเมื่อได้ยิน หญิงสาวรู้ว่าดวงวิญญาณในร่างเธอก็กำลังตกใจไม่แพ้กัน

 

สวนมะพร้าวที่เคยเงียบสงบกลับวุ่นวายในพริบตาที่ทุกคนรู้ว่าเจณิสตาหายตัวไป

ณดามองขึ้นไปบนท้องฟ้า แผงเมฆสีดำทะมึนที่ลอยปกคลุมอยู่ด้านบนทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วยิ่งหนักอึ้งขึ้นไปอีก เมื่อเดินมาถึงศาลากลางสวน ณดาก็พบศศิธรที่กำลังร้องไห้จนขอบตาแดงช้ำโดยมีป้านวลนั่งปลอบใจอยู่ข้างๆ

“เป็นความผิดของหนูเองค่ะ หนูน่าจะฟังเจนให้มากกว่านี้” ศศิธรพูดไปสะอื้นไปจนเสียงขาดเป็นห้วงๆ

“อะไรที่ผ่านไปแล้วก็อย่าย้อนกลับไปคิดเลยศศิธร ตอนนี้เรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าหนูเจนอยู่ที่ไหน” ป้านวลพยายามปลอบใจอดีตลูกสะใภ้

“หนูลองโทรไปถามเพื่อนบ้านทุกคนแล้ว แต่ยังไม่มีใครเห็นหนูเจนเลยค่ะ” พิชชารายงานป้านวล “นี่ฝนก็จะตกแล้ว หนูเจนไปอยู่ที่ไหนของเขากันนะ”

“เดี๋ยวป้าจะให้ยักษ์กับจ้อยลองขี่มอเตอร์ไซค์ไปดูที่ตลาด แล้วจะให้เย็นลองเดินดูรอบๆ สวนมะพร้าวอีกรอบ เผื่อว่าหนูเจนจะไปหลบอยู่ที่ไหน มีใครคิดออกอีกไหมว่าหนูเจนจะไปที่ไหนได้อีก”

“เดี๋ยวหนูช่วยตามหาอีกแรงนะคะ” ณดาอาสา

ศศิธรหันมาหาณดาแล้วค้อมหัวให้เป็นเชิงขอบคุณ แม้ว่าณดาจะไม่สนิทกับศศิธร แต่ในวินาทีนั้นเธอกลับรู้สึกสงสารหญิงสาวอย่างจับใจ ศศิธรในตอนนี้ไม่ใช่สาวแกร่งอย่างที่ณดาเคยเห็นอีกต่อไปแล้ว

ณดาตัดสินใจออกตามหาเจณิสตาด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์ นี่คือทักษะใหม่ที่เธอได้มาหลังจากเหตุการณ์ผีมะพร้าวอ่อน ตอนที่รวีใช้ร่างณดาขี่มอเตอร์ไซค์ไล่จับโจร ณดาเพิ่งรู้ในตอนนั้นเองว่าเวลาที่ดวงวิญญาณใช้ร่างมนุษย์ ทักษะบางอย่างของดวงวิญญาณจะถูกถ่ายทอดมายังเจ้าของร่างโดยอัตโนมัติ

เมื่อเดินไปถึงที่จอดมอเตอร์ไซค์ ณดาพบว่าอวัศยากับแม่จันทร์กำลังรอเธออยู่แล้ว

“เดี๋ยวเราสองคนจะช่วยกันออกตามหาอีกแรงนะ ฉันจะลองถามผีที่รู้จักกันแถวนี้ดูว่าเห็นหนูเจนบ้างหรือเปล่า” แม่จันทร์เอ่ยขึ้น “ไม่ต้องห่วงนะรวี ฉันเชื่อว่าเดี๋ยวเราจะหาหนูเจนเจออย่างแน่นอนจ้ะ พวกเธอขับรถระวังหน่อยก็แล้วกันนะ ฝนใกล้จะตกแล้ว”

“ขอบคุณครับแม่จันทร์ ฝากด้วยนะครับ” รวีค้อมหัวให้ดวงวิญญาณโบราณก่อนจะหันกลับมาหาณดาอีกครั้ง “ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมขอใช้ร่างคุณอีกครั้งได้ไหม ผมรู้ว่าคุณขี่มอเตอร์ไซค์ได้ แต่ผมรู้ทางในชุมพรมากกว่า น่าจะช่วยให้คล่องตัวขึ้น”

