ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 12 : พี่สาวที่ไม่แสนดี

ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 12 : พี่สาวที่ไม่แสนดี

โดย : วิตต ตุลยธัญ

Loading

เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการแชร์ร่าง! ‘ณดา’ ต้องรับภารกิจเป็นร่างทรงไทม์แชร์ให้สองวิญญาณข้ามฤดูหนาวและฤดูร้อน ในนวนิยายแฟนตาซี-ฟีลกู๊ด ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ โดย วิตต ตุลยธัญ อ่านเลย

หลังจากที่ได้หลักฐานชิ้นสำคัญจากศรุต ตำรวจก็ตามหาตัวคนร้ายจนเจอ คนร้ายรับสารภาพว่าตนได้รับว่าจ้างจากลูกค้าชาวจีนให้แอบขนอุปกรณ์การพนันเข้ามาในโรงแรมตอนตีสองกว่าๆ โดยห้ามไม่ให้คนในโรงแรมรู้ รปภ.ที่หายตัวไปเป็นคนที่ถูกจ้างมาอย่างที่คิรินคิดไว้จริงๆ เขาคือคนที่ช่วยคนร้ายขนของและแอบลบข้อมูลจากกล้องวงจรปิดทั้งหมด น่าเสียดายที่แก๊งชาวจีนผู้ว่าจ้างได้หลบหนีไปแล้ว แต่ทางตำรวจจะดำเนินการสืบสวนต่อไปจนถึงที่สุด

ในเมื่อศรุตยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นั่นก็แปลว่าต้องมีใครอีกคนที่อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด ใครบางคนที่ต้องการทำลายชื่อเสียงของบ้านชมดาว ณดายังกังวลใจกับเรื่องนี้แต่ก็โล่งใจที่อย่างน้อยบ้านชมดาวก็รอดพ้นจากข้อกล่าวหาครั้งนี้มาได้

ณดายังรู้สึกเสียดายที่ห้องบอลรูมที่เธอภาคภูมิใจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้นก็มีลูกค้าติดต่อเข้ามาเพื่อจองห้องสำหรับพิธีแต่งงาน คิรินมอบหมายให้ณดาเป็นผู้ดูแลงานนี้อีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวตรวจเช็กข้อมูลผู้จองอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้ผิดพลาดแบบครั้งก่อน

ลูกค้ารายนี้คือคู่บ่าวสาวที่พบรักกันที่เชียงดาว เจ้าสาวเป็นคนเชียงใหม่ ส่วนเจ้าบ่าวเป็นคนกรุงเทพฯ ณดารู้สึกถูกชะตากับคู่บ่าวสาวคู่นี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ณดามั่นใจว่าครั้งนี้เธอจะไม่โดนหลอกอย่างแน่นอน

งานแต่งงานจะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นอาทิตย์สุดท้ายที่ณดาทำงานที่บ้านชมดาวพอดี งานแต่งงานนี้จึงเป็นเหมือนงานเลี้ยงอำลาของณดาไปโดยปริยาย

 

ณดารู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูกเมื่ออาทิตย์สุดท้ายของการทำงานที่บ้านชมดาวมาถึง

ช่วงเวลาไฮซีซันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายได้ผ่านพ้นไปแล้ว งานโดยรวมของณดาจึงค่อนข้างราบรื่น แต่แล้ววันหนึ่งหญิงสาวก็ต้องเจอกับเรื่องไม่สบายใจอีกครั้ง บ่ายวันนั้นณดาได้พบกับชายวัยกลางคนร่างใหญ่ในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าของเขาเรียวยาวได้รูป ผมขาวเล็กน้อยที่แซมอยู่ไม่ได้ทำให้เขาดูแก่แต่กลับยิ่งดูภูมิฐาน ชายคนนั้นเดินเข้ามาหาณดาในตอนที่เธอกำลังทำงานอยู่ที่หน้าฟรอนต์พอดี

“คุณคิรินอยู่ไหมครับ” ชายในชุดสูทเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“เดี๋ยวดิฉันโทรไปแจ้งคุณคิรินให้นะคะ ขอทราบชื่อคุณลูกค้าได้ไหมคะ”

“ผมชัชชลครับ”

แต่ยังไม่ทันที่ณดาจะโทร.ไป คิรินก็เดินลงมาที่ล็อบบีพอดี

“สวัสดีครับคุณชัชชล มีอะไรให้ผมช่วยหรือครับ”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณคิริน พอดีว่าวันนี้ผมมาคุยธุระกับคุณศรุตก็เลยว่าจะมาทักทายคุณหน่อย”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้น ผมยังไม่เปลี่ยนใจหรอกนะครับ” คิรินยิ้มบางๆ ให้ผู้มาเยือน

“ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าถ้าคุณเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็โทรหาผมได้ทุกเมื่อนะครับ แล้วงานออกแบบของคุณเป็นยังไงบ้างครับ ผมมีคอนเน็กชันลูกค้าจีนเยอะนะครับ ถ้าคุณคิรินต้องการ ผมช่วยแนะนำให้ได้”

“ขอบคุณนะครับ แต่ไม่เป็นไรดีกว่าครับ” คิรินปฏิเสธอย่างสุภาพ

“ถ้าอย่างนั้น ผมไปก่อนนะครับ” ชัชชลหันมายิ้มให้ณดาก่อนจะเดินไปขึ้นรถหรูที่รออยู่ที่หน้าล็อบบี

ณดาได้แต่ยืนฟังบทสนทนาด้วยความงุนงงเพราะไม่รู้ว่าทั้งสองคนพูดเรื่องอะไรกัน

“ฉันละเกลียดไอ้หมอนี่ชะมัด” อวัศยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ณดาพูดขึ้นทันทีที่ชัชชลเดินลับตาไป “นี่ไงนายหน้าที่ฉันเคยเล่าให้เธอฟัง”

“อ๋อ คนที่เพิ่งซื้อที่ของคุณศรุตไปใช่มั้ย” ณดากระซิบถามดวงวิญญาณสาว

“ก็ใช่น่ะสิ ฉันบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่ายังไงก็ไม่ขาย ก็ยังมาตามตื๊ออยู่ได้”

พอรู้ว่าผู้ชายตรงหน้าเป็นใคร ณดาก็รู้สึกไม่ชอบหน้าเขาขึ้นมาด้วย

“คุณคิรินจะขายโรงแรมนี้จริงๆ เหรอคะ” ณดาถามคิรินไปตรงๆ ในตอนที่เขาเดินเข้ามาหา

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “คุณรู้ได้ยังไงครับว่าคุณชัชชลเขาอยากจะซื้อโรงแรมเรา”

“เอ่อ พอดีว่าฝ้ายเคยเล่าให้ฟังน่ะค่ะ” หญิงสาวแก้ตัวอย่างทุลักทุเล

“ผมคงยังไม่ขายบ้านชมดาวในเร็วๆ นี้หรอกครับ” คิรินยิ้มให้ณดา “แต่อนาคตก็ยังไม่แน่ครับ ถ้าจะพูดตรงๆ ตอนนี้ผมก็เหมือนเหยียบเรือสองแคมอยู่น่ะครับ งานสถาปนิกก็ต้องทำ งานโรงแรมก็ต้องดูแล ถ้ามีคนที่เหมาะสมมาทำโรงแรมนี้ต่อ มันอาจจะดีกับทุกคนก็ได้นะครับ”

ณดารู้สึกไม่สบายใจเลยกับคำตอบของเจ้านายหนุ่ม แต่เธอก็เข้าใจความลำบากใจของเขาได้

“แล้วคุณณดาเป็นยังไงบ้างครับ เรื่องงานแต่งงานไปถึงไหนแล้ว”

“ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมหมดแล้วค่ะ เมื่อเช้าฉันเพิ่งโทรคุยกับนายพิธีเรื่องหมายกำหนดการต่างๆ”

“ดีครับ” คิรินพูดยิ้มๆ “เรื่องอนาคตอย่าเพิ่งคิดถึงมันเลยครับ มาโฟกัสงานตรงหน้ากันก่อนดีกว่าครับ”

 

แสงแดดยามเช้าที่ส่องลอดผ่านม่านผ้าฝ้ายบางหลากสีทำให้บรรยากาศห้องบอลรูมในวันนี้ดูมลังเมลืองราวกับภาพฝัน ณดาเดินเข้ามาในห้องบอลรูมแล้วกวาดสายตาไปรอบตัว ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยผู้คนในชุดล้านนา แขกผู้หญิงส่วนใหญ่แต่งกายในชุดผ้าซิ่น ส่วนแขกผู้ชายสวมเสื้อม่อฮ่อมหรือไม่ก็เสื้อพื้นเมืองปักลวดลาย เสียงดนตรีจากวง สะล้อ ซอ ซึง ที่เล่นคลออย่างแผ่วเบาดึงเอาบรรยากาศเมืองเหนือในอดีตกลับมาสู่พื้นที่แห่งนี้ราวกับว่ากาลเวลาได้หยุดนิ่งเอาไว้

ณดารู้สึกตื้นตันกับภาพตรงหน้า ในที่สุดห้องบอลรูมก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสง่าผ่าเผยเสียที