“ได้สิ ใจเย็นๆ นะ เดี๋ยวเราลองช่วยกันคิดว่าหนูเจนจะไปไหนได้บ้าง” ณดาให้กำลังใจดวงวิญญาณหนุ่ม

รวีใช้ร่างของณดาขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปตามจุดต่างๆ ที่คิดว่าเจณิสตาอาจจะไป ทุกที่ที่ไป เขาจะเปิดรูปถ่ายของลูกสาวในมือถือของณดาให้ทุกคนดู แต่ผ่านไปแล้วเกือบสองชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เจอเด็กหญิง

(ที่จริงหนูเจนขี่จักรยานออกไป ก็น่าจะไปได้ไม่ไกลมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าพอขี่ออกไปแล้ว หนูเจนจะไปเรียกรถต่ออีกหรือเปล่า) ณดาพยายามทบทวนความเป็นไปได้ต่างๆ (หนูเจนน่ะเป็นเด็กฉลาดนะ บางทีเขาอาจจะทำอะไรที่เราคาดไม่ถึงก็ได้)

(ถึงจะฉลาดแต่แกก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี) รวีออกความเห็น (ถ้าคุณเป็นเจน คุณจะไปที่ไหนเหรอ)

คำถามของรวีทำให้ณดาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

ถ้าฉันเป็นเจนอย่างนั้นเหรอ  ณดานึกย้อนกลับไปถึงความรู้สึกของตัวเองในวันที่เสียพ่อไป ตอนนั้นเธอเองก็เศร้ามากไม่ต่างกับเจนในตอนนี้ ณดาไม่เคยกล้าพอที่จะหนีออกจากบ้าน แต่ถ้ามีสถานที่ที่เธออยากไปก็คงจะเป็นที่ที่เคยไปกับพ่อ ที่ที่เคยมีความทรงจำของพ่ออยู่ในนั้น

(มีที่ไหนที่นายเคยพาหนูเจนไปมั้ย เป็นที่ที่นายกับเจนรู้กันแค่สองคนพ่อลูกน่ะ)

(ที่ที่เคยไปกันแค่สองคนอย่างนั้นเหรอ)

พูดยังไม่ทันขาดคำ รวีก็กลับรถกลางถนนแล้วพุ่งไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

(เฮ้ย! ใจเย็นๆ สิ เดี๋ยวรถก็คว่ำพอดี)

(ขอโทษนะ พอดีผมเพิ่งนึกถึงที่นึงขึ้นมาได้น่ะ)

ไม่นานพวกเขาทั้งสองคนก็มาถึงชายหาดเงียบสงบแห่งหนึ่ง รวีวิ่งไปทั่วชายหาดเพื่อตามหาลูกสาวแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของสิ่งมีชีวิต ในตอนนั้นเองที่สายตาของณดาเหลือบไปเห็นเงาเล็กๆ นั่งกอดเข่าหันหน้าออกสู่ทะเล ผมยาวเปียกชื้นแนบกับแก้มใส ชุดเดรสสีชมพูโดดเด่นท่ามกลางพื้นทรายสีขาว

“หนูเจน” รวีตะโกนสุดเสียง ณดารู้สึกได้ถึงความโล่งใจของผู้เป็นพ่อที่ได้เจอกับลูกสาวอีกครั้ง

เจณิสตาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมา รอบดวงตายังแดงช้ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาทั้งวัน ทันทีที่เห็นหน้าณดา น้ำตาของเด็กหญิงก็ไหลพรั่งพรูออกมา รวีวิ่งไปหาเจนแล้วดึงตัวลูกสาวมากอดเอาไว้แน่น

“น้าณดารู้ได้ยังไงคะว่าหนูอยู่ที่นี่” เด็กหญิงพูดเสียงสะอื้น

“วันหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ ทุกคนเป็นห่วงหนูมากนะรู้มั้ย”

“หนู…คิดถึงพ่อค่ะ หนูไม่อยากกลับแคนาดาเลยค่ะ” เจณิสตายังร้องไห้ไม่หยุด

“อดทนหน่อยนะเจน ที่นี่คือบ้านของหนู หนูอยากจะกลับมาเมื่อไหร่ก็กลับมาได้เสมอเลยนะ” รวีปลอบโยนเจณิสตา ณดารู้สึกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อที่ส่งผ่านไปยังลูกสาวโดยมีเธอเป็นสื่อกลาง

“ที่นี่เป็นหาดลับของเราค่ะ” เจนพูดขึ้น “พ่อเคยพาหนูมาที่นี่บ่อยๆ ตอนที่หนูยังเด็ก”

ณดาเงยหน้าขึ้นมอง เบื้องหน้าเธอคือหาดทรายขาวทอดยาวสุดสายตา ไม่มีร้านค้า ไม่มีผู้คน มีแต่เส้นขอบฟ้ากว้างใหญ่และน้ำทะเลสีฟ้าใสที่สะท้อนแดดละมุน

มีเพียงหาดทราย สายลม และพวกเขาทั้งสามคน…

ตอนนี้เจณิสตาเริ่มสงบลงแล้ว เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมามองณดา “เราไปเดินเล่นกันไหมคะ”

“ได้สิจ๊ะ” ณดายิ้มให้เด็กหญิง

ณดากับเจณิสตาเดินเท้าเปล่าบนหาดทราย ความอ่อนโยนของผืนทรายเปียกชื้นที่ไหลซึมเข้ามาที่ปลายเท้าให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินย่ำอยู่บนฟองน้ำนุ่มๆ สายลมอ่อนๆ ที่พัดผ่านมาทำให้ณดารู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

“เรามาเล่นน้ำกันดีกว่าค่ะ” เจนยิ้มแป้นให้ณดา

“แต่ว่า…ฝนกำลังจะตกแล้วนะจ๊ะ แล้วตอนนี้ทุกคนก็กำลังรอหนูอยู่ด้วย”

“แต่ถ้าเราไม่ได้เล่นน้ำตอนนี้ ก็คงไม่มีโอกาสได้เล่นน้ำด้วยกันอีกแล้วนะคะ พรุ่งนี้เช้าหนูก็ต้องกลับแล้ว” เจณิสตาทำเสียงเง้างอน

ณดามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มืดครึ้มแล้วหันมามองหน้าของเจณิสตาสลับกันไปมา แววความผิดหวังในดวงตากลมโตคู่นั้นทำให้ณดาใจอ่อน

(เอายังไงดีล่ะ) ณดาปรึกษาดวงวิญญาณในร่าง

(ถ้าคุณไม่อยากเล่น ผมก็ไม่ว่าอะไรนะ แค่นี้คุณก็ช่วยผมจนไม่รู้จะตอบแทนยังไงแล้วละ)

(นายรู้มั้ยว่าการเล่นน้ำกลางฝนมันมีโอกาสที่จะโดนฟ้าผ่าได้นะ)

(แล้วโอกาสที่คนจะโดนฟ้าผ่าตายคือกี่เปอร์เซ็นต์ล่ะ) รวีพูดดักทางเหมือนรู้ทัน

 

ที่จริงณดาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโอกาสที่คนเราจะโดนฟ้าผ่าเวลาฝนตกมันคือเท่าไรกันแน่ สิ่งเดียวที่หญิงสาวรู้ก็คือ ถ้าเธอไม่ได้ลงเล่นน้ำกับเจณิสตาในตอนนี้ โอกาสที่รวีจะได้ใช้เวลาร่วมกับลูกสาวเป็นครั้งสุดท้ายก็คือ 0% พอคิดได้แบบนั้น ณดาก็ได้คำตอบให้กับตัวเอง

“ก็ได้…แต่เล่นแค่แป๊บเดียวนะ โอเคมั้ย” ณดายิ้มให้เด็กหญิง

“จริงเหรอคะ เย้ๆ” เจณิสตาดีใจจนแทบจะกระโดด เด็กหญิงจับมือณดาแล้ววิ่งลงทะเลโดยที่หญิงสาวยังไม่ทันตั้งตัว ไม่ถึงนาทีณดาก็เปียกโชกไปทั้งตัว หลังจากนั้นไม่นานละอองฝนเล็กๆ ก็ค่อยๆ โปรยปรายลงมากระทบผืนน้ำเป็นวงกลมเล็กๆ กระจายไปทั่วผืนน้ำ