อวัศยาทำหน้าที่สไตลิสต์ให้ณดาอย่างไม่มีที่ติ วันนี้ดวงวิญญาณสาวเลือกชุดผ้าซิ่นสีเขียวอ่อนคู่กับเสื้อคอกลมแขนยาวให้ณดา เสื้อผ้าทั้งหมดถูกสั่งตัดเป็นอย่างดีจากร้านตัดเสื้อที่อวัศยาเคยใช้เป็นประจำ นอกจากนี้ดวงวิญญาณสาวก็ยังให้ณดายืมสร้อยเงินเส้นโปรดที่เธอใช้เป็นประจำอีกด้วย

ดวงวิญญาณทั้งสองเองก็แต่งกายในชุดพื้นเมืองเช่นกัน อวัศยาถือคติว่าต่อให้มีคนมองเห็นแค่คนเดียวก็ต้องแต่งตัวให้สวยที่สุด โชคดีที่ดวงวิญญาณเปลี่ยนเครื่องแต่งกายได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องสั่งตัดชุดให้ยุ่งยากเหมือนคนเป็น รวีจึงยอมใส่ชุดพื้นเมืองตามคำขอร้องแกมบังคับของอวัศยาอย่างไม่เต็มใจนัก

“เธอมองหาใครอยู่เหรอ” อวัศยาแกล้งหยอกณดาเมื่อเห็นว่าหญิงสาวชะเง้อมองไปทั่วงาน “คิรินน่าจะทำงานอยู่นะ เดี๋ยวเขาคงตามมาเองนั่นแหละ”

“เปล่านะ ฉันก็แค่ดูว่างานเรียบร้อยดีหรือเปล่าเฉยๆ” ณดาแก้ตัวทั้งที่หน้ายังแดงระเรื่อ

ในตอนนั้นเองที่เสียงกลองจากขบวนขันหมากดังขึ้นพอดี เจ้าบ่าวในชุดเสื้อม่อฮ่อมผูกผ้าคาดเอวสีแดงเข้มถือพานดอกไม้เดินนำหน้าขบวน เพื่อนเจ้าบ่าวถือพานหมากพลู เหล้า และของมงคลต่างๆ โซ่สีทองถูกขึงไว้ระหว่างเสาไม้ไผ่เล็กๆ เพื่อใช้เป็นประตูเงินประตูทอง เพื่อนเจ้าสาวรอหนุ่มๆ อยู่ที่นั่นแล้ว

เจ้าบ่าวต้องทำภารกิจต่างๆ จากเพื่อนเจ้าสาวเพื่อผ่านประตูแต่ละด่านไปให้ได้ เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะเมื่อเจ้าบ่าวถูกขอให้ทำภารกิจแปลกๆ อย่างเช่นการร้องเพลงรักให้เจ้าสาวฟังหรือการลงไปวิดพื้น ในที่สุดเจ้าบ่าวก็ผ่านด่านทั้งหมดไปได้และพบกับเจ้าสาวในชุดผ้าซิ่นสีขาวงามสง่า

หลังจากพิธีขันหมากผ่านไปก็ถึงเวลาของการรดน้ำสังข์ บนเวทีตกแต่งด้วยผ้าซิ่นโบราณและดอกพวงครามอันเป็นสีโปรดของเจ้าสาว สองบ่าวสาวคุกเข่าอยู่เคียงข้างกันด้วยใบหน้าแช่มชื่นระหว่างที่ผู้ใหญ่จากทั้งสองฝ่ายทยอยกันเข้ามารดน้ำสังข์ด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อยอันเป็นน้ำมนต์อันศักด์สิทธิ์ของชาวล้านนา

พิธีการค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังสวนด้านนอกเพื่อประกอบพิธีผูกข้อมือสู่ขวัญ ณดาและทีมงานได้จัดเตรียมมุมสำหรับประกอบพิธีดังกล่าวเอาไว้ใต้ต้นลำพูใหญ่โดยมีพานข้าวตอก ดอกไม้ และด้ายสีขาววางอยู่ ในตอนนั้นเองที่สายตาของณดาเหลือบไปเห็นคิรินที่ยืนรออยู่ด้านนอก วันนี้เขาดูดีแบบแปลกตาในชุดเสื้อม่อฮ่อมคู่กับกางเกงผ้าฝ้าย ทันทีที่เห็นณดา ชายหนุ่มก็รีบโบกมือทัก หญิงสาวรู้สึกถึงหัวใจตัวเองที่ลิงโลดด้วยความดีใจอย่างควบคุมไม่อยู่

“นั่นไง คนที่เธอตามหามาโน่นแล้ว” อวัศยายังหยอกณดาไม่เลิก

คิรินเดินมายืนข้างๆ ณดา หญิงสาวแอบมองเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกาย แล้วจู่ๆ ภาพในจินตนาการของเธอก็ซ้อนทับกับภาพงานผูกข้อมือตรงหน้า แวบหนึ่ง…เธอมองเห็นหน้าตัวเองและคิรินกำลังอยู่ในพิธีแต่งงาน