ณดาเงยหน้าขึ้นรับละอองฝนขณะปล่อยให้คลื่นอ่อนๆ โอบล้อมตัวเธอ ชุดเปียกๆ ที่สวมอยู่หนักอึ้งด้วยน้ำหนักของน้ำ แต่หัวใจของณดากลับรู้สึกเบาสบาย ทั้งสองคนวิ่งไล่กันในน้ำทะเลท่ามกลางสายฝน ณดาหัวเราะเสียงดังเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

“เดี๋ยวเราต้องกลับกันแล้วละ ทุกคนรอหนูอยู่นะจ๊ะ” ณดาเตือนเด็กหญิงเมื่อเห็นว่าฝนเริ่มตกแรงขึ้นเรื่อยๆ

เจณิสตามองหน้าณดาด้วยแววตาเศร้าๆ แต่ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะโผเข้ากอดณดาอีกครั้ง เกิดความเงียบที่ยาวนานในชั่วขณะที่ทั้งสองคนอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน แม้จะอยู่ในน้ำทะเลที่เหน็บหนาวแต่หญิงสาวรู้สึกได้ถึงพลังงานอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นจากภายใน มันคือพลังความรักที่รวีมีต่อลูกสาวนั่นเอง

 (พ่อรักหนูมากนะ ขอให้หนูเจนมีชีวิตที่ดีนะ) รวีเอ่ยขึ้นในใจ ณดารู้สึกถึงความโศกเศร้าของดวงวิญญาณหนุ่มจนน้ำตาของเธอเริ่มไหลรินออกมาด้วย

เจณิสตาเงยหน้าขึ้นมามองณดาราวกับได้ยินสิ่งที่รวีพูด แล้วเด็กหญิงก็กอดร่างหญิงสาวไว้จนแน่น

 

ทันทีที่เจณิสตากลับมาถึงสวนมะพร้าว ศศิธรก็โผเข้ามากอดเด็กหญิงทั้งน้ำตา

“เจน หนูหายไปไหนมา รู้มั้ยว่าแม่เป็นห่วงขนาดไหน” เสียงของศศิธรสั่นเครือ ดวงตายังคงแดงก่ำจากการร้องไห้มาทั้งวัน

“หนู…ขอโทษค่ะ” เจณิสตาตอบอย่างรู้สึกผิด

“แม่ก็ต้องขอโทษหนูด้วยเหมือนกัน ขอโทษนะที่แม่ไม่เคยฟังหนูเลย”

คำขอโทษของแม่ทำให้เจณิสตากลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นอย่างนั้นศศิธรก็กระชับกอดให้แน่นขึ้นเหมือนกลัวว่าลูกสาวจะหายไปอีก

“หนู…คิดถึงคุณพ่อค่ะ หนูคิดถึงคุณพ่อมากจริงๆ” เด็กหญิงพูดเสียงสะอื้น

“แม่เข้าใจจ้ะ ถ้าหนูยังไม่อยากกลับแคนาดาจะอยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อยก็ได้นะ” ศศิธรพูดพลางใช้มือเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของลูกสาว

“ไม่เป็นไรค่ะแม่ ตอนนี้หนูเข้าใจแล้วค่ะ” เด็กหญิงยิ้มเศร้าๆ

“แล้วนี่หนูไปทำอะไรมาทำไมตัวเปียกอย่างนี้ล่ะ”

“เอ่อ พอดีหนูอยากเล่นน้ำก็เลยขอร้อง…ไม่ใช่สิ…บังคับให้น้าณดาเล่นกับหนูด้วยค่ะ”

“เล่นน้ำทั้งๆ ที่ฝนตกอย่างนี้เนี่ยนะ” ศศิธรหันขวับมามองหน้าณดา

ณดาก้มมองดูตัวเองที่เปียกปอนไม่ต่างกับเด็กหญิง หญิงสาวจำนนด้วยหลักฐานและไร้ซึ่งข้อแก้ตัวใดๆ เธอเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องโดนต่อว่าชุดใหญ่แน่ๆ แต่แล้วศศิธรกลับยิ้มออกมา