ไม่นะ ฉันไม่ได้หลงรักเขาซะหน่อย ณดารีบสะบัดหัวเพื่อไล่ความคิดนั้นออกไป โดยไม่รู้เลยใบหน้าของเธอในตอนนี้แดงยิ่งกว่าเจ้าสาวในพิธีเสียอีก

 

พิธีการแต่งงานจบลงด้วยงานเลี้ยงช่วงหัวค่ำที่จัดขึ้นในบริเวณสวน ภายใต้ท้องฟ้าที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาวนับล้านที่เป็นสักขีพยานความรักอยู่เบื้องบน

แสงสีส้มจากโคมกระดาษที่ติดอยู่ทั่วงานส่องสะท้อนบนใบหน้าอันเปี่ยมสุขของทั้งบ่าวสาวและแขกที่มาร่วมงานจนเกิดเป็นบรรยากาศอบอุ่น กลิ่นดอกไม้ยามค่ำคืนหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงเพลงจากนักดนตรีโฟล์กซองคำเมืองขับกล่อมอยู่ตลอดงาน ทุกคนพูดคุยและทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน

ณดากับอวัศยายืนหลบมุมอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง แอบมองบรรยากาศของงานอยู่ไกลๆ

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ” อวัศยาเอ่ยขึ้น ตอนนี้เธอเปลี่ยนมาเป็นชุดราตรีสีขาวแล้ว “ตอนนี้ไม่มีอะไรที่ฉันห่วงอีกแล้วละ”

“ฉันดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นนะ” ณดาหันไปยิ้มให้อวัศยา “ฉันเองก็อยากขอบคุณเธอเหมือนกัน ฉันมีความสุขมากจริงๆ ที่ได้ทำงานที่นี่”

ก่อนที่ณดาจะได้พูดอะไรต่อ เสียงที่คุ้นเคยก็ลอยมาจากด้านหลัง

“ที่นี่ยังต้อนรับคุณเสมอนะครับ” คิรินทักทายณดาอีกครั้ง “แล้วก็…ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ”

ณดาใช้หางตาเหลือบไปมองอวัศยาที่ยืนอยู่ข้างๆ สีหน้าของดวงวิญญาณสาวดูเศร้าสร้อย

“ฉันขอเข้าร่างเธอเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม” อวัศยาเอ่ยถามณดา

“ได้สิ” ณดากระซิบตอบเบาๆ

ทันทีที่อวัศยาเข้ามาในร่างของณดา ดวงวิญญาณสาวก็โผเข้ากอดคิรินโดยที่ณดาไม่ทันตั้งตัว

ณดาทั้งเขินและตกใจในเวลาเดียวกัน คิรินเองก็ดูแปลกใจไม่น้อยแต่ไม่นานเขากลับกระชับอ้อมกอดนั้นจนแน่น ณดารู้สึกถึงน้ำอุุ่นๆ ที่ไหลลงมาอาบแก้มทัั้งสองข้างของตัวเอง มันคือน้ำตาของพี่สาวที่กำลังบอกลาน้องชายเป็นครั้งสุดท้าย

(ฉันอาจจะเป็นพี่สาวที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ฉันก็ภูมิใจที่ได้เป็นพี่สาวของนายนะ) ณดาได้ยินเสียงในหัวตัวเอง มันคือคำพูดสุดท้ายที่พี่สาวอยากบอกกับน้องชาย แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินก็ตาม สองร่างอยู่ในอ้อมกอดยาวนานเหมือนกาลเวลาหยุดนิ่งไป ในที่สุดอวัศยาก็ค่อยๆ คลายอ้อมกอดนั้นอย่างช้าๆ

“ขอโทษนะคะ” ณดารีบหลบตาคิริน

“มะ ไม่เป็นไรครับ”

(ฉันขอโทษนะ แต่นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ฉันจะได้กอดน้องชายแบบนี้) อวัศยาเอ่ยขอโทษเจ้าของร่าง ก่อนจะค่อยๆ ออกจากร่างของหญิงสาวไป

แน่นอนว่าณดาโกรธอวัศยาไม่ลง

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวไปนอนก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”

“คะ…ครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ พรุ่งนี้พบกันนะครับ”

“ค่ะ เจอกันพรุ่งนี้นะคะ”

ณดาเดินกลับห้องพักด้วยความรู้สึกหลายอย่างที่เธอไม่รู้จะอธิบายมันว่ายังไง เป็นความสุขที่ปนมากับความเศร้า เป็นความตื่นเต้นที่ปนมากับความกลัว เป็นความเขินอายที่ปนมากับความรู้สึกดี

สิ่งเดียวที่ณดาแน่ใจก็คือ…อ้อมกอดของคิรินนั้นช่างอบอุ่นเหลือเกิน

 



Don`t copy text!