“ขอบใจนะ”

“มะ…ไม่เป็นไรค่ะ” ณดาตอบรับคำขอบคุณที่ไม่คาดคิดอย่างเก้ๆ กังๆ

“เอ้า หาเจอก็ดีแล้วละ รีบไปอาบน้ำอาบท่ากันก่อนเถอะ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่นั่นแหละ เดี๋ยวจะเป็นหวัดไปซะก่อน” ป้านวลรีบตัดบท “พรุ่งนี้หนูเจนต้องเดินทางแต่เช้า เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จก็รีบมากินข้าวด้วยกันนะ”

 

หลังจากน้ำตาแห่งความเศร้าเหือดแห้งไป ก็ถึงเวลาที่ทุกคนได้กลับทานอาหารด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง อาหารมื้อเย็นถูกจัดขึ้นที่ศาลากลางสวนที่ณดามาทดสอบทำอาหารในวันแรก ครั้งนี้ป้านวลลงมือทำอาหารหลายอย่างด้วยตัวเองเพื่อเลี้ยงส่งหลานสาวสุดที่รักโดยมีพิชชา ศศิธร และเย็นเป็นผู้ช่วย ณดาเองก็อยากจะช่วยด้วยเหมือนกัน แต่ป้านวลขอให้เธอพักหนึ่งวันเพื่อตอบแทนที่เธอช่วยตามหาเจณิสตาจนเจอ

แสงสีส้มจากหลอดไฟเหนือเพดานทำให้บรรยากาศในศาลาไม้เต็มไปด้วยความอบอุ่น อาหารมากมายวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอาหารทั้งแกงไตปลาของโปรดป้านวล ปลาทูต้มเค็มของโปรดเจณิสตา แกงขี้เหล็กของโปรดของรวี และอีกสารพัดเมนู จากคนที่กินเผ็ดไม่ได้เมื่อหลายเดือนก่อน ณดากลับมองอาหารตรงหน้าอย่างน้ำลายสอ หญิงสาวชิมอาหารไปทีละจานด้วยความเอร็ดอร่อย

แม้ว่ารวีกับอวัศยาจะไม่ต้องทานอาหาร แต่ทั้งสองก็แอบมานั่งร่วมโต๊ะด้วย สีหน้าของรวีในตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขในแบบที่ณดาไม่เคยเห็นมาก่อน

“กินเยอะๆ นะหนูเจน เดี๋ยวกลับไปแคนาดา คงไม่มีอาหารไทยอร่อยๆ อย่างนี้ให้กินแล้วนะ” ป้านวลยิ้มให้หลานสาวพร้อมกับตักปลาทูชิ้นใหญ่ใส่จานของเด็กหญิง

“ย่านวลก็ส่งปิ่นโตไปให้หนูที่แคนาดาสิคะ” เจณิสตาพูดเสียงทะเล้น

ทุกคนหัวเราะออกมาพร้อมกันให้กับความน่าเอ็นดูของเด็กหญิง ณดามองไปรอบโต๊ะอาหาร เธอรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เห็นทุกคนกลับมาทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุขแบบนี้

ณดาเพิ่งเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของการทำอาหารก็ในตอนนั้นเอง มื้ออาหารที่ดีไม่ใช่แค่การทำให้ท้องอิ่มแต่มันยังทำให้อิ่มอกอิ่มใจไปพร้อมๆ กัน การทานอาหารร่วมกันในครอบครัวคือช่วงเวลาที่เชื่อมโยงทุกคนในครอบครัวเอาไว้ด้วยกัน มันคือช่วงเวลาของการไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ ช่วงเวลาที่ทุกคนได้แบ่งปันสิ่งต่างๆ

ช่วงเวลาที่ย้ำเตือนให้รู้ว่า ไม่ว่าโลกข้างนอกจะโหดร้ายเพียงใด บ้านก็ยังเป็นสถานที่ที่อบอุ่นอยู่เสมอ

 



Don`t copy text